|
นักเขียนอื่นๆ
|
|
หน้า 11 จาก 18

๙.ใต้ดาวโจร
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านที่คนของข้าพเจ้าพักแรมคืนอยู่นั้น ข้าพเจ้าไม่รั้งรอรีบปลุกคนใช้ให้ตื่น แต่กว่าจะรุ่งสว่างก็อีกตั้งสองสามชั่วโมง พอสว่างก็ออกเดินทาง
รอนแรมมาได้ถึงวันที่ ๑๒ เวลาประมาณเที่ยงวันก็ถึงหุบเขาร่มรื่นมาก อยู่ในแดนหมู่ไม้แห่งแคว้นเวทิส มีแม่น้ำน้อย น้ำใสดั่งแก้ว ไหลเอื่อยวกเวี้ยวไปในทุ่งอันเขียวชอุ่มตรงที่ลาดน้อยๆ ซึ่งมีไม้ต้นต่ำออกดอกดกดูดั่งดาดไว้ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ณ ที่แห่งหนึ่ง อยู่ในราวกลางหุบเขา ไม่สู้ห่างจากแม่น้ำน้อยนั้นนัก มีต้นไทรใหญ่ใบหนาทึบ เป็นเงาปกคลุมลานหญ้า ซึ่งเขียวดั่งมรกตให้ร่มรื่น ส่วนรากที่ย้อยลงมาเป็นต้นน้อยๆ มีจำนวนนับได้ตั้งพันต้น กลายเป็นสุมทุมไม้มหึมา สามารถให้กองเกวียนอย่างข้าพเจ้าตั้งสิบเท่า พักอาศัยได้อย่างสบาย
ข้าพเจ้าจำที่นี่ได้ดี ครั้งเมื่อเดินทางผ่านมาทางนี้ในเที่ยวขาไปกรุงโกสัมพี และได้ตกลงใจจะหยุดพักแรม ณ ที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นจึงสั่งให้หยุด ปลดโคออกจากแอกปล่อยให้ลุยลำธารลงไปดื่มน้ำที่ใสเย็น เพราะเมื่อยล้าหิวระหายมานานแล้ว และกินหญ้าอ่อนที่ขึ้นเขียวอยู่สองข้างลำธาร ส่วนคนใช้ก็พากันลงไปอาบน้ำชำระกายให้ชุ่มชื่น แล้วเก็บกิ่งไม้แห้งมาทำฟืนจุดไฟหุงต้มอาหาร ส่วนข้าพเจ้าได้อาบน้ำเบิกบานใจแล้ว ก็นอนแผ่ตามสบายใจใต้โคนไทรตอนที่ร่มรื่นที่สุด ถือเอารากไทยที่ผุดพ้นดินเป็นหมอนหนุนนอนอย่างสำราญ เพื่อจะได้นึกถึงวาสิฏฐี แล้วจะได้เคลิ้มหลับและฝันเห็น ความจริงก็เป็นเช่นนั้นพอม่อยหลับก็ฝันเห็นวาสิฏฐี มาจูงมือข้าพเจ้าเลื่อนลอยขึ้นไปสู่เมืองสวรรค์!
ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะตึงตัง กระทำให้สะดุ้งตกใจตื่น ลืมตาแลเห็นคนถืออาวุธเป็นจำนวนมากมาล้อมแน่น คล้ายกับว่ามีผู้วิเศษนิมิตให้มีขึ้น มิหนำซ้ำตามสุมทุมพุ่มไม้ที่ถัดไปก็มีจำนวนคนเพิ่มกันแน่นมา พวกเหล่านี้เข้ามาถึงเกวียนที่ข้าพเจ้าสั่งให้ล้อมวงต้นไม้ไว้ และกำลังต่อสู้กับคนของข้าพเจ้าซึ่งล้วนเป็นคนเคยชินต่อการนี้ จึ่งได้ต่อสู้ต้านทานด้วยความกล้าหาญ ในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ร่วมมือเข้าไปต่อสู่ด้วย พวกโจรเหล่านี้ที่ถูกข้าพเจ้าประหารเสียก็สองสามคน ขณะนั้นเห็นโจรคนหนึ่ง รูปร่างใหญ่ เคราดกมีหน้าตาดุร้ายน่ากลัวร่างกายตอนบนเปลือย มีนิ้วแม่มือคนร้อยเป็นพวง คล้องคอไว้ เป็นสามสาย ในทันทีทันใดข้าพเจ้าก็ระลึกได้ว่าโจรคนนี้เห็นจะเป็นองคุลิมาลจอมโจรดุร้ายใจทมิฬ เที่ยวปล้นสะดมเผาผลาญบ้านช่องตามนิคมหมู่บ้านมานักต่อนักแล้ว จนที่บางแห่งรกร้างไม่มีใครกล้าอยู่ถ้าพบปะผู้ใดถึงไม่มีความผิด ก็จับฆ่าเสีย แล้วตัดนิ้วแม่มือเอามาร้อยเป็นมาลัยคล้องคอข้าพเจ้าเชื่อว่า วันนี้คงเป็นวาระสุดท้ายของข้าพเจ้า เพราะโจรใจร้ายได้ฟันเอาดาบที่ถืออยู่ในมือข้าพเจ้าหลุดไปทันที ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นแล้วข้าพเจ้าอาจอวดได้ว่า คงไม่สามารถทที่จะฟันดาบจนหลุดจากมือได้ ในไม่ช้าข้าพเจ้าเสียทีถูกล่ามโซ่ทั้งเท้าและมือ นอนกลิ้งอยู่บนดิน มองดูโดยรอบ เห็นคนของข้าพเจ้าถูกฆ่าตายนอนกลิ้งอยู่เกลื่อนกลาด คงเหลือมีชีวิตอยู่แต่คนเดียว คือคนใช้เก่าแก่ของบิดาข้าพเจ้า ซึ่งถูกรุมจับเอาตัวได้โดยไม่ถูกบาดเจ็บอย่างเดียวกับข้าพเจ้า เจ้าพวกโจรรวมกันเป็นหมู่ ออกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองดูข้าพเจ้าด้วยความพอใจ สร้อยคอแก้วตาเสือซึ่งได้เล่าให้ท่านฟังมาแล้วครั้งเมื่อแย่งลูกคลีสาตาเคียรกระชากขาด เป็นสร้อยคอที่มารดาข้าพเจ้าสวมให้เอง เพื่อเป็นเครื่องรางกันภัยในคราวที่จากมารดามานั้น บัดนี้ถูกองคุลิมาลกระชากเอาไปเสีย ร้ายยิ่งกว่านั้น ดอกอโศกที่ข้าพเจ้าติดตัวแนบไว้กับดวงใจแต่คืนที่พบกันบนลานอโศก ก็มาสูญหายไปด้วย ข้าพเจ้านึกว่าที่เห็นเป็นสีแดงน้อยๆ อยู่บนหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำ ไม่ห่างไกลจากข้าพเจ้านัก คงเป็นดอกอโศก แต่ ณ ที่ตรงนั้น เห็นโจรหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งกลับไปกลับมา แบกเนื้อโคที่ฆ่าเอาขึ้นย่างอย่างสุกๆ ดิบๆ ไปส่งเลี้ยงดูพวกเพื่อนที่กำลังร่าเริงกัน ซ้ำเห็นมันเทเหล้าออกจากกระติกดื่มกินกัน