|
นักเขียนอื่นๆ
|
|
หน้า 7 จาก 18

๕.รูปวิเศษ
ข้าพเจ้าย่อมทราบได้ดีสำหรับตัวเองว่า การนอนให้หลับเป็นอันไม่น่านึกถึง จึงไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าตลอดเวลาเย็นวันนั้น เป็นแต่นั่งลงที่หัวนอน บนเสื่อหญ้าซึ่งเป็นอาสนะสำหรับกราบไหว้พระ นั่งท่าบูชาสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นตลอดคืน ในใจก็นึกภาวนาถึงพระลักษมีเทวีผู้มีกำเนิดจากดอกบัว รุ่งรางสว่างแล้วก็เริ่มวาดรูปที่ค้างไว้ต่อไป
เวลาล่วงไปรวดเร็ว ในขณะที่ข้าพเจ้าวาดรูปอยู่ พอดีโสมทัตต์เข้ามาหา ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเขาเดินมา ก็ตะลีตะลานเอารูปและเครื่องเขียนเสือกซ่อนไว้ใต้ที่นอนทันที โดยไม่รู้สึกตัวต้องนึกในการที่ทำเช่นนั้น
โสมทัตต์นั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยข้างตัวข้าพเจ้า มองดูข้าพเจ้าแล้วก็ยิ้ม พูดว่า :-
"ข้าพเจ้าออกจะเห็นเป็นความจริงแล้วว่า ในบ้านเราเวลานี้ออกจะมีเกียรติยศอยู่ที่ได้เป็นที่เกิดของอริยบุคคล เพราะสูท่านมิใช่จะบำเพ็ญตบะในการอดอาหาร อย่างทรหดที่สุดแล้ว ยังเว้นจากการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มเพิ่มขึ้นด้วย จงดูหมอนและที่นอนซิไม่มีรอยชอกช้ำแม้เล็กน้อย ผ้าปูก็ยังขาวสะอาดไม่มีมลทินเลย แต่ว่าร่างกายของสูท่านถูกบำเพ็ญตบะอดอาหารดูออกจะซูบ ๆ ไปแล้ว แต่ยังมีน้ำหนักอยู่ เพราะที่เสื่อเป็นรอยบุ๋มแสดงว่าสูท่านจำศีลบนนี้ตลอดคืน สำหรับท่านผู้แน่วแน่ในการภาวนาบุญ ห้องที่อยู่นี้ดูยังไม่เหมาะ เพราะออกจะเป็นโลก ๆ อยู่หน่อย ด้วยบนโต๊ะแต่งตัวยังมีโถน้ำมันแม้จะไม่ได้แตะต้องก็จริงอยู่ และยังมีโถผงไม้จันทน์ โถน้ำหอม และจานวางเปลือกต้นส้มและหมากอยู่ด้วย ที่ฝาก็ยังมีพวงมาลาดอกอัมลาน และพิณแขวน เอ๊ะ! ฉากที่เคยแขวนอยู่ที่ขอนั่นหายไปไหน?"
ข้าพเจ้าอึกอักกำลังนึกแก้ตัวไม่ทัน โสมทัตต์เหลือบไปเห็นซุกอยู่ใต้ที่นอน ก็ไปลากเอาออกมา และพูดว่า
"ดูดู๋! มดถ่อหมอผีที่ไหนนี่? ชั่วแท้ ๆ มาทำฉากเปล่าที่แขวนอยู่ตรงนั้น ให้เกิดมีภาพสาวน้อยแสนสวยกำลังเล่นคลีขึ้นได้ นี่ไม่มีอื่น คงมีอะไรประสงค์ร้ายต่อท่านผู้เริ่มเป็นฤษีมีฌานแก่กล้า หน่อยแน่! ยังมิทันไรก็จัดการเขียนรูปเขียนรอยเป็นมารกระทำทีเดียว ต้องการจะทำลายตบะเสียแต่ต้นมือ! หรือมิใช่เช่นนั้น จะเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งมานิรมิตรูปไว้ให้ก็ไม่รู้ เพราะเราท่านย่อมทราบกันดีอยู่ ว่าทวยเทพย่อมกลัวเดชของมหาฤษีผู้บำเพ็ญตบะอย่างแก่กล้า สำหรับสูท่านเมื่อเริ่มต้นทรมานกายได้ถึงเพียงนี้ในไม่ช้า เขาวินธัยคงพ่นไฟออกมาแน่ เพราะร้อนตบะของสูท่านที่แรงกล้า มิใช่เท่านั้น เดชบารมีที่สะสมไว้ ป่านนี้ทวยเทพในเทวโลกจะมิตัวสั่นระรัวไปตามกันแล้วหรือ?"
