มีนักวิชาการน้อยคน
ที่โลกจะให้เกียรติยศยิ่งใหญ่ และนำความรู้ไปใช้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์มากเท่าปาสเตอร์
ประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลกมีสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า
Pasteur Institue เป็นสถานที่ทำการค้นคว้าทดลองตามหลักวิชาของปาสเตอร์
เมืองไทยเราก็มีสถานที่อันนี้ เดิมให้ชื่อว่า "ปาตุรสภา"
คำว่า ปาตุระ ก็คือปาสเตอร์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อให้ชัดขึ้นเป็น
สถานปาสเตอร์ ภายหลังเลิกใช้ชื่อปาสเตอร์ เอาพระนามสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีแห่งรัชกาลที่
๕ มาใช้แทนเป็น "สถานเสาวภา"
ปาสเตอร์เป็นชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.
๒๓๖๕ เมื่อยังอยู่ในโรงเรียน ครูได้หมายเหตุลงในสมุดพกว่า
"เป็นเด็กอ่อนโยนที่สุด ตัวเล็กที่สุด และมีหวังสอบไล่ได้น้อยที่สุดในชั้นของข้าพเจ้า"
คนเราดูกันยาก เราไม่สามารถจะเอาความเป็นไปในขณะที่เป็นเด็กมาวินิจฉัยว่า
โตขึ้นจะเป็นอย่างไร มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย และบางทีก็เปลี่ยนไปมากๆ
ปาสเตอร์เป็นลูกคนฟอกหนัง
อยู่หัวเมือง พ่อส่งไปเข้าโรงเรียนที่ปารีส และอยู่ที่ปารีส
ครั้งหนึ่งเขาป่วยและคิดถึงบ้าน เขาเขียนจดหมายถึงบิดาว่า
ถ้าได้ดมกลิ่นหนังสักหน่อย ก็จะสบายขึ้น เขาตัดสินใจมาแต่เล็กแต่น้อยว่าจะศึกษาทางเคมี
เขารักวิชานี้ บิดาก็ตามใจ เขาเรียนเลวจริงๆ เรียนเลวเป็นลำดับมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัยไม่เคยได้คะแนนดี
เพียงแต่ผ่านไปได้เท่านั้น ในการศึกษาขั้นบัณฑิตเคมีในมหาวิทยาลัย
ถึงจะสอบไม่ตก แต่ก็สอบได้อย่างเลวเต็มที
การสอบผ่านอย่างหวุดหวิดนี้เอง
ทำให้เขามีความเพียรมากขึ้น มีความพยายามอย่างแรงกล้าเมื่อศึกษาในขั้นดอกเตอร์
บิดาไม่ใช่คนมั่งคั่ง อุตส่าห์หา เงินมาให้ศึกษาจนสำเร็จขั้นบัณฑิตได้ก็ดีแล้ว
มาถึงขั้นดอกเตอร์ต้องใช้เงินมากขึ้น เขาพยายามหารายได้เพิ่มเติม
ด้วยการสอนพิเศษให้นักศึกษาที่เข้าใหม่ ได้ค่าสอนพอ จุนเจือไป
แต่ต้องใช้จ่ายอย่างระวัง บางวันเขาไม่ได้รับประทานอาหารครบทุกมื้อ
เขาเขียนเรื่องของเขาเองว่า ในบางวันเขาหิวมาก และปวดศีรษะด้วย
ดีอยู่อย่างหนึ่ง พอปวดศีรษะเข้า ความหิวก็หายไป เขาทำความพยายามอย่างยิ่งยวดในการศึกษาขั้นดอกเตอร์
แทนที่จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องเดียวเขาทำถึงสองเรื่อง เขาสอบขั้นดอกเตอร์ได้ดีเกินคาดดีจนกระทั่งทันทีที่สอบไล่ได้
ศาสตราจารย์คนหนึ่งได้เจาะจงเลือกเขาเป็นผู้ช่วยประจำห้องแยกธาตุ
