Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_other arrow กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 9
แย่มากดีมาก 
นักเขียนอื่นๆ
สารบัญบทความ
กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)
คำนำ
๑.พระพุทธเจ้า เสด็จกลับเบญจคิรีนคร
๒.พบ
๓.สู่ฝั่งแม่คงคา
๔.สาวน้อยผู้เคาะคลี
๕.รูปวิเศษ
๖.บนลานอโศก
๗.ในหุบเขา
๘.ดอกฟ้า
๙.ใต้ดาวโจร
๑๐.รหัสยลัทธิ
ต่อ...ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕


๒. พบ

พระตถาคตเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะทรงแรมคืนในบ้านแรกที่เสด็จไปถึง ซึ่งในที่นี้คือบ้านที่ตั้งอยู่ในบริเวณสน มีช่องไม้ให้ลอดแลเห็นฝาผนังของบ้านเป็นสีเขียว ขณะพระองค์ทรงย่างพระบาทเข้าไปถึงประตูบ้าน ทอดพระเนตรเห็นข่ายดักนกห้อยอยู่บนกิ่งไม้ จึงเสด็จผ่านเลยไปเสียโดยมิได้รั้งรอ เพราะบ้านนั้นเป็นที่อยู่ของพรานนกในตอนนี้มีบ้านตั้งอยู่ห่าง ๆ กันเพราะเป็นชายพระนคร ซ้ำเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนเสียหลายหลัง ในเวลาไม่สู้ช้านัก เพราะฉะนั้นกว่าจะทรงพบบ้านอีกสักหลังหนึ่งก็เป็นเวลานาน บ้านหลังนี้เป็นโรงนาของพราหมณ์ผู้มีอันจะกิน พอพระพุทธเจ้าเสด็จคล้อยเข้าไปในประตูรั้ว ก็ทรงได้ยินเสียงหญิงผู้ภริยาทั้งสองของพราหมณ์ กำลังทะเลาะวิวาทด่าทอกัน พระองค์จึ่งทรงหันกลับออกประตูเสด็จพระพุทธดำเนินต่อไป

บริเวณสวนของพราหมณ์ผู้มีอันจะกินนี้ มีเนื้อที่ยืดยาวไปตามถนนมาก จนพระองค์ทรงรู้สึกลำบาก พระกรัชกายเหนื่อยล้าในทาง เพราะเสด็จดำเนินมาไกล ทั้งพระบาทขวาสะดุดหินอันแหลมคม กระทำให้บังเกิดทุกขเวทนาอักเสบเจ็บปวด เมื่อพระตถาคตเสด็จมาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง ก็มีพระอาการดั่งข้างต้นนี้ บ้านที่เสด็จมาถึงใหม่แลเห็นได้แต่ไกลพราะแสงไฟที่จุดไว้ในบ้านลอดช่องตาข่าย และช่องประตูพุ่งออกมาสว่างถึงถนน บ้านนี้แม้คนจักษุบอดผ่านมา ก็ต้องทราบว่าเป็นบ้านมีคนอยู่ เพราะได้ยินเสียงเลี้ยงดูกันสนุกสนานเฮฮา เสียงตบมือกระทืบเท้ากันโครมคราม และเสียงพิณดังไม่ขาดสาย หญิงงามนางหนึ่งทรงพัสตราภรณ์แพรล้วน ศอสวมมาลัยมะลิพวงยืนพิงอยู่กับเสาประตู นางแย้มไรฟันอันแดงด้วยหมากเคี้ยว ยิ้มยั่วหัวเราะร่า อัญเชิญผู้เดินทางคือพระตถาคตเจ้า

ให้เสด็จเข้าไปในบ้าน โดยกล่าววาจาว่า "เชิญท่านผู้เป็นแขกแปลกหน้า เชิญเข้ามาเถิดบ้านนี้เป็นที่สนุกสำราญร่าเริง" แต่พระตถาคตเจ้าเสด็จผ่านเลยบ้านหลังนั้นไปเสีย และในระวางที่เสด็จเลยมานั้นทรงระลึกถึงถ้อยคำของพระองค์ที่เคยตรัสคือ "ถ้าจะดูโศกาดูรในหมู่สงฆ์ ก็ในการร้องขับทำเพลง ถ้าจะดูความบ้าในหมู่สงฆ์ ก็ในการเต้นรำ ถ้าจะดูความเป็นเด็กในหมู่สงฆ์ ก็ในอาการยิงฟันหัวเราะ" บ้านที่อยู่ถัดไปไม่สู้ไกลนัก แต่ได้ยินเสียงพิณและเสียงร่าเริงล่องมาตามลมได้แต่ไกล พระองค์จึ่งผ่านอีกบ้านหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นชายสองคนกำลังชำแหละโค ซึ่งพึ่งฆ่าใหม่ ๆ ในตอนเย็นวันนั้น ก็เสด็จเลยบ้านผู้ขายเนื้อโคไป

