|
นักเขียนอื่นๆ
|
|
หน้า 1 จาก 16

๑๑. งวงช้าง
เมื่อได้นำตัวอย่างความเห็นแปลกของบุคคลประหลาดดั่งแจ้งข้างต้น อ้นเป็นความเห็นที่พูดง่ายใช้ยาก และเป็นความเห็นของนักช่างคิดที่ลือชื่อไม่ใช่น้อยคน มาแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้แล้ว จะได้เล่าเรื่องของข้าพเจ้าต่อไป
ถึงแม้ข้าพเจ้าจะประสบการเผชิญภัยหลายซับหลายซ้อน และได้รับความรู้เป็นความคิดอย่างใหม่ถึงดั่งนี้ก็ดี แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่ว่าข้าพเจ้าจะละเลยเสีย ไม่เรียนรู้ภาษาของพวกโจรบ้างก็ดูกระไรอยู่ เพราะจะทำให้รู้สึกว่าวันคืนที่ล่วงไปดูเร็วขึ้น ครั้นเวลาจวนถึงกำหนดที่คนใช้จะนำเงินค่าไถ่ตัวมาให้โจร ข้าพเจ้ารู้สึกวิตกไปต่างๆ นานา วิตกว่าจะไม่ได้เงินค่าไถ่มาทัน แม้นายโจรจะให้การเบิกทางแก่คนใช้ ให้พ้นจากภัยของพวกเหล่าร้ายก็ดี แต่ภัยอย่างอื่นยังมีอีกมากนัก เช่นถูกเสือขบกัด หรือถูกน้ำท่วมลบฝั่งแม่น้ำพัดพาตัวไป หรือประสบภัยอย่างอื่นได้ตั้งร้อยแปดประการ ไม่สามารถจะกลับมาได้ทันเวลาที่สัญญาไว้ องคุลิมาลชม้ายหางตาอันขุ่นร้ายมาทางข้าพเจ้าบ่อยๆ ทำให้รู้สึกว่ามันคงไม่อยากให้คนใช้ของข้าพเจ้านำค่าไถ่มาให้ทันกำหนดเวลา เมื่อคิดดังนี้ให้วิตกกลัวหวาดหวั่นเหลือประมาณจนเหงื่อผุดซ่านทุกขุมขน แม้วาชศรพจะได้แสดงหลักในลัทธิโจร อันเป็นหลักแปลกประหลาดมีเหตุผลน่าฟังอย่างไรก็ดี แต่ก็ว่า ถ้าไม่มีค่าไถ่มาทันตามกำหนด พวกโจรเป็นต้องจัดการเฉียบขาดแก่ผู้ที่มันยึดตัวไว้ทุกรายไป คือเอาตัวเลื่อยผ่ากลาง แล้วโยนซากศพที่ขาดออกเป็นสองท่อน ไว้กลางถนน แต่ให้ท่อนศีรษะหันไปทางทิศที่พระจันทร์ขึ้น ข้าพเจ้าอดนึกชมการกระทำของพวกโจรไม่ได้ ที่ยึดถือหลักลัทธิของมัน โดยปฏิบัติการให้ครบถ้วนกระบวนวิธีของมัน แต่ความรู้นี้กลายเป็นความสยดสยอง เมื่อเห็นมันนำเอาเลื่อยออกมาทดลอง มีอ้ายเหล่าร้ายหน้าตาน่ากลัวสองคน ทำท่าเลื่อย แต่ในการทดลองนี้ใช้ท่อนไม้ต่างคนก่อน
วาชศรพสังเกตเห็นอากัปกิริยาข้าพเจ้า มีอาการเสียวสยอง ก็เข้ามาตบไหล่ประโลมใจข้าพเจ้าให้หายวิตก บอกว่าที่เอาออกมาทดลองนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับตัวข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น จึ่งเป็นธรรมดาที่ข้าพเจ้าจะต้องนึกหวังว่า ถ้าถึงคราวจำเป็นเข้าที่อับจน วาชศรพคงจะช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ได้อีก เมื่อข้าพเจ้าแสดงความขอบใจ แล้วบอกว่าถ้าข้าพเจ้าจะถูกเลื่อยเข้าบ้างจะว่าอย่างไร วาชศรพก็เบิกตาโต บอกว่า