ในเอโคลนอร์มาล ซึ่งเป็นสถานศึกษาวิทยาศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งในเวลานั้น
มีห้องแยกธาตุชั้นดีที่สุด การได้ทำงานในห้องแยกธาตุดีที่สุดนี้
เป็นการสร้างอนาคตให้แก่เขา เพราะเปิดทางให้เขาได้ทำการค้นคว้า
ซึ่งเขาไม่สามารถจะหาทางอื่นได้ดีกว่า
เขาเริ่มทดลองเกี่ยวกับการทำเครื่องแก้ว
ศาสตราจารย์ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของเขา ก็เริ่มมองเห็นความยิ่งใหญ่ในภายหน้าของนักเคมีหนุ่มผู้นี้
เขาทำการค้นคว้าจนได้พบความรู้ใหม่ๆ หลายประการ พวกศาสตราจารย์ชั้นผู้ใหญ่เห็นความสามารถของเขามากขึ้น
ศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงทางเคมีคนหนึ่ง ชื่อปุยเยต์
ได้เขียนไปยังกรมการมหาวิทยาลัยสตราสบูร์คว่า เขาได้พบนักเคมีหนุ่ม
ซึ่งแน่ใจได้ว่าจะเป็นนักเคมีที่รุ่งโรจน์ในภายหน้า ถ้าเขาได้มีโอกาสอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นเอก
เช่นมหาวิทยาลัยสตราสบูร์คแล้ว เขาจะไปไกลทีเดียว
มหาวิทยาลัยสตราสบูร์คตกลงรับปาสเตอร์เข้าเป็นอาจารย์
พอเข้าไปอยู่ได้หน่อย ก็เกิดรักลูกสาวอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนั้นเอง
และก็ดำเนินการอย่างที่ไทยเราเรียกว่า "เข้าตามตรอกออกตามประตู"
คือเมื่อรักลูกสาวเขา ก็ต้องสู่ขอต่อ พ่อแม่ของเขา แทนที่จะขอความรักจากหญิงสาวก่อน
ปาสเตอร์เขียนไปถึงพ่อของ หญิงสาว บอกว่าตัวเขาเป็นลูกคนฟอกหนัง
มีน้องสาว ๓ คน แม่ตายไปแล้ว ครอบครัว ของเขาไม่มั่งคั่ง
จะยกให้น้องสาวทั้งหมด ฉะนั้นตัวเขาจึงเป็นคนไม่มีสมบัติ
เขามีแต่อนามัยดี ความพากเพียรพยายาม และฐานะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนี้
เพราะสละชีวิตเพื่อการค้นคว้าทางเคมี หวังว่าจะประสบผลสำเร็จในภายหน้าจึงขอแต่งงานกับลูกสาวอธิการบดี
อธิการบดีเอาจดหมายให้ลูกสาวดู ลูกสาวบอกว่า คนที่เขียนจดหมายชนิดนี้
เธอไม่แต่งงานด้วย อธิการบดีก็บอกไปยังปาสเตอร์ ปาสเตอร์ก็เขียนใหม่
คราวนี้เขียนถึงภริยาอธิการบดี คือมารดาของสตรีที่เขารัก
ความว่า เขาเข้าใจว่ามาเดอมัวแซลมารี (คือลูกสาว) คงจะวินิจฉัยเขาด้วยการเห็นครั้งแรก
เขาไม่มีอะไรในตัวที่จะดึงดูดใจของหญิงสาว แต่ทุกคนที่รู้จักเขาดีจะต้องชอบเขา
มารดาเอาจดหมายให้ลูกสาวดู ลูกสาวคงยืนยันว่า ไม่ต้องการแต่งงานกับคนชนิดนี้
คราวนี้เขาเขียนถึงตัวหญิงสาวเอง ความว่า อย่าวินิจฉัยตัวเขาเลวเกินไป
เพราะอาจจะเข้าใจผิด วินิจฉัยผิดได้ เวลาข้างหน้าจะแสดงให้เห็นว่า
แม้เขาจะเป็น ผู้ชายโง่ๆ หรือขี้อาย หัวใจของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
เป็นจดหมายที่เลวเต็มที สมควรแล้วที่ผู้หญิงเขาจะไม่รัก
