เว็บบอร์ด สนทนาธรรม สอบถามห้องแชดสนทนาธรรมสมุดเยี่ยม ฝากข้อความ ติชมรวมเว็บพระพุทธศาสนารวมรูปภาพ พุทธศิลป์ พระพุทธเจ้า พระพุทธรูป พระเจดีย์ พระสงฆ์
  ตั้งเป็นหน้าแรก   เก็บเข้า Favorites   สั่งพิมพ์   แจ้งปัญหา
   
 
 
 
สารบัญหลัก
  หน้าหลัก
  หนังสือธรรมะ
  บทสวดมนต์
  เสียงธรรม mp3
  เสียงสวดมนต์ mp3
  ห้องสวดมนต์ออนไลน์
  สมาธิ
  กฎแห่งกรรม
  วัดป่า-พระป่า
  วันสำคัญทางศาสนา
  ดาวน์โหลด e-book
  คำสอนจากครูบาอาจารย์
  บทความ..ธรรมจักร
  รูปภาพ
  กระดานสนทนา
  ห้องสนทนา
  สมุดเยี่ยม
  รวมเว็บ
  ติดต่อทีมงาน
ขึ้นบน
 
เว็บบอร์ด
  สนทนาธรรม
  ข่าวกิจกรรม
  สติปัฏฐาน
  สมาธิ
  กฎแห่งกรรม
  นิทานธรรมะ
  หนังสือธรรมะ
  บทความธรรมะ
  กวีธรรม
  นานาสาระ
  วิทยุธรรมะ
  สถานที่ปฏิบัติธรรม
  เสียงธรรมออนไลน์
  เสียงสวดมนต์ออนไลน์
  พระพุทธเจ้า
  ประวัติอสีติมหาสาวก
  ประวัติเอตทัคคะ
  ประวัติครูบาอาจารย์
 
 
^-^ มาฝึกสมาธิกันดีกว่า ^-^
 
@ อยากรู้  ประวัติศาสตร์ วงล้อมธรรมจักร ลัญลักษณ์ของพุทธศาสนา  คลิกอ่าน @
 
รวมเว็บพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นคว้าหาข้อมูล
 
คำสอนของครูบาอาจารย์ เช่นหลวงปู่ดูลย์,หลวงปู่เทสก์,หลวงพ่อชา,หลวงพ่อพุธ,หลวงพ่อจรัญ,พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เป็นต้น
 
อัลบั้มภาพพระพุทธศาสนา
 
เรือนธรรม - บ้านพักผ่อนทางจิตใจด้วยธรรมะ
 
ขอเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมด้วยกันครับ
 
ดูซิ ! ว่ามีใครอยู่ในห้องบ้าง
 
ฝากข้อความติชมของท่านได้ที่นี่ครับ
 
 
 
 
   หน้าแรกธรรมจักร   หนังสือธรรมะ   อานุภาพความเพียร ปรับขนาดตัวอักษร เพิ่มขนาด ลดขนาด ขนาดปกติ  
 
 
ชีพวายไม่คลายเพียร
 

              เมื่อครั้งพุทธกาล กุลบุตรผู้หนึ่งได้บวชเป็นพระภิกษุในพระศาสนาของพระศาสดา เมื่อมีพรรษาได้ ๕ พรรษา ได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ จนแคล่วคล่อง รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร เรียนพระกรรมฐานที่พอใจแล้ว เป็นผู้ประพฤติเบา ละปลิโพธิต่างๆ แล้วเข้าไปบำเพ็ญกรรมฐานอย่างจริงจังในป่าแห่งหนึ่ง ท่านได้คิดว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงอนุญาตให้นอนพักผ่อนในมัชฌิมยาม (สี่ทุ่มถึงตีสอง) ได้ก็จริง แต่เรายังกลัวต่อภัยแห่งความประมาท เมื่อมัชฌิมยามมาถึงเราจะสละเตียงนอนเสีย (ไม่นอน) คิดแล้วก็ทำความเพียรอย่างไม่ลดละทั้งกลางวันและกลางคืน ลำดับนั้น โรคลมปัจจุบันได้เกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ทำให้ท่านเสียชีวิตลง ภิกษุใดกำลังจงกรมอยู่ก็ตาม หรือกำลังแสดงธรรมอยู่ก็ตาม ถ้าสิ้นชีวิตลงในขณะนั้น ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า กระทำกาละ (ตาย) ในธุระ คือความเพียร แม้ภิกษุรูปนี้ก็ทำกาละแล้วในที่จงกรม เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอุปนิสัยน้อยจึงยังมิได้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไปเกิดเป็นเทวบุตร ร่างทิพย์อันงดงามใหญ่โต ได้ปรากฏขึ้นในทันที ณ ประตูวิมานใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

