เมื่อครั้งพุทธกาล
กุลบุตรผู้หนึ่งได้บวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระศาสดา
เมื่อมีพรรษาได้ ๕ พรรษา ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ
จนแคล่วคล่อง รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร เรียนพระกรรมฐานที่พอใจแล้ว
เป็นผู้ประพฤติเบา ละปลิโพธิต่างๆ แล้วเข้าไปบำเพ็ญกรรมฐานอย่างจริงจังในป่าแห่งหนึ่ง
ท่านได้คิดว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตให้นอนพักผ่อนในมัชฌิมยาม
(สี่ทุ่มถึงตีสอง) ได้ก็จริง แต่เรายังกลัวต่อภัยแห่งความประมาท
เมื่อมัชฌิมยามมาถึงเราจะสละเตียงนอนเสีย (ไม่นอน) คิดแล้วก็ทำความเพียรอย่างไม่ลดละทั้งกลางวันและกลางคืน
ลำดับนั้น โรคลมปัจจุบันได้เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ทำให้ท่านเสียชีวิตลง
ภิกษุใดกำลังจงกรมอยู่ก็ตาม หรือกำลังแสดงธรรมอยู่ก็ตาม
ถ้าสิ้นชีวิตลงในขณะนั้น ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า กระทำกาละ
(ตาย) ในธุระ คือความเพียร แม้ภิกษุรูปนี้ก็ทำกาละแล้วในที่จงกรม
เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอุปนิสัยน้อยจึงยังมิได้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ
เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไปเกิดเป็นเทวบุตร ร่างทิพย์อันงดงามใหญ่โต
ได้ปรากฏขึ้นในทันที ณ ประตูวิมานใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ฝ่ายนางอัปสรประมาณหนึ่งพันในวิมานได้เห็นเทวบุตรนั้นแล้ว
กล่าวว่า เทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักทำให้เทวบุตรนั้นพอใจ
กล่าวแล้ว ก็พากันถือเอาเครื่องดนตรีต่างๆ มาแวดล้อม เทวบุตรนั้นมีความรู้สึกราวกับว่านอนหลับแล้วตื่นขึ้น
ไม่รู้ถึงความที่ตนได้มาเกิดใหม่ในสวรรค์ ยังสำคัญว่าตนเป็นบรรพชิตอยู่
จึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยวถึงที่อยู่
รีบเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง พยายามสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย
แล้วยืนก้มหน้าอยู่ พวกนางอัปสรเห็นกิริยาอาการของเทวบุตรนั้น
ก็รู้ว่าเทวบุตรนี้มาแต่สมณะ จึงกล่าวว่า ข้าแต่เทวบุตรผู้เป็นเจ้า
นี้คือเทวโลก ขณะนี้มิใช่เวลาที่จะทำสมณธรรม แต่เป็นเวลาที่จะเสวยสมบัติ
เทวบุตรนั้นก็ยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่า
เทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้ จึงเริ่มบรรเลงดนตรี เทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ
ได้ยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม ลำดับนั้น พวกเทพธิดาเหล่านั้นจึงเอากระจกวางไว้เบื้องหน้า
เพื่อสะท้อนให้เทวบุตรได้เห็นกายทั้งหมดของตน เทวบุตรนั้นได้เห็นเงาร่างตนในกระจกแล้ว
จึงทราบความที่ตนได้ตายแล้วจากความเป็นมนุษย์ ได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะทิพยสมบัติของตน
ด้วยคิดว่า เราทำสมณธรรมมิได้ปรารถนาฐานะเช่นนี้ จึงเกิดความเบื่อหน่ายพวกนางอัปสรที่กำลังขับร้องและบรรเลงดนตรี
ราวกับว่าเป็นหมู่แห่งนางปิศาจ สวนนันทวันอัน รื่นรมย์ปรากฏแก่ภิกษุนี้ประหนึ่งว่าเป็นป่าชัฏ
เมื่อพิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทองจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในสวรรค์นี้เป็นของหาได้ง่าย
ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก คิดแล้วแทนที่จะย่างเท้า
เข้าไปในวิมาน กลับมายังโลกมนุษย์ โดยมีพวกนางอัปสรแวดล้อม
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาท แล้วทูลถามถึงทางที่จะพ้นไปจากป่าชัฏอันมีหมู่นางปิศาจสิงอยู่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า
เทวบุตรนี้เป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ ทำกาละเพราะความเพียรอันแรงกล้าในขณะที่กำลังจงกรม
แล้วไปเกิดในเทวโลก เมื่อมาในวันนี้ก็ยังมีศีลบริบูรณ์อยู่
ด้วยเหตุนี้มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต จากนั้นพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยสุญญตาวิปัสสนา
ต่อด้วยอริยสัจ ๔ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา เทวบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผล
แล้วบูชาพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยวัตถุทั้งหลาย มีของหอม
เป็นต้น แล้วหลีกไป
(อรรถกถาอัจฉราสูตร
สํ. ส. ๑๕/๑๔๓-๑๔๔)
ในอดีตกาล
ณ เมืองหังสวดี กุลบุตรคนหนึ่งกำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า
ปทุมุตตระ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งที่เลิศทางตรัสรู้เร็ว
เกิดความปรารถนาตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด
๗ วัน เขาทำบุญไว้มากตลอดชีวิต มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
กัสสปะ เขาได้บวชเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว
เมื่อพระศาสนาเสื่อมลง เขาและภิกษุอีก ๖ รูป เห็นความประพฤติผิดของบริษัท
๔ เกิดความสลดใจ จึงชวนกันเข้าป่า เมื่อเห็นภูเขาลูกหนึ่งก็ตกลงกันว่า
ผู้ห่วงใยในชีวิตจงกลับไป ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิตจงขึ้นภูเขา
ช่วยกันผูกบันไดปีนขึ้นภูเขาแล้วผลักบันไดลง กระทำสมณธรรม
ในราตรีนั้น พระสังฆเถระก็บรรลุพระอรหัต รุ่งขึ้นได้นำบิณฑบาตมาให้พระภิกษุเหล่านั้นฉัน
ได้รับคำปฏิเสธว่า ถ้าพวกเราบรรลุคุณวิเศษเช่นท่าน จักนำ
บิณฑบาตมาฉันเอง ในวันที่สอง พระเถระที่ ๒ ก็บรรลุอนาคามิผล
เมื่อท่านนำบิณฑบาตมาก็ได้รับคำปฏิเสธเหมือนเดิม บรรดาภิกษุเหล่านั้น
ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตก็ปรินิพพานไป พระอนาคามีก็ไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาส
ส่วนพระ ๕ รูปที่เหลือ แม้เพียรพยายามอยู่ก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้น
ก็อดอาหารจนซูบผอม ในวันที่ ๗ ก็ตายลงในที่นั้นเอง แล้วไปเกิดในเทวโลก
สมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เขามาเกิดในตระกูลพ่อค้า
ได้นามว่า พาหิยะ อาศัยอยู่ที่ท่าสุปปารกะใกล้ฝั่งสมุทร
เขาเจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เอาเรือบรรทุกสินค้ามากมายไปค้าขายยังสุวรรณภูมิ
เดินทางไปได้เล็กน้อยเรือก็อับปาง ผู้คนที่เหลือตกเป็นเหยื่อของปลาและเต่า
เหลือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาเกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งพยายามว่ายน้ำ
ในวันที่ ๗ ก็มาถึงฝั่งแห่งท่าสุปปารกะ เขาไม่มีผ้านุ่งและผ้าห่ม
จึงหักก้านไม้รัก เอาเปลือกพันกายเป็นเครื่องนุ่งห่ม เขาถือเอาภาชนะใบหนึ่งจากเทวสถาน
เที่ยวขอก้อนข้าวที่ท่าสุปปารกะ พวกชาวบ้านเห็นเข้าคิดว่าคงจะเป็นพระอรหันต์
จึงลองเอาผ้าไปให้ เขาคิดว่า ถ้าเรารับผ้า พวกนี้จะไม่เลื่อมใส
เราควรห้ามผ้าเสีย นุ่งห่มอย่างนี้แหละ เมื่อเขาแสร้งทำ
เป็นไม่รับผ้า พวกชาวบ้านต่างพากันเลื่อมใส ลาภสักการะเป็นอันมากก็บังเกิดขึ้นแก่เขา
เมื่อได้รับการยกย่องจากมหาชนเป็นอันมาก เขาก็สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์จริง
ฝ่ายพระอนาคามีได้ทราบถึงความคิดวิปริตของพาหิยะ รำพึงว่า
เขาบำเพ็ญสมณธรรมในกาลก่อนอย่างอุกฤษฏ์ ไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่พระเถระนำมา
บัดนี้เที่ยวหลอกลวงชาวโลกอยู่ด้วยเหตุแห่งท้อง เราจักทำให้เขาสลดสังเวช
และบอกให้เขาทราบว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว ในตอนราตรีก็ไปปรากฏข้างหน้าพาหิยะ
พาหิยะเห็นท้าวมหาพรหมก็ถาม
พาหิยะ:
ท่านเป็นใครหนอ
พรหม:
เราเป็นสหายเก่าของท่าน คราวนั้นเราบรรลุอนาคามิผล แล้วบังเกิดในพรหมโลก
แต่ท่านไม่สามารถยังคุณวิเศษอะไรให้บังเกิดขึ้น ท่านทำกาลกิริยาแล้วท่องเที่ยวไป
บัดนี้ทรงเพศเยี่ยงเดียรถีย์ เลี้ยงชีวิตด้วยการหลอกลวง
เราจึงมาเพื่อสั่งสอนท่าน พาหิยะ ท่านมิได้เป็นพระอรหันต์เลย
แม้ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค ท่านก็ไม่มี
พาหิยะ:
เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าเป็นพระอรหันต์
พรหม:
พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก บัดนี้พระองค์ประทับอยู่
ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน
ทั้งทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย
จากนั้น
ท้าวมหาพรหมสั่งให้เขาไปเฝ้าพระศาสดา แล้วกลับไปยังพรหมโลก
พาหิยะฟังคำของเทวดานั้นแล้วสลดใจ รีบเดินทางออกจากท่าสุปปารกะทันที
เมื่อไปถึงพระวิหารเชตวัน ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต
พาหิยะรีบออกจากพระวิหารเชตวัน เข้าไปในนครสาวัตถี เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีอินทรีย์สงบ
น่าเลื่อมใส เกิดปีติซาบซ่านไปทั่วสรีระ จึงรีบเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
หมอบลงแทบพระบาท กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรม
อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
พาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เราจะเข้าไปยังละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต
พาหิยะกราบทูลวิงวอนว่า อันตรายแก่ชีวิตของพระองค์หรือของข้าพระองค์
เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรม
อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เวลานี้ปีติที่มีกำลังมากกำลังท่วมทับสรีระของเขา
แม้จะได้ฟังธรรมแล้ว ก็จักไม่สามารถบรรลุได้เลย ควรให้เขาพักผ่อนระงับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเสียก่อน
ดำริแล้วตรัสห้ามเป็นครั้งที่สอง เมื่อพาหิยะไม่ละความพยายาม
กราบทูลวิงวอนเป็นครั้งที่สาม พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า พาหิยะ
ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง
เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
พาหิยะ ในกาลใด เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น ... เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง
ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง
นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ จิตของพาหิยะหลุดพ้นจากอาสวะด้วยความไม่ถือมั่น
ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จหลีกไปไม่นาน
ท่านพาหิยะก็ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดตาย พวกภิกษุได้นำสรีระของท่านไปเผา
แล้วทำสถูปไว้
(พาหิยสูตรและอรรถกถา
๒๕/๔๗-๕๐)
๑.
การทำความเพียรชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลก ถึงตายก็ไม่ละความเพียรจัดเป็นความเพียรขั้นสูงสุด
เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยาก ก่อนที่จะตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นโพธิ์ซึ่งปูด้วยหญ้าคา
ทรงอธิษฐานว่า แม้เลือดและเนื้อในร่างกายนี้ทั้งหมดจะเหือดแห้งไป
จนเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตาม หากยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด เมื่อกระทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก
ย่อมได้สิ่งตอบแทนที่ได้โดยยาก คือได้ตรัสรู้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง
ในอรรถกถาเถรคาถา
นิทานกถาวรรณนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อานิสงส์ การบำเพ็ญเพียร
๕ ประการ คือ
๑.๑
ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลในปัจจุบัน
๑.๒
ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลในมรณสมัย
๑.๓
ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลเมื่อเป็นเทพบุตร
๑.๔
ได้ตรัสรู้โดยฉับพลันเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
๑.๕
ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๒.
พุทธศาสนากล่าวถึงสมบัติ ๓ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ
นิพพานสมบัติ คนส่วนมากติดในมนุษยสมบัติซึ่งมีสุขน้อย
มีทุกข์เจือปนอยู่มาก หรือติดในสวรรคสมบัติซึ่งเป็นความสุขชั่วคราว
จึงไม่อาจเข้าถึงนิพพานสมบัติได้ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย
อยู่ร่ำไปไม่มีสิ้นสุด ภิกษุผู้เป็นเทวบุตรและท่านพาหิยะไม่ติดในมนุษยสมบัติและสวรรคสมบัติ
จึงทำความเพียรอย่างแรงกล้า อันเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานสมบัติในภายหลัง
๓.
การที่ท่านพาหิยะถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดตาย เป็นเพราะกรรมเก่าที่เคยฆ่าผู้อื่นติดตามมาให้ผล
นี้เป็นอุทาหรณ์ว่า แม้พระอรหันต์ก็ไม่อาจหนีพ้น ต้องตกอยู่ในอำนาจกฎแห่งกรรมเช่นกัน
๔.
บุคคลผู้มีความดีอย่างสูง ควรที่จะสร้างสถูปหรือเจดีย์เป็นอนุสรณ์เพื่อเคารพบูชามี
๔ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระเจ้าจักรพรรดิ
| เกิดเป็นชาย ไว้ลาย เป็นชายชาต |
มัวประมาท ตัวเห็น มิเป็นผล |
| ทุกค่ำคืน ตื้นลึก หมั่นฝึกฝน |
เพียรไปจน ชีพวาย มิคลายเพียร |
| |
(บานเย็น
ลิ้มสวัสดิ์) |
|