"ถ้ากรรมตามสนองตัวท่าน โดยที่นำเงินค่าไถ่มาไม่ทันตามกำหนดเวลา แม้จะช้ากำหนดไปเพียงครึ่งวันเท่านั้น ก็ไม่มีผีสางเทวดาจะช่วยท่านให้พ้นจากผลกรรมนั้นได้ เพราะกฎของเจ้าแม่กาลี จะให้ผิดแผกไปจากที่กำหนดไว้ไม่ได้ แต่ไม่ต้องวิตกดอกเพราะลิขิตในตัวท่านแสดงว่าไม่ใช่จะได้รับกรรมอย่างนี้ แต่จะต้องเป็นไปอีกอย่างหนึ่งต่างหาก คือจะได้เป็นโจรในภายหน้า เกรงว่าในวันหนึ่งจะต้องถูกตัดหัว หรือถูกเสียบประจานให้ตายในที่ชุมนุมชน แต่ว่าเวลายังอีกนานไกล"
ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าคำปลอบโยนให้หายวิตกชนิดนี้ทำให้เบาใจอะไรนัก แต่ข้อที่ทำให้ใจโล่งก็คือล่วงต่อมา ราวสัปดาห์หนึ่งเต็มๆ จะถึงเวลาสิ้นกำหนดนัด คนใช้ผู้ภักดีของข้าพเจ้าก็มาถึง และนำเงินค่าไถ่มาด้วย เมื่อชำระค่าไถ่ให้เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ลาเจ้าบ้านใจร้ายของข้าพเจ้า สังเกตว่ามันแสดงกิริยาเสียดายๆ ที่จะนึกถึงเพื่อนรักเพื่อนใคร่ของมันที่ถูกข้าพเจ้าฆ่าตาย และอยากจะได้ตัวข้าพเจ้าไปเลื่อยเสีย ข้าพเจ้าได้ร่ำลาวาชศรพอย่างฉันชอบพอรักใคร่กัน วาชศรพมีอาการข่มความอาลัยไว้และบอกอย่างที่เชื่อแน่แก่ใจ ว่าคงจะได้พบข้าพเจ้าร่วมทางมืดแห่งเจ้าแม่กาลี คือกลายเป็นโจรในวันหน้าเป็นการแน่นอน องคุลิมาลให้บริวารสี่คนเป็นผู้ติดสอยห้อยตามข้าพเจ้าไปด้วย เพื่อระวังมิให้ข้าพเจ้าได้รับอันตรายจนกว่าจะถึงกรุงอุชเชนี ถ้าหากระวางทางเป็นอันตรายอะไรลงไป บริวารทั้งสี่จะต้องรับโทษประหาร ในเรื่องเช่นนี้ องคุลิมาลรักษาชื่อเสียงนัก สัญญาข้าพเจ้าว่า ถ้าข้าพเจ้ามีอันตรายอย่างไรลงไป ก็จะแล่เนื้อเถือหนังบริวารที่กำกับไป แล้วเอาหนังที่แล่แล้ว ไปแขวนประจานไว้ในทางสี่แพร่ง ให้ใครๆ รู้ว่าองคุลิมาลได้ทำตามสัญญาแล้ว
เป็นคราวเคราะห์ดี ที่องคุลิมาลจะไม่ต้องทำตามสัญญา เพราะอ้ายเหล่าร้ายสี่คนที่ไปกับข้าพเจ้า รู้สึกว่าเข็ดขยาดเหลือพอ บิดามารดาข้าพเจ้าดีใจเป็นที่สุด ที่เห็นข้าพเจ้ายังมีชีวิตรอดกลับมาได้ ล่วงต่อมาไม่ช้า ข้าพเจ้าขออนุญาตไปค้ายังกรุงโกสัมพีอีกอ้อนวอนขอไปเท่าไร บิดาข้าพเจ้าไม่ยอม เพราะท่านทราบดีอยู่แล้ว ว่านอกจากต้องเสียเงินค่าไถ่ตัวข้าพเจ้า เป็นจำนวนเงินไม่น้อย สินค้าและข้าทาสบริวารที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ควบคุมไปครั้งนั้น ก็สูญสิ้นไปด้วย จึ่งไม่มีกำลังสามารถจะแต่งกองเกวียนไปค้าได้อีก เพียงนี้ก็ยังไม่กระไรนัก ยังมีโจรผู้ร้ายคอยดักตีปล้นตามทาง บิดาข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าฝ่าอันตรายไปอีก นอกจากนี้ ยังได้ยินข่าวเรื่ององคุลิมาลทำการทารุณอยู่บ่อยๆ และข้าพเจ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าพเจ้าเองอาจพบกับมันเป็นครั้งที่สอง