Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_other arrow กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 10
แย่มากดีมาก 
นักเขียนอื่นๆ
สารบัญบทความ
กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)
คำนำ
๑.พระพุทธเจ้า เสด็จกลับเบญจคิรีนคร
๒.พบ
๓.สู่ฝั่งแม่คงคา
๔.สาวน้อยผู้เคาะคลี
๕.รูปวิเศษ
๖.บนลานอโศก
๗.ในหุบเขา
๘.ดอกฟ้า
๙.ใต้ดาวโจร
๑๐.รหัสยลัทธิ
ต่อ...ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕


๑๐.รหัสยลัทธิ

พระสูตรมีความว่าดั่งนี้ "สูเจ้าคิดถึงเทวะด้วยฤา…หามิได้! …ไม่แน่นัก….เพราะความว่างเปล่า เพราะคัมภีร์และเพราะตำนาน (อิติหาส)"

คำอรรถข้างต้นนี้ วาชศรพผู้อรรถกถาจารย์แก้ว่า คำว่า "เทวะ" นั้น คือ ทัณฑ์

เพราะว่าในพระสูตรก่อนนั้น ทัณฑ์ซึ่งกล่าวถึงมักกล่าวกันว่า เป็นของพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้าหน้าที่กำหนดไว้เพื่อใช้แก่โจร เป็นต้นว่า ตัดแขนขาและจมูก เอาลงหม้อน้ำเดือดเอาน้ำมันยางเดือดราดคอ ปากมังกร (เห็นจะเอาอะไรยัดให้ปากอ้า) ตอกเล็บรั้งแขนขาให้คราก ฯลฯ เพราะฉะนั้น จึงเป็นการสมควรพอที่ผู้เป็นโจรจะต้องหลบหลีกอย่าให้เขาจับได้ถ้าถูกจับได้ ฉันไร จะพยายามหาทางหนี

มีบางคนกล่าวว่า เทวทัณฑ์ย่อมมีแก่โจรด้วย (คือเทวดาลงโทษ) ความข้อนี้พระสูตรบอกว่า "หามิได้" และว่า "ไม่แน่นัก" โดยเหตุที่ควรแสดงให้เห็นแจ้งสามสถาน คือจากปัญญารู้เหตุผล จากพระเวท และจากภควัทคีตาที่สืบกันมาจนถึงเรา

"เพราะความว่างเปล่า" หมายความตามหลักแห่งเหตุผลคือว่าถ้าข้าพเจ้าตัดหัวคนหรือหัวสัตว์ ดาบของข้าพเจ้าฟันเข้าไปในระวางอนุปรมาณูอันแยกไม่ได้ เพราะอนุปรมาณูนี้มีลักษณะแยกไม่ได้โดยแท้ ดาบของข้าพเจ้าจึ่งไม่ได้ฟันอนุปรมาณู เพราะฉะนั้น ดาบที่ว่าฟันลงไป จึ่งเป็นฟันในที่ว่างเปล่าระวางอนุปรมาณู ก็ความว่างเปล่าใครเล่าจะเป็นผู้ทำอันตรายได้? เพราะการทำอันตรายในสิ่งที่ไม่มีก็เท่ากับไม่ได้ทำอันตรายในสิ่งไรๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เอาดาบฟันลงไปในที่ว่างเปล่า จึ่งไม่ต้องรับผิดและจะรับเทวทัณฑ์ไม่ได้ ถ้าการฆ่ามนุษย์มีความจริงเป็นเช่นนี้แล้วไซร้ กรรมอย่างอื่นที่มนุษย์ลงทัณฑ์แก่กันเบากว่าการฆ่าคนจะมีความจริงอีกสักเพียงไร?

เรื่อง "เหตุผล" ก็มีด้วยประการฉะนี้ บัดนี้จะได้กล่าวถึง "พระเวท" ต่อไป

ในพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์สอนว่า สิ่งซึ่งมีภาวะอันแท้จริงมีหนึ่งเท่านั้นคือพรหม ถ้าความนี้เป็นจริง การฆ่าก็เป็นมายา ไม่ได้ฆ่าใคร ในพระเวทกล่าวไว้มากมาย ในตอนที่พระยมบอกแก่นจิเกต ด้วยเรื่องพรหม และด้วยเรื่องอื่นๆ ว่า "ผู้ใดเป็นผู้ประหารก็สำคัญเอาว่าตนเป็นผู้ประหาร ผู้ใดถูกประหาร ก็สำคัญเอาว่าตนตาย เขาทั้งสองไม่รู้แจ้งเลยแท้จริงไม่มีใครประหาร ไม่มีใครถูกประหาร"

