ในอดีตกาล
พระราชาพระนามว่า มหาชนก ครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา แคว้นวิเทหะ
พระเจ้ามหาชนกมีพระราชโอรส ๒ พระองค์ คือ พระอริฏฐชนก
และพระโปลชนก พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่พระราชโอรสองค์พี่
พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระราชโอรสองค์น้อง
กาลต่อมา
พระเจ้ามหาชนกสวรรคต พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ ทรงตั้งพระโปลชนกผู้กนิษฐภาดาเป็นอุปราช
อำมาตย์ผู้หนึ่งใกล้ชิดพระราชา ได้ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า
พระอุปราชใคร่จะปลงพระชนม์ของพระองค์ พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับคำบ่อยๆ
ก็ทรงระแวง รับสั่งให้จำพระอุปราชด้วยเครื่องจองจำ ให้ขังไว้ในคฤหาสน์หลังหนึ่งใกล้พระราชนิเวศน์
มีผู้คุมรักษา ด้วยอำนาจแห่งความสัตย์ พระโปลชนกสามารถหนีจากที่คุมขังแล้วเสด็จไปยังชนบท
ชายแดนแห่งหนึ่ง ชาวชนบทจำพระองค์ได้ก็บำรุงพระองค์ พระราชาอริฏฐชนกจึงไม่สามารถจับพระองค์ได้
พระโปลชนกประทับส้องสุมผู้คนอยู่ที่นั้น เมื่อมีอำนาจและบริวารมากขึ้นโดยลำดับ
ทรงดำริว่าเมื่อก่อนเรามิได้ก่อเวรต่อพระเชษฐาของเรา แต่บัดนี้เราจะก่อเวรละ
จากนั้นทรงประชุมพลนิกายแวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จไปยังกรุงมิถิลา
ให้ตั้งค่ายพักแรมกองทัพอยู่นอกพระนคร
ครั้งนั้น
เหล่าทหารชาวนครมิถิลาทราบว่า พระโปลชนกเสด็จมา ก็ขนยุทโธปกรณ์เป็นอันมากมาเข้ากับพระโปลชนก
แม้พวกชาวเมืองก็พากันมาเข้าด้วย พระโปลชนกทรงส่งสารไปถวายพระเชษฐาว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์มิได้ก่อเวรต่อพระองค์ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์จะก่อเวรละ
พระองค์จะประทานเศวตฉัตรแก่ข้าพระองค์ หรือจะรบ พระราชาอริฏฐชนกทรงสดับดังนั้น
ปรารถนาจะรบ การรบครั้งนี้จะชนะหรือแพ้ ไม่อาจจะทราบได้
พระองค์ตรัสสั่งพระอัครมเหสีให้ดูแลรักษาพระครรภ์ให้ดี
ตรัสสั่งแล้วก็เสด็จกรีธาทัพออกจากพระนคร
ครั้งนั้น
ทหารของพระโปลชนกยังพระราชาอริฏฐชนกให้ถึงชีวิตักษัยในที่รบ
ชาวพระนครทั้งสิ้นรู้ว่าพระราชาสวรรคต ก็เกิดโกลาหลกันทั่วไป
ฝ่ายพระเทวีทรงทราบว่า พระราชสวามีสวรรคตแล้ว ก็ทรงรีบเก็บสิ่งของสำคัญ
และเงินทองใส่ในกระเช้า เอาผ้าเก่าๆ ปูปิดไว้ แล้วใส่ข้าวสารข้างบนทรงนุ่งภูษาเก่าเศร้าหมอง
ปลอมพระกายของพระองค์ วางกระเช้าบนพระเศียรเสด็จออกจาก
พระนครแต่กลางวัน ไม่มีใครจำพระนางได้ พระนางเสด็จออกทางประตูทิศอุดร
ไม่รู้จักหนทาง เพราะไม่เคยเสด็จไปไหน ไม่อาจกำหนดทิศ
จึงประทับที่ศาลา แห่งหนึ่ง คอยตรัสถามว่า มีคนเดินทางไปนครกาลจัมปากะไหม
เพราะเคยทรงสดับว่า มีนครกาลจัมปากะเท่านั้น ด้วยอำนาจบุญบารมีแห่งบุตรในครรภ์
