Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_other arrow กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 10
แย่มากดีมาก 
นักเขียนอื่นๆ
สารบัญบทความ
กามนิต-วาสิฏฐี (ตอนที่ ๑)
คำนำ
๑.พระพุทธเจ้า เสด็จกลับเบญจคิรีนคร
๒.พบ
๓.สู่ฝั่งแม่คงคา
๔.สาวน้อยผู้เคาะคลี
๕.รูปวิเศษ
๖.บนลานอโศก
๗.ในหุบเขา
๘.ดอกฟ้า
๙.ใต้ดาวโจร
๑๐.รหัสยลัทธิ
ต่อ...ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๑
ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๓
ตอนที่ ๔
ตอนที่ ๕

 


๖.บนลานอโศก

ตกกลางคืนอากาศมืดแล้ว ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีเข็มขัดคาดรัดกุม มือถือดาบ มุ่งตรงไปทางด้านตะวันตกแห่งปราสาทอันมโหฬารของนายช่างทอง ที่ตรงนั้นอยู่เชิงเขา ข้างล่างเป็นซอกเขาลึกมาก ถัดสูงขึ้นไป คือลานที่เราจะลอบขึ้นไป ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์ใช้ลำไม้ไผ่ซึ่งเตรียมเอามาด้วยพาดโยนตัวขึ้นไปได้ ตอนนั้นมืดจัดจึงไต่กำแพงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งได้ง่าย พ้นกำแพงเข้าไปถึงลานกว้างใหญ่ ประดับประดาด้วยปาล์มและต้นอโศก ขนัดด้วยต้นไม้ดอกต่างๆ ซึ่งในขณะนั้นต้องแสงเดือน แลดูเห็นขาวเป็นทางๆ

 

ถัดเข้าไปไม่สู้ไกลนัก นางสาวตางงามผู้เล่นคลียอดหัวใจข้าพเจ้า นั่งอยู่บนม้ายาวเคียงข้างหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ดูดั่งพระลักษมีเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ พอได้เห็น ข้าพเจ้าก็เริ่มตัวสั่นสะท้าน ต้องเข้าไปพิงเสมากำแพงยันตัวไว้ รู้สึกว่าหินอ่อนที่ข้าพเจ้าไปเกาะสัมผัส เย็นชื่นช่วยแก้ให้หัวใจที่สั่นสะท้านค่อยทุเลาลง

 

ระวางนั้น โสมทัตต์ตรงรี่เข้าไปหาคู่รักของตน ส่วนคู่รักก็ลุกขึ้นมาต้อนรับออกเสียงอุทานแต่เบาๆ

 

ข้าพเจ้าเห็นเขาเป็นเช่นนั้น ก็เตรียมตัวสงบใจให้หายอุธัจ เพื่อเข้าไปหานางผู้หาที่เปรียบมิได้ของข้าพเจ้าบ้าง เมื่อเห็นนางคนแปลกหน้าเข้ามาหา ก็ลุกขึ้นทำกิริยารวนเรว่านางควรจะอยู่ที่นั่นหรือว่าควรจะไปเสีย ส่วนดวงตาดูราวกับตากวางเมื่อตกใจ เหลือบชม้ายดูข้าพเจ้าไม่หยุด กายก็สั่นดังลดาชาติที่ถูกลมอ่อนๆ โบกฉะนั้น ว่าถึงตัวข้าพเจ้ายืนจังงัง ผมยุ่งเหยิง ตาก็เหม่อมอง พยายามพูดหลุดปากออกมาได้ ๒-๓ คำ ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเป็นบุญที่มีหวังมาได้พบ นางสังเกตเห็นกิริยาข้าพเจ้ามีสะทกสะท้าน ก็ค่อยสงบความรวนเรใจ ทรุดลงนั่งบนม้าอีก แล้วยกหัตถ์ดั่งดอกบัวขึ้นน้อยๆ ชี้ที่ตรงข้างที่นางนั่ง เชิญให้ข้าพเจ้านั่ง กล่าววาจาด้วยเสียงอ่อนหวานว่า นางมีความพอใจที่สามารถได้แสดงความขอบใจข้าพเจ้า ที่ได้โยนลูกคลีกลับขึ้นมาให้ได้อย่างชำนาญมาก โดยนางไม่จำเป็นต้องหยุดเล่นในระวางถวายก็จะไม่ได้ ซ้ำเทวีที่เคารพก็จะทรงพิโรธด้วย อย่างน้อยอาจสาปนางไม่ไห้ได้รับความสุขใจเลย ข้าพเจ้าตอบคำแสดงว่าานางไม่จำเป็นต้องขอบคุณเพราะที่ได้กระทำไปแล้วนั้น ก็เพื่อใช้โทษในความผิด

 

ข้าพเจ้าสังเกตว่านางยังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของข้าพเจ้า จึงหาญอธิบายว่า เพราะด้วยประสบตากัน จึ่งทำให้นางตีลูกคลีพลาดกระเด็นออกมานอกเวที อันเป็นความผิดของข้าพเจ้าแท้ๆ นางมีพักตร์แดงด้วยโลหิตขึ้น ไม่ยอมรับในข้อที่ว่าข้าพเจ้าได้ทำความผิด เพราะข้อนั้นหาเป็นเหตุให้นางตีลูกคลีพลาดไม่