จดหมายทั้ง ๓ ฉบับไม่ได้มีความคมคายอะไรเลย แต่ก็เป็นการแสดงลักษณะของปาสเตอร์
ของนักวิทยาศาสตร์แท้ พูดไปอย่างตรงๆ ซื่อๆ มีแต่ความพยายาม
ลงท้ายลูกสาว อธิการบดีก็ยอมแต่งงานด้วย ไม่ใช่เพราะว่าปาสเตอร์จะเขียนจดหมายคมคายไพเราะขึ้นภายหลัง
จดหมายก็คงเป็นจดหมายแบบนั้น แต่เขาก็ทำอย่างนักวิทยาศาสตร์
คือทำความพยายามไม่ลดละ พยายามไปจนกระทั่งหญิงสาว
เกิดความสงสาร และเห็นลักษณะเด่นชัด ๒ ประการในตัวเขา
ประการที่หนึ่งคือ ความพยายาม ประการที่สอง คือ ความซื่อ
ซึ่งเมื่อคิดไปถึงอนาคต การได้สามีที่ประกอบด้วยลักษณะสองประการนี้
ก็นับว่าดีมาก หญิงสาวจึงตกลงแต่งงานด้วย กำหนดแต่งงานในวันที่
๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๒ แขกเหรื่อมาพร้อมเจ้าสาวและบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายก็มา
พระที่จะประกอบพิธีแต่งงานก็เตรียมพร้อม แต่เจ้าบ่าวไม่ปรากฏตัว
พวกเพื่อนต้องเที่ยววิ่งตามหา ไปได้ตัวในห้องทดลองวิทยาศาสตร์
เขาไม่ลืมว่าถึงเวลาแต่งงานแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะพบอะไรอยู่นั้น
แม้จะไปแต่งงานก็ต้องรอให้พบสิ่งที่กำลังจะพบเสียก่อนมารีเป็นภรรยาที่ดีของปาสเตอร์
แต่ไม่อาจจะกล่าวได้ว่า ปาสเตอร์เป็นสามีที่ดีของมารี
เป็นความจริงอย่างที่กาลิเลโอกล่าว บุคคลไม่สามารถจะเป็นนักวิชาการ
และเป็นสามีที่ดีในเวลาเดียวกัน มารีแลเห็นขึ้นทุกวันว่า
ปาสเตอร์รักวิชามากกว่ารักเมีย เขาอยู่กับงานค้นคว้าเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นคนโสด
เมื่อภริยาต่อว่า เขาก็บอกว่า เขาทำอย่างนั้นด้วยความรักภริยา
ต้องการจะนำภริยาไปสู่ความมีชื่อเสียงด้วย
เมื่อทำงานไปมากๆ เข้า การค้นคว้าของปาสเตอร์ก็เปลี่ยนทางไป
เขาแยกออกจากเคมีหันไปหาชีววิทยา ศาสตราจารย์ดูมาส์ ซึ่งปาสเตอร์รักและนับถือมาก
มีหนังสือเตือนมาว่า ไม่อยากให้ค้นคว้าในทางนี้ เพราะเป็นเรื่องหาความแน่นอนได้ยาก
เป็นเรื่องที่เถียงง่าย ค้านง่าย พิสูจน์ยาก อาจารย์เห็นเป็นความลำบากที่จะเอาชื่อเสียงทางชีววิทยา
ปัญหาเรื่องชีวิตเป็นปัญหาซึ่งยากจะวิเคราะห์ในทางวิทยาศาสตร์
นักปราชญ์เก่าๆ เชื่อว่าชีวิตอาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งไม่มีชีวิต
หรือสิ่งที่ตายไปแล้ว แต่การค้นคว้าของปาสเตอร์ยืนยันว่า
ชีวิตเท่านั้นที่จะสามารถสร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ ชีวิตจะเกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตไม่ได้เลยเป็นอันขาด
เราอาจพบซากสัตว์ที่ตายไป และมีหนอนขึ้นเต็ม หนอนนั้นไม่ได้เกิดจากสัตว์ตาย
แต่เกิดจากสิ่งมีชีวิตซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในซากนั้น พวกนักปราชญ์เก่าๆ
