ถ้าลองถาม
ดร.บุญธรรม ปวีณ์วรรณ ว่าทำไมถึงได้เป็นดอกเตอร์ ก็อาจได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึงว่า
เพราะตกฟิสิกส์นะสิ
สิ่งที่ดูเหมือนเลวร้ายนี้แหละ
ที่ผลักดันให้บุคคลผู้นี้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่สูงมากในด้านการศึกษา
จบปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
โดยใช้เวลาน้อยที่สุดคือ ๓ ปี แม้ฝรั่งเองก็มีน้อยคนที่ทำได้
บุญธรรมเกิดเมื่อ
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นน้องชายคนเล็ก มีพี่สาว ๒ คน สมัยยังเด็ก
บุญธรรมเรียนดีได้คะแนน ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เสมอ ต่อมา ครอบครัวมีปัญหาทางเศรษฐกิจ
ทำให้ผลการเรียนต่ำลงอยู่ในระดับปานกลางได้เกรด ๒ กว่า
เมื่ออยู่
ม.๕ เทอมต้น มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทำให้บุญธรรมอายเพื่อนจนแทบเอาหัวมุดดิน
เพราะสอบตกวิชาฟิสิกส์ ได้เกรด ๐ สอบซ่อมแล้วได้เกรด ๑
การตกฟิสิกส์ทำให้คิดว่า ถ้าผลการเรียนเป็นอย่างนี้ อย่างดีก็จบ
ม.๖ อนาคตก็แค่คนขับรถเมล์ ถ้าไม่อยากขับรถเมล์ต้องขยันกว่านี้
เทอมต่อมา บุญธรรมก็ขยันและตั้งใจเรียนมากขึ้น คะแนนจึงดีขึ้นมากแทบทุกวิชา
ผลการสอบปลายปี บุญธรรมได้คะแนนวิชาฟิสิกส์สูงสุดในชั้น
ได้รับถ้วยน้ำ ๒ ใบเป็นรางวัล แม้มูลค่าไม่มาก แต่ก็ทำให้บุญธรรมภูมิใจมากยิ่งกว่าเมื่อจบปริญญาเอกเสียอีก
เพราะถ้าไม่มีวันนั้น ปริญญาเอกและความสำเร็จอื่นๆ ก็คงไม่มี
หลังจากนั้น
โรงเรียนมักจะให้บุญธรรมเป็นผู้แทนทางด้านวิชาการ เกียรติยศ
ที่ได้รับทำให้บุญธรรมภูมิใจ และคิดว่า การเรียนดีทำให้อาจารย์รักและเกรงใจ
ดังนั้น เราต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด บุญธรรมจบ ม.๖
ด้วยเกรด ๓ กว่า และได้สร้างชื่อเสียง ให้โรงเรียนโดยสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดได้
(ม.เกษตรศาสตร์)
ตั้งแต่ปี
๑-๓ บุญธรรมสอบได้คะแนนสูงสุดในภาควิชาวิศวกรรมเคมีทุกเทอม
จึงได้รับทุนการศึกษาทุกปี แต่น้อยไม่พอใช้ ต้องสอนพิเศษควบคู่ไปด้วย
บุญธรรม เริ่มต้นด้วยการลงโฆษณารับสอนพิเศษตามบ้านในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งให้ลงโฆษณาฟรี
ปรากฏว่ามีนักเรียนคนหนึ่งโทรศัพท์มาบอกให้ไปสอนที่บ้าน
บุญธรรม บอกเด็กว่า คิดค่าสอนชั่วโมงละ ๕๐ บาท ชั่วโมงแรกสอนให้ฟรี
ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเรียนต่อ
เมื่อจบชั่วโมงแรก
เด็กต้องการให้สอนต่อ เด็กคนนี้ตกวิชาฟิสิกส์เช่นกัน หลังจากเรียนกับบุญธรรม
เด็กก็เจริญรอยตามอาจารย์ สอบฟิสิกส์ได้คะแนนสูงสุด ในชั้น