ข้อที่ทำให้เห็นจริง ในความจริงอันลึกซึ้งนี้ มีแจ้งอยู่ในภควัทคีตาของพระกฤษณะและพระอรชุน เพราะพระกฤษณะนั้น พระองค์ไม่มีความเป็นต้น ไม่มีเขตเป็นที่สุด ทรงความเป็นอยู่เป็นนิตย์ ทรงสรรพศักดิ์ เป็นบุรุษอันมนุษย์คิดไปไม่ถึง เป็นอติเทพ ทรงพระกรุณาเพื่อช่วยสรรพสัตว์ให้รอดพ้น จึ่งทรมานพระกายอวตารมาเป็นมนุษย์กฤษณะ และในวาระสุดท้ายที่เสด็จอยู่ในมนุษยโลก โดยทรงช่วยกษัตริย์แห่งปาณฑพ คือพระอรชุนผู้มีใจสูงในสงครามที่ขับเคี่ยวกับพวกเการพ โดยเหตุที่พวกเการพทำประทุษร้ายต่อพระอรชุนและภราดรของพระองค์ ขณะทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะจะสัประยุทธกัน พระอรชุนมองไปในกองทัพปรปักษ์ เห็นญาติมิตรมีอยู่ในนั้นมากแทบทั้งหมดก็ว่าได้ เพราะพวกปาณฑพกับพวกเการพเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกัน พระอรชุนเห็นดั่งนี้ก็ใจหาย ไม่กล้าสั่งให้กองทัพเขารุกรบเพราะไม่อยากจะประหารผู้ซึ่งล้วนเป็นญาติมิตร คงนิ่งอึ้งอยู่บนรถศึก สลดหดเหี่ยวใจจนคอตก ฝ่ายพระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีให้พระอรชุนเห็นเช่นนี้ก็ยิ้ม แล้วชี้ไปที่กองทัพปรปักษ์แสดงให้พระอรชุนเห็นว่า คนเหล่านั้นมีภาวะเป็นตัวตนขึ้นแล้ว ก็ดับสิ้นไปเข้ารวมอยู่ในพระผู้ทรงความเป็นหนึ่ง (พระพรหม) ซึ่งอดีตแห่งพระองค์ไม่มีเริ่มต้น และอนาคตแห่งพระองค์ไม่มีเขตสุด หลุดพ้นจากความเกิดความตาย

"ผู้ใดเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประหาร ผู้ใดสำคัญว่าตนถูกประหาร ทั้งสองผู้นั้นย่อมไม่รู้แจ้ง แท้จริงไม่มีใครประหาร ไม่มีใครถูกประหาร ฉะนั้นเธอจงเริ่มรบเถิด"

เมื่อพระกฤษณะเตือนสติดั่งนี้ พระอรชุนก็ให้สัญญาณรบ เป็นอันเริ่มมหาสงครามในที่สุดพระอรชุนชนะ เพราะฉะนั้น พระกฤษณะผู้อติเทพซึ่งได้อวตารมาเป็นมนุษย์ ได้เปลี่ยนสภาพความตื้นเขลาและความอ่อนแอของพระอรชุน ให้กลับเป็นปราชญ์ มีความคิดลึกซึ้งและเป็นวีรบุรุษขึ้น

ด้วยประการฉะนี้ ความจริงย่อมมีด้วยประการต่อไปนี้

"ผู้ใดกระทำประทุษกรรมเอง หรือให้ทำประทุษกรรม ทำลายเองหรือให้ทำลายทำร้ายเองหรือให้ทำร้าย คร่าชีวิตสัตว์หรือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้ ตัดช่องทำลายเข้าไปในเคหสถาน หรือลักขโมยทรัพย์สมบัติเขา หรือจะด้วยเหตุอื่นอย่างไรอีกก็ตาม ผู้นั้นหาต้องรับภาระมีโทษผิดไม่ และผู้ใด ณ บัดนี้และที่นี่ เอาขวานอันลับไว้คมกริบ เปลี่ยนสภาพของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ให้ล้มระเนระนาดกลายเป็นกองเดียว ก็ย่อมไม่มีโทษผิดเพราะเหตุอันนั้น และผู้ใดอยู่บนฝั่งใต้แม่คงคา ถางทางโดยประหัตประหารเสียราบคาบก็ย่อมไม่มีโทษผิดเพราะเหตุนั้น และผู้ใดอยู่บนฝั่งเหนือแห่งแม่คงคา ถางทางโดยแจกทานการให้ก็ย่อมไม่ได้บุณย์เพราะเหตุนั้น ผู้ใดบำเพ็ญความมีใจกว้างขวาง ความสงบเสงี่ยมความสละซึ่งความสุข ผู้นั้นหาขึ้นชื่อว่าได้ทำบุณย์ ทำความดีไม่

