นายสายชล
กับ "น้องเดิ้ล" บุตรชายปัญญาอ่อนวัย
๑๓ ปี อาศัยอยู่ฟรี ที่คอนโดมิเนียมย่านลาดพร้าวซึ่งเป็นของญาติ
โดยเสียค่าน้ำประปาค่าไฟฟ้าเอง สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างคับแคบ
ข้าวของรกรุงรัง โดยเฉพาะเศษซองบะหมี่สำเร็จรูปหลายร้อยซองที่ทิ้งเกลื่อนอยู่เต็มห้อง
นายสายชลได้เล่าชีวิตความเป็นอยู่ ของตนกับน้องเดิ้ลว่า
เมื่อแม่ของน้องเดิ้ลทราบว่าลูกปัญญาอ่อน
วันหนึ่งก็หนีหน้าไป ทิ้งลูกให้อยู่กับนายสายชลผู้เป็นพ่อ
ด้วยความรักลูก นายสายชลจึงเลิกขับแท็กซี่ ทุ่มเวลาทั้งหมดดูแลและฝึกสอนลูกชายอย่างใกล้ชิด
โดยศึกษาจากหนังสือหลายสิบเล่ม พร้อมทั้งพยายามสังเกตจากพฤติกรรมของลูกว่าในเรื่องนั้นๆ
ควรจะสอนอย่างไร พากเพียรฝึกสอนอยู่ ๔ ปี ในที่สุด
น้องเดิ้ลก็สามารถทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่างได้เองประมาณ
๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเด็กปกติในวัยเดียวกัน สามารถอ่านออกเขียนได้มาก
ภาษาอังกฤษก็เริ่มอ่านและเขียนได้พอสมควร บวกลบคูณหารเลขได้ถึงหลักหมื่นหลักแสน
และเมื่อครั้งที่นายสายชลพาไปพักอยู่ที่โรงเรียนศึกษาพิเศษ
จ.สุพรรณบุรี
น้องเดิ้ลก็มีโอกาสฝึกฝนคอมพิวเตอร์จนใช้งานได้เล็กน้อย
นอกจากนี้ น้องเดิ้ลยังร้องเพลงได้ด้วย
ตลอด ๔ ปีต้องใช้ความอดทนและความเพียรมาก หลังจากเลิกขับแท็กซี่
นายสายชลมีเงินเก็บอยู่เล็กน้อย เป็นค่ากินอยู่ในช่วงแรก
เมื่อเงินหมดก็ยืมจากพวกญาติๆ รวม ๔ ปีเป็นหนี้ ๔ หมื่นกว่าบาท
การใช้จ่ายพยายามประหยัดที่สุด กินบะหมี่สำเร็จรูปมา ๓-๔
ปีแล้วเพราะราคาถูก ถ้ากินข้าวต้องเสียทั้งค่าข้าวและกับข้าว
ขณะนี้ในบ้านจึงมีซองเปล่าบะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อต่างๆ
นับพันซอง ตั้งใจว่า จะเอาไว้ส่งชิงโชค เคยคิดจะออกไปทำงานหาเงิน
แต่เป็นห่วงลูก ไม่มีใครดูแล ปล่อยอยู่คนเดียวไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยมีโทรทัศน์และวิทยุแต่ขายไปแล้วเพราะไม่มีเงินใช้
ทำให้นายสายชลและลูกไม่ได้ดูโทรทัศน์มา ๓ ปีแล้ว น่าเสียดายโอกาส
เพราะโทรทัศน์และวิทยุจะเป็นสื่อฝึกเด็กอีกทางหนึ่ง ที่ผ่านมาต้องใช้แต่หนังสืออย่างเดียว
(น.ส.พ.ข่าวสด ๑๘
ก.พ. ๒๕๔๑)
ประกาย
โภชนกิจ หญิงที่บกพร่องทางการได้ยิน แต่ไม่ยอมแพ้ความอาภัพอัปโชคของตนไม่คิดว่าตนเองด้อยกว่าคนอื่น
เธอบากบั่นจนได้เป็นบัณฑิตที่บกพร่องทางการได้ยินคนแรกที่จบปริญญาเอกในประเทศไทย
วันนี้ของประกายไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เป็นผลแห่งความเพียรของหญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ยอมอยู่ในโลกแห่งความเงียบตลอดไป
ประกาย
เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ เมื่ออายุ ๔ ปีเกิดการอักเสบที่ต่อมทอลซิน
ต้องกินยาปฏิชีวนะอยู่ ๔ ปี ทำการผ่าตัดเมื่ออายุ ๘ ปี
การเจ็บป่วยคราวนั้นทำให้หูดับสนิท แต่แม่ของประกายไม่ยอมให้ความพิการนี้เป็นอุปสรรคในวิถีชีวิตของลูก
ยังคงพูดกับลูกตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น การพูดอย่างสม่ำเสมอเท่ากับแม่ได้สอนลูกให้อ่านริมฝีปากแทนการฟังด้วยหู
นอกจากนี้แม่ยังคอยพูดให้กำลังใจ สอนให้อดทน ต่อสู้ มีความเชื่อมั่น
กล้าพูด กล้าทำ และสิ่งที่สำคัญคือ ให้ประกายเรียนร่วมกับเด็กปกติตั้งแต่แรก
เพราะคิดว่า ถ้าให้ลูกเรียนในโรงเรียนของคนบกพร่องทางหูและใช้ภาษามือ
ลูกจะไม่มีทางติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย ดังนั้น แม้ประกายจะพูดไม่ชัด