ภายหลังน้องชายของเด็กคนนี้ก็มาเรียนกับบุญธรรมด้วย
ต่อมา
บุญธรรมก็ไปสอนกวดวิชาตามคำชักชวนของอาจารย์ท่านหนึ่ง
พอเลิกเรียนบ่าย ๔ โมง ก็นั่งรถประจำทาง (ต้นทางอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย)
ไปสอนกวดวิชา ใช้เวลาเดินทางเกือบ ๒ ชั่วโมง โดยนั่งเตรียมการสอนในรถ
เมื่อกลับบ้าน ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ก็นั่งทำการบ้านของมหาวิทยาลัยในรถประจำทางด้วย
การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เช่นนี้ทำให้การเรียนที่มหาวิทยาลัยไม่เสียหาย
บุญธรรมเรียนไปสอนไป
ไม่มีเวลาทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเลย อาจารย์ทราบเรื่องจึงถามว่าทำไมไม่ทำกิจกรรมบ้าง
บุญธรรมตอบอย่างน่าฟังว่า ผมทำกิจกรรมชีวิต แล้วเล่าเรื่องให้ฟัง
อาจารย์จึงช่วยหาทุนการศึกษาให้ เมื่อขึ้นปี ๔ บุญธรรมเรียนอย่างเดียวเลิกสอนกวดวิชา
ในปีนี้ บุญธรรมเรียนวิชาสมาธิด้วย (๓ หน่วยกิต เรียนที่วัดโสมนัสวิหาร)
และได้ประโยชน์จากสมาธิมาก ความสำเร็จในการงานและการศึกษาของบุญธรรม
สมาธิมีส่วนช่วยอยู่ไม่น้อย บุญธรรมจบการศึกษาด้วยคะแนนสูงสุดในภาคฯ
และได้เกียรตินิยม
จบแล้วทำงานที่โรงกลั่นน้ำมันของต่างชาติ
เป็นงานซึ่งตรงกับความรู้ที่เรียนมา บุญธรรมทำงานอย่างมีความสุข
ทุ่มเทเต็มที่ บางคืนทำงานจนดึก บางคืนไม่ได้นอน จึงได้เลื่อนตำแหน่งปีละ
๑ ตำแหน่ง (ไม่ใช่ขึ้นเงินเดือนปีละ ๑ ขั้น) ซึ่งเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
ได้เป็นวิศวกรอาวุโสใน ๓ ปี การได้เลื่อนตำแหน่งเร็วมีเคล็ดลับว่า
ทำงานในหน้าที่ได้ดี ครบถ้วน (ไม่ใช่ทำแบบเช้าชามเย็นชาม)
และแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพที่จะทำงานได้ดีกว่านี้ (มีความสามารถสูงกว่าตำแหน่งที่ทำอยู่)
เมื่อทำงานได้
๓ ปี วันหนึ่งพี่สาวของบุญธรรมก็เอาใบสมัครเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์มาให้
เดิมพี่สาว (เกียรตินิยมอันดับ ๑ วารสารศาสตร์ ม.ธ.) จะสมัครเอง
แต่ไม่มีสาขาที่ต้องการ จึงให้น้องชาย บุญธรรมไปมหาวิทยาลัยปรึกษาอาจารย์ๆ
ก็แนะนำให้ลองสมัครและจัดการแทนแทบทุกอย่าง เมื่อส่งใบสมัครแล้ว
ผลปรากฏว่า สอบผ่าน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงส่งใบสมัครจริงมาให้เมื่อส่งใบสมัครจริงไปแล้ว
มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมูลนิธิเคมบริดจ์ประเทศไทย ก็เรียกตัวไปสัมภาษณ์
บุญธรรมผ่านการสัมภาษณ์โดยบอกว่า เขาอยากไปเรียนแต่ไม่มีเงิน
ถ้าใครช่วยเขา เขาก็จะช่วยคนอื่นๆ ต่อไป ดังแผนภูมิต้นไม้ซึ่งขยายจาก
๑ เป็น ๒ ๔ ๘ ...