ข้อเดือดร้อนใจยังมีอีก คือไม่มีโอกาสส่งข่าวคราวไปยังกรุงโกสัมพี จึ่งจำเป็นต้องทนนิ่งอยู่อย่างนั้น ได้แต่นึกถึงและหวังว่าวาสิฏฐีที่ข้าพเจ้ารักและบูชาแล้วคงจะซึ่อตรงอยู่มั่นคง คิดดังนี้ค่อยรู้สึกว่าสบายใจขึ้นมาบ้าง จนกว่าจะสบโอกาสทราบเรื่อง แต่ในที่สุดก็ได้ทราบเรื่องจริงๆ คือมีข่าวลือกระฉ่อนไปทั่วกรุงว่า สาตาเคียรลูกประธานมนตรีแห่งกรุงโกสัมพี ได้ปราบองคุลิมาลโจรร้ายกาจและพวกลงราบคาบแล้ว ตัวองคุลิมาลและบริวารที่สำคัญอีกหลายคนถูกจับเป็นไปได้ แล้วถูกประหารชีวิตหมด บริวารนอกนั้น ที่จับไม่ได้หรือไม่ถูกฆ่า ก็แตกฉานซ่านกระจายไปสิ้น
คราวนี้ บิดามารดาขัดอ้อนวอนข้าพเจ้าไม่ได้ ที่ขอคุมเกวียนไปค้ายังกรุงโกสัมพีอีก เพราะใครๆ ก็วางใจได้ว่าทางที่ไปคงราบรื่นปราศจากโจรผู้ร้ายเป็นเวลาอีกนาน และบิดาข้าพเจ้าก็สมัครจะเสี่ยงโชคในการค้าอีกสักครั้ง ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าล้มป่วยลง เมื่อหายป่วยก็จวนเข้าฤดูฝน จึ่งต้องรอจนกว่าจะหมดฤดูฝนก่อน คราวนี้แหละ เป็นไม่มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางอีก พอสิ้นฤดูฝนเตรียมตัวไป บิดาข้าพเจ้าได้ตักเตือนสั่งสอนให้รู้จักระวังตัวแล้ว ข้าพเจ้าก็ลาท่าน เป็นหัวหน้าควบคุมกองเกวียนบรรทุกสินค้าเต็มรวมสามสิบเล่ม ออกเดินทาง มีหัวใจให้เบิกบานร่าเริง เต็มใจรีบเร่งไปให้ถึงโดยเร็ว ให้สมกับที่มุ่งหมายตั้งใจไว้
การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นตลอดไป เหมือนกับขาไปครั้งก่อน รุ่งเช้าวันหนึ่งอากาศปลอดโปร่งก็ลุกรุงโกสัมพี ให้รู้สึกหัวใจเบิกบานเบ่งโตแทบจะโลด พอล่วงเข้าไปในกรุงได้สักหน่อย เห็นผู้คนจราจรล้นหลามตามถนนผิดปกติ ต้องเบากระบวนผ่อนช้าลง จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง อันเป็นย่านที่จะเข้าถนนใหญ่ในกรุง ต้องหยุดกองเกวียนเพราะเหลือกำลังจะเบียดแทรกฝูงชนต่อไปอีกได้ ตามถนนใหญ่ที่กล่าวไว้ข้างต้นประดับธงทิวปลิวไสว มีพรมห้อยลงมาจากหน้าต่างและระเบียงหน้ามุข ข้างถนนก็มีเฟื่องดอกไม้โยงกันระนาวตลอดไปทั้งสองข้าง คล้ายกับมีงานรื่นเริงอย่างใหญ่ ข้าพเจ้าทนรออยู่ไม่ได้ ถึงกับออกอุทานสาปแช่งอุปสรรคที่ทำให้เดินทางต่อไปติดขัด ได้ซักถามผู้ที่อยู่ข้างหน้าว่ามีงานอะไรกัน
พวกเหล่านั้นร้องตอบว่า "นี่ไม่รู้ดอกหรือว่าวันนี้ท่านสาตาเคียรบุตรท่านประธานมนตรีทำพิธีแต่งงาน? มากำลังเหมาะ เพราะกระบวนแห่กำลังจะผ่านที่ตรงนี้ไปยังเทวาลัยพระกฤษณะ นับว่าเป็นบุญตาของท่านที่จะได้ดูแห่ใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นทีเดียว!
