|
นักเขียนอื่นๆ
|
|
หน้า 10 จาก 18

๘.ดอกฟ้า
ณ ที่ถัดหลังกำแพงกรุงโกสัมพีด้านตะวันออกไปเล็กน้อย มีป่าไม้ประดู่ลายอันงามซึ่งที่ถูกเป็นป่าไม้อันศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้ป่าไม้อันโปร่งร่มรื่นนี้ มีเทวาลัยซึ่งในเวลานั้นปรักหักพังเต็มที ไม่เคยมีใครไปทำพลีบูชา ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ของบุราณนี้ นมนานมาแล้ว เพราะพระกฤษณะซึ่งสิงสถิตในเทวาลัย ได้มีผู้สร้างเทวาลัยที่ใหญ่กว่า ถวายใหม่ในกรุงเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เทวาลัยของเก่าจึงทรุดโทรม มีแต่นกเค้าแมวคู่หนึ่งกับหญิงแก่ผู้วิเศษคนหนึ่งอาศัยอยู่เท่านั้น หญิงผู้นั้น มีคนนับถือว่า ติดต่อกับพวกภูติผี สามารถใช้มันดูเหตุการณ์ภายหน้าของบุคคลที่มาบูชา และซักถามได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นในเวลาเย็นๆ จึงมีประชาชนทั้งหญิงชายพากันไปหาเป็นอันมาก รวมทั้งหนุ่มสาวที่มีเรื่องโรครักรวมอยู่ด้วยไม่น้อย หญิงผู้วิเศษคนนี้ มีผู้กล่าวขวัญว่า แกเป็นแม่มดหมอผี แต่แกจะเป็นอะไรก็ตาม ข้าพเจ้าและวาสิฏฐีก็ต้องการความช่วยเหลือจากแกอยู่ เพราะฉะนั้น เราทั้งสองจึงเลือกเอาเทวาลัยน้อยที่แกอาศัยอยู่เป็นที่นัดพบกัน
รุ่งเช้า ข้าพเจ้าเอาโคเทียมเกวียนออกเดินทาง กะเวลาไปให้เหมาะกับเวลาที่ประชาชนไปจ่ายตลาด หรือไปศาลว่าความ ที่กะไปในเวลาพลุกพล่านเช่นนี้ และคุมกองเกวียนจงใจไปในถนนซึ่งเป็นที่ประชุมชน ก็เพื่อให้สาตาเคียร ตัวศัตรูเห็นหรือทราบว่าข้าพเจ้าได้ออกจากกรุงไปแล้ว ข้าพเจ้าออกเดินทางไปสักสองสามชั่วโมง ก็หยุดพักเพื่อค้างคืนที่หมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง พลอยทำให้บริวารของข้าพเจ้าดีใจมาก ก่อนเวลาค่ำเล็กน้อย ข้าพเจ้าจัดแจงแต่งตัวปลอมเป็นคนใช้ และกระโดดขึ้นหลังม้าย้อนกลับไปกรุงโกสัมพีตามทางที่มาแล้ว
เวลาค่ำแล้ว กว่าข้าพเจ้าจะไปถึงป่าประดู่ลาย ก็เป็นเวลามืดทีเดียว ขณะชักม้าไปในระหว่างต้นไม้ ได้กลิ่นดอกบัวซึ่งบานเผย ส่งมาจากสระพระกฤษณ์ของโบราณประหนึ่งต้อนรับข้าพเจ้าให้ชื่นใจ อีกไม่สู้ช้า ก็เห็นยอดหลังคาคร่ำคร่าของเทวาลัย อันมีเทวรูปอยู่ในนั้นมากมาย เห็นรูปนอกเว้าๆ แหว่งๆ อยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยดวงดาว ข้าพเจ้าไปถึงที่กำหนดนัดแล้ว พอลงมาจากหลังม้าก็พอดีสหายรักของข้าพเจ้าเข้ามาถึง วาสิฏฐีและข้าพเจ้าต่างออกอุทานด้วยดีใจแล้วโผเข้าหากัน เพราะได้มีหวังพบกันอีก ข้าพเจ้ามาระลึกถึงเหตุที่เล่านี้ ยังจำได้เป็นเงาๆ ว่าเราทั้งสองมิได้พูดถึงเรื่องอื่น นอกจากกระซิบกระซาบแสดงความรักความอาลัยต่อกัน ลืมสิ่งอื่นๆ เสียหมดสิ้นจนตกใจสะดุ้ง ด้วยมีปีกสัตว์กระพือพัดผ่านหน้าข้าพเจ้าไป ประกอบด้วยเสียงปีกกระพือกับเสียงนกแสกที่แถกถาไป และต่อไปก็ได้ยินเสียงเป็นเสียงระฆังแตก กระทำให้เรารู้สึกตื่นจากภวังค์แห่งความรักเหตุที่มีเสียงระฆัง เพราะเมทินีเป็นผู้สั่น กระทำให้นกแสกตกใจบินหนีไป เมทินีนางผู้มีใจอารี สั่นระฆังให้เรารู้ตัว เพราะได้เห็นหญิงผู้วิเศษเดินดุ่มเข้ามาแสดงอาการโกรธ ด้วยแกได้ยินเสียงใครมาพูดกันอยู่ในบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่เคาะหรือสั่นระฆังให้รู้
เมทินี แจ้งแก่หญิงชราสมัยโบราณ ว่านางได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณของแกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ มีความรู้เป็นมหัศจรรย์ นางกับชายหนุ่มคนนี้ (ชี้ไปทางโสมทัตต์) จึงอุตสาห์พากันมาเพื่อใคร่รู้ถึงเหตุการณ์ภายหน้า หญิงผู้วิเศษเงยหน้า ตากวาดไปในท้องฟ้าแล้วออกความเห็นว่า เวลานี้ดาวกฤติกากำลังอยู่ในราศีอันเป็นสิริร่วมดาวเหนือ แกจึงหวังว่าทวยเทพคงทรงช่วยเหลือ ว่าแล้วเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในเทวาลัยพระกฤษณะ ผู้มีชายาในขณะเดียวกันถึงหมื่นหกพันร้อยคน (โดยแบ่งภาคเท่าจำนวนชายา) และทรงยินดียังความปรารถนาให้คู่รักสำเร็จ ส่วนข้าพเจ้ากับวาสิฏฐี ซึ่งทำทีว่าเป็นคนใช้คอยอยู่ข้างนอก
เมื่ออยู่ตามลำพังสองต่อสอง เราก็ให้ปฏิญญาแก่กันว่า นอกจากมัจจุราชจะคร่าพาเอาตัวไป เราทั้งสองจะซื่อสัตย์ไม่พรากจากกันไป เมื่อข้าพเจ้ากลับไปบ้านเมืองแล้วพอสิ้นฤดูฝนก็จะรีบกลับมา ได้ปรึกษาหารือถึงหนทางที่จะให้บิดานาง ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีมั่งคั่งที่สุดยินยอมให้เราทั้งสองได้อยู่ร่วมสมัครสโมสร พูดกันพลาง เราก็สวมกอดจุมพิตด้วยความปลาบปลื้มใจจนน้ำตาไหล ดูกรท่านในเวลาบัดนี้ข้าพเจ้าจำได้รางๆ ยังไม่ลืม แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถจะพูดถึงความรู้สึกของเราในครั้งนั้นให้ถูกต้องได้อย่างไร นอกจากท่านจะได้ประสบมากับตัวเอง
เวลาดูช่างล่วงไปรวดเร็วเหลือเกิน เพราะไม่ช้าโสมทัตต์กับเมทินีก็ออกมาจากเทวาลัย หญิงผู้วิเศษรับอาสาจะทำนายความเป็นไปของเราในภายหน้าให้ทราบ แต่วาสิฏฐีสะดุ้งหดตัว ออกอุทานว่า "โอ๊ย! ถ้าเหตุการณ์ภายหน้ามีแต่ร้าย ฉันจะทนทรมานอยู่อย่างไรได้?
หญิงผู้วิเศษผู้หวังดีตอบว่า "จะร้ายไปได้อย่างไร? ดูชะตาก็บอกว่าดี ไม่มีร้ายอย่างไร?
