เว็บบอร์ด สนทนาธรรม สอบถามห้องแชดสนทนาธรรมสมุดเยี่ยม ฝากข้อความ ติชมรวมเว็บพระพุทธศาสนารวมรูปภาพ พุทธศิลป์ พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป พระเจดีย์ พระสงฆ์
  ตั้งเป็นหน้าแรก   เก็บเข้า Favorites   สั่งพิมพ์   แจ้งปัญหา
   
 
 
 
สารบัญหลัก
  หน้าหลัก
  หนังสือธรรมะ
  บทสวดมนต์
  เสียงธรรม mp3
  เสียงสวดมนต์ mp3
  ห้องสวดมนต์ออนไลน์
  สมาธิ
  กฎแห่งกรรม
  วัดป่า-พระป่า
  วันสำคัญทางศาสนา
  ดาวน์โหลด e-book
  คำสอนจากครูบาอาจารย์
  บทความ..ธรรมจักร
  รูปภาพ
  กระดานสนทนา
  ห้องสนทนา
  สมุดเยี่ยม
  รวมเว็บ
  ติดต่อทีมงาน
ขึ้นบน
 
เว็บบอร์ด
  สนทนาธรรม
  ข่าวกิจกรรม
  สติปัฏฐาน
  สมาธิ
  กฎแห่งกรรม
  นิทานธรรมะ
  หนังสือธรรมะ
  บทความธรรมะ
  กวีธรรม
  นานาสาระ
  วิทยุธรรมะ
  สถานที่ปฏิบัติธรรม
  เสียงธรรมออนไลน์
  เสียงสวดมนต์ออนไลน์
  พระพุทธเจ้า
  ประวัติอสีติมหาสาวก
  ประวัติเอตทัคคะ
  ประวัติครูบาอาจารย์
 
 
^-^ มาฝึกสมาธิกันดีกว่า ^-^
 
@ อยากรู้  ประวัติศาสตร์ วงล้อมธรรมจักร ลัญลักษณ์ของพุทธศาสนา  คลิกอ่าน @
 
รวมเว็บพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นคว้าหาข้อมูล
 
คำสอนของครูบาอาจารย์ เช่นหลวงปู่ดูลย์,หลวงปู่เทสก์,หลวงพ่อชา,หลวงพ่อพุธ,หลวงพ่อจรัญ,พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นต้น
 
อัลบั้มภาพพระพุทธศาสนา
 
เรือนธรรม - บ้านพักผ่อนทางจิตใจด้วยธรรมะ
 
ขอเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมด้วยกันครับ
 
ดูซิ ! ว่ามีใครอยู่ในห้องบ้าง
 
ฝากข้อความติชมของท่านได้ที่นี่ครับ
 
 
 
 
   หน้าแรกธรรมจักร   หนังสือธรรมะ   อานุภาพความเพียร ปรับขนาดตัวอักษร เพิ่มขนาด ลดขนาด ขนาดปกติ  
 
 
แว่นแก้ว
 

              ข้าพเจ้าหลวงสมานวนกิจ (เจริญ สมานวนกิจ) เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๙ ที่อำเภอไชยบาดาล จ.ลพบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเปีย นางแก้ว ตุ้มทอง

              เมื่ออายุ ๗-๘ ปี บิดาฝากข้าพเจ้าไว้กับหลวงน้าที่วัดข้างบ้าน เพื่อเรียนหนังสือไทยกับหนังสือขอมและเลข หลวงน้าสอนให้เป็นคนขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ ไม่คดโกงใคร กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ รักชื่อเสียงเกียรติยศ นอกจากสอนหนังสือแล้ว ท่านยังสอนให้สวดมนต์ ต่อหนังสือสวดมนต์เวลาค่ำทุกวัน การท่องสวดมนต์มีประโยชน์มากแก่การเรียนในภายหน้าของข้าพเจ้า เรียนจนอายุ ๑๔-๑๕ ปี หลวงน้าจึงพาไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พักอยู่กับน้าชายอีกคนหนึ่งซึ่งรับราชการอยู่กรมศุลกากร ท่านฝากให้เข้าเรียนในโรงเรียนสาขาของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เรียนอยู่ ๑ ปี แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนอีก ๑ ปี ได้ชั้นมัธยม ๑ ตั้งใจว่าเรียนเพียงชั้นมัธยม ๓ ก็จะลาออกกลับบ้านไปสมัครเป็นเสมียนอำเภอ เพราะลุงเป็นปลัดอำเภออยู่ที่นั่น ได้เงินเดือนเพียง ๑๒ บาทก็พอใจ เพราะอายุมากถึง ๑๖-๑๗ ปีแล้ว ได้เพียงชั้นมัธยม ๑ ถึงเรียนต่อไปก็ไม่ทันเพื่อน เข็มชีวิตของข้าพเจ้าได้เปลี่ยนไปอย่างไม่นึกฝัน กล่าวคือ พระพุทธเจ้าหลวง ได้เสด็จสวรรคต โรงเรียนได้พานักเรียนไปถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปถวายบังคมด้วย จึงได้รับแจกแผ่นพระราชนิพนธ์คำโคลงของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ มา ๑ แผ่นมีข้อความดังนี้

     ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
ยกแต่ชั่วดีกระด้าง อ่อนแก้ฤาไหว
   
     ความรู้คู่เปรียบด้วย กำลัง กายเฮย
สุจริตคือเกราะบัง สาตรพ้อง
ปัญญาประดุจดัง อาวุธ
กุมสติต่างโล่ห์ป้อง อาจแกล้วกลางสนาม

              พระราชนิพนธ์นี้เป็นแว่นแก้วส่องเข้าไปสู่จิตใจของข้าพเจ้า ทำให้รู้สึกว่าข้าพเจ้าก็เป็นคนคนหนึ่ง มีมือมีเท้าและสติปัญญาเหมือนเพื่อนๆ ทั้งหลาย เสียเปรียบอยู่หน่อยที่ไปเกิดในชนบทห่างไกล แต่เมื่อมีโอกาสได้มาเรียนในกรุงเทพฯ แล้ว จะต้องเรียนทันเพื่อนให้ได้ พระราชนิพนธ์ที่ประทานไว้เป็นแรงดันอย่างดีที่สุด

              ข้าพเจ้าเรียนหนังสือวัด ท่องสวดมนต์เก่ง จำได้แม่น ข้าพเจ้ามีภาษีกว่านักเรียนชาวกรุง แต่อ่อนภาษาอังกฤษอยู่มาก เพราะเพิ่งจะมาตั้งต้นเรียนเมื่ออายุ ๑๔-๑๕ ปี ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี ขณะนั้นโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษ ใกล้บ้านก็ไม่มี แต่ก็ไม่หมดหวัง ยังมีทางอยู่ ขณะนั้นหมอแม้กฟาร์แลนด์ หรือพระอาจวิทยาคม ท่านเรียบเรียงพจนานุกรมขึ้น ๒ เล่ม เล่มหนึ่งแปลอังกฤษเป็นไทย อีกเล่มหนึ่งแปลไทยเป็นอังกฤษ ข้าพเจ้าขอเงินจากน้าชายไปซื้อมาทั้ง ๒ เล่ม ใช้เป็นอาจารย์บอกศัพท์ได้เป็นอย่างดี หลวงน้าเคยสอนว่า เรียนอะไรก็ให้รู้ รู้แล้วเท่านั้นยังใช้ไม่ได้ ต้องจดต้องจำให้ได้ เท่านั้นยังไม่พอ ต้องทำให้ได้ด้วย จึงจะได้ผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของการศึกษา

              ข้าพเจ้าเปิดพจนานุกรม อ่านศัพท์แล้วจดลงสมุด จดแล้วก็จำได้ เพราะสมองมันเคยจำท่องสวดมนต์ คือมีสมาธินั่นเอง บทเรียนภาษาอังกฤษที่ครูให้อ่าน ให้แปล ถึงคราวทำ ข้าพเจ้าก็ทำได้ถูกต้องไม่ผิดเลย ครูประจำชั้นเห็นความสามารถ เลยเลื่อนชั้นให้ เรียน ๓ ปี ได้มัธยม ๖ แล้วไปสมัครเรียนโรงเรียนข้าราชการพลเรือนสระปทุม ๓ ปี ในแผนกยันตรศึกษาและวนศาสตร์ควบกัน

              พ.ศ. ๒๔๖๐ สอบชิงทุนของกระทรวงมหาดไทยได้ที่ ๑ ได้ทุนไปศึกษาวิชาป่าไม้ที่ประเทศพม่า ๒ ปี สำเร็จการศึกษาเมื่ออายุ ๒๓ ปี แล้วเข้ารับราชการในกรมป่าไม้ (อยู่ในราชการกรมป่าไม้ ๓๖ ปี ตำแหน่งสูงสุดได้เป็นอธิบดี)