คัดค้านความเห็นของปาสเตอร์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะศาสตราจารย์ปูเชต์
กับศาสตราจารย์โชลี กลายเป็นสงครามปาก สงครามปากกา การโต้เถียงท้าทายมีอยู่เรื่อยๆ
ร้อนถึงบัณฑิตยสถานต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา เรียกคู่กรณีมาชี้แจงผลการทดลองต่อหน้าคณะกรรมการ
คณะกรรมการ ได้พิจารณาอย่างละเอียด และลงมติว่า ความเห็นของปาสเตอร์เป็นฝ่ายถูกต้องชัยชนะของปาสเตอร์ในเรื่องนี้
เป็นการตั้งต้นใหม่แห่งวิชาชีววิทยาสร้างชื่อเสียงเกียรติคุณแก่ปาสเตอร์
ถึงกับได้เป็นสมาชิกบัณฑิตยสถานซึ่งเป็นการยกย่องคุณวิชาอย่างสูงสุดในฝรั่งเศส
ต่อมาได้เกิดโรคขึ้นในตัวไหม ซึ่งเลี้ยงไว้สำหรับเอาไหมทำผ้าไหม
ทำให้ตัวไหมตายมาก โดยเฉพาะในเมืองอาเลส์ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงไหมสำคัญที่สุดของฝรั่งเศส
ถ้าไม่แก้ไขจะเป็นผลเสียหายร้ายแรงแก่ฝรั่งเศส เพราะผ้าไหมเป็นสินค้าสำคัญ
รัฐบาลฝรั่งเศสมอบหน้าที่นี้แก่ปาสเตอร์ พอข่าวแพร่ออกไป
ก็มีเสียงคัดค้านว่า ปาสเตอร์ไม่ใช่แพทย์ เป็นแต่นักเคมีจะรักษาโรคได้อย่างไร
บางคนก็ว่า กว่าจะพบทางแก้ไข สินค้าไหมของฝรั่งเศสก็คงพินาศไปก่อน
เวลาล่วงไป
ปาสเตอร์ก็ยิ่งถูกประณามยิ่งขึ้น เพราะคนคอยมานานแล้ว
ยังไม่เห็นปาสเตอร์แก้ไขอะไร เป็นแต่ตรวจและทดลองไปเรื่อยๆ
สถิติการตายของตัวไหมเพิ่มขึ้นทุกเดือน พวกคนเลี้ยงไหมก็โกรธแค้น
ปาสเตอร์จึงถูกด่า ถูกหมิ่นประมาทมากที่สุด ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะหมดความพยายาม
และขอให้รัฐบาลตั้งคนอื่นแทน แต่ปาสเตอร์ได้ใช้วิริยะอย่างแรงกล้าคู่กันไปกับขันติ
โรคระบาดชนิดนี้ ไม่เคยมีใครรู้หรือเข้าใจมาก่อน เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันใหม่
ทดลองใหม่ ไม่สามารถจะทำให้เห็นผลทันใจคน ในการทดลองค้นคว้านี้
เขาทำงานวันละ ๑๘ ชั่วโมง ตั้งแต่เช้า ๕.๐๐ น. นี้เป็นเรื่องวิริยะ
คนก็รู้เหมือนกันว่า ปาสเตอร์ทำงานอย่างนี้ แต่แทนที่
จะชมว่าดี กลับด่าและประชดว่า กว่าจะได้ความรู้ ตัวไหมก็ตายไปทั่วประเทศฝรั่งเศส
มีแต่เสียงประณามและเย้ยหยันทั่วไป ไม่มีใครเห็นใจ ไม่มีใครปลอบใจ
ปาสเตอร์ต้องปลอบใจตัวเอง ปาสเตอร์ต้องใช้ขันติแรงกล้าเท่าๆ
กับวิริยะ เพราะนอกจากจะต้องอดทนต่อคำด่า คำประณาม คำประชดของคนทั้งหลายแล้ว
เคราะห์กรรมอันร้ายแรงได้เกิดขึ้นในครอบครัวของเขา ลูกของเขาได้เจ็บป่วยลงทั้ง
๓ คน และทั้ง ๓ คนถึงแก่ความตายอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเคราะห์กรรมที่ร้ายแรงเหลือเกิน
เมื่อข่าวแพร่ออกไป แทนที่คนจะเห็นใจสงสาร บางคนกลับประชดว่า
มัวรักษาลูกของตัวเสีย ไม่เอาใจใส่กับงานที่รัฐบาลมอบหมายให้