พระนางจึงได้อาศัยนั่งไปในเกวียนของชายชราผู้หนึ่งจนถึงนครกาลจัมปากะ
พระนางเสด็จลงจากเกวียน ณ ที่ใกล้ประตูด้านทักษิณ ประทับนั่งอยู่ที่ศาลาแห่งหนึ่ง
ขณะนั้น
มีพราหมณ์ชาวนครกาลจัมปากะคนหนึ่ง ชื่ออุทิจจพราหมณ์ เป็นพราหมณ์มหาศาล
เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แวดล้อมด้วยลูกศิษย์ ๕๐๐ คน กำลังเดินไปเพื่ออาบน้ำ
พราหมณ์แลดูมาทางศาลาแต่ไกล พอแลเห็นพระเทวีเท่านั้น ก็เกิดความรักราวกับว่าเป็นน้องสาว
จึงให้พวกมาณพรออยู่ข้างนอก เข้าไปในศาลาแต่ผู้เดียว ถามความเป็นมา
พระเทวีก็ตรัสเล่าเรื่องให้ทราบ พราหมณ์จึงรับจะเลี้ยงดูพระนางเยี่ยงน้องสาว
จากนั้นก็แนะนำพระนางแก่พวกลูกศิษย์ว่าหญิงนี้เป็นน้องสาวของฉัน
พลัดพรากจากฉันไปแต่ครั้งโน้น แล้วสั่งพวกลูกศิษย์ให้นำพระเทวีไปบ้าน
และบอกนางพราหมณีว่าเป็นน้องสาว ส่วนตัวเองก็ไปอาบน้ำ
เมื่อพราหมณ์กลับมาเรือน ก็สั่งคนว่า จงเชิญน้องสาวของเรามาแล้ว
บริโภคร่วมกับพระนาง ได้ปรนนิบัติพระนางในนิเวศน์ของตน
ต่อมาไม่นาน
พระนางก็ประสูติพระโอรสมีผิวพรรณดังทอง พระเทวีขนานพระนามพระโอรสเหมือนพระอัยกาว่า
มหาชนกกุมาร พระกุมารนั้นทรงเจริญวัยก็เล่นอยู่กับพวกเด็ก
ใครทำให้ขัดเคืองจะถูกพระกุมารจับตี ด้วยพระองค์มีพระกำลังมาก
เด็กเหล่านั้นร้องไห้เสียงดังและกล่าวว่าบุตรหญิงหม้ายตี
พระกุมารทรงคิดว่า พวกเด็กว่าเราเป็นบุตรหญิงหม้ายอยู่เนืองๆ
เราจักถามมารดาของเรา เมื่อพระกุมารทูลถาม พระนางตรัสลวงว่า
พราหมณ์เป็นบิดา แต่ไม่อาจลวงพระกุมารได้ ในที่สุดจึงตรัสเล่าความจริงให้พระกุมารทรงทราบ
ตั้งแต่นั้นมา
แม้ใครจะว่าเป็นบุตรหญิงหม้าย พระกุมารก็ไม่กริ้ว ทรงพยายาม
ศึกษาหาความรู้ เมื่อมีพระชนม์ ๑๖ ปี เป็นผู้ทรงพระรูปโฉมอันอุดม
รอบรู้ไตรเพท และศิลปศาสตร์ทั้งปวง พระองค์ทรงคิดว่า เราจักเอาราชสมบัติของบิดา
จึงทูลพระมารดา ขอทุนเพื่อนำไปค้าขายให้เกิดทรัพย์ขึ้นแล้วจักเอาราชสมบัติ
พระนางตรัสว่า ของสำคัญของเรามีสามอย่าง คือ แก้วมณี แก้ววิเชียร
และแก้วมุกดา แต่ละอย่างพอจะเป็นกำลังเอาราชสมบัติได้
พ่อจงรับแก้วทั้งสามนั้น คิดอ่านเอาราชสมบัติเถิด อย่าค้าขายเลย
พระกุมารทูลว่า ขอพระมารดาจงประทานทรัพย์นั้นกึ่งหนึ่ง
หม่อมฉันจะไปค้าขายที่สุวรรณภูมินำทรัพย์เป็นอันมากมา
แล้วเอาราชสมบัติ ทูลดังนี้แล้ว ให้พระมารดาประทานทรัพย์กึ่งหนึ่ง
จำหน่ายออกเป็นสินค้าแล้วให้ขนขึ้นเรือ กลับมาทูลลาพระมารดา
แล้วก็ออกเรือมุ่งไปสุวรรณภูมิ มีพวกพาณิช ๗๐๐ คนร่วมเดินทางไปด้วย
ในวันนั้นเอง พระเจ้าโปลชนกก็ประชวรหนักจนไม่อาจลุกจากที่บรรทมได้
ในวันที่ ๗ เรือผจญกับคลื่นอันร้ายกาจ ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้
แผ่นกระดานก็แตกด้วยกำลังคลื่น เรือก็จมลงในมหาสมุทร มหาชนกลัวมรณภัย