เรื่องเป็นอย่างนี้เอง คือ สาตาเคียรสมโภชการวิวาห์ของมัน นับว่าเป็นข่าวสำคัญไม่น้อยเลย และเป็นข่าวพอใจของข้าพเจ้าด้วย เพราะสาตาเคียรอยากได้ตัววาสิฏฐีอยู่ ถ้าข้าพเจ้าส่งเฒ่าแก่ไปสู่ขอ ก็น่ากลัวจะติดขัดมาก ด้วยสาตาเคียรยังขวางอยู่ มาบัดนี้สาตาเคียรก็แต่งงานไปแล้ว ความติดขัดคงไม่มี เพราะฉะนั้นที่ข้าพเจ้าติดฝูงชนเดินทางต่อไปไม่ได้ก็รู้สึกว่าไม่เดือดร้อนอะไร คอยอยู่ไม่ทันไรก็เห็นแห่กระบวนหน้ามาถึงเป็นกองทหารม้ากุมหอกค่อยย่างเหยาะช้าๆ ผ่านไป ฝูงชนโห่ร้องแสดงยินดีก้องกลบอากาศ ได้ความว่าราษฎรกรุงโกสัมพีนิยมยินดีกองทหารม้านี้นัก เพราะเป็นกองไปปราบองคุลิมาลสำเร็จมา
พอสุดกระบวนทหารม้า ก็ถึงตัวเจ้าสาวนั่งอยู่ในกูบช้าง ประดับประดาโอฬารน่าดูจริงๆ เบื้องตระพองประดับด้วยผ้าบาง มีมณีรัตน์ฉายแสงเป็นหลายสีงดงามมากราวกับช้างบนเมรุบรรพต อันเป็นที่สถิตของท้าวเทพ ช้างตัวนี้เป็นช้างพลายกำลังเปรียวราวกับในต้นฤดู มีมันไหลเยิ้มแก้มและขมับ แมลงผึ้งจับกลุ่มด้วยได้กลิ่น* ที่งาสวมวลัยเป็นปล้องๆ ทำด้วยทองแท้ รัดประคนล้วนแล้วด้วยทอง ประดับด้วยทับทิมเม็ดเขื่องๆ มีผ้าบางพาราณสีคลุมห้อยลงมาจากหลัง ใบกระพือพันขาอันล่ำสันเห็นกระเพื่อมๆ เพียงดั่งหมอกที่ปกคลุมรอบลำต้นไม้ใหญ่ในแนวป่า แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าตะลึงจังงัง ที่งวงช้างข้าพเจ้าเคยเห็นแห่ในกรุงอุชเชนีมานับครั้งไม่ถ้วน ได้เห็นการประดับช้างมาก็มาก ไม่งดงามน่าดูเหมือนคราวนี้ ตามที่เคยเห็นมักจะแต่งแบ่งเป็นรูปทุ่งนาสีต่างๆ แต่สำหรับรายนี้เองหนังช้างเป็นพื้นสี แล้วเอาใบอโศกประดับเป็นรูปหอก ตรงกลางใช้ดอกอโศกสีเหลือง สีแสด สีแดง สลับกัน เหมาะเจาะน่าดูจริงๆ
ขณะข้าพเจ้าผู้มีความรู้เป็นนักเลงในเรื่องศิลปะ กำลังชมฝีมือประดับอย่างวิจิตรอยู่นี้พลันเริ่มรู้สึกเศร้าใจ คล้ายกับได้สูดกลิ่นหอมแห่งความรัก ในคืนอันแสนสุขบนลานอโศกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคิดถึงคราวที่จะไดทำวิวาหะของตน หัวใจของข้าพเจ้าก็เต้นแรง คิดถึงวันที่วาสิฏฐีจะได้รับความสุขเบิกบาน ถ้าได้อยู่บนลานอโศก ดีกว่าได้มานั่งอยู่บนหลังช้างอันประดับประดาอย่างงามเลิศเสียอีก ขึ้นชื่อว่าดอกอโศกแล้ว ในกรุงโกสัมพีไม่มีที่ไหนน่าพิศวงยิ่งกว่าบนลานอโศกนั้น
กำลังนึกเคลิบเคลิ้มอยู่นี้ ได้ยินหญิงคนหนึ่งพูดกับเพื่อนที่อยู่ใกล้ข้าพเจ้าว่า "ดูเจ้าสาวซิ หน้าเศร้าไม่เบิกบานเลย"