จึงไม่ได้ผลอะไร บางคนบอกว่า แม้แต่ลูกของตัวยังรักษาไม่ได้
จะรักษาโรคไหมอย่างไรได้ แต่ในที่สุดปาสเตอร์ก็ได้พบตัวยารักษาโรคไหม
เมื่อทดลองใช้ยา สถิติการตาย ของตัวไหมลดลงไปทันที โรคระบาดของไหมก็ระงับลงในชั่วเวลาอันรวดเร็วและยิ่งกว่านั้น
ไหมกลับให้ผลดียิ่งกว่าแต่ก่อนคราวนี้พวกคนเลี้ยงไหมก็เห็นความดี
จึงเรี่ยไรกันสร้างรูปปั้นของปาสเตอร์ตั้งไว้ที่เมืองอาเลส์
ปาสเตอร์ได้รับผลตอบแทนเพียงเท่านั้นเอง
ต่อมามีเรื่องใหม่
เหล้าองุ่นในประเทศฝรั่งเศสเกิดรสเปรี้ยว และเสียหายทั่วๆ
ไป เป็นเรื่องร้ายแรงกว่าเรื่องไหม เพราะเหล้าองุ่นเป็นหัวใจแห่งภาษีอากรในประเทศฝรั่งเศส
รัฐบาลได้มอบหน้าที่ให้ปาสเตอร์อีก คราวนี้ไม่มีเสียงด่าเสียงหมิ่นประมาท
เหมือนคราวก่อน เพราะคนเริ่มไว้ใจ การค้นคว้าครั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน
เพราะเป็นเรื่องที่เกิดมีเชื้อโรคคล้ายกับเรื่องไหม ปาสเตอร์ทดลองใช้ความร้อนอุ่นเหล้าองุ่นเพื่อฆ่าเชื้อโรค
เมื่อความร้อนสูงก็ฆ่าเชื้อโรคได้แต่รสเหล้าไวน์เสียไป
ความร้อนน้อยไม่ทำให้รสองุ่นเสีย แต่ฆ่าเชื้อโรคไม่ได้
จึงทดลองดูทุกองศาของความร้อน ในที่สุดพบว่า ความร้อน
๕๕ องศาเซลเซียส สามารถฆ่าเชื้อและไม่ทำให้รสเหล้าองุ่นเสียไป
เมื่อแนะนำให้คนทำเหล้าองุ่นลองทำ ก็ได้ผลจริง วิธีการนี้เรียกว่า
Pasteurization หมายถึงการอุ่นด้วยความร้อน ๕๕ องศาเซลเซียส
ซึ่งใช้ได้ตลอดไปถึงนมสดและอาหารบางอย่างที่บรรจุใส่กระป๋อง
เป็นความรู้ที่ใช้กันทั่วโลก คราวนี้เป็นชื่อเสียงอย่างแท้จริง
มหาวิทยาลัยบอนน์ในประเทศเยอรมนีได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์ขั้นดอกเตอร์ทางแพทยศาสตร์
ปาสเตอร์ได้เข้าเฝ้าพระเจ้า นโปเลียนที่ ๓ และพระราชินี
แต่ฐานะของเขาก็ยังคงยากจนอยู่อย่างเดิม เพราะในการทำความสำเร็จยิ่งใหญ่สองประการนี้
ปาสเตอร์ไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลย การคิดค้นในชั้นหลังที่สุด
และได้ประโยชน์ที่สุด เป็นการค้นพบอันยิ่งใหญ่ คือการรักษาหรือป้องกันโรคด้วยเชื้อโรค
เป็นหลักการที่มีคนค้นพบมาก่อน
ปาสเตอร์เกิด
กล่าวคือ ใน พ.ศ. ๒๓๓๙ แพทย์อังกฤษชื่อ เอดเวิร์ด เจนเนอร์
ได้ค้นพบวิธีป้องกันไข้ทรพิษ ความคิดนี้ได้มาจากการสังเกตเห็นคนเลี้ยงโคเป็นฝี
เพราะติดเชื้อจากหนองฝีโค เมื่อเป็นฝีแล้วก็ไม่เป็นไข้ทรพิษเลย
เอดเวิร์ด เจนเนอร์ จึงเอาหนองจากฝีโคมาปลูกให้เป็นฝีขึ้นในตัวคน
แล้วก็ได้ผลป้องกันไข้ทรพิษได้จริงๆ ความคิดนี้ทำให้เกิดความคิดต่อไปว่า
ก่อนที่จะเจ็บป่วย ถ้าเราเอาเชื้อโรคชนิดนั้นอย่างอ่อนๆ
ฉีดหรือปลูกเข้าในตัวคน (หรือสัตว์) ร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อสู้