พากันร้องไห้คร่ำครวญกราบไหว้เทวดาทั้งหลาย แต่พระโพธิสัตว์ไม่ทรงกันแสง
ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่ไหว้เทวดาทั้งหลาย พระองค์ทรงทราบว่าเรือจะจม
ทรงคลุกน้ำตาลกรวดกับเนยเสวยจนเต็มท้อง แล้วทรงชุบผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนด้วยน้ำมันจนชุ่ม
ทรงนุ่งให้มั่น ประทับยืนเกาะเสากระโดง ขึ้นยอดเสากระโดงเวลาเรือจม
มหาชนเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า น้ำโดยรอบมีสีเหมือนโลหิต
พระโพธิสัตว์ประทับยืนที่ยอดเสากระโดง ทรงกำหนดทิศทางแห่งเมืองมิถิลา
กระโดดจากยอดเสากระโดง ล่วงพ้นฝูงปลาและเต่าไปได้เพราะพระองค์มีพระกำลังมาก
พระเจ้าโปลชนกได้สวรรคตในวันนั้นเหมือนกัน จำเดิมแต่วันนั้น
พระโพธิสัตว์ทรงใช้กำลังพระพาหาพยายามว่ายข้ามมหาสมุทร
พระองค์ทรงพากเพียรว่ายข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วัน เหมือนว่ายข้ามวันเดียว
พระองค์ทรงสังเกตว่าเวลานั้นเป็นวันอุโบสถ จึงทรงบ้วนพระโอษฐ์ด้วยน้ำเค็ม
ทรงสมาทานอุโบสถศีล
ในกาลนั้น
เทพธิดาชื่อมณีเมขลา มีหน้าที่ดูแลรักษามหาสมุทร คอยช่วยเหลือ
คนดีมีคุณธรรมซึ่งไม่สมควรตายในมหาสมุทร นางมณีเมขลามิได้ตรวจตรามหาสมุทรเป็นเวลา
๗ วัน (เล่ากันว่านางมัวเพลินเสวยทิพยสมบัติจนลืมตรวจตรา
บางอาจารย์กล่าวว่า นางเทพธิดามัวไปเทพสมาคมเสีย) เมื่อนางตรวจดูก็เห็นพระโพธิสัตว์
จึงคิดว่า ถ้ามหาชนกกุมารตายในมหาสมุทร เราจักไม่ได้เข้าเทวสมาคม
คิดแล้วตกแต่งสรีระ สถิตอยู่ในอากาศไม่ไกลพระโพธิสัตว์
กล่าวว่า นี้ใคร เมื่อแลไม่เห็นฝั่งมหาสมุทร ก็อุตสาหะพยายามอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้พระโพธิสัตว์แลไปในอากาศ
ทอดพระเนตรเห็นนางมณีเมขลา จึงตรัสว่า
ดูก่อนเทวดา
เราไตร่ตรองเห็นปฏิปทาแห่งโลก และอานิสงส์แห่งความเพียร
เพราะฉะนั้น ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร
นางมณีเมขลากล่าวว่า
ฝั่งมหาสมุทรไกลจนประมาณไม่ได้ ย่อมไม่ปรากฏแก่ท่าน ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านก็เปล่าประโยชน์
ท่านไม่ถึงฝั่งก็จักตาย
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
ท่านพูดอะไรอย่างนั้น บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ชื่อว่าไม่เป็นหนี้
(ไม่ถูกติเตียน) ในระหว่าง หมู่ญาติ เทวดา และบิดา มารดา
อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชายย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง
เทวดากล่าวว่า
การงานอันใด ยังไม่ถึงที่สุดด้วยความพยายาม การงานนั้นก็ไร้ผล
มีความลำบากเกิดขึ้น การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรใด
จนความตายปรากฏขึ้น ความพยายามในฐานะอันไม่สมควรนั้นจะมีประโยชน์
อะไร