และโดยเหตุที่โลกมีความเริ่มต้นมาจากพระพรหม เพราะฉะนั้นโลกก็ต้องล่วงไปพระพรหมสร้างโลกให้มีขึ้น แล้วก็ทำให้สูญหายไป และสร้างใหม่และทำลายไปหมุนเวียนกันอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น พระพรหมจึ่งไม่ใช่จะเป็นผู้สร้างอย่างเดียว ยังเป็นผู้กินสรรพสัตว์ อันมีพราหมณ์และกษัตริย์อยู่ในวรรณะชั้นสูงด้วยสมกับข้อความในคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า "เรากินทั้งหมด แต่เราหาได้ถูกกินไม่"

ความข้อนี้ ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่าเป็นวจนะอันแท้จริงของพระอติเทพ ในปางเมื่อเป็นแกะ นำเอาเมธาติถิมาณพไปสู่โลกสวรรค์ มาณพมีความโกรธ ถามว่าเป็นใครพระผู้ถือเอาซึ่งร่างแกะ ก็ปรากฏพระองค์เป็นพระพรหม ผู้เป็นสรรพภาวะในสรรพภาวะและตรัสว่าดั่งนี้

"ผู้ใดอันไม่ใช่เป็นผู้ฆ่า และทั้งเป็นผู้มิได้คร่าพาเอามา ผู้เป็นแกะซึ่งนำเจ้ามาไกลจากที่นี่ ผู้นั้นคือเรา ซึ่งมีรูปดั่งเห็นนี้ ผู้นั้นคือเราดั่งเห็นได้ทุกรูปกาย ผู้ใดรู้สึกกลัว ผู้นั้นก็คือเรา และเราเป็นผู้ทำให้เกิดความกลัวด้วย แต่ความแตกต่างย่อมมีอยู่คือว่าเราเป็นผู้กิน แต่เราหาได้ถูกกินไม่"

ณ บัดนี้ ผู้ที่มีตามืดมนด้วยความเขลาคงจะเห็นแจ้งว่า ความเป็นผู้เหมือนพรหมไม่ได้อยู่ที่ถูกผู้อื่นประหารหรือถูกผู้อื่นกิน ฉันใดก็ดี ความสงบเสงี่ยม ความสละซึ่งความสุขจึ่งถือได้ว่าไม่ใช่บุณย์กุศลฉันเดียวกัน แท้จริงพึงเป็นผู้ประหารและเป็นผู้กิน จึ่งมีลักษณะเป็นพรหม หรืออีกนัยหนึ่งพึงพยายามทำลายล้างผู้อื่นจนสุดกำลัง ตัวเองจึ่งจะพ้นอันตราย ไม่มีใครกินใครประหารได้ เพราะเป็นอันเชื่อได้สนิทตามหลักนี้ ว่าผู้ทำทารุณกรรมย่อมรับโทษในนรกนั้น เป็นลัทธิอันคนอ่อนแอประดิษฐ์ขึ้น เพื่อป้องกันตนให้พ้นภัยจากผู้มีอำนาจมากกว่าโดยยกเอานรกขึ้นขู่ให้กลัว

และแม้ว่าพระเวทมีข้อความอันกล่าวด้วยลัทธินรกนี้ไว้หลายแห่งก็ดี ก็ต้องเป็นเพราะผู้อ่อนแอแทรกเสริมเติมขึ้นด้วยพาลนิสัย เพราะเป็นหลักลัทธิที่แย้งกับหลักสำคัญของลัทธิ ก็เมื่อสิ่งทั้งหลายออกจากพรหม สิ่งเหล่านั้นจะดีจะชั่ว จะเป็นคนร้ายหรือคนดีก็คือพรหม เพราะฉะนั้น ผู้เป็นโจรก็เป็นผู้ดำเนินอย่างพรหม คือเป็นผู้ทำลายผู้กิน จึ่งถือได้ว่าเป็นโจรเป็นผู้มีภาวะอยู่สูง โดยนัยแห่งเหตุผลดั่งได้แสดงมาแล้ว ทั้งด้วยหลักใช้ปัญญาหาเหตุผล และหลักอันมีที่มาจากพระคัมภีร์ ดังนี้ จึ่งพึงถือได้ว่าไม่มีเหตุอย่างอื่นจะมาแย้งความจริงนี้ได้

ยังมีต่อ ตอนที่ ๒



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

หนังสือมาใหม่


Top