เชื้อโรคที่ฉีดหรือปลูกนั้น ไม่มากถึงกับจะเป็นอันตราย
แต่ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้น จะช่วยป้องกันเชื้อโรคชนิดนั้นได้
นี้คือหลักการ "ฉีดยาป้องกัน"
ที่ใช้กันแพร่หลายจนทุกวันนี้
ปาสเตอร์ได้ค้นคว้าหายาแก้พิษงู
พิษสุนัขบ้า และก็ทำได้สำเร็จ เรื่องสุนัขบ้า เป็นเรื่องที่ปาสเตอร์ต้องใช้ความพยายามอย่างเหลือเกิน
พยายามถึงขนาดยอมเสี่ยงชีวิตของเขาเอง โดยเอาสุนัขบ้ามา
แล้วพยายามใช้หลอดแก้วดูดน้ำลายจากปากสุนัขบ้า มาใช้ทดลองและทำตัวยา
คนอื่นไม่กล้าทำให้ ปาสเตอร์ก็ทำด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยร้ายแรง
เมื่อทำตัวยาสำเร็จ ก็ทดลองกับกระต่าย เชื่อว่าได้ผลดี
ต่อมามีเด็กคนหนึ่งถูกสุนัขบ้ากัด เริ่มมีอาการคลุ้มคลั่ง
พ่อแม่นำตัวมาให้ปาสเตอร์ เป็นครั้งแรกที่ปาสเตอร์จะต้องทดลองยากับมนุษย์จริงๆ
เขาลังเลใจมาก แต่ลงท้ายก็ตัดสินใจยอมเสี่ยง เมื่อฉีดยาให้เด็กนั้นไปแล้ว
คืนนั้นปาสเตอร์นอนไม่หลับ ตลอดคืน แต่เด็กนั้นหลับสบาย
โรคหาย การรักษาพิษสุนัขบ้าด้วยยา ซึ่งทำมาจาก น้ำลายของสุนัขบ้านั้นเอง
เป็นผลสำเร็จ เช่นเดียวกับการรักษาพิษอื่นๆ ด้วยยา ซึ่งทำมาจากพิษนั้นเอง
เนื่องจากเหตุนี้ การเลี้ยงงู การทำยาจากเชื้อโรคหรือพิษงูพิษสัตว์ทั้งหลาย
เรื่องสุนัขบ้า จึงเป็นงานของสถาบันอันหนึ่ง ซึ่งตั้งขึ้นทั่วโลกและเรียกว่า
Pasteur Institute คือสถานปาสเตอร์ การให้ชื่ออย่างนี้
ก็เพื่อเป็นเกียรติ เป็นที่ระลึกของอัจฉริยบุรุษผู้นี้
ความบากบั่นทำให้ปาสเตอร์ได้รับผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทันตาเห็น
เหรียญตรา ชื่อเสียง การเลี้ยง การต้อนรับ เขาได้รับอย่างเต็มที่
เวลาไปประชุมสภาการแพทย์ ที่ลอนดอน พอย่างเข้าสู่ห้องประชุม
ผู้แทนนานาประเทศก็ตบมือต้อนรับดังสนั่น ในวันเกิดครบ
๗๐ ปีของปาสเตอร์ รัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศให้เป็นวันหยุดงานทั่วประเทศ
ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยังไม่ได้รับเกียรติอย่างนี้ แต่เหรียญตรา
เกียรติยศ หรือลาภผลใดๆ ไม่ทำความปลื้มใจให้ปาสเตอร์เท่ากับการสร้างตึกซึ่งให้ชื่อว่า
"สถานปาสเตอร์" และให้เครื่องมืออย่างดีที่สุด
สำหรับให้เขาทำการค้นคว้าต่อไป ปาสเตอร์ถือว่าสิ่งนี้เป็นรางวัลอันสูงสุดในชีวิตของเขา
เขาได้ใช้ประโยชน์แห่งสถานที่นี้จนถึงปลายชีวิต ปาสเตอร์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่
๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๘ มีอายุ ๗๓ ปี
(กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่
โดย หลวงวิจิตรวาทการ)
๑.