เสียงเอะอะราวกับฝูงสัตว์ คราวใด ที่ได้เห็นมันเหยียบย่ำไปบนดอกอโศก ซึ่งจมหายอยู่ภายใต้ฝ่าตีนอันโสมมของมัน ข้าพเจ้ารู้สึกปวดร้าวคล้ายกับมันมาเหยียบย่ำกลางหัวใจ พอมันก้าวย่างพ้นไปแล้ว ยอดหญ้าก็ดันดอกอโศกเผยอขึ้นมาให้เห็นอีก ดูเด่นยิ่งกว่าเก่า แต่ในที่สุดก็สาบสูญไปไม่ได้เห็นอีก ข้าพเจ้ารำพึงว่า ป่านนี้วาสิฏฐีจะมิยืนอยู่ใต้ต้นอโศกบนลานไม้อโศก เพื่อฟังข่าวคราวของข้าพเจ้าหรือ ถ้าต้นอโศกไม่สามารถบอกนางได้ว่าเวลานี้ข้าพเจ้าอยู่ในที่อย่างไรแล้ว ก็จะเป็นการดีหาน้อยไม้ เพราะถ้านางทราบความจริง ไฉนดวงใจอันอ่อนละมุนจะสามารถทนเฉยได้ ห่างจากข้าพเจ้าไปสักสิบสองก้าว องคุลิมาล มหาโจรกำลังเลี้ยงดูอยู่กับบริวารอย่างร่าเริง ซึ่งดื่มเหล้ากันไม่หยุด มองดูหน้าพวกโจรเห็นสีหน้าแดงก่ำขึ้นทุกที คุยกันเอะอะ บางคราวก็ถึงกับทะเลาะแทบจะทุบตีกัน แต่ในพวกโจรเหล่านี้ มีคนหนึ่งที่ไม่กินเหล้าเมามายไปตามด้วย โจรคนนี้ข้าพเจ้าจะได้เล่าต่อไปในภายหลัง
ในเวลานั้น น่าเสียดายอยู่หน่อย ที่ไม่อาจเข้าใจภาษาที่โจรใช้พูดกัน ข้อนี้ จะเห็นได้ว่าความรู้ต่างๆ อย่างใดจะเป็นประโยชน์ใช้ได้ดีที่สุดในเวลาเข้าที่อับจน มนุษย์ไม่อาจทราบได้ ถ้าข้าพเจ้าสามารถฟังคำพูดของพวกมันให้เข้าใจได้ จะดีใจหาน้อยไม่ เพราะเสียงที่มันพูดออกมาดัง เดาว่ามันพูดถึงความเป็นความตายของข้าพเจ้าเป็นแน่ สังเกตหน้าและกิริยาท่าทางของมันเวลาพูด เห็นได้ชัดอย่างน่าวิตกว่ามันแลบลิ้นปลิ้นตามาทางข้าพเจ้าบ่อยๆ ข้าพเจ้าแลดูตัวนาย เห็นแล้วให้ดาลเดือดถึงเรื่องสร้อยค อเครื่องรางของข้าพเจ้า ที่ใช้สำหรับป้องกันทฤษฏิโทษการดูให้ร้าย ซึ่งเวลานี้รู้สึกว่ามันเพ่งดูอย่างน่ากลัว ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนี้ก็ไม่ผิด เพราะต่อภายหลังได้ทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ฆ่าลูกน้องตัวสำคัญของมันตายต่อหน้าต่อตามัน โจรที่ข้าพเจ้าฆ่านี้ได้ความว่าฝีมือเยี่ยมในการใช้ดาบดีกว่าพวกมันทั้งหมด ที่ตัวนายของมันงดเว้นยังไม่ฆ่าข้าพเจ้าเสียในทันทีทันควัน ก็เพราะมันต้องการจะทรมานข้าพเจ้าให้สมแค้น ให้ต้องตายอย่างช้าๆ แต่พวกมันไม่ต้องการจะให้ลาภอันมีราคาของมันคือข้าพเจ้า ซึ่งมันถือว่าเป็นสมบัติกลางต้องสูญหายไปในอากาศอย่างที่นายโจรต้องการคือ ฆ่าเสีย โจรคนหนึ่งหัวโล้น โกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลาดูเป็นทีว่าเป็นนักพรตของพวกมัน คงเป็นตัวการที่ไม่เห็นพ้องกับองคุลิมาล ในการที่จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย และดูเหมือนโจรผู้นี้คนเดียวที่เข้าใจ สามารถเหนี่ยวรั้งความดุร้ายของพวกโจรไว้ได้ ทั้งก็เป็นคนเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าได้พูดไว้ข้างต้น ว่าเป็นผู้ที่ไม่กินเหล้า ในขณะที่เลี้ยงดูกันเมื่อมันโต้เถียงกันเป็นเวลาช้านาน บางคราวถึงกับองคุลิมาล ลุกขึ้นคว้าดาบ เป็นดั่งนี้ก็หลายหน แต่เป็นคราวเคราะห็ดีของข้าพเจ้า ที่ความชนะตกอยู่แก่พวกหวังประโยชน์ในทรัพย์ มากกว่าประโยชน์ในการแก้แค้น
ในที่นี้ควรกล่าวเสียด้วยว่า พวกโจรขององคุลิมาลเป็นโจรชนิดที่เรียกว่า "ผู้ส่ง" ที่เรียกดั่งนี้ เพราะมีธรรมเนียมของมันอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถ้าจับใครไว้ได้สองคน ก็ปล่อยคนหนึ่งไปหาเงินค่าไถ่ตามแต่จำนวนที่มันกำหนดไว้ กล่าวคือถ้ามันจับได้ทั้งพ่อและลูกมันก็ส่งตัวพ่อไปหาเงินค่าไถ่สำหรับลูก ถ้าเป็นพี่น้อง ก็ปล่อยให้ไปคนหนึ่ง ถ้าเป็นศิษย์กับอาจารย์ ก็ปล่อยศิษย์ไป ถ้าเป็นนายกับบ่าว ก็ปล่อยบ่าวไป เหตุฉะนี้ พวกมันจึ่งชื่อว่า "ผู้ส่ง" เมื่อความมุ่งหมายของมันมีเช่นนี้ ตามธรรมเนียมของมัน จึ่งได้เว้นชีวิตคนใช้เก่าแก่ของบิดาข้าพเจ้าไว้คนหนึ่ง นอกนั้นมันฆ่าตายหมด คนใช้คนนี้แม้จะมีอายุมาก ก็ยังแข็งแรงประเปรียวอยู่ มีท่าทางเป็นคนฉลาดชำนาญ ความจริงก็เช่นนั้น เพราะเคยเป็นผู้ควบคุมกองเกวียนไปขายได้ผลดีมาหลายคราวแล้ว
ณ บัดนี้ คนใช้ของข้าพเจ้าพ้นจากเครื่องจองจำได้และมันปล่อยตัวไปเย็นวันนั้นเอง ก่อนไป ข้าพเจ้าได้สั่งเสียเป็นความลับฝากไปถึงบิดาของข้าพเจ้าด้วย ซึ่งพวกโจรไม่ขัดข้อง ด้วยไม่เห็นว่าข้าพเจ้าจะหลอ-กลวงมันได้อย่างไร ส่วนองคุลิมาลนั้น เอาใบตาลมาขีดเขียนเป็นเครื่องหมายสองสามตัวมอบให้คนใช้ของข้าพเจ้า ใบตาลที่ขีดเขียนนี้เท่ากับใบเบิกทางขากลับ เมื่อนำเงินติดตัวมา พบโจรพวกอื่นก็ไม่กล้าทำอันตรายเพราะชื่อเสียงขององคุลิมาลเป็นที่เกรงขามทั่วไป โจรผู้ร้ายที่ว่า กล้าลักปล้นถึงเครื่องราชบรรณาการ ก็หากล้าหาญพอถึงจะแตะต้องของที่เป็นบรรณาการขององคุลิมาลไม่
ในไม่ช้า มันถอดเครื่องจองจำข้าพเจ้าออก เพราะรู้ดีอยู่ว่าข้าพเจ้าคงไม่บ้าพอที่พยายามหนีมันไป ข้าพเจ้าใช้ประโยชน์ในครั้งแรกเมื่อพ้นจากเครื่องจองจำคือรีบตรงไปยังดอกอโศก ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าหายไปในที่ตรงนั้น โอ้อนิจจา! แม้แต่เศษของดอกอโศกก็ไม่เห็น ดูประหนึ่งดอกอันแบบบาง ถูกตีนอันหยาบของพวกมหาโจรเหยียบกระทืบเสียจนเป็นภัสมธุลี นี่จะเป็นลางว่าความสุขในชีวิตของเราจะขาดสะบั้นอยู่เพียงนี้หรือ?
