พระยาไมตรีวิรัชกฤตย์
(พุ่ม บุนนาค) เป็นข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นอธิบดีกรมการเมือง
รับราชการเมื่ออายุ ๑๕ ปี เกษียณอายุเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ขณะนั้นมีอายุ
๖๘ ปี รับราชการมานานถึง ๕๔ ปี ส่วนอายุตัวยืนอยู่ถึง
๗๒ ปี
เจ้าคุณไมตรีฯ
มีความรู้วิชาภาษาอังกฤษดีเป็นพิเศษ สำนวนดี ไพเราะ ในสมัยนั้นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศเป็นชาวต่างประเทศ
แต่ถึงคราวจะเขียนหนังสือสำคัญๆ ที่ต้องใช้สำนวนเพราะพริ้ง
เพื่อเหนี่ยวโน้มจิตใจในทางการทูตแล้ว ยังต้องให้เจ้าคุณไมตรีฯ
แต่งให้ อัครราชทูตอังกฤษคนหนึ่งติดใจมาก ถึงกับมาหาและขอดูตัว
จึงทราบว่าผู้เขียนหนังสือราชการภาษาอังกฤษนั้นเป็นคนไทย
คือเจ้าคุณไมตรีฯ
หลวงวิจิตรวาทการเล่าว่า
มีหนังสือราชการกระทรวงต่างประเทศส่งไปสำนักสันนิบาตชาติ
เจ้าหน้าที่ชั้นสูงในสันนิบาตชาติพากันกล่าวขวัญว่า รัฐบาลสยามจ้างคนอังกฤษที่แต่งภาษาอังกฤษดีที่สุดไว้ใช้
แล้วเลยต้องการทราบว่า คนอังกฤษที่จ้างไว้เป็นใคร เมื่อรู้ว่าผู้ร่างจดหมายเป็นคนไทย-เจ้าคุณไมตรีฯ
เขายิ่งประหลาดใจ พร้อมกับแสดงอาการที่ไม่เชื่อถือนัก
เคล็ดสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษได้ดีเลิศนั้น
ท่านเจ้าคุณเล่าว่า ท่านเกิดความชำนาญด้วยการฝึกฝนตนเองทั้งสิ้น
ปกติท่านชอบอ่านหนังสือพิมพ์ไทม์แห่งลอนดอน เป็นประจำตลอดชีวิต
พอพบประโยคใดที่ไพเราะก็จดและจำไว้ ด้วยการเรียนวิธีนี้ติดต่อเรื่อยมาเป็นเวลาถึง
๔๐ ปี เวลากระทรวงต่างประเทศจะตอบขอบใจความช่วยเหลือ ที่ประเทศไทยได้รับจากประเทศต่างๆ
พร้อมกันถึง ๒๐ ประเทศ เจ้าคุณไมตรีฯ ก็เขียนแสดงความขอบใจเขาได้ถึง
๒๐ อย่าง โดยไม่ซ้ำกันเลย ทั้งเป็นสำนวนไพเราะและทันสมัยด้วย
(บุคคลสำคัญของไทย
โดย อรรถ อรรถวุฒิกร)
๑.
ประวัติของท่านเจ้าคุณไมตรีฯ แสดงให้เห็นว่า ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษของท่านไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ
แต่เกิดจากฝึกฝนด้วยตนเองเป็นเวลานานถึง ๔๐ ปี ตรงกับพุทธภาษิต
(๒๕/๓๐) ที่ว่า ปัญญาย่อมเกิดจากการประกอบความเพียร
๒.
ผู้ที่จะเป็นนักปราชญ์ได้ ต้องมีคุณสมบัติที่เรียกว่า
หัวใจนักปราชญ์ ๔ ประการ คือ
๒.๑
สุตะ หมายถึง ได้พบเห็น ได้ยินหรือได้ฟัง
สิ่งที่มีสาระน่ารู้มามาก
๒.๒
จินตะ หมายถึง นำสิ่งที่พบเห็นหรือได้ยินมาพิจารณาหาเหตุผล
๒.๓
ปุจฉา หมายถึง เมื่อเกิดความสงสัยก็ถามท่านผู้รู้
๒.๔
ลิขิต หมายถึง บันทึกความรู้เอาไว้ |