ข้าพเจ้าเงยดู โดยไม่ทันรู้ว่าอะไร ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้วยเห็นรูปเจ้าสาวที่นั่งอยู่ในกูบบุด้วยตาดม่วง ที่ว่าเห็นรูป เพราะไม่เห็นหน้าถนัดด้วยฟุบลงอยู่กับอก ถึงแม้จะเห็นเพียงรูปร่างเล็กน้อย อันมีเสื้อผ้าแพรพรรณหุ้มคลุมเป็นกลุ่มราวกับสีรุ้งก็ดี แต่ร่างกายที่อยู่ภายในผ้านั้นคล้ายกับไม่มีชีวิต เพราะเห็นโยกเยกไปตามกิริยาโคลงเคลงที่ช้างย่าง รู้สึกว่ามีอาการเศร้าๆ อย่างไรอธิบายไม่ถูก น่ากลัวว่าเวลาโยกจะพลัดตกจากหลังช้างกลิ้งลงมา อาการวิตกอย่างนี้ไม่ใช่มีแต่ข้าพเจ้าคิดผู้เดียว เพราะขณะนั้นเห็นเพื่อนเจ้าสาวอีกคนหนึ่ง นั่งอยู่ข้างหลังเจ้าสาว เอามือแตะไหล่เจ้าสาวไว้แล้วก้มไปกระซิบให้สติ
ทันใดนั้น ใจข้าพเจ้าหายวาบเย็นเยือกขึ้นทันที เพราะหญิงที่เข้าใจว่าเป็นสาวใช้หรือเพื่อนเจ้าสาวนั้นคือ เมทินี ข้าพเจ้ายังไม่ทันจะนึกตกลงว่า ที่เห็นนี้เป็นลางร้ายหรืออย่างไร พอดีเจ้าสาวของสาตาเคียรก็เปิดผ้าที่คลุมหน้าออก
เจ้าสาวนั้นคือ วาสิฏฐี ของข้าพเจ้าเอง!
บันทึกท้ายบทที่ ๑๑
เมื่อบทที่สิบเอ็ดได้ลงพิมพ์ไปแล้ว (ในไทยเขษมรายเดือน) ตอนกล่าวถึงช้างว่า "มีมันไหลเยิ้มแก้มและขมับ แมลงผึ้งจับกลุ่มได้กลิ่น" สหายผู้หวังดีคนหนึ่งมากระซิบกระซาบว่า ที่กล่าวไว้ดังนั้น น่ากลัวจะพลาดเสียแล้ว
ข้าพเจ้าตกใจ ถามว่า "ทำไม?"
ตอบว่า "เคยได้ยินแต่ว่าแมลงหวี่ตอมช้าง นี่ทำไมจึงเป็นแมลงผึ้ง?"
ข้าพเจ้าซัด "ต้นฉบับเป็นอย่างนั้นนี่ และทำไมแมลงผึ้งจะมาตอมช้างบ้างไม่ได้หรือ?"
ค้าน "แมลงผึ้งไม่เคยชอบของเหม็นเลย น้ำมันที่กำลังเยิ้มอยู่ตามแก้มและขมับช้าง กลิ่นเป็นอย่างไรรู้ไหม?"
ข้าพเจ้า "ใครจะกล้าเข้าไปดมมัน"
เขาหัวเราะ "อย่างนั้นก็เถอะ เขาว่ากันว่าน้ำมันช้างเหม็นอย่างร้าย เพราะฉะนั้นของเหม็นควรเป็นเรื่องของแมลงหวี่"
ข้าพเจ้า "เอ! วรรณคดีอินเดียมักชอบพรรณนาอย่างนี้เนือง ๆ ด้วยนา เช่น เรื่องปรียทรรศิกา ซึ่งมีพระราชนิพนธ์ไว้แล้ว" พลางพลิกให้ดู
คำอรรถ สรัคธราฉันท์
"สทยส ตยกตวา กโปลํ, วิศติ มธุกระ, กรณปาลึ, คชสย"
คำแปล พระราชนิพนธ์สัทธราฉันท์
"ฝ่ายผึ้งพรากจากขมับช้าง, และจรดลและพราง, แฝง ณ หู อย่าง, สบายดี"
พระราชบันทึก
"คือผึ้งไปตอมกินน้ำมันที่เยิ้มที่ขมับช้าง
ฉะนี้ สหายข้าพเจ้าจำนนด้วยมีที่อ้าง ฝ่ายข้าพเจ้าจำนนด้วยกลิ่นน้ำมันช้าง ต่างตกลงกันว่าเอาไว้สืบหาข้อเท็จจริงต่อไป
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 27 May 2008 )
|