              พ.ศ. ๒๔๖๙ ถูกย้ายไปเป็นป่าไม้ทางภาคใต้ สมัยนั้นเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก รัฐบาลต้องดุลย์ข้าราชการออกไปมาก ของต่างๆ ราคาต่ำมาก ต่อมาถูกย้ายไปอยู่ภาคอื่นเพราะไม่ยอมร่วมมือทุจริตกับผู้ใหญ่ในมณฑล จึงตรึกตรองถึงอนาคตมองไม่เห็นความก้าวหน้าในราชการเพราะเข้ากับเขาไม่ได้ โดยเหตุที่ไม่ดื่มสุรา ไม่เล่นการพนันซึ่งเป็นอบายมุข ไม่รับค่าน้ำร้อนน้ำชา พ่อค้าไม้ ก็ไม่ชอบเพราะเขาผูกมัดไม่อยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจถูกกล่าวโทษถึงกับออกจากราชการก็ได้ แล้วจะไปทำอะไรเลี้ยงบุตรภรรยา คิดเห็นว่าอาชีพทางเกษตรพอจะพึ่งพาเอาตัวรอดได้ แม้จะเพลี่ยงพล้ำก็อาจยังพอมีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยได้ ไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีสิ่งใดติดเรือนเสียทีเดียว ขณะนั้นไม่มีโรงเรียนเกษตร แต่มีฟาร์มของ ม.จ.สิทธิพร กฤษดากร พอจะเป็นแบบอย่างได้ จึงเดินทางไปเฝ้าพระองค์ที่ฟาร์มทูลถามความรู้ ดูตัวอย่าง การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ได้รับความรู้แจ่มแจ้ง พระองค์ท่านรับสั่งว่าไม่ได้ทรงศึกษา ทางเกษตร แต่ทรงชอบมาก ทรงศึกษาจากตำราที่สั่งมาจากต่างประเทศแล้วทำตาม ชนิดที่เรียกว่า เรียนไปทำไป (Learning by Doing) ข้าพเจ้าเลื่อมใสมาก รีบสั่งตำราเกษตรมาเรียนเอง และเรียนทางไปรษณีย์จากสหรัฐอเมริกา แล้วรับวารสารจากต่างประเทศ เมื่ออ่านตำราได้ความรู้กว้างขวาง บังเอิญมีผู้ต้องการขายสวนมะพร้าว ๑ แปลง และที่นา ๑ แปลง อยู่ใกล้ที่ทำการป่าไม้ ในราคาถูก จึงรับซื้อไว้ทำเป็นสถานีทดลองกสิกรรมส่วนตัว ได้ดัดแปลงสวนมะพร้าวให้เป็นมะพร้าวพันธุ์ดก ปลูกมะม่วง ทำนาข้าว ปลูกมะพร้าวบนคันนา เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ทดลองอยู่ ๓-๔ ปี มีความรู้กว้างขวาง แล้วขยายที่แปลงใหม่เนื้อที่ ๒๐๐ ไร่ รวมทุนกับเพื่อน ทำสวนมะพร้าว ทุเรียน มะม่วง มีเครื่องทุ่นแรงใช้ควบไปกับแรงวัวและควาย เสร็จแล้วแบ่งกันคนละ ๑๐๐ ไร่ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ภายหลังได้ยกที่สวน ๑๐๐ ไร่นี้ ให้กระทรวงเกษตรเพื่อทำเป็นสถานีทดลองเกษตร

              พ.ศ. ๒๔๙๔ ถูกย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ปกครองนิสิต ๑๐๐๐ คน ใช้วิชาเกษตรที่ได้ทดลองมากว่า ๓๐ ปี สอนนักศึกษา เช่น วิชาทำสวนมะพร้าว องุ่น ส้ม การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เลี้ยงกบนา และเลี้ยงผึ้ง ทำความดีความชอบ ได้เลื่อนเงินเดือน ๕ ขั้นได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎไทย และปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ (คณะวนศาสตร์) ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการทำความดีย่อมไม่เสียแรงเปล่า ตรงกับหลักธรรมะ ทำดีย่อมได้ดี แต่ต้องอาศัยเวลาและอดทนต่อความทุกข์ยาก ข้าพเจ้าทำหน้าที่คณบดีอยู่ ๕ ปี ออกรับบำนาญเมื่อปลาย พ.ศ. ๒๕๐๐ อายุ ๖๑ ปี