"และบัดนี้ข้าพเจ้าดูเหมือนจะรู้ว่าเทพองค์ที่มานิรมิตรูปไว้คือเทพองค์ไร ไม่มีอื่นไกลแล้ว คงเป็นเทพองค์ที่สมญาว่า "ไม่แพ้ใคร" ทรงดอกไม้เป็นลูกธนู และมีธงเป็นรูปปลามังกร อ้อ! นึกออกแล้ว! คือกามเทพนั่นเอง! โอ๊ย! ทวยเทพเจ้าขา! นี่รูปใคร? รูปวาสิฏฐี ธิดาเศรษฐีช่างทองทีเดียวนี่นา!"
ข้าพเจ้าได้ยินและรู้จักชื่อของนางผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้หลงใหลแล้วเป็นครั้งแรกนี่เอง รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเข้า หน้าชักชาซีดด้วยอักอ่วนใจ
โสมทัตต์นัยเย้ยกล่าวต่อไปว่า "สหายเอ๋ย! ออกจะเห็นแล้วว่าอำนาจโยคะของกามเทพทำให้ท่านกระวนกระวายใจมาก จะต้องปัดรังควานเสียบ้าง พอให้กามเทพหายพิโรธ ในเรื่องเช่นนี้ รู้สึกว่าต้องอาศัยปัญญาผู้หญิงจึ่งจะได้ ข้าพเจ้าจะเอารูปวิเศษนี้ไปให้เมทินีคู่รักข้าพเจ้าดู เพราะเมื่อเล่นคลีคราวนั้น นางก็ไปเล่นอยู่ด้วย และซ้ำนางก็ลูกเรียงพี่เรียงน้องกับวาสิฏฐี"
โสมทัตต์พูดแล้ว ก็ลุกขึ้นจะไป และจะเอารูปไปด้วย ข้าพเจ้าเห็นเช่นนี้ และรู้สึกอยู่ว่าโสมทัตต์เป็นคนชอบล้อไม่ใช่เล่น จึงบอกให้รอก่อน เพราะรูปนั้นยังขาดคำจารึกข้าพเจ้าขมีขมันเอาสีแดงอันงามมาผสม แล้วก็เขียนอักษรตัวบรรจงอย่างงามไว้ในฉากรูป เป็นกาพย์สี่บาท มีข้อความอย่างง่ายๆ กล่าวถึงเรื่องนางเมื่อเล่นคลี กาพย์ที่เขียนนี้เป็นกลบท ถ้าอ่านถอยหลังจะได้ความว่าลูกคลีที่นางเดาะตีคือดวงใจข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าขอส่งคืนมายังนาง แต่ก็หวั่น ๆ ว่านางจะมิรับไว้ ถ้าอ่านกลบทนั้นตรงลงมาจากอักษรในบรรทัดต้น จนถึงอักษรบรรทัดปลายเป็นลำดับกันไป จะได้ความกล่าวถึงความระทมโศกสาหัสที่ต้องพรากจากนางมา หรือถ้าจะอ่านย้อนขึ้นแต่ล่างไปหาบน ผู้อ่านจะทราบได้ว่าข้าพเจ้ายังมีความหวังอยู่
ที่ผูกกาพย์ยอกย้อนซ่อนเงื่อนไว้ดังนี้ ข้าพเจ้าไม่แสดงให้ทราบเค้า เพราะฉะนั้นโสมทัตต์จึ่งไม่รู้ว่ากาพย์ที่ข้าพเจ้าผูกไว้นั้นจะดีวิเศษเพียงไร คงเข้าใจแต่ว่าเป็นถ้อยคำดาด ๆ ตามธรรมดา จึ่งเผยอแนะนำว่า ถ้าจะให้เข้าทีขึ้นอีก ควรกล่าวเสียด้วยว่า กามนิตตระหนกตกใจเป็นกำลัง ในความแก่กล้าแห่งตบะที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญ ถึงกับนิรมิตรูปนี้มาทำลายพิธีตบะ จนข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้แก่ท้าวกามเทพอย่างราบคาบ