บัดนี้ ข้าพเจ้ามีความสะดวกขึ้นบ้างตามส่วน ได้อยู่กินและย้ายที่ตามไปกับพวกเหล่าร้าย คอยท่าจนกว่าค่าไถ่จะมาถึง ซึ่งกะว่าจะต้องมาถึงภายในระยะเวลาสองเดือน
โดยเหตุที่ในระวางนั้นตกอยู่ข้างแรมเดือนมืด จึ่งมีการปล้นสะดมกันติดๆ ไปเพราะเวลาเหล่านี้ตกอยู่ในระยะกาลที่พระแม่เจ้ากาลีคุ้มครองโจรกรรม เพราะฉะนั้น ตกกลางคืน ที่จะเว้นว่างจากการปล้นการขโมยสักคืนเดียวก็ไม่ได้ ที่ปล้นถึงกับเผาบ้านช่องหมดทั้งหมู่บ้านก็มีหลายคน ตกถึงคืนแรมสิบห้าค่ำ เป็นดิถีสมโภชบูชาพระแม่เจ้ากาลี มีพิธีแสนน่าเกลียดน่ากลัว ไม่ใช่จะฆ่าแต่โคและแพะสีดำ นับจำนวนไม่ถ้วนเอาบูชาเทวรูป ยังซ้ำฆ่าคนที่จับมาได้บูชายัญอีกด้วย ตัวผู้จะถูกฆ่าเอานอนบนแท่นบูชา แล้วแหวะเส้นโลหิตใหญ่ให้โลหิตพุ่งไปเข้าปากเทวรูปร่างร้ายน่าเกลียดน่ากลัว มีหัวกระโหลกคนเป็นสังวาลคล้องศอ ถัดจากนั้นก็มีการร่าเริงร้องรำทำเพลงอย่างอุลามกน่าบัดสี พวกโจรกินเหล้าเมามายกันจนไม่ได้สติ บ้างกรีฑาร่าเริงอยู่กับพวกหญิงเทพทาสี ซึ่งพวกโจรฉุดคร่าพาเอามาจากเทวาลัยเพื่อประโยชน์ในพิธีนี้
ส่วน องคุลิมาล กำลังใจดี ต้องการให้ข้าพเจ้ามีความสุขบ้าง จึ่งจัดนางเทพทาสีสวยคนหนึ่งมาให้ แต่ข้าพเจ้าผู้มีใจจ่ออยู่แต่วาสิฏฐี ไฉนจะมีแก่ใจร่าเริงด้วยหญิงอื่น นางเทพทาสีเห็นข้าพเจ้าไม่ไยดีก็เสียใจร้องให้ องคุลิมาลเห็นก็โกรธ แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันกรากเข้ามาค้ำคอข้าพเจ้า ถ้าไม่มีโจรศีรษะโล้น หน้าเกลี้ยงไม่มีเคราเข้ามาห้ามแล้วข้าพเจ้าเห็นจะถูกเค้นคอตายแน่ โจรศีรษะโล้นพูดสองสามคำ องคุลิมาลก็ปล่อยมือ ซึ่งแข็งกระด้างอย่างเหล็กออกจากคอข้าพเจ้า มีเสียงคำรามราวกับสัตว์ที่ฝึกหัดให้เชื่องไม่ผิดกัน แล้วก็ออกไป
ชายศีรษะโล้นคนนี้ ถึงแม้มือจะยังมีโลหิตติดกรัง เนื่องด้วยทำการบูชายัญเจ้าแม่กาลีอันร้ายกาจ แต่ก็ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้สองครั้งแล้ว