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนมากเป็นคนใฝ่รู้ เช่น
ปาสเตอร์มัวทำการทดลองทั้งที่ถึงกำหนดเวลาแต่งงาน ประธานาธิบดีลินคอร์นเคยลงทุนเดินเท้าไปไกลถึง
๑๔ ไมล์ เพียงเพื่อยืมหนังสือเล่มเดียว
๒.
ในสมัยเด็ก การเรียนของปาสเตอร์แย่มาก ครูให้ความเห็นว่าเขามีโอกาส
สอบผ่านน้อยที่สุดในชั้น แม้ในขั้นบัณฑิตเขาก็ผ่านอย่างเลวเต็มที
แต่ในขั้นดอกเตอร์ เขาพยายามอย่างหนักจึงได้ผลดีเกินคาด
แสดงว่าปัญญาเป็นสิ่งที่สามารถอบรมให้เจริญได้
๓.
เซอร์โจชัว เรโนลด์ กล่าวว่า ถ้าท่านมีปัญญาอย่างธรรมดา
การทำงานหนักจะทำให้ปัญญาของท่านเฉียบแหลมขึ้น ถ้าท่านเป็นคนอับปัญญา
การทำงานจะทำให้ท่านเกิดปัญญาขึ้น
(สร้างตนเอง โดย
ไชยวัฒน์)
๔.
เมื่อครั้งเกิดโรคระบาดในตัวไหม ปาสเตอร์ต้องพบกับอุปสรรคหลายอย่าง
เช่น ปัญหาทางวิชาการ เสียงด่าจากชาวบ้าน และความตายของลูกทั้งสาม
แต่เขาไม่ย่อท้อ พยายามค้นคว้าทดลองต่อไป ในที่สุดก็พบกับความสำเร็จ
๕.
หลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า ในกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
ปลาย่อมจะว่ายทวนน้ำเสมอ ปลาที่ลอยตามน้ำก็มีแต่ปลาตาย
มนุษย์ต้องต่อสู้อุปสรรคเหมือนปลาที่ว่ายทวนน้ำ ผู้ที่ปล่อยโชคชะตาไปตามเหตุการณ์
ก็เหมือนคนที่ตายแล้ว ว่าวลอยขึ้นสูงได้ เพราะเหตุที่ต้านลม
ถ้าหมดลม ว่าวจะตก มนุษย์เราจะขึ้นสูงได้ ก็เพราะการต่อต้านอุปสรรค
ชีวิตที่ไม่เคยประสบอุปสรรค จะหาความก้าวหน้าไม่ได้เลย
ถึงแม้อะไรๆ จะเสียไปหมดแล้ว อนาคตก็ยังอยู่ เวลาข้างหน้ายังเป็นของเรา
ทำใหม่สร้างใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่ สวรรค์ช่วยคนที่ช่วยตัวเอง
๖.
การที่ปาสเตอร์พบยาแก้โรคตัวไหมท่ามกลางเสียงด่าของชาวบ้าน
ชวนให้ระลึกถึงพุทธภาษิตที่ว่า คนโง่เขลามาประชุมกันตั้งพันคน
พวกเขาไม่มีปัญญา ถึงจะพร่ำคร่ำครวญอยู่ตลอดร้อยปี ก็หามีประโยชน์ไม่
คนมีปัญญา รู้เนื้อความแห่งภาษิต คนเดียวเท่านั้น ประเสริฐกว่า
๗.
คนจำนวนมากในโลกนี้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างที่เรียกว่า
โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะเกิดนาน แต่ปาสเตอร์ไม่เป็นเช่นนั้น
เขาได้ใช้ชีวิตนี้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไว้มากมาย
ชีวิตของเขาเป็นอุทาหรณ์อย่างดีของ พุทธภาษิตที่ว่า ช่างดอกไม้
ร้อยพวงมาลัยได้มากมาย จากกองดอกไม้กองหนึ่ง ฉันใด คนเราเกิดมาแล้ว
ก็ควรใช้ชีวิตสร้างความดีงามให้มาก ฉันนั้น
|