ในสหรัฐอเมริกา
มีวิธีแปลกๆ ในการรับเด็กเข้าทำงานในห้างร้าน เพื่อทดสอบว่าเด็กที่จะเข้าทำงานนั้น
มีสมรรถภาพดีจริงหรือไม่ ในหนังสือของมาร์เด็นเล่มหนึ่ง
เล่าไว้ว่า
บริษัทแห่งหนึ่งต้องการเด็กขายของ
แต่มีเด็กมาสมัครกว่า ๓๐ คน ผู้จัดการใช้วิธีคัดเลือกโดยตั้งเป้าไว้ให้เด็กเหล่านั้นใช้ลูกบอลล์ขว้างคนละ
๗ ครั้ง ใครปาถูกเป้ามากครั้งที่สุด ผู้นั้นจะได้เข้าทำงาน
ในวันแรกของการทดสอบปรากฏว่า ไม่มีเด็กคนใดปาถูกเป้าเลยจนครั้งเดียว
ผู้จัดการจึงสั่งให้เด็กเหล่านั้นกลับมาพยายามใหม่ในวันรุ่งขึ้น
เมื่อถึงกำหนด ในจำนวนเด็ก ๓๐ คน ปรากฏว่ามีเด็กน้อยมาคนเดียว
บอกว่า เขาพร้อมแล้วที่จะทำการทดลอง เมื่อผู้จัดการบอกให้ลงมือ
เด็กน้อยก็ปาถูกกลางเป้าทั้ง ๗ ครั้ง ผู้จัดการรู้สึกอัศจรรย์มาก
จึงถามว่าเหตุไรเขาจึงสามารถเช่นนั้น "ไม่แปลกเลยครับ"
เป็นคำตอบของเด็กน้อย "ผมอยากได้ทำงานอย่างเหลือเกิน
เพื่อช่วยมารดาของผมบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อคืนนี้ผมจึงหัดขว้างอยู่ที่บ้าน
ตลอดคืนยันรุ่ง" ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้จัดการจะไม่รีบรับเด็กน้อยนั้นไว้ด้วยความเต็มใจ
ในหนังสือเล่มหนึ่งเล่าถึงกษัตริย์จีนองค์หนึ่ง
คราวหนึ่ง กษัตริย์องค์นี้พ่ายแพ้ ในการสงครามหนีไปซ่อนพระองค์อยู่ในตึกร้าง
ขณะที่ประทับนิ่งอยู่ด้วยความระย่อท้อถอยนั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมดตัวหนึ่ง
กำลังปลุกปล้ำอยู่กับข้าวสาลี เม็ดใหญ่ เพื่อนำไปยังรังของมัน
แต่ข้าวสาลีค่อนข้างจะหนักโขอยู่ มดจึงไม่อาจจะคาบไปได้
พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมันเพียรที่จะคาบเมล็ดข้าวสาลีอยู่ถึง
๖๙ ครั้ง และทุกครั้งกระทำด้วยความพยายามอย่างที่สุด แต่ก็ไม่สำเร็จ
มันหาละทิ้งไว้เพียงนั้นไม่ พอครั้งที่ ๗๐ ก็สามารถคาบข้าวสาลีเมล็ดนั้นไปได้อย่างสบาย
ด้วยเหตุนี้
พระองค์ทรงเกิดขัตติยมานะอันแรงกล้า ทรงรวบรวมไพร่พลออกทำ
สงครามด้วยความทรหดอดทน ทรงสามารถเอาชนะศัตรูที่เคยชนะพระองค์มาแล้วได้อย่างราบคาบ
ทำให้พระเกียรติยศปรากฏเลื่องลือไปทั่ว
แบร์นาร์ด
ปาลิสซี เป็นเด็กหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่ยากจนคนหนึ่ง ปาลิสซีเป็นผู้ที่มีนิสัยรักในทางศิลป์มาก
ครั้งหนึ่งเขาได้เห็นชามลายครามอิตาเลียนใบหนึ่งเข้า นับแต่วาระนั้นมา
จิตใจของเขาก็เปลี่ยนไปในทางคิดจะทำเคลือบลายครามทันที
เขาทำการทดลองอยู่เป็นแรมเดือนแรมปี พยายามนำเอาวัตถุธาตุทุกอย่างมาผสมกัน
เพื่อให้กลายเป็นเคลือบลายครามให้จงได้ เขาสร้างเตาทำเคลือบลายครามขึ้นครั้งแรก
แต่ก็ไม่บรรลุผลสำเร็จ เขาสร้างเตาที่สองขึ้นอีก เผาฟืนเสียมากต่อมาก
เอาถ้วยชาม ที่ปั้นด้วยดินไปทำลายเสียมากมาย สิ้นเปลืองเวลาไปตั้งครึ่งค่อนชีวิตของเขา
ทรัพย์สมบัติก็หมดลงจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อไม่สามารถจะหาฟืนเผาในเตา