บ้านอยู่ถัดไป ตรงลานหน้าบ้านมีหม้อและชามดินพึ่งปั้นเสร็จใหม่ ๆ วางอยู่เรียงราย อันเป็นการงานแห่งเจ้าของบ้าน ที่พากเพียรลงแรงทำเป็นสัมมาอาชีพได้ในวันนั้น เครื่องปั้นหมอยังคงวางอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่ ขณะนั้นกุมภการช่างปั้นหม้อกำลังเอาชามดินดิบออกจากเครื่องปั้น ขนเอามาวางเรียงรวมกันไว้

พระองค์เสด็จเข้าไปหาชายปั้นหม้อ แล้วตรัสว่า "ดูก่อนท่านผู้เผ่าภคะ ตถาคตจะขออาศัยพักแรมคืนที่ห้องโถงในบ้านท่าน จะมีข้อขัดข้องอย่างไรบ้างหรือไม่ ?"

ชายปั้นหม้อตอบว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่มีข้อขัดข้องอย่างไรเลย แต่ทว่าในขณะนี้มีอาคันตุกะ ได้รับความเมื่อยล้าเพราะเดินทางไกล มาขออาศัยแรมคืนอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความรังเกียจ ก็เชิญท่านผู้เจริญเถิด

พระตถาคตตรัสทรงรำพึงว่า "แท้จริงความวิเวกเป็นสหายอันวิเศษกว่าสหายอื่น ๆ แต่อาคันตุกะที่มาพักอยู่ก่อน เดินทางเมื่อยล้ามาอย่างเรา ได้ผ่านเลยบ้านแห่งชนที่ประกอบมิจฉาชีพและไม่บริสุทธิ์ จนถึงบ้านชายปั้นหม้อจึ่งได้หยุดขออาศัย คนเห็นปานนี้เราอาจร่วมสมาคมแรมคืนอยู่ด้วยกันได้"

ครั้นแล้ว เสด็จเข้าไปในห้องโถง ทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง มีลักษณะเป็นผู้ดีมีตระกูล นั่งอยู่บนเสื่อข้างมุมห้อง

พระตถาคตตรัสปราศรัยด้วยว่า "ดูก่อนอาคันตุกะ ถ้าท่านไม่รังเกียจ ตถาคตจะขออาศัยแรมราตรีในห้องโถงนี้"

ชายผู้นั้นตอบว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เชิญท่านตามความพอใจเถิด เพราะห้องโถงของกุมภการกว้างขวางพอ"

พระตถาคตเจ้าทรงลาดพระนิสีทนสันถัตลงใกล้ฝา ลดองค์ประทับด้วยสมาธิบัลลังก์มีพระกายตั้งตรง ดำรงพระสติสัมปชัญญะสงบนิ่ง ตลอดยามต้นแห่งราตรีนั้นส่วนชายหนุ่มก็นั่งนิ่งอยู่ตลอดยามต้นเหมือนกัน

ต่อมา พระตถาคตเจ้าทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มมีอาการสงบนิ่งเช่นนั้น ก็ทรงรำพึงว่า "กุลบุตรผู้นี้เป็นผู้แสวงหาโมกษธรรมกระมังหนอ อันเราควรถามดู" ทรงจินตนาการดั่งนี้แล้ว หันพระพักตร์ไปทางชายหนุ่ม แย้มพระโอษฐ์ ตรัสถามว่า

"ดูก่อน อาคันตุกะ ท่านมาถือเพศเป็นผู้ละเคหสถานเพราะเหตุไฉน ?"

ชายหนุ่มตอบว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เวลานี้ยังไม่ดึกนัก ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงเหตุที่ข้าพเจ้าละเคหสถานมาถือเพศเป็นดั่งนี้"

พระพุทธเจ้าประทานพระอนุญาต โดยพระศิรวิญญัติในอาการอันเป็นมิตรภาพ ชายหนุ่มจึงเริ่มเล่าเรื่องของตนต่อไปนี้



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

Top