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
ผู้ใดละความเพียร ผู้นั้นก็จะพึงรู้ผลแห่งความเกียจคร้าน
ดูก่อนเทวดา ท่านก็เห็นผลแห่งกรรม ประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือคนอื่นๆ
จมลงในมหาสมุทรหมด เพราะไม่ทำความเพียร เราคนเดียวเท่านั้นยังว่ายข้ามอยู่
เราไม่เคยเห็นเทวดาโดยอัตภาพนี้เลย บัดนี้เราเห็นท่านมาสถิตอยู่ใกล้ๆ
เรานั้นจักพยายามตามสติกำลัง จักทำความเพียรที่บุรุษควรทำ
ไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทร
เทวดาได้สดับพระวาจาอันมั่นคงของพระโพธิสัตว์
จึงกล่าวสรรเสริญพระองค์ว่า ท่านผู้ใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม
ไม่จมลงในห้วงมหรรณพ ซึ่งประมาณมิได้เห็นปานนี้ ด้วยความเพียรของบุรุษ
ใจของท่านยินดีในสถานที่ใด ท่านจงไปในสถานที่นั้นเถิด
ลำดับนั้น นางมณีเมขลาก็นำพระโพธิสัตว์มาถึงยังมิถิลานคร
ให้บรรทมโดยตะแคงข้างขวาบนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลในสวนมะม่วง
แล้วกลับไปสู่ที่อยู่
ของตน
ในกาลนั้น
พระเจ้าโปลชนกไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาองค์หนึ่ง พระนามว่า
สีวลีเทวี เป็นหญิงฉลาดเฉียบแหลม ก่อนเสด็จสวรรคต พระราชาตรัสสั่งพวกอำมาตย์ไว้ว่า
ท่านทั้งหลายจงมอบราชสมบัติให้แก่ท่านที่สามารถยังสีวลีเทวีให้ยินดี
หรือผู้ใดรู้หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม หรือผู้ใดอาจยกสหัสสถามธนูขึ้นได้
หรือผู้ใด อาจนำขุมทรัพย์ใหญ่สิบหกแห่งออกมาได้ และได้ตรัสบอกปัญหาแห่งขุมทรัพย์
ไว้ด้วย
เมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าโปลชนกแล้ว
พวกอำมาตย์ปรึกษากันว่า เสนาบดีอาจจะยังให้พระราชธิดายินดีได้
จึงแจ้งข่าวให้เสนาบดีทราบ เสนาบดี รีบไปสู่ประตูพระราชวังเพื่อต้องการราชสมบัติ
ให้ทูลความที่ตนมาแด่พระราชธิดา พระราชธิดาหวังจะทรงทดลองปัญญาของเสนาบดีจึงรับสั่งว่า
จงมาโดยเร็ว เสนาบดีหวังจะให้พระธิดาโปรดปราน จึงวิ่งไปโดยเร็ว
แล้วยืนอยู่ใกล้พระราชธิดา พระราชธิดาตรัสสั่งว่า จงวิ่งไปโดยเร็วในพระตำหนัก
เสนาบดีก็ทำตาม พระราชธิดา สั่งว่า จงมาอีก เสนาบดีก็มาโดยเร็วอีก
พระราชธิดาทรงทราบว่าเสนาบดีนั้นหาปัญญามิได้ จึงตรัสว่า
จงมานวดเท้าของเรา เสนาบดีก็นั่งลงนวดพระบาทของพระราชธิดาเพื่อให้ทรงโปรดปราน
ลำดับนั้น
พระราชธิดาถีบเสนาบดีที่อกให้ล้มหงาย แล้วสั่งพวกนางข้าหลวง
ให้ทุบตีและขับไล่บุรุษผู้ไร้ปัญญานี้ไปเสีย แม้คนอื่นๆ
อีกหลายคนก็ได้รับความอับอายเช่นเดียวกับเสนาบดี แม้ในเรื่องสหัสสถามธนู
หัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยม และขุมทรัพย์ทั้งสิบหก ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเช่นกัน