ใหญ่ๆ เขาจึงต้องหันไปใช้เตาธรรมดาทดลองต่อไป แม้จะไม่ได้รับผลที่เป็นชิ้นเป็นอัน
อย่างใดเลย เขาก็ยังคงพากเพียรต่อไป เมื่อทดลองเผาถ้วยชามดินอีกราว
๓๐๐ ชิ้น ปรากฏว่าชิ้นหนึ่งในจำนวนนี้มีเคลือบลายครามงดงามปรากฏอยู่
เพื่อให้การประดิษฐ์ได้ผลดียิ่งขึ้น เขาสร้างเตาขึ้นอีกเตาหนึ่ง
แบกหามอิฐไปก่อเตาด้วยตนเอง เมื่อสร้างเตาสำเร็จก็ทำการทดลองอีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้ แม้เขาจะเผาฟืนโหมอยู่เป็นเวลาถึงหกวันก็จริง
แต่เคลือบลายครามก็หาปรากฏไม่ เงินที่สะสมไว้ก็หมดเกลี้ยง
เขาอุตส่าห์ไปกู้ยืมเงินมาจากเพื่อน ซื้อหม้อดิน ซื้อฟืน
มาทำการทดลองอีก ในครั้งนี้ แม้จะได้เผาฟืนไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม
ผลก็หาปรากฏขึ้นไม่ ปาลิสซีกระชากไม้รั้วบ้านเข้าใส่ในเตาจนหมด
ผลก็ยังไม่บังเกิดขึ้น ในที่สุดเขาก็กระชากเอาเครื่องแต่งห้องซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย
โยนเข้าไปในเตา ทำให้ไฟลุกกระพือขึ้นอย่างแรง รหัสลับแห่งการทำถ้วยชามลายครามก็เปิดเผยออกมา
นักข่าวหนังสือพิมพ์ผู้หนึ่งได้ไปสัมภาษณ์
โธมาส เอดิสัน
นักข่าว
: การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ของท่านนั้น เกิดจากปฏิภาณอันเฉียบแหลม
ของท่านเอง หรือความคิดเหล่านั้นมาสู่สมองของท่านในขณะที่ท่านนอนลืมตาโพลงอยู่บนที่นอนในเวลากลางคืน
เอดิสัน
: ข้าพเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดที่มีค่าได้สำเร็จโดยเหตุบังเอิญเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
หรือแม้จะได้มาทางอ้อมเนื่องจากเหตุบังเอิญก็ไม่เคย เมื่อข้าพเจ้าได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าทำสิ่งใดจึงจะได้รับผลสำเร็จที่มีค่ายิ่งแล้ว
ข้าพเจ้าก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำในสิ่งนั้น และพยายามทดลองแล้วทดลองเล่า
จนกว่าผลสำเร็จจะบังเกิดขึ้น
(สร้างตนเอง
โดย ไชยวัฒน์)
ดร.บุกเกอร์
ที วอชิงตัน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครูทัสคีกี ได้เล่าถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้น
เมื่อทางโรงเรียนพยายามทำอิฐ ความว่า การทำอิฐนั้น ประการแรกต้องขุดดิน
เป็นงานหนักและสกปรก จึงยากที่จะหานักเรียนมาช่วยทำงาน
ถึงเวลาปั้นอิฐ ความรังเกียจงานได้ปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งกว่านั้นหากเป็นตำแหน่งที่ลงไปในบ่อดินเหนียวแล้วยิ่งไม่มีใครสมัคร
มีนักเรียนคนหนึ่งไม่ชอบการทำอิฐ เลยลาออกไป เราพยายามหลายที่หลายแห่ง
เพื่อเลือกขุดดินเหนียวที่เหมาะแก่การปั้นอิฐ แต่ก่อนผมคิดว่าการปั้นอิฐเผาอิฐนั้นง่ายนิดเดียว
แต่ที่ไหนได้มันต้องการความรู้ ความชำนาญพิเศษมาก ยิ่งจะเผาให้ได้อิฐที่แกร่งดีด้วยแล้ว
เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว พยายามปั้นอยู่พักหนึ่งได้อิฐ ๒๕,๐๐๐
ก้อน ตากแห้งแล้วเรียงเข้าเตาเผา ปรากฏว่าเสียหมด ไม่ได้อิฐดีสักแผ่นเดียว
เพราะเรียงอิฐไม่เหมาะ ไว้ช่องไฟไม่พอ จึงเผาไม่สุก เราปั้นอิฐใหม่
ตากแห้งแล้วเรียงเข้าเตาเผาอีก เตาที่สองนี้ก็เสียท่าอีก
ไม่ได้ผล เลยทำให้นักเรียนอิดหนาระอาใจไปตามๆ กัน แต่เรายังไม่ทิ้งความตั้งใจของเรา
คราวหลังนี้ ครูหลายคนที่สำเร็จจากวิทยาลัยแฮมพ์ตั้น รับอาสาปั้นอิฐ
สร้างเตาเอง เป็นเตาที่สาม แล้วลงมือเผา ทำท่าว่าจะสำเร็จ
การเผาต้องกินเวลาราว ๑ สัปดาห์จึงจะสุก เผาไปเกือบจะได้ที่อยู่แล้ว
เตาเจ้ากรรมก็พังครืนลงมากลางดึก ไม่ได้อิฐสักแผ่นเดียว
ทุนรอนที่พอมีอยู่บ้าง ก็ใช้หมดสิ้นไปแล้ว ไม่มีทุนอะไรจะทำแก้ตัวอีก
ครูหลายคนแนะว่าอย่าทำมันเลย ยากเย็น เสียเวลาเปล่า ขณะที่กลุ้มๆ
อยู่นั้น ผมนึกถึงนาฬิกาเรือนหนึ่ง ซึ่งผมซื้อมาหลายปีแล้ว
เห็นว่ามันพอจะช่วยกู้หน้าได้ จึงเอาไปจำนำ ได้เงินมา
๑๕ เหรียญ เอาไปลงทุนทำอุตสาหกรรมอิฐอีก เรารู้สึกขายหน้าพอดู
เป็นถึงครูอาจารย์ ทำอิฐไม่สำเร็จ และรู้สึกหวั่นๆ ว่า
สี่หนสี่ครั้งนี้ ถ้าเคราะห์ร้ายเผาอิฐไม่สุกแล้ว จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ความพยายามคราวนี้ของเราเกิดผลดี เผาอิฐได้งามมาก แต่กว่าจะได้เงินค่าขายอิฐ
ก็เลยกำหนดที่จะไถ่คืนเสียแล้ว เจ้านาฬิกาจึงไม่มีโอกาสกลับมาอยู่กับผมอีก
ผมไม่รู้สึกเสียดายมันเลยเพราะความรู้ความชำนาญที่ได้
มีค่ามากกว่ามาก
(ชีวิตที่รุ่งเรืองขึ้นมาจากทาส
ของ สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ แปลและเรียบเรียงโดย ศ.หลวงสมานวนกิจ)
นายวิชิต
โรจนประภา (๒๔๗๐-๒๕๔๒) เรียนเก่ง มีสติปัญญาดี รักการอ่าน
มีความนึกคิดเกินวัยมาแต่ยังเยาว์ บิดามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง
ต้องคุมงานอยู่ต่างจังหวัดครั้งละนานๆ เมื่ออายุ ๑๒ ปี
มารดาก็เสียชีวิต วิชิตและพี่น้องจึงต้องอยู่ในความดูแลของญาติ
เมื่ออายุ
๑๕-๑๖ ก็เริ่มเปิดแผงขายหนังสือพิมพ์ที่ย่านหัวลำโพงร่วมกับพี่ชาย
ขณะนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ แผงหนังสือที่กำลังขายดีก็ถูกระเบิดจากเครื่องบินจนพังพินาศ
วิชิตไม่ย่อท้อ เขาเช่าที่ย่านบางกระบือเปิดร้านขายหนังสือเป็นของตนเอง
กิจการไปได้ดี พออายุ ๒๐ ปี เขาเริ่มตั้งสำนักพิมพ์ นวนิยายที่พิมพ์
ขายได้ดี มีคนนิยมอ่านมากพอสมควร อายุ ๒๒ ปีก็เข้าหุ้นกับเพื่อนตั้งโรงพิมพ์
กลางปี
๒๔๙๓ วิชิตก็เริ่มทำนิตยสารรายสัปดาห์ โดยมีนายศรี ชัยพฤกษ์
เป็นกำลังสำคัญ นิตยสารฉบับแรกออกเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๔๙๔
แม้เป็นที่รวมของนักเขียนดัง แต่กลับขายได้น้อย ทำได้
๔ เดือนก็เลิก เหตุที่ขายได้น้อยวิชิตบอกว่า เพราะ ดีเกินไป
ทำให้แฟนของสำนักพิมพ์อ่านแล้วเข้าไม่ถึง ส่วนแฟนของนักเขียนดังๆ