เมื่อโสมทัตต์นำรูปไปแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกเบิกบานใจอย่างไรไม่ทราบ เพราะเห็นว่าบัดนี้นับว่าได้ก้าวบันไดแห่งความหวังขึ้นไปได้หนึ่งขั้นแล้ว อาจบังเกิดผลให้ไปสู่ความสุขวิเศษยิ่งกว่าความสุขทั้งหลาย ให้สมดั่งที่มุ่งหมายไว้ เวลานี้ข้าพเจ้าอาจกิอาหารได้แล้ว ได้จัดแจงกินอาหารว่างบ้างเล็กนอน แล้วปลดพิณที่แขวนอยู่ข้างฝา เอามาดีดเป็นเพลงพอให้เพลิน คอยเวลาอยู่เรื่อย จนโสมทัตต์กลับมา และถือรูปมาด้วย
โสมทัตต์พูดว่า "นางผู้เล่นคลี ผู้ทำลายศานติภาพของท่าน อุตริแต่งกาพย์ขึ้นบ้างแล้ว แต่ข้อความที่กล่าว บอกไม่ถูกว่ามีอะไรอยู่บ้าง รู้เพียงลายมือที่เขียนไว้ อาจกล่าวได้ว่าสวยผิดปรกติ"
แท้จริงลายมือก็สวยอย่างเช่นว่า ข้าพเจ้าได้เห็นอยู่ตรงหน้า แสนดีใจจนใจตันพูดไม่ถูก ถ้อยคำที่เขียนเป็นกาพย์ต่อจากของข้าพเจ้ามีสี่บาทเหมือนกัน ตัวอักษรงามราวกับช่อดอกไม้ที่พึ่งตูมตั้ง ต้องลมอ่อน ๆ ในฤดูร้อนโบกสะบัด ดูประหนึ่งว่าพัดมาติดอยู่ที่รูปฉะนั้น โสมทัตต์ย่อมจะไม่ทราบความหมายที่แฝงอยู่ในกาพย์นั้น เพราะเป็นถ้อยคำที่ตอบความแฝงของข้าพเจ้า ทั้งนี้ก็แสดงอยู่ว่า นางงามของข้าพเจ้าอ่านกลอักษรในกาพย์ข้าพเจ้าได้ถูกต้องทุกวิธีที่มีอยู่ กระทำให้ข้าพเจ้าอิ่มเอมด้วยปีติ ที่เห็นว่านางมีความรู้ความฉลาดไม่แพ้ความเป็นผู้มีใจสูงอยู่ในตัว เพราะถ้อยคำที่ตอบแสดงว่านางรู้สึกว่าข้อความอันแสดงความรักของข้าพเจ้า เป็นแต่ชนิดเผิน ๆ ไม่บังควรที่นางจะถือเป็นอารมณ์นัก
เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านแล้ว ก็เพียรอ่านย้อนถอยและตามตรง อย่างวิธีที่ข้าพเจ้าแต่ง โดยหวังว่าจะได้พบข้อความที่จะแสดงความรักหรือนัดพบอย่างไรบ้างนั้น แต่ก็ไม่พบเลยแต่ความไม่สมประสงค์นี้ พอดีได้บรรเทาลง ด้วยโสมทัตต์กล่าวว่า
"แต่นางสาวน้อยผู้มีคิ้วอันงาม ถึงจะไม่ใช่เป็นกวีวิเศษ ก็มีใจแท้ เพราะนางได้บอกว่า ข้าพเจ้า (โสมทัตต์) ไม่ได้พบเมทินีคู่รักของข้าพเจ้าและเป็นญาติของนาง สิ้นเวลาช้านานแล้ว จะได้พบกันก็ในที่ประชุมชน ซึ่งจะโอภาปราศรัยกันได้ก็เพียงนัยน์ตาถึงกระนั้นก็ได้แต่ชำเลืองแลดูกัน เพราะฉะนั้น นางจะจัดแจงให้ได้พบกันในคือพรุ่งนี้ที่บนลานในบริเวณปราสาทของบิดานาง เสียใจที่จะไปพบกันคืนนี้ไม่ได้ เพราะบิดาของนางมีงานเลี้ยงดูแขก จะต้องทนทุกข์ทรมานไปจนถึงพรุ่งนี้ บางทีท่านต้องการไปเผชิญภัยกันบ้างก็ได้"