แต่วาสิฏฐีไม่สู้เชื่อ สะอื้น โผกอดคอข้าพเจ้าไว้ แล้วพูดว่า "โอย! ฉันรู้สึกเป็นลางเห็นเหตุการณ์ภายหน้าของเราสู้จะไม่ราบรื่นนัก ให้หวั่นว่าเมื่อจากกันแล้วฉันจะไม่ได้เห็นเธออีก"
ข้าพเจ้าได้ยินดังนี้แล้ว รู้สึกใจสลดเหี่ยวลงวาบ เกรงจะเป็นจริงเอาเช่นนั้น ได้พยายามแข็งใจแสดงเหตุผลแก่นางว่าคงจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จผล นางกลับมีน้ำตาไหลลงพราวแก้ม มองดูข้าพเจ้าด้วยความรักความละห้อย คว้ามือข้าพเจ้าทาบไว้ที่อุระตนพลางพูดว่า "หากเราจะไม่พบกันอีกในโลกนี้ เราก็จะรักษาความซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไปมิใช่หรือเธอ? เมื่อชีวิตอันสั้นและล้วนเป็นทุกข์อยู่ในโลกนี้สิ้นไปแล้ว ก็ขอให้เราทั้งสองไปพบกันในวิมานสวรรค์ ร่วมสุขกันต่อไป กามนิต เธอจงให้สัญญาข้อนี้แก่ฉันหน่อยจะทำให้ฉันชุ่มชื่นใจต่อสู้ต่อความทุกข์ ที่อาจมีมาได้ดีกว่าถ้อยคำอันเล้าโลมอย่างอื่นเพราะขึ้นชื่อว่ากรรม เราจะหลีกลี้หนีไม่พ้น ต้องปล่อยไปตามกรรมเหมือนดั่งกระแสน้ำที่พัดพาเอาต้นอ้อลอยไปฉะนั้น"
ข้าพเจ้าตอบว่า "วาสิฏฐี ยอดรัก ถ้าจะต้องอาศัยความเป็นไปของกรรม ไฉนเราจะได้พบกันเล่า? แต่ให้เราหวังว่าจะได้พบกันใหม่ในโลกนี้ดีกว่า"
วาสิฏฐี "ในโลกนี้มีแต่สิ่งมายาไม่แน่นอน แม้แต่ที่เราพูดกันอยู่ขณะนี้ก็ไม่ใช่ของเรา จะมีแน่อยู่ก็แต่ในสวรรค์"
ข้าพเจ้า "สวรรค์มีหรือ? ถ้ามี อยู่ที่ไหน?
วาสิฏฐี "สวรรค์อันมีความสว่างรุ่งเรืองหาเขตมิได้นั้น มีอยู่ทางทิศตะวันตก ถ้าผู้มีใจเด็ดเดี่ยวรู้สึกเบื่อหน่ายในสิ่งซึ่งเป็นวิสัยโลก แล้วตั้งจิตเป็นสมาธิมุ่งแต่สถานอันเป็นบรมสุข ก็จะได้ไปจุติอยู่ในดอกบัวบนแดนสวรรค์ ผู้ใดมุ่งแต่สวรรค์ ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดดอกไม้ทิพย์ขึ้นในน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ในทะเลแก้ว ความตรึกนึกที่บริสุทธิ์ทุกครั้ง ความดีที่กระทำทุกเมื่อ เป็นเหตุให้ดอกไม้ทิพย์นั้นเจริญยิ่งขึ้น ถ้าความคิดวาจาและการกระทำเป็นไปในทางชั่ว ก็จะเป็นเหมือนดั่งหนอนที่บ่อนไส้ให้ดอกไม้ทิพย์นั้นเหี่ยวแห้งไปโดยเร็ว"
เมื่อนางพูดดั่งนี้ ดวงตาก็ดูวาวดั่งแสงโคมที่เทวาลัย เสียงที่พูดก็กังวานดั่งเสียงดนตรี แล้วนางยกมือชี้ไปทางยอดต้นประดู่ลายที่เห็นดำทะมึนทึน ตรงท้องฟ้าที่มีทางช้างเผือก เห็นสกาวราวกับเศวตศิลาพาดเป็นทางไปในนภากาศ ซึ่งมีดวงดาวพราวพร่างดูดั่งเทวดาผู้วิเศษไปโปรยไว้
นางร้องว่า "ดูซี กามนิต นั่นคือแม่คงคาในสถานสวรรค์ ขอให้เราปฏิญญาต่อพระคงคาในสวรรค์ซึ่งมีน้ำขาวดั่งเงินยวง เป็นที่เลี้ยงดอกบัวในทะเลบนสวรรค์โน้น ให้เรามุ่งดวงจิตแน่วแน่ เตรียมการไปประสบสุขนิรันดรกาลบนนั้นเถิด"
ข้าพเจ้าได้ตื่นใจอย่างไรพูดไม่ถูก บังเกิดความซาบซึ้งเข้าไปในดวงใจ ยกมือขึ้นประสานกับของนาง รู้สึกประหนึ่งว่าดวงใจของเราทั้งสอง ในทันทีทันใดลอยขึ้นอยู่เหนือความทุกข์แห่งโลกนี้ ขึ้นไปจุติอยู่ในดอกฟ้าบนสวรรค์ อันกอปรแต่ความบันเทิงรักหาเขตสุดมิได้
ครั้นแล้ว วาสิฏฐี ดูเหมือนว่าหมดแรงกำลังที่เบ่งความรู้สึกในดวงจิต ทรุดตัวในอุ้งแขนข้าพเจ้า เงยหน้าแสนละห้อยเผยอขึ้นจุมพิตข้าพเจ้า เป็นการลาครั้งสุดท้ายแล้วก็ผงะสิ้นสมฤดี
ข้าพเจ้าค่อยประคองนางมาส่งไว้ในอุ้งแขนของเมทินี แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าห้อออกจากที่นั้นไป ไม่กล้าจะเหลียวหลังมาดูแม้แต่ครั้งเดียว
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
|