เห็นว่าบางเกินไป อ่านแล้วไม่จุใจ
ต่อมา
เกิดเพลิงไหม้ร้านหนังสือกลางดึก ทำให้เสียหายร้ายแรงกว่าคราวที่ระเบิดลง
เพราะทุกอย่างวอดวายหมด เหลือเพียงสมุดบัญชีหนังสือ ๑
เล่ม กับหัวใจที่เข้มแข็งของวิชิต ดังนั้น ด้วยความเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
วิชิตก็เริ่มต้นใหม่ คราวนี้พิมพ์หนังสือการ์ตูน จนกระทั่งขายดิบขายดี
แล้วพิมพ์นวนิยายเป็นเล่มขายอีก
พ.ศ.
๒๕๐๐ วิชิตก็ชวนศรี ชัยพฤกษ์ ทำนิตยสารรายสัปดาห์อีกเป็นครั้ง
ที่ ๒ โดยลงเรื่องเกี่ยวกับหนังไทยและวงการหนัง นวนิยาย
และการ์ตูนซึ่งเคยขายดี มาแล้ว เริ่มออกเดือนมกราคม ออกอยู่ได้นานพอๆ
กับครั้งแรกก็ยุติ แต่คราวนี้ต่างกับคราวแรกเพราะวิชิตรู้แน่ชัดว่าทำไมจึงขายไม่ดี
และมั่นใจตั้งใจยิ่งขึ้นว่า จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ เดือนพฤษภาคม
๒๕๐๑ วิชิตออกนิตยสารรายสัปดาห์อีกเป็นครั้งที่ ๓ ขายนวนิยายเป็นหลัก
โดย ศรี ชัยพฤกษ์ เขียนนวนิยาย ๑ เรื่อง คอลัมน์หนังและโทรทัศน์อีก
๑ คอลัมน์ นายสนิท โกศะรถ เขียนนวนิยาย ๒ เรื่อง
ด้วยความพยายามถึงสามครั้ง
ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า ด้วยการวางแผนล่วงหน้าอย่างดี
นิตยสารก็เริ่มวางตลาดเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๐๑ ผลการสำรวจตลาดในกรุงเทพฯ
ปรากฏว่าวางตลาดได้ทั่วถึง และขายได้ดีพอประมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่น่าพอใจ
และมีปัญหาที่ศรี ชัยพฤกษ์ สงสัยมาก ทำไมแต่ละร้านจึงวางน้อยเล่มมาก
ทั้งที่เริ่มต้นพิมพ์ ๕,๐๐๐ ฉบับ คำตอบมีอยู่ว่า หนังสือส่วนใหญ่ถูกส่งไปขายต่างจังหวัด
ซึ่งวิชิตได้ใช้เวลาไปหาตลาด และทำตลาดไว้ล่วงหน้าถึงเกือบปี
เป็นการทำเอง ขายเอง ขายตรงกับเอเย่นต์ต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง
หนังสือออกใหม่
คุณภาพในการพิมพ์ การจัดรูปเล่ม จำนวนหน้า ย่อมสู้ผู้ที่
ทำมาก่อนไม่ได้ ขืนวางแข่งในกรุงเทพฯ ย่อมมีจุดอ่อนให้แฟนหนังสือจับมาเปรียบเทียบกับฉบับอื่นได้ง่าย
จึงหลบไปขายในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งคนอ่านต้องการ รสชาติของเรื่อง
มากกว่าความงามของรูปเล่ม ถ้ารสชาติถูกใจและราคาไม่แพง
ย่อมจะซื้อกันเป็นประจำ นอกจากนี้ เอเย่นต์ที่ผูกไมตรีไว้
และมีผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่น่าพอใจ ก็มีส่วนช่วยแนะนำหนังสือให้ลูกค้า
ในต่างจังหวัดนั้น ผู้ขาย ผู้ซื้อต่างก็รู้จักกันดียิ่งกว่าคนในกรุงเทพฯ
เมื่อทำตลาดต่างจังหวัดได้จำนวนที่น่าพอใจ
ทำให้เพิ่มจำนวนพิมพ์และปรับปรุงคุณภาพได้ดีขึ้นแล้ว จึงย้อนกลับมาแข่งกับหนังสืออื่นๆ
ในตลาดกรุงเทพฯ และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหนังสือรายสัปดาห์ที่ขายดีที่สุด
ตราบเท่าทุกวันนี้
(ชีวิตและงานของคุณวิชิต
โรจนประภา โดย ศรี ชัยพฤกษ์)
๑.
