อรทัย
หรือน้องตุ๊กตา เด็กสาววัย ๒๐ ปี เกิดและเติบโตในชุมชนแออัด
เป็นน้องสาวคนเล็ก มีพี่สาว ๒ คน พ่อแม่ขายส้มตำที่ชุมชน
จึงมีข้าวให้ลูกกินไม่อดอยาก และมีเงินให้ลูกเรียนหนังสือบ้างแต่ไม่มาก
พี่สาวของตุ๊กตาไม่ยอมเรียนหนังสือเพราะมีปัญหาส่วนตัว
ทำให้พ่อแม่ผิดหวังมาก ตุ๊กตาไม่อยากให้แม่ร้องไห้ ไม่อยากเห็นพ่อกินเหล้าเพราะผิดหวังในตัวลูกๆ
จึงบอกพ่อแม่ว่าตนเองจะไม่เป็นอย่างนั้น จะทำให้ดีที่สุดทุกอย่างเพื่อไม่ให้พ่อแม่เสียใจ
ตุ๊กตาเรียนอนุบาลที่โรงเรียนในชุมชน
เรียนประถมที่โรงเรียนสายปัญญาได้รับทุนการศึกษาด้วย ขณะที่เรียนอยู่เห็นพี่ที่โรงเรียนสายปัญญาคนหนึ่งสอบชิงทุน
ก.พ.ได้ ก็รู้สึกทึ่ง อยากได้ทุนบ้าง จากนั้นก็เรียนบัญชีที่โรงเรียนบพิตรพิมุข
ต้องอยู่กับตัวเลข ไม่ได้พูดคุย ตุ๊กตาผู้ช่างพูดทนไม่ได้
จึงลาออกและสอบเข้าเตรียมอุดมสายศิลป์ เมื่อสอบได้ก็ขอทุนจากโรงเรียนๆ
ไม่เชื่อว่าตุ๊กตาเป็นเด็กชุมชน เมื่อตุ๊กตาพาไปดูบ้าน
โรงเรียนจึงให้ทุน
ตุ๊กตาเป็นคนมัธยัสถ์
ขยันทำงานบ้าน พูดจาตรงไปตรงมา กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ไม่ชอบอยู่เฉย เป็นคนใฝ่รู้ ไม่อ่านแค่ตำรา จะไขว่คว้าหาความรู้ตลอดเวลา
เพราะตุ๊กตาคิดว่า โอกาสที่ได้รับ ทุกคนมีเท่ากัน แต่ไม่ยอมคว้ากันเอง
ตุ๊กตาชอบทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กแล้ว
ชอบร้อง ชอบเต้น ชอบเล่านิทาน เพราะเชื่อว่าการทำกิจกรรมมากทำให้คนเก่งขึ้น
ดังนั้น เมื่อตุ๊กตาอยู่ ม.๑-๒ ก็ไม่สนิทกับเพื่อนบ้านแล้วเพราะมีกิจกรรมที่โรงเรียนมาก
สภาพชุมชนก็เปลี่ยนแปลง มีแต่ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด
ตุ๊กตาเห็นเขาขายกันตรงหน้า แต่ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะไม่สนิทกัน
และคนอื่นก็ไม่มายุ่งกับตุ๊กตาเช่นกัน
เมื่ออยู่
ม.๖ ตุ๊กตาก็สอบทุนรัฐบาล (ก.พ.) ได้ แต่ขณะนั้นรัฐบาลขาดงบประมาณ
เมื่อประกาศผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตุ๊กตาก็เรียนอักษรศาสตร์จุฬาฯ
ชั่วคราว ภายหลังจึงเป็นนักเรียนทุนคนแรกที่บินไปศึกษาที่รัสเซียในระดับปริญญาตรี-โท
สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เอกรัสเซียศึกษา ใครจะคิดบ้างว่าลูกคนขายส้มตำในชุมชนแออัดคนนี้
จะเติบใหญ่ ก้าวไกลไปถึงเมืองนอก และมีอนาคตอันสดใสรออยู่
การที่ตุ๊กตาได้เรียนสูงขนาดนี้เพราะแม่สนับสนุน แม่จะบอกว่า
เรียนๆ ไปเถอะ เรียนให้สูงๆ จะได้ไม่เป็นเหมือนแม่ เหมือนพี่ๆ
เมื่อเรียนจบปริญญาโทและทำงานใช้ทุนแล้ว
ตุ๊กตาอยากจะเรียนต่อปริญญาเอก อยากเป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ
เชื่อว่าตุ๊กตาผู้เข้มแข็งและใฝ่ดีคงจะสานฝันให้เป็นจริงได้ไม่ยากนัก
(น.ส.พ.สยามรัฐ
๑๒ ส.ค. ๒๕๔๒ บุณฑริกา พิทักษ์ รายงาน)
๑.