 

ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าดวงตาของตนที่เพ่งดูความงาม และความชำนาญของนางด้วยอาการตะลึง บางทีจะเป็นเหตุให้ลูกคลีกระดอนออกมานอกเวที นางตอบว่าพูดอะไรเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้าคงได้เคยเห็นนางงามที่เล่นคลีชำนาญยอดเยี่ยมกว่านาง ที่ในเมืองของข้าพเจ้ามาแล้วมากต่อมาก

 

ตามที่นางกล่าวนี้ แสดงว่าถ้อยคำของข้าพเจ้าที่กล่าวแก่โสมทัตต์ไว้ รั่วมาเข้าหูนางแล้ว เมื่อนึกถึงที่ได้พูดไว้ว่า นางที่ชำนาญการเล่นคลีในเมืองข้าพเจ้ามีถมไป อันเป็นวาจาที่ข่มกันอยู่สักหน่อย ทำให้รู้สึกสะท้านร้อนสะท้านหนาว ต้องรีบแก้ตัวออกรับรองว่า ถ้อยคำที่ได้กล่าวกับโสมทัตต์นั้น ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ที่พูดออกไปเช่นนั้นก็ด้วยความไม่อยากจะให้โสมทัตต์ทราบความจริงในใจข้าพเจ้า ข้อแก้ตัวนี้ นางไม่เชื่อหรือแกล้งไม่เชื่อข้าพเจ้าในเวลานั้นหายอุรัจแล้ว พล่อยปากแสดงความรักใหญ่ ได้บอกว่าในวันแรกที่ได้เห็น ดวงใจร้าวด้วยต้องศรดอกไม้ของกามเทพแผลงมาดั่งห่าฝน ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าเราทั้งสองคงมีบุพเพสันนิวาสด้วยกันมาในชาติก่อน ความรู้สึกแต่วันแรกที่พบกันจึ่งเป็นได้ถึงเพียงนี้

 

ข้าพเจ้าได้กล่าววาจาแสดงความรักด้วยชะล่าใจเสียยกใหญ่ จนที่สุดนางใจอ่อนซบหน้าร้องไห้อยู่กับอกข้าพเจ้า ออกวาจากระอ้อมกระแอ้มฟังไม่ได้ชัด แต่ก็ทราบได้ในกิริยาว่ารับรักของข้าพเจ้า และยอมรับว่านางก็มีความรักข้าพเจ้า แต่วันที่ได้พบกันถ้าหากเมทินีไม่นำรูปมาให้ดูทันกัน ป่านนี้นางคงสิ้นใจตายเพราะด้วยความรักเสียแล้ว

 

เราได้พร่ำแสดงความรักกันโดยมิเบื่อ รู้สึกว่าแทบจะสุดสวาทขาดใจลงด้วยความรักซึ่งมีอยู่แก่กัน ทันใดนั้น ระลึกถึงเรื่องที่จะต้องจากกันในวันรุ่งเช้าขึ้น ก็ใจหาย คล้ายๆ กับว่ามีเงามืดเข้ามากั้นขวางความสุขของเรา คิดแล้วก็ต้นตื้นทอดถอนใจยาว

 

วาสิฏฐีเห็นข้าพเจ้าถอนใจก็ตกใจซักถาม ครั้นข้าพเจ้าเล่าเหตุให้ฟัง นางก็ทรุดตัวลงบนเก้าอี้คล้ายจะเป็นลม แล้วร้องไห้สะอื้นมิหยุด ข้าพเจ้าพยายามเล้าโลมใจให้คลายความโทมนัสสักเท่าไรก็ไม่บรรเทา รับรองว่าพอสิ้นฤดูฝนก็จะรีบกลับมาโกสัมพี และคราวนี้จะไม่พรากจากไปอีก ถึงแม้ว่าจะต้องเป็นคนงานได้รับตรากตรำลำบากอยู่ในเมืองนี้ตลอดชีพก็ตาม ก็เต็มใจอยู่ด้วยความยินดี จะรับรองอย่างนี้และอย่างอื่นสักเท่าไรดูเหมือนรับรองกับลม เพราะไม่ทำให้นางหายโศกสร้อยได้ แท้จริงความรันทดของข้าพเจ้าก็ไม่น้อยไปกว่า พอนางสะอีกสะอื้นน้อยลง ก็ถามทั้งน้ำตาว่า มีความจำเป็นที่สุดหรือจึ่งต้องไปแต่เช้า? พอพบปะกันไม่ทันไรก็จะไปเสียดั่งนี้ ข้าพเจ้าได้พยายามอธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องจากไปอย่างละเอียดลออ แต่นางดูเหมือนไม่ฟัง หรือฟังไม่เข้าใจ เป็นแต่บอกว่า ที่ข้าพเจ้าจะรีบกลับไปนั้นนางเห็นแล้ว ว่าข้าพเจ้าคงคิดถึงบ้าน คิดถึงบรรดานางงามที่ชำนาญเล่นคลี ดั่งที่ข้าพเจ้าได้เคยพูดไว้แต่ก่อนนี้