โสมทัตต์พูดแล้วหัวเราะเป็นเชิง ซึ่งกระทำให้ข้าพเจ้าพลอยหัวเราะไปด้วย แล้วรับรองแก่เขา เป็นอันว่าข้าพเจ้าตกลงขอไปด้วย กำลังเบิกบานใจ เราสองคนก็ลากระดานหมากรุกซึ่งอยู่ข้างฝา เอามาเล่นเพื่อกันรำคาญใจ พอดีคนใช้เข้ามา และบอกว่ามีใครอยากจะพบกับข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าลุกออกไปที่ห้องนอก พบคนใช้ของท่านราชทูต ซึ่งมาบอกข่าวให้ทราบว่าข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวกลับ ให้จัดเตรียมเกวียนไปรอคอยไว้ที่ลานวังในคืนนั้นทีเดียว เพื่อจะได้ออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่
ข้าพเจ้าใจหายวาบพูดไม่ออก รู้สึกว่าต้องเป็นการถูกเทพบาปเคราะห์องค์ใดองค์หนึ่งลงโทษ โดยที่ข้าพเจ้าไปทำผิดคิดร้ายอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ทราบ ซึ่งทำให้ท่านพิโรธพอข้าพเจ้าได้สติขึ้นบ้าง ก็ปึงปังวิ่งอ้าวไปหาท่านราชทูต กล่าวความเท็จแก่ท่านเสียยกใหญ่ โดยบอกว่าข้าพเจ้าเตรียมตัวไปไม่ทัน เพราะธุระยังไม่สุดสิ้นลง ด้วยมีเวลาจัดการน้อยเต็มที ข้าพเจ้าร้องไห้อ้อนวอน ขอให้ท่านเลื่อนเวลากลับให้ยืดไปเพียงวันเดียวเท่านั้น
ท่านราชทูตพูดว่า "ก็ไหน เมื่อแปดวันที่ล่วงมานี้ เจ้าบอกว่าเสร็จธุระแล้วอย่างไรเล่า?"
ข้าพเจ้าแก้ตัวว่า ต่อจากวันที่ได้เรียนท่านแล้ว เกิดมีธุระสำคัญโดยไม่ได้นึกคาดซึ่งหวังว่าจะได้โชคกำไรอย่างงามที่สุด ข้าพเจ้าได้กล่าวนี้ไม่ได้กล่าวคำเท็จเลย เพราะโชคกำไรชนิดไรเล่าสำหรับข้าพเจ้า จึ่งจะวิเศษไปกว่าที่จะได้ชัยชนะต่อนางผู้หาที่เปรียบมิได้
ท่านราชทูตเสียอ้อนวอนไม่ได้ ยอมเลื่อนวันกลับยืดไปอีกหนึ่งวัน
วันเวลาในวันรุ่งขึ้นได้ล่วงไปโดยเร็ว ตลอดเวลานั้น ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมสิ่งของขึ้นบรรทุกเกวียนเสียให้เสร็จทันเวลา จะได้ไม่เป็นห่วงเกิดกังวล พอถึงเวลาเย็นก็จัดเสร็จให้เอาเกวียนไปรอไว้ที่ลานวัง ส่วนโคก็ให้เข้าเครื่องไว้ ถ้าพอข้าพเจ้าไปถึง ในเวลาเช้าตรู่ก็จะได้เอาโคเข้าเทียมเคลื่อนได้ทันที
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
|