การที่เด็กน้อยอยากทำงานเพื่อช่วยเหลือมารดา แสดงถึงความกตัญญู
(รู้คุณ) และกตเวที (ตอบแทนคุณ) ที่เขามีต่อมารดาซึ่งเป็นผู้มีพระคุณ
๒.
พุทธศาสนาสอนว่า คนที่มีความกตัญญูกตเวทีเป็นคนดี ควรคบหาสมาคมด้วย
ส่วนคนที่ไม่มีความกตัญญู การคบกับคนนั้นก็ไร้ประโยชน์
แต่ไม่ต้อง ไปด่าว่าเขา ควรค่อยๆ หลีกออกห่างจากคนผู้นั้นไปเสีย
๓.
ความอยากในทางที่ดี เช่น อยากให้ทาน อยากรักษาศีล อยากศึกษาหาความรู้
อยากทำงานที่สุจริตเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ ... ไม่ใช่สิ่งผิด
พุทธศาสนาไม่ห้าม มีแต่สนับสนุน
๔.
คำพูดของเอดิสันที่ว่า ไม่เคยทำสิ่งใดสำเร็จโดยบังเอิญเลย
ตรงกับหลัก พุทธศาสนาว่าผลย่อมเกิดจากเหตุ เช่น คนที่อ่านหนังสือไม่ออกย่อมเกิดจากเหตุ
คือไม่ยอมเรียนหรือไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ คนที่รู้หนังสือก็เพราะเคยศึกษาเล่าเรียนมา
ไม่ใช่วันดีคืนดีก็อ่านออกเขียนได้เองโดยไม่ต้องเล่าเรียน
๕.
หลวงวิจิตรวาทการกล่าวว่า เมื่อเราตกลงใจจะประกอบกิจอันใดอันหนึ่ง
เราต้องคิดว่าเราจะพยายามทำไปจนเป็นผลสำเร็จ และเชื่อว่าเราจะทำสำเร็จได้
ถ้าหากจะประสบความล้มเหลวในชั้นต้น ก็จะได้บทเรียนได้ความรู้
หาวิธีทำใหม่ให้เป็นผลสำเร็จในภายหลัง ทำความพยายามครั้งหนึ่งสองครั้ง
ยังไม่เป็นผลสำเร็จ อาจจะสำเร็จในครั้งที่ ๓ ขออย่างเดียวให้เราคิดว่าเราสามารถจะทำสำเร็จได้
๖.
คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย เมื่อผิดแล้วควรจำไว้เป็นบทเรียน
สองครั้งที่นิตยสารต้องล้มไปทำให้วิชิตซึ่งมีหัวไว ทราบจุดอ่อนจุดแข็งของตนและของคู่แข่ง
เมื่อรู้เรารู้เขา รบร้อยครั้งย่อมชนะร้อยครั้ง ดังนั้น
การวางตลาดในครั้งที่ ๓ จึงประสบความสำเร็จตามแผน
| สุภาษิต ผิดเป็นครู รู้กันทั่ว |
จงอย่ากลัว เมื่อตัวผิด คิดแก้ไข |
| พลาดอีกที ไม่มีท้อ สู้ต่อไป |
แม้ไม่ได้ ดังใจปอง ลองอีกที |
| |
(ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ) |
|