ชายคนนี้เป็นบุตรพราหมณ์ แต่เกิดในเวลาดาวฤกษ์โจรขึ้น จึ่งต้องเลือกอาชีพเป็นโจร ในชั้นแรกเป็นโจรพวกฐัก ภายหลังเพื่อประโยชน์ในทางวิทยาได้เข้าพวกโจร "ผู้ส่ง" ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังต่อไปว่า ที่มีอุปนิสัยไปในทางลัทธิศาสนาก็เนื่องมาจากบิดา เพราะฉะนั้น จึ่งมีหน้าที่สองอย่าง อย่างหนึ่ง เป็นครูผู้ทำพิธีบูชายัญ พวกโจรนับถือมากไม่แพ้ที่นับถือองคุลิมาล ผู้เป็นหัวหน้า เพราะถ้าไปปล้นสะดมได้มาก ก็ถือว่าผู้นี้เป็นผู้ทำการบูชาดี อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้สอนลัทธิศาสนาว่าด้วยวิชาโจร ไม่ใช่จะสอนในวิชาการโจรอย่างเดียว ยังสอนถึงธรรมจรรยาโจรด้วย ตามที่ได้สังเกตรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่เห็นพวกโจรเหล่านี้มีธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว พวกโจรเหล่านี้ก็มีศีลธรรมไม่เลวไปกว่าคนอื่น
การแสดงลัทธิ มักเป็นไปในเวลากลางคือ ในระยะแปดค่ำข้างขึ้น เพราะเป็นเวลาว่างไม่สู้ได้ทำการปล้นนัก จะมีก็นานๆ เป็นพิเศษ พวกโจรชุมนุมกันในที่ว่างเป็นทุ่งกลางป่านั่งล้อมกันเป็นวงอัฒจันทร์ซ้อนกันหลายแถว ส่วนตัวครูซึ่งชื่อ วาชศรพ (วาด-ชะ-สบ) นั่งขัดสมาธิ แสงเดือนฉายแลเห็นศีรษะโล้น ดูไม่ผิดอะไรกับครูผู้สอนพระเวทให้แก่ศิษย์ในอาศรมกลางป่า แต่ว่าศิษย์ผู้ฟังในที่นี้ล้วนมีหน้าดุร้ายคล้ายสัตว์ป่า มากกว่าเป็นศิษย์ ชนิดที่อยู่ในอาศรม ถึงเวลาที่เล่านี้ข้าพเจ้ายังนึกจำได้ชัดเจน ได้ยินเสียงพวกโจรดังหึ่งๆ อยู่ในป่า ดังหึ่งใหญ่แล้วก็เบาลงๆ จนเป็นเสียงคล้ายลมพัด แล้วก็มีเสียงหึ่งใหญ่อีกคล้ายเสือคำราม แต่ที่ได้ยินชัดเจนเหนือเสียงหึ่งคือเสียงวาชศรพ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มดัง อันเป็นทายาทสืบมาจากพราหมณ์อุท์คาดา ผู้อ่านพระเวท แต่ครั้งดึกดำบรรพ์
ในการแสดงลัทธิดั่งนี้ พวกโจรยอมให้ข้าพเจ้าไปฟังด้วย เพราะวาชศรพออกจะชอบๆ ข้าพเจ้า ยิ่งกว่านั้นยังยืนยันว่าข้าพเจ้าเกิดในเวลาดาวฤกษ์โจรขึ้นเหมือนกัน จึ่งเห็นว่าวันหนึ่งคงจะได้มาเป็นโจรพวกเดียวกัน เป็นการสมควรฟังการแสดงนี้ไว้ จะได้เป็นอุปนิสัยต่อไป
เพื่อให้ท่านทราบการแสดงลัทธิ ว่ามีข้อความอย่างไร จะขอสาธยายข้อความบางตอนซึ่งเป็นอรรถกถาแก้กาลีสูตรของโบราณ อันเป็นรหัสยลัทธิของพวกโจร และเป็นอรรถกถาที่สำคัญที่สุด
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
|
ขณะนี้มี 26 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
:: เว็บสหธรรมิก ::