 

ข้าพเจ้าจะรับรองคัดค้านหรือสาบานอย่างไรก็ตามทีเถิด นางยังยึดความเข้าใจผิดของนางไว้ น้ำตากลับไหลออกมากขึ้น ใครบ้างที่จะไม่รู้สึกประหลาดใจในกิริยาของข้าพเจ้า ต่อมามิช้า ข้าพเจ้าถึงกับทรุดตัวลงที่บาทนาง พลางยกแขนที่เรียวงามขึ้นจุมพิต น้ำตาก็ร่วง ปากก็กล่าวว่าข้าพเจ้าให้สัญญาว่าจะไม่จากไปแล้ว วาสิฏฐีดีใจโผลงโอบคอข้าพเจ้าไว้ จุมพิตข้าพเจ้าเสียยกใหญ่ จนหัวเราะออกมาได้ ดั่งนี้จะมีชายไรอีกเล่าที่มีความสุขเบิกบานใจไปยิ่งกว่าข้าพเจ้าในขณะนั้น นางได้พูดว่า "ดูทีหรือ ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้? นี่ก็แสดงว่าเรื่องที่จะไปไม่สู้สำคัญ" ข้าพเจ้าได้อธิบายความจำเป็นอย่างละเอียดให้ฟังอีก แต่นางเอามือปิดปากข้าพเจ้าเสีย บอกว่านางได้ทราบแล้วว่า ข้าพเจ้ามีความรักนางเพียงไร ที่ได้พูดถึงผู้หญิงในเมืองของข้าพเจ้านั้น เป็นการพูดเย้าเล่น ไม่หมายความจะให้เป็นจริงดอก ความรักอันดูดดื่มของเราทั้งสอง กระทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ล่วงไปคล้ายเวลาในความฝัน และคงจะไม่สิ้นสุดความสุขวิเศษไปได้ หากไม่มีโสมทัตต์และเมทินีที่ลุกขึ้นมาบอกว่าดึกมากแล้ว ควรกลับเสียที

 

เมื่อกลับมา เห็นสิ่งของที่จัดเตรียมไว้อยู่พร้อม ณ ลานบ้านของโสมทัตต์แล้ว ข้าพเจ้าเรียกหัวหน้าคุมเกวียนเข้ามาหา สั่งว่าให้รีบไปหาท่านราชทูตโดยเร็วที่สุด เรียนท่านว่าข้าพเจ้าเสียใจด้วยจัดธุระยังไม่เสร็จจะต้องรออยู่ก่อน เพราะฉะนั้น จะต้องเลิกความคิดออกเดินทางไปกับท่านราชทูต ขอแต่ให้ท่านราชทูตกรุณาส่งข่าวความเคารพของข้าพเจ้าให้บิดามารดาทราบด้วย การนอกนั้นแล้วแต่ท่านจะโปรด

 

ข้าพเจ้าเอนตัวลง เพื่อผ่อนกายพักหลับไปเสียครู่ พอล้มตัวนอนก็พอดีท่านราชทูตมาหา ข้าพเจ้าตกใจเหลือประมาณ ออกไปต้อนรับท่าน ก้มลงเคารพอย่างสูง ส่วนท่านราชทูตพูดเป็นเสียบังคับ ซึ่งแต่ก่อนร่อนชะไรมาข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน สั่งให้ข้าพเจ้าตามท่านไปทันที

 

ข้าพเจ้าตอบละล่ำละลักว่า ธุระสำคัญยังไม่ทันเสร็จ แต่พูดยังไม่ทันหมดประโยคท่านก็บังคับให้หยุด

 

ท่านบริภาษว่า "เหลวไหล เหลวใหญ่เสียแล้ว ธุระอะไร เรื่องกล่าวเท็จขอให้พอกันทีนี่เจ้าเข้าใจว่าเราไม่รู้เรื่องธุระบ้า ๆ อะไรของเจ้าหรือ? อ้ายเด็กหัวดื้อแก้ตัวว่ายังไปไม่ได้ในทันทีทันใดดั่งนี้ ถึงข้าไม่ได้เห็นเกวียนของเจ้าที่เตรียมบรรทุกของไว้เสร็จแล้ว ข้าก็ต้องรู้ว่าเอ็งโกหก"

 

เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ข้าพเจ้าจะต้องยืนตัวสั่นเลือดขึ้นหน้าด้วยความอาย เพราะความจริงใจมันก็เป็นอย่างเช่นที่ท่านกล่าว แต่ในเรื่องที่บังคับให้ไปกับท่านโดยทันทีนั้น ท่านถูกข้าพเจ้ายืนกราน ขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม กระทำให้ท่านผิดคาดไม่นึกว่าจะเป็นไปได้ เมื่อท่านเห็นบังคับไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นขู่ ที่สุดเห็นว่าไม่สำเร็จก็กลายเป็