ข้อกำหนดที่ยังเหลืออยู่
คือสอบภาษาอังกฤษซึ่งเรียกว่า IELT ให้ได้ ๗ (เท่ากับ
TOEFL ๖๐๐) บุญธรรมพยายามสอบอยู่ ๓ ครั้งๆ ที่ ๓ ตั้งใจเต็มที่
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ไม่ไปเที่ยว ดูหนังสือตลอด จึงสอบผ่าน
เป็นอันว่าได้รับทุนซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างและไม่มีภาระผูกพัน
เดือนเมษายน
๒๕๓๙ ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อากาศหนาวจัด บุคคลที่นี่
ล้วนเป็นหัวกะทิจากสถาบันต่างๆ ทำให้บุญธรรมรู้สึกว่าตัวเองโง่มาก
ปีแรกนี้เป็นปีที่บุญธรรมอ่านหนังสือมากที่สุดในชีวิต
การเรียนปริญญาเอกจำต้องกลับไปศึกษาวิทยาศาสตร์ให้ถึงแก่น
บุญธรรมต้องอ่านตำราเกิน ๑๐๐ เล่ม อ่านบทความเกิน ๑๐๐๐
เรื่อง โดยเลือกอ่านเฉพาะที่เป็นประโยชน์ เฉลี่ยแล้วอ่านบทความวันละ
๓ เรื่อง ๓ วันอ่านตำราหนึ่งเล่ม (ถึงอ่านมากก็เข้าใจเพียงบางส่วน)
การไปเรียนต่างแดนในช่วงแรกจะมีอุปสรรคมาก
เช่น อากาศหนาว ภาษาที่ยังไม่ดีพอ ความไม่คุ้นเคยกับการกินอยู่
เมื่อเรียนได้ไม่กี่สัปดาห์บุญธรรมก็รู้สึกท้อ เขานอนแผ่ลงกับพื้น
เตือนตนเองว่า เพิ่งมาไม่นานก็ท้อแล้ว ท้อไม่ได้ ต้องอยู่เรียนให้จบ
ห้ามท้อ ต้องทำให้เต็มที่ ให้กำลังใจตนเองแล้วเขาก็ลุกขึ้นสู้ต่อไป
บุญธรรมได้อาจารย์ที่หนุ่มและเฉลียวฉลาดเป็นที่ปรึกษา
อาจารย์หนุ่มไฟแรง มักต้องการผลงานวิจัยที่สมบูรณ์แบบ
อาจทำให้จบช้า แต่อาจารย์คนนี้มีข้อดี คือยังไม่มีเด็กมาทำงานด้วย
จึงมีเวลาให้คำปรึกษามากขึ้น
หอสมุดของมหาวิทยาลัยมีหนังสือนับล้านเล่ม
แต่ละวิชามีตำรามากจนบุญธรรมเลือกไม่ถูก อาจารย์จะแนะว่า
เล่มไหนสำคัญหรือควรอ่าน เมื่ออ่านแล้วก็จะอ้างอิงไปถึงตำราสำคัญเล่มอื่น
ทำให้รู้กว้างขวางขึ้นมาก คำแนะนำนี้จึงเหมือนชี้ทางสวรรค์ให้ทีเดียว
ชาวอังกฤษชอบดื่มน้ำชาในเวลาสายและบ่าย
นักศึกษาจึงใช้ห้องน้ำชาเป็นที่สนทนาเรื่องสารพัด เวลาที่บุญธรรมอ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจก็จะไปที่ห้องน้ำชา
สนทนากับเพื่อนต่างชาติถึงปัญหาที่คาใจ ก็อาจได้รับคำแนะนำซึ่งช่วยให้หายสงสัย
ในการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้นั้น อย่าเอาแต่ถาม เพราะเขาจะไม่ป้อนความรู้ให้แต่ฝ่ายเดียว
ต้องอ่านและคิดให้มากแล้วจึงถาม
การทำงานวิจัยไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน
บุญธรรมต้องบังคับตัวเอง เริ่ม ๙ โมงเช้า เลิก ๕ โมงเย็น
พยายามทำจนติดเป็นนิสัย ผลการวิจัยในปีแรกล้มเหลวมากถึง
๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่สูญเปล่า เพราะทำให้รู้ว่าอะไรผิด
อะไรทำไม่ได้
จบปีแรก
บุญธรรมเขียนรายงานสิ่งที่เรียนรู้ทั้งหมดให้คณะกรรมการของมหาวิทยาลัยประเมินผล
รายงานนี้เขียนยากเพราะภาษาอังกฤษยังไม่ดี กว่าจะเรียบร้อย
อาจารย์ที่ปรึกษาสั่งให้แก้หลายครั้ง ผลปรากฏว่า บุญธรรมได้รับการอนุมัติให้เรียนปริญญาเอก
โดยนับเวลาในปีแรกด้วย
บุญธรรมทำวิจัยต่อและนำผลที่ได้มาเขียนบทความเพื่อเผยแพร่ในวารสารวิชาการ
บทความที่มีคุณค่า ถูกต้องทั้งภาษาและวิชาการ จึงจะได้ลงในวารสารวิชาการ
คณะกรรมการจะพิจารณาว่า ควรลงหรือไม่ ควรตีพิมพ์ช้าเร็วแค่ไหน
เมื่อแก้ไขตามที่คณะกรรมการท้วงติงแล้วบทความแรกของบุญธรรมก็ได้รับการตีพิมพ์
ต่อมา
บทความที่ ๒-๓ ซึ่งต่อเนื่องกันก็ได้รับการตีพิมพ์ นอกจากตีพิมพ์
บุญธรรมยังได้นำไปบรรยายในที่ประชุมทางวิชาการที่สหรัฐอเมริกาด้วย
หลังจากศึกษาและวิจัยได้
๒ ปีครึ่ง บุญธรรมก็ประมวลผล นำเสนอเป็นวิทยานิพนธ์ ว่าด้วยขั้นตอนการเสื่อมของตัวเร่งปฏิกิริยา
ซึ่งเป็นทฤษฎีใหม่ ไม่มีใคร ศึกษามาก่อน บุญธรรมทุ่มเทอยู่ประมาณ
๖ เดือน เขียน-แก้-ทำวิจัยเพิ่มเติมอยู่หลายรอบ ก็สำเร็จเป็นวิทยานิพนธ์ซึ่งมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์และวิชาการ
ได้รับปริญญาเอกเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๒
เมื่อเรียนจบ
ถ้าจะทำงานก็หาไม่ยากและรายได้ดี แต่เงินไม่สำคัญเท่าการที่
พ่อแม่ลูกได้อยู่ร่วมกัน ดร.บุญธรรมจึงกลับเมืองไทยแล้วพาพ่อแม่ไปเที่ยวเมืองจีน
โดยใช้เงินที่เหลือจากอังกฤษ เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๒ ก็กลับไปทำงานที่บริษัทเดิม
๑๑-๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๓ ดร.บุญธรรมอุปสมบทที่วัดโสมนัสวิหาร
แม้ช่วงเวลาจะสั้นแต่ก็มีค่าเพราะได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง
หลังจากศึกษาสิ่งภายนอกมามากแล้ว ครั้งนี้จะได้ศึกษาสิ่งภายในคือจิตใจของตนเองบ้าง
เมื่อเริ่มต้นแล้วก็ขอให้พากเพียรต่อไปจนกว่าจะได้รับ
"ปริญญาแห่งชีวิต" ซึ่งสำคัญและมีค่ายิ่งกว่าปริญญาใดๆ
ในโลก
(จากการสัมภาษณ์
ดร.บุญธรรม ปวีณ์วรรณ)
|