              ฝ่ายนางอัปสรประมาณหนึ่งพันในวิมานได้เห็นเทวบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่า เทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักทำให้เทวบุตรนั้นพอใจ กล่าวแล้ว ก็พากันถือเอาเครื่องดนตรีต่างๆ มาแวดล้อม เทวบุตรนั้นมีความรู้สึกราวกับว่านอนหลับแล้วตื่นขึ้น ไม่รู้ถึงความที่ตนได้มาเกิดใหม่ในสวรรค์ ยังสำคัญว่าตนเป็นบรรพชิตอยู่ จึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยวถึงที่อยู่ รีบเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง พยายามสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วยืนก้มหน้าอยู่ พวกนางอัปสรเห็นกิริยาอาการของเทวบุตรนั้น ก็รู้ว่าเทวบุตรนี้มาแต่สมณะ จึงกล่าวว่า ข้าแต่เทวบุตรผู้เป็นเจ้า นี้คือเทวโลก ขณะนี้มิใช่เวลาที่จะทำสมณธรรม แต่เป็นเวลาที่จะเสวยสมบัติ เทวบุตรนั้นก็ยืนนิ่งอยู่เหมือนเดิม นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่า เทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้ จึงเริ่มบรรเลงดนตรี เทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ ได้ยืนนิ่งอยู่เช่นเดิม ลำดับนั้น พวกเทพธิดาเหล่านั้นจึงเอากระจกวางไว้เบื้องหน้า เพื่อสะท้อนให้เทวบุตรได้เห็นกายทั้งหมดของตน เทวบุตรนั้นได้เห็นเงาร่างตนในกระจกแล้ว จึงทราบความที่ตนได้ตายแล้วจากความเป็นมนุษย์ ได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะทิพยสมบัติของตน ด้วยคิดว่า เราทำสมณธรรมมิได้ปรารถนาฐานะเช่นนี้ จึงเกิดความเบื่อหน่ายพวกนางอัปสรที่กำลังขับร้องและบรรเลงดนตรี ราวกับว่าเป็นหมู่แห่งนางปิศาจ สวนนันทวันอัน รื่นรมย์ปรากฏแก่ภิกษุนี้ประหนึ่งว่าเป็นป่าชัฏ เมื่อพิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทองจึงคิดว่า ขึ้นชื่อว่าสมบัติในสวรรค์นี้เป็นของหาได้ง่าย ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก คิดแล้วแทนที่จะย่างเท้า เข้าไปในวิมาน กลับมายังโลกมนุษย์ โดยมีพวกนางอัปสรแวดล้อม ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาท แล้วทูลถามถึงทางที่จะพ้นไปจากป่าชัฏอันมีหมู่นางปิศาจสิงอยู่

              พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า เทวบุตรนี้เป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ ทำกาละเพราะความเพียรอันแรงกล้าในขณะที่กำลังจงกรม แล้วไปเกิดในเทวโลก เมื่อมาในวันนี้ก็ยังมีศีลบริบูรณ์อยู่ ด้วยเหตุนี้มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต จากนั้นพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่าด้วยสุญญตาวิปัสสนา ต่อด้วยอริยสัจ ๔ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา เทวบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วบูชาพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยวัตถุทั้งหลาย มีของหอม เป็นต้น แล้วหลีกไป