ไม่มีใครชอบความจน เมื่อไม่ชอบก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนให้พ้นความจน
ดังนั้น ความจนจึงทำให้บางคนได้ดิบได้ดี ตรงกันข้าม ความร่ำรวยทำให้บางคนมัวเมา
สุรุ่ยสุร่าย เกียจคร้าน ในที่สุดทรัพย์สินก็วิบัติ เหมือนน้ำในแม่น้ำที่ไหลลงทะเลทุกวัน
ถ้าฝนไม่ตกลงมาก็แห้งขอดลงได้ความจนไม่ใช่อุปสรรคแห่งความก้าวหน้า
ความเกียจคร้าน ความเขลาต่างหากที่เป็นอุปสรรคแห่งความก้าวหน้า
๒.
สิ่งของที่ข้างนอกดูสดใส ข้างในอาจจะเป็นโพรงก็ได้ เช่น
สุรา บุหรี่ มักจะถูกสร้างภาพพจน์ว่า เป็นของโก้เก๋ทันสมัยมาจากเมืองนอกบ้าง
เป็นที่นิยมของผู้มีรสนิยมสูงบ้าง เป็นสัญลักษณ์ของคนเก่งคนกล้าบ้าง
ผู้ที่หลงเชื่อเพราะรู้ไม่เท่าทัน หรือรู้แต่เต็มใจให้ฝรั่งหลอก
เสพสุราหรือสูบบุหรี่เป็นอาจิณ มักจะประสบกับความเสื่อม
เช่น เสื่อมทรัพย์ เสื่อมสุขภาพ เป็นต้น เมื่อเสื่อมมากเข้าก็กลายเป็นเสีย
คือเสียชีวิต
๓.
เด็กๆ ทุกคนเริ่มต้นก็บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ไม่ดื่มสุรา
ไม่เสพยาเสพติด ไม่เล่นการพนัน แต่เมื่อคบคนชั่วแล้วก็แปดเปื้อนด้วยสิ่งเลวร้ายต่างๆ
เหล่านี้ ทำให้ชีวิตมีแต่ความเสื่อม ถ้าคบคนดีก็ได้รับการถ่ายทอดสิ่งดีงาม
เช่น ขยัน อดทน มีวินัย ใฝ่รู้ เป็นต้น ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญไม่ตกต่ำ
การรู้จักเลือกคบคนดีหลีกหนี คนชั่วจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
คนชั่วหรือคนพาลมักมีลักษณะดังนี้
๓.๑
คิดชั่ว คือ คิดโลภอยากได้ในทางทุจริต
คิดปองร้ายเขา เห็นผิดเป็นชอบ ไม่คิดถึงบาปบุญคุณโทษ
๓.๒
พูดชั่ว คือ พูดปด พูดคำหยาบ พูดยุให้เขาแตกกัน
พูดเหลวไหลไร้สาระ
๓.๓
ทำชั่ว คือ ชอบรังแก ชกต่อย เข่นฆ่า
ลักฉ้อ ข่มขืนลวนลาม
๓.๔
เจ้าโทสะ แม้คนอื่นพูดดีๆ ก็โกรธ
๓.๕
ชอบชักนำในทางที่ผิด เช่น ชวนให้ดื่มสุรา
เสพยาเสพติด เล่นการพนัน
๓.๖
ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่ของตนกลับไม่ทำ
หรือทำไม่เรียบร้อย
๓.๗
ไม่รับรู้ระเบียบวินัย ชอบละเมิดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ
๔.
ถ้าครอบครัวแตกแยก มีแต่ทะเลาะกัน ไร้ความสงบสุข เด็กก็จะหนีออกไปหาความสงบสุขนอกบ้าน
จึงถูกคนพาลมอมเมาจนเสียคนด้วยอบายมุข ความรักและผูกพันในครอบครัวจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและเป็นสุข
และเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เด็กเสียคน ดังตัวอย่างที่
ร.ต.สมภูมิไม่ยอมคล้อยตามเพื่อนในเรื่องอบายมุขเพราะจะทำให้พ่อแม่เสียใจ
|