(ชาวนาเดนมาร์คร่ำรวยขึ้นได้อย่างไร ของ สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ
แปลและเรียบเรียงโดย ศ.หลวงสมานวนกิจ)

              ๑. ในการพูดจาต้องมุ่งประโยชน์ของผู้ฟังเป็นสำคัญ ดังพุทธภาษิต ที่ว่าคำพูดตั้งพันถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไร้ค่า สู้คำมีประโยชน์คำเดียวไม่ได้ พระราชนิพนธ์ ของในหลวงรัชกาลที่ ๕ แม้จะสั้น แต่ก็ลึกซึ้งกินใจ ทำให้หลวงสมานวนกิจมีความหวังและกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

              ๒. ผู้ที่ผิดหวังหรือท้อถอย ขอให้ปลุกปลอบใจตนด้วยพุทธดำรัส (๒๐/๔๗๙) ที่ว่า ท่านเอ๋ย! ท่านก็สามารถทำดีได้ ไยจึงมาดูหมิ่นตนเองเสีย

              ๓. การที่หลวงสมานวนกิจพิจารณาเห็นว่า อาชีพทางเกษตรพอจะพึ่งพาเอาตัวรอดได้ แล้วก็ลงมือศึกษาหาความรู้ จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก ตรงกับหลักพุทธศาสนาที่ว่า ถ้ารู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ตน ควรรีบลงมือทำสิ่งนั้นทีเดียว

              ๔. หลวงสมานวนกิจคงจะถือภาษิตของพระโคทัตตเถรที่ว่า ไม่ได้แต่ชอบธรรมดีกว่า ถึงได้แต่ไม่ชอบธรรมจะมีดีอะไร จึงไม่ยอมร่วมมือทุจริตกับผู้ใหญ่ในมณฑล เขาก็คน เราก็คน คนทั้งนั้น นิ้วเท่ากัน ใช่ผิดแผก วิตถาร เขาขยัน ฉันเล่า ไม่เอาภาร ก็เป็นการ อับอาย เสียชายเชิง

(บานเย็น ลิ้มสวัสดิ์)

.........................
 
สารบัญ
- คำนำ ๑๑. ฝรั่งยังทึ่ง
๑. ลักษณะความเพียร ๑๒. แว่นแก้ว
๒. เหตุเกิดความเพียร ๑๓. ผู้พิชิตยุง
๓. อานุภาพความเพียร ๑๔. ใฝ่รู้ยิ่งกว่าใฝ่รัก
๔. สำคัญที่ใจ ๑๕. สมองแก้ว
๕. ลองอีกที ๑๖. สร้างฝันให้เป็นจริง
๖. ตกฟิสิกส์พลิกชีวิตเป็นดอกเตอร์ ๑๗. ชีพนี้ยังมีหวัง
๗. จากดินเป็นดาว ๑๘. เรือล่มเมื่อจอด
๘. ลูกคนขายส้มตำมุ่งทำเนียบ ๑๙. ขุดเรื่อยไป
๙. พระคุณพ่อพระคุณแม่ ๒๐. ชีพวายไม่คลายเพียร
๑๐. กว่าจะสำเร็จ ๒๑. ฝ่าคลื่นฝืนลม
  ๒๒. มาตรการชีวิต
  ๒๓. วิริยารัมภวาทะ
  ดาวน์โหลด หนังสือเล่มนี้
   
   
 
จากหนังสือ อานุภาพความเพียร
รวบรวมเรียบเรียง โดย ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ
วัดโสมนัสวิหาร คณะ ๖
เขต ป้อมปราบฯ กทม. ๑๐๑๐๐
โทร. ๐๒ - ๖๒๙-๙๖๓๔
 
 
 
 
 
 
 
 
  หน้าหลัก l หนังสือธรรมะ l เสียงสวดมนต์ mp3 l เสียงธรรม mp3 l บทสวดมนต์ l สมาธิ l รูปภาพ
ดาวน์โหลด e-book l ห้องสวดมนต์ออนไลน์  l กระดานสนทนา l ห้องสนทนา chat  l สมุดเยี่ยม lรวมเว็บ
 
จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
ขึ้นบน