(อรรถกถาอัจฉราสูตร สํ. ส. ๑๕/๑๔๓-๑๔๔)

              ในอดีตกาล ณ เมืองหังสวดี กุลบุตรคนหนึ่งกำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งที่เลิศทางตรัสรู้เร็ว เกิดความปรารถนาตำแหน่งเช่นนั้นบ้าง จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน เขาทำบุญไว้มากตลอดชีวิต มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน

              ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เขาได้บวชเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อพระศาสนาเสื่อมลง เขาและภิกษุอีก ๖ รูป เห็นความประพฤติผิดของบริษัท ๔ เกิดความสลดใจ จึงชวนกันเข้าป่า เมื่อเห็นภูเขาลูกหนึ่งก็ตกลงกันว่า ผู้ห่วงใยในชีวิตจงกลับไป ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิตจงขึ้นภูเขา ช่วยกันผูกบันไดปีนขึ้นภูเขาแล้วผลักบันไดลง กระทำสมณธรรม ในราตรีนั้น พระสังฆเถระก็บรรลุพระอรหัต รุ่งขึ้นได้นำบิณฑบาตมาให้พระภิกษุเหล่านั้นฉัน ได้รับคำปฏิเสธว่า ถ้าพวกเราบรรลุคุณวิเศษเช่นท่าน จักนำ บิณฑบาตมาฉันเอง ในวันที่สอง พระเถระที่ ๒ ก็บรรลุอนาคามิผล เมื่อท่านนำบิณฑบาตมาก็ได้รับคำปฏิเสธเหมือนเดิม บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตก็ปรินิพพานไป พระอนาคามีก็ไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาส ส่วนพระ ๕ รูปที่เหลือ แม้เพียรพยายามอยู่ก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดขึ้น ก็อดอาหารจนซูบผอม ในวันที่ ๗ ก็ตายลงในที่นั้นเอง แล้วไปเกิดในเทวโลก สมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เขามาเกิดในตระกูลพ่อค้า ได้นามว่า พาหิยะ อาศัยอยู่ที่ท่าสุปปารกะใกล้ฝั่งสมุทร เขาเจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เอาเรือบรรทุกสินค้ามากมายไปค้าขายยังสุวรรณภูมิ เดินทางไปได้เล็กน้อยเรือก็อับปาง ผู้คนที่เหลือตกเป็นเหยื่อของปลาและเต่า เหลือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาเกาะไม้กระดานแผ่นหนึ่งพยายามว่ายน้ำ ในวันที่ ๗ ก็มาถึงฝั่งแห่งท่าสุปปารกะ เขาไม่มีผ้านุ่งและผ้าห่ม จึงหักก้านไม้รัก เอาเปลือกพันกายเป็นเครื่องนุ่งห่ม เขาถือเอาภาชนะใบหนึ่งจากเทวสถาน เที่ยวขอก้อนข้าวที่ท่าสุปปารกะ พวกชาวบ้านเห็นเข้าคิดว่าคงจะเป็นพระอรหันต์ จึงลองเอาผ้าไปให้ เขาคิดว่า ถ้าเรารับผ้า พวกนี้จะไม่เลื่อมใส เราควรห้ามผ้าเสีย นุ่งห่มอย่างนี้แหละ เมื่อเขาแสร้งทำ เป็นไม่รับผ้า พวกชาวบ้านต่างพากันเลื่อมใส ลาภสักการะเป็นอันมากก็บังเกิดขึ้นแก่เขา เมื่อได้รับการยกย่องจากมหาชนเป็นอันมาก เขาก็สำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์จริง ฝ่ายพระอนาคามีได้ทราบถึงความคิดวิปริตของพาหิยะ รำพึงว่า เขาบำเพ็ญสมณธรรมในกาลก่อนอย่างอุกฤษฏ์ ไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่พระเถระนำมา บัดนี้เที่ยวหลอกลวงชาวโลกอยู่ด้วยเหตุแห่งท้อง เราจักทำให้เขาสลดสังเวช และบอกให้เขาทราบว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว ในตอนราตรีก็ไปปรากฏข้างหน้าพาหิยะ พาหิยะเห็นท้าวมหาพรหมก็ถาม

