ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย
เอกนิบาต (๒๐/๖๒,๑๐๒) พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุ
ให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป
เหมือนการปรารภความเพียร เมื่อบุคคลเป็นผู้ปรารภความเพียร
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะชี้แจงถึงเหตุภายใน เราย่อมไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
เหมือนการปรารภความเพียร การปรารภความเพียรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
พระพุทธดำรัสนี้แสดงให้เห็นถึงอานุภาพความเพียร
หลักเรื่องความเพียรเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา
คำสอนใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน คำสอนนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา
ความเพียรเป็นองค์ประกอบในหมวดธรรมะที่สำคัญต่างๆ มากมาย
เช่น อิทธิบาท (ธรรมที่ทำให้สำเร็จความประสงค์) โพชฌงค์
(ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) นาถกรณธรรม (ธรรมที่เป็นที่พึ่งของตน)
เป็นต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า
หมวดธรรมะที่กล่าวถึงความเพียร มักจะมีปัญญากำกับอยู่ด้วย
เพราะความเพียรที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นความเพียรที่ผิดพลาดไร้อานุภาพ
ไม่สำเร็จประโยชน์อันใด เช่น การรีดนมจากเขาโค เป็นการกระทำที่โง่เขลา
เป็นความเพียรที่ผิดอย่างมหันต์ แม้จะพยายามอย่างไรก็เหนื่อยเปล่าไม่มีทางสำเร็จได้เลย
ความเพียรจะสำเร็จประโยชน์ได้ ก็ต่อเมื่อมีปัญญาคอยนำทาง
หรือชี้แนะ ความเพียรจะมีอานุภาพหรือมีผลมากยิ่งขึ้น ถ้ามีธรรมะมาเสริมอีก
๒ ประการ คือ ฉันทะและจิตตะ รวมเป็นหมวดธรรมะที่เรียกว่า
อิทธิบาท ๔ ซึ่งเป็น ธรรมะที่ทำให้สำเร็จความประสงค์ทุกอย่างที่ไม่เหลือวิสัย
อิทธิบาท ๔ มี
๑.
ฉันทะ พอใจทำ
๒.
วิริยะ ขยันทำ
๓.
จิตตะ ตั้งใจทำ
๔.
วิมังสา (ปัญญา) เข้าใจทำ
คนที่เกียจคร้านมัวแต่คิดสมบัติบ้า
เพ้อฝันถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งสำนวนไทย เรียกว่า
มั่งมีในใจแล่นใบบนบก คนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หยิบหย่งจับจด
ไม่ทำอะไรจริงจัง คนที่ก่อแล้วไม่สาน ปล่อยงานการให้คั่งค้างไว้
คนเหล่านี้ไม่อาจประสบ ความสำเร็จในชีวิตได้เลย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต
ไม่ว่าในทางโลกหรือทางธรรม ล้วนเป็นคนขยัน ฉลาด พูดจริงทำจริง
และเอาการเอางาน ดังเรื่องของบุคคลต่างๆ ที่จะนำมาสาธกต่อไปนี้
|