ปุโรหิตจึงเสนอให้ปล่อยผุสสรถ เพราะพระราชาที่เชิญเสด็จมาได้ด้วยผุสสรถเป็นผู้สามารถจะครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น
คนทั้งหลายต่างเห็นชอบ
เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว
ปุโรหิตก็ปล่อยราชรถ ราชรถก็แล่นไปตามถนนใหญ่โดยเร็ว แล่นเลยเคหสถานของชนทั้งปวง
ออกจากพระนครบ่ายหน้าตรงไปและเข้าสู่อุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคลที่พระโพธิสัตว์บรรทม
แล้วหยุดอยู่ ปุโรหิตกล่าวว่า หากท่านผู้นี้เป็นคนมีปัญญาสมควรแก่เศวตฉัตร
จักไม่ลุกขึ้น จักไม่แลดู หากเป็นคนกาลกิณี จักตกใจกลัวแล้วหนีไป
ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีขึ้นทั้งหมดโดยเร็ว ขณะนั้นเสียงดนตรีได้ดังกึกก้องขึ้น
พระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมด้วยเสียงนั้น เปิดพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชน
ทรงจินตนาการว่า เศวตฉัตรมาถึงเรา แล้วคลุมพระเศียรเสียอีก
พลิกพระองค์บรรทมข้างซ้าย เมื่อดนตรีประโคมขึ้นอีกครั้ง
พระโพธิสัตว์ทรงเปิดพระพักตร์อีก พลิกพระองค์บรรทมข้างขวา
ทอดพระเนตรมหาชน ปุโรหิตประคองอัญชลีก้มหน้ากราบทูลพระโพธิสัตว์
ป.
ขอได้โปรดเสด็จลุกขึ้นเถิด ราชสมบัติมาถึงพระองค์
พ.
พระราชาของพวกท่านเสด็จไปไหน
ป.
เสด็จสวรรคต
พ.
พระราชโอรสหรือพระราชภาดาของพระราชานั้นไม่มีหรือ
ป.
ไม่มีพระเจ้าข้า มีแต่พระราชธิดาองค์หนึ่ง
พ.
ถ้าอย่างนั้น เราจักครองราชสมบัติ
ตรัสแล้วเสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง
ณ แผ่นศิลามงคล มหาชนก็ถวายอภิเษกพระโพธิสัตว์ ณ สถานที่นั้น
พระโพธิสัตว์ทรงได้พระนามว่า พระเจ้ามหาชนกราช แล้วพระราชาเสด็จขึ้นสู่ราชรถเข้าสู่พระนคร
แล้วเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์
พระราชธิดาทรงต้องการทดสอบพระราชา
จึงตรัสสั่งราชบุรุษคนหนึ่งไปทูลพระราชาว่า พระนางสีวลีเทวีรับสั่งให้รีบเสด็จไปเฝ้า
ราชบุรุษก็ไปกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชาสดับแล้ว
ไม่ทรงสนพระทัยในวาจานั้น เหมือนคนไม่สนใจต้นหญ้า
เมื่อราชบุรุษกลับมากราบทูล
พระราชธิดาทรงคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่
แล้วส่งราชบุรุษมาเชิญเสด็จอีกถึงสองครั้งสามครั้ง พระราชาก็เสด็จไปตามความพอพระราชหฤทัยของพระองค์
เมื่อเสด็จใกล้เข้ามา พระราชธิดาไม่อาจดำรงพระองค์อยู่ได้
จึงเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกร พระราชาทรงรับเกี่ยวพระกรพระราชธิดาขึ้นยังพระที่นั่ง
ประทับ ณ ราชบัลลังก์ ใต้พระมหาเศวตฉัตร ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า
เมื่อพระราชาของพวกท่านจะเสด็จสวรรคต ได้ตรัสสั่งอะไรไว้บ้าง
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พระราชาของข้าพระองค์ได้ตรัสสั่งไว้ดังนี้
๑.
ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้ที่ทำให้พระราชธิดาพระนามว่า สีวลีเทวีโปรดปรานได้
พระราชาตรัสว่า พระนางสีวลีราชธิดาเสด็จมาถวายให้เกี่ยวพระกรของเธอแล้ว
เป็นอันว่าเราได้ให้พระราชธิดาโปรดปรานแล้ว ท่านจงกล่าวข้ออื่นต่อไป
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า
๒.
ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้ที่สามารถทราบหัวนอนแห่งบัลลังก์สี่เหลี่ยมว่าอยู่ด้านไหน
พระราชาดำริว่า ข้อนี้รู้ยาก แต่อาจรู้ได้โดยอุบาย จึงทรงถอดเข็มทองคำบนพระเศียร
ประทานที่พระหัตถ์พระนางสีวลี รับสั่งว่า เธอจงวางเข็มทองคำนี้
พระนางสีวลีทรงรับเข็มทองคำ นำไปวางไว้เบื้องหัวนอนแห่งบัลลังก์นั้น
พระราชาทรงทราบว่า ข้างนี้เป็นหัวนอน ทรงทำเป็นยังไม่ได้ยินถ้อยคำนั้น
แสร้งตรัสถามว่าพวกท่านว่ากระไร ครั้นหมู่อำมาตย์กราบทูลซ้ำให้ทรงทราบแล้ว
จึงรับสั่งว่า การรู้จักหัวนอนบัลลังก์สี่เหลี่ยมไม่อัศจรรย์
ด้านนี้เป็นหัวนอน ท่านทั้งหลายจงกล่าวข้ออื่นต่อไป พวกอำมาตย์กราบทูลว่า
๓.
ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้ยกสหัสสถามธนู (อันมีน้ำหนักแรงพันคนยก)
ขึ้นได้พระราชาตรัสสั่งให้นำธนูนั้นมา ทรงยกธนูขึ้นทั้งที่ประทับ
ณ ราชบัลลังก์นั้นเอง แล้วโปรดให้เล่าข้ออื่นอีกต่อไป
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า
๔.
ให้มอบราชสมบัติแก่ผู้นำขุมทรัพย์ ๑๖ แห่งให้ปรากฏ พระราชาตรัสถามว่า
ปัญหาอะไรๆ เกี่ยวกับขุมทรัพย์นั้นมีอยู่หรือไม่ พวกอำมาตย์ก็กราบทูลปัญหาเกี่ยวกับขุมทรัพย์ว่า
มีขุมทรัพย์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นต้น พอได้สดับปัญหานั้นแล้ว
พระราชาก็ทรงทราบเนื้อความอย่างกระจ่างแจ้ง จึงตรัสว่า
วันนี้หมดเวลาแล้ว พรุ่งนี้เราจักชี้ขุมทรัพย์ในที่ทั้งหลายนั้นๆ
รุ่งขึ้น พระราชาให้ประชุมอำมาตย์แล้วตรัสถามว่า พระราชาของพวกท่านนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาฉันบ้างหรือไม่
เมื่อพวกอำมาตย์ตอบรับ พระราชาดำริว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามีคุณดุจดวงอาทิตย์
ขุมทรัพย์คงมีอยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าโปลชนกเสด็จต้อนรับและส่งพระปัจเจกพุทธเจ้า
ดำริแล้วรับสั่งให้ขุด ณ สถานที่สองแห่งนั้น ก็พบขุมทรัพย์ทั้งสอง
แม้ขุมทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดก็ถูกนำออกมาเช่นกัน มหาชนพากันร่าเริงยินดีในพระปรีชาสามารถของพระราชา
จากนั้นพระราชา โปรดให้สร้างโรงทานเพื่อบริจาคทรัพย์แก่คนจน
โปรดให้เชิญพระมารดาและพราหมณ์ มาแต่กาลจัมปากนคร ทรงทำสักการะสมโภชเป็นการใหญ่
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว
ประทับ ณ พระราชอาสน์ ภายใต้มหาเศวตฉัตร ทอดพระเนตรเห็นสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่
ก็ทรงอนุสรณ์ถึงความพยายาม ที่พระองค์ทรงทำในมหาสมุทร
ทรงดำริว่า ชื่อว่าความเพียรควรทำแท้ ถ้าเราไม่ได้ทำความเพียรในมหาสมุทร
เราจักไม่ได้สมบัตินี้ ดำริแล้วเกิดพระปีติโสมนัสซาบซ่าน
จึงทรงเปล่งพระอุทาน ความว่าบุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังเข้าไว้
ไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตัวท่านขึ้นจากน้ำสู่บกและได้เป็นพระราชาสมปรารถนา
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามเรื่อยไปไม่พึงเบื่อหน่าย
เราเห็นตัวท่านขึ้นจากน้ำสู่บกและได้เป็นพระราชาสมปรารถนา
ผู้มีปัญญาแม้ใกล้ถึงทุกข์แล้ว ก็ไม่พึงตัดความหวังที่จะถึงความสุข
จริงอยู่คนเป็นอันมากถูกทุกข์กระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
ถูกสุขกระทบกระทั่ง ก็ทำสิ่งที่มีประโยชน์ คนเหล่านั้นไม่ตรึกถึงความข้อนี้
จึงถึงความตาย สิ่งที่มิได้คิดไว้ จะมีก็ได้ สิ่งที่คิดไว้จะพินาศไปก็ได้
โภคะทั้งหลายของหญิงก็ตาม ของชายก็ตาม มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น
ควรทำความเพียรทีเดียว
ตั้งแต่นั้นมา
พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม
ในบั้นปลายแห่งพระชนมายุ ทรงสละราชสมบัติ ออกผนวชเป็นบรรพชิต
เสด็จเข้าป่าหิมวันต์ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น ในที่สุดแห่งพระชนมายุได้เข้าถึงพรหมโลก
(มหาชนกชาดกและอรรถกถา
มหานิบาตชาดก)
๑.
การหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นย่อมหวังได้ยาก ดังนั้นพุทธศาสนาจึงสอนให้ทุกคนพึ่งตนเอง
ดังพุทธดำรัสว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครอื่นเล่าจะเป็นที่พึ่งให้ได้
พวกที่ตกน้ำไม่ว่าย มัวไหว้เทวดา ไม่พยายามหาทางช่วยตนเอง
ในที่สุดก็ตายหมด คนที่พึ่งตนเอง พยายามหาทางช่วยตนเองอย่างเต็มที่ผลสุดท้ายก็รอดตาย
๒.
แก่นจันทน์ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน ก็ไม่ทิ้งกลิ่นหอม ฉันใด
คนดีอยู่ที่ไหนก็ไม่ละทิ้งธรรม ฉันนั้น ด้วยเหตุนี้แม้จะอยู่ในมหาสมุทร
พระโพธิสัตว์ก็ไม่ละทิ้งการรักษาศีล
๓.
การรักษาศีลนั้นสามารถทำได้ตลอด ไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่
และไม่จำเป็นต้องรับศีลจากพระสงฆ์เสมอไปจะสมาทานหรืออธิษฐานด้วยตนเองก็ได้
เช่น อธิษฐานในใจว่า ข้าพเจ้าขอสมาทานศีลห้า เพียงแค่นี้ก็มีศีลห้าแล้ว
ถ้าศีลขาดก็อธิษฐานใหม่ได้เสมอ
๔.
ทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน สิ่งที่หวังไว้อาจไม่เป็นไปตามที่หวัง
สิ่งที่คาดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้ จึงไม่ควรจะดีใจเกินไปเมื่อสมหวัง
และไม่ต้องเสียใจเกินไปเมื่อผิดหวัง
|