เรียนช้า แต่อาศัยความเพียร อ่านหนังสือ ท่องหนังสือ ให้หนักกว่าคนอื่น
ทำให้การเรียนดีมาก และช่วยสอนสิ่งที่เพื่อนไม่เข้าใจด้วย
เพราะแม่บอกเสมอว่า ชีวิตเราต้องมีทั้งการให้และรับ เราขาดบางสิ่ง
แต่มีดีบางสิ่ง ก็สามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้
ประกายได้ยึดเอาสิ่งนี้เป็นหลักในการทำงาน
(ประกายเป็นข้าราชการ ระดับ ๖ สนง.เศรษฐกิจการเกษตร) เมื่อเรียนสูงขึ้น
อ่านริมฝีปากครูไม่ทันก็ลอกเลกเชอร์ของเพื่อนแล้วอ่าน
และท่องอย่างหนัก ช่วงวิกฤตสำหรับเด็กที่มีปัญหาคือช่วงอายุ
๑๐- ๑๒ ปี ซึ่งอาจจะ อายเพื่อน จนเก็บตัวไม่ยอมเรียน ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไป
พอโตขึ้น ปัญหาก็หมดไป พ่อแม่จึงควรทราบถึงช่วงวิกฤตนี้และดูแลลูกที่บกพร่องให้ดี
ผลแห่งความเพียรทำให้ประกายจบปริญญาตรี-โทจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมหิดล (สาขาประชากรศึกษาคณะสังคมฯ
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓) การที่ประกายมีวันนี้ได้เพราะเธอมีความหวัง
หากไม่มีความหวังก็เหมือนไม่มีชีวิตมีความเชื่อมั่นว่าต้องพูดได้
ไม่คิดว่าตนมีปมด้อย ที่เรียนมากไม่ใช่เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาด
แต่เพื่อสร้างความยอมรับ เพื่อเรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงาน
แม้จะพิการ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าอยากทำอะไร อย่าให้คนอื่นเลือกให้
เราเลือกได้ว่าจะพูด จะเรียนหนังสือ หรืออยู่บ้านเฉยๆ
ความสำเร็จในวันนี้ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่เกิดจากความเพียร
คนทุกคนมีปัญหา แต่ต้องรู้จักแก้ปัญหาให้ตัวเอง และคนอื่น
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
(น.ส.พ.ไทยรัฐ ๑๘
ส.ค. ๒๕๔๒)
๑.
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความรัก ความสงสาร
ความห่วงใยที่พ่อแม่มีต่อลูก และที่เห็นได้ชัดคือ ความเป็นบุรพาจารย์
เป็นครูคนแรกของลูก สั่งสอนเอาใจใส่ดูแลเรื่องกินอยู่หลับนอน
ฝึกให้ทำกิจวัตรประจำวัน ชี้แนะให้รู้จักผิดชอบชั่วดี
ควรไม่ควร เมื่อลูกเป็นทุกข์เพราะเจ็บป่วย พิการ พ่อแม่ก็พลอยเป็นทุกข์และขวนขวายหาทางช่วยรักษา
กลายเป็นแพทย์พยาบาลประจำตัวลูกไปโดยปริยาย อาศัยเมตตากรุณาและวิริยะอันแรงกล้าของพ่อแม่
ลูกจึงมีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป
๒.
ครูที่ไม่ใช่พ่อแม่ซึ่งเป็นครูที่มาทีหลังมี ๒ ประเภท
ครูอาชีพ กับ อาชีพครู ครูอาชีพจะเอาใจใส่สั่งสอนอย่างจริงจัง
ทั้งในเวลานอกเวลา ทั้งในโรงเรียนนอกโรงเรียน มีจิตใจเป็นครูอย่างแท้จริง
ส่วนผู้มีอาชีพครูนั้น รับจ้างสอนไปวันๆ หมดชั่วโมงก็หมดหน้าที่
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ถ้าจะสอนนอกเวลาก็คิดค่าสอนพิเศษเป็นชั่วโมงหรือเป็นเดือน
๓.
พุทธศาสนาสอนให้ทุกคนพึ่งตนเอง ผู้ที่ช่วยตนเองได้ดีแล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นๆ
ให้รู้จักช่วยตนเองต่อไปเป็นทอดๆ ดังนั้น การสอนให้รู้จักทำมาหากินย่อมดีกว่าการให้แต่ข้าวปลาอาหาร
ในปัจจุบันพ่อแม่ที่มีฐานะดีมักจะให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว
ไม่ฝึกให้ทำการงาน ให้เงินใช้มากเกินควร ถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ
(ซึ่งไม่จำเป็น) ก็หามาปรนเปรอทันที ทำให้ลูกไม่รู้จักค่าของเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ในที่สุดก็เสียคนเรียนไม่จบ ถึงจบออกมาก็ทำอะไรไม่เป็น
|