              พาหิยะ: ท่านเป็นใครหนอ
              พรหม: เราเป็นสหายเก่าของท่าน คราวนั้นเราบรรลุอนาคามิผล แล้วบังเกิดในพรหมโลก แต่ท่านไม่สามารถยังคุณวิเศษอะไรให้บังเกิดขึ้น ท่านทำกาลกิริยาแล้วท่องเที่ยวไป บัดนี้ทรงเพศเยี่ยงเดียรถีย์ เลี้ยงชีวิตด้วยการหลอกลวง เราจึงมาเพื่อสั่งสอนท่าน พาหิยะ ท่านมิได้เป็นพระอรหันต์เลย แม้ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค ท่านก็ไม่มี

              พาหิยะ: เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่าเป็นพระอรหันต์
              พรหม: พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นแล้วในโลก บัดนี้พระองค์ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี พระองค์ทรงเป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน ทั้งทรงแสดงธรรมเพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย

              จากนั้น ท้าวมหาพรหมสั่งให้เขาไปเฝ้าพระศาสดา แล้วกลับไปยังพรหมโลก พาหิยะฟังคำของเทวดานั้นแล้วสลดใจ รีบเดินทางออกจากท่าสุปปารกะทันที เมื่อไปถึงพระวิหารเชตวัน ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต พาหิยะรีบออกจากพระวิหารเชตวัน เข้าไปในนครสาวัตถี เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีอินทรีย์สงบ น่าเลื่อมใส เกิดปีติซาบซ่านไปทั่วสรีระ จึงรีบเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า หมอบลงแทบพระบาท กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรม อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน

              พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เราจะเข้าไปยังละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาต พาหิยะกราบทูลวิงวอนว่า อันตรายแก่ชีวิตของพระองค์หรือของข้าพระองค์ เป็นสิ่งที่รู้ได้ยาก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรม อันจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เวลานี้ปีติที่มีกำลังมากกำลังท่วมทับสรีระของเขา แม้จะได้ฟังธรรมแล้ว ก็จักไม่สามารถบรรลุได้เลย ควรให้เขาพักผ่อนระงับความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเสียก่อน ดำริแล้วตรัสห้ามเป็นครั้งที่สอง เมื่อพาหิยะไม่ละความพยายาม กราบทูลวิงวอนเป็นครั้งที่สาม พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า พาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง พาหิยะ ในกาลใด เมื่อเห็นจักเป็นสักว่าเห็น ... เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ จิตของพาหิยะหลุดพ้นจากอาสวะด้วยความไม่ถือมั่น ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จหลีกไปไม่นาน ท่านพาหิยะก็ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดตาย พวกภิกษุได้นำสรีระของท่านไปเผา แล้วทำสถูปไว้

(พาหิยสูตรและอรรถกถา ๒๕/๔๗-๕๐)

              ๑. การทำความเพียรชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลก ถึงตายก็ไม่ละความเพียรจัดเป็นความเพียรขั้นสูงสุด เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยยาก ก่อนที่จะตรัสรู้ เจ้าชายสิทธัตถะทรงนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นโพธิ์ซึ่งปูด้วยหญ้าคา ทรงอธิษฐานว่า แม้เลือดและเนื้อในร่างกายนี้ทั้งหมดจะเหือดแห้งไป จนเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตาม หากยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด เมื่อกระทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก ย่อมได้สิ่งตอบแทนที่ได้โดยยาก คือได้ตรัสรู้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง

              ในอรรถกถาเถรคาถา นิทานกถาวรรณนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อานิสงส์ การบำเพ็ญเพียร ๕ ประการ คือ
              ๑.๑ ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลในปัจจุบัน
              ๑.๒ ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลในมรณสมัย
              ๑.๓ ย่อมชื่นชมพระอรหัตผลเมื่อเป็นเทพบุตร
              ๑.๔ ได้ตรัสรู้โดยฉับพลันเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
              ๑.๕ ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

              ๒. พุทธศาสนากล่าวถึงสมบัติ ๓ คือ มนุษยสมบัติ สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ คนส่วนมากติดในมนุษยสมบัติซึ่งมีสุขน้อย มีทุกข์เจือปนอยู่มาก หรือติดในสวรรคสมบัติซึ่งเป็นความสุขชั่วคราว จึงไม่อาจเข้าถึงนิพพานสมบัติได้ ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไปไม่มีสิ้นสุด ภิกษุผู้เป็นเทวบุตรและท่านพาหิยะไม่ติดในมนุษยสมบัติและสวรรคสมบัติ จึงทำความเพียรอย่างแรงกล้า อันเป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานสมบัติในภายหลัง

              ๓. การที่ท่านพาหิยะถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดตาย เป็นเพราะกรรมเก่าที่เคยฆ่าผู้อื่นติดตามมาให้ผล นี้เป็นอุทาหรณ์ว่า แม้พระอรหันต์ก็ไม่อาจหนีพ้น ต้องตกอยู่ในอำนาจกฎแห่งกรรมเช่นกัน

              ๔. บุคคลผู้มีความดีอย่างสูง ควรที่จะสร้างสถูปหรือเจดีย์เป็นอนุสรณ์เพื่อเคารพบูชามี ๔ คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระเจ้าจักรพรรดิ

เกิดเป็นชาย ไว้ลาย เป็นชายชาต มัวประมาท ตัวเห็น มิเป็นผล
ทุกค่ำคืน ตื้นลึก หมั่นฝึกฝน เพียรไปจน ชีพวาย มิคลายเพียร
 
(บานเย็น ลิ้มสวัสดิ์)
.........................
 
สารบัญ
- คำนำ ๑๑. ฝรั่งยังทึ่ง
๑. ลักษณะความเพียร ๑๒. แว่นแก้ว
๒. เหตุเกิดความเพียร ๑๓. ผู้พิชิตยุง
๓. อานุภาพความเพียร ๑๔. ใฝ่รู้ยิ่งกว่าใฝ่รัก
๔. สำคัญที่ใจ ๑๕. สมองแก้ว
๕. ลองอีกที ๑๖. สร้างฝันให้เป็นจริง
๖. ตกฟิสิกส์พลิกชีวิตเป็นดอกเตอร์ ๑๗. ชีพนี้ยังมีหวัง
๗. จากดินเป็นดาว ๑๘. เรือล่มเมื่อจอด
๘. ลูกคนขายส้มตำมุ่งทำเนียบ ๑๙. ขุดเรื่อยไป
๙. พระคุณพ่อพระคุณแม่ ๒๐. ชีพวายไม่คลายเพียร
๑๐. กว่าจะสำเร็จ ๒๑. ฝ่าคลื่นฝืนลม
  ๒๒. มาตรการชีวิต
  ๒๓. วิริยารัมภวาทะ
  ดาวน์โหลด หนังสือเล่มนี้
   
   
 
จากหนังสือ อานุภาพความเพียร
รวบรวมเรียบเรียง โดย ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ
วัดโสมนัสวิหาร คณะ ๖
เขต ป้อมปราบฯ กทม. ๑๐๑๐๐
โทร. ๐๒ - ๖๒๙-๙๖๓๔
 
 
 
 
 
 
 
 
  หน้าหลัก l หนังสือธรรมะ l เสียงสวดมนต์ mp3 l เสียงธรรม mp3 l บทสวดมนต์ l สมาธิ l รูปภาพ
ดาวน์โหลด e-book l ห้องสวดมนต์ออนไลน์  l กระดานสนทนา l ห้องสนทนา chat  l สมุดเยี่ยม lรวมเว็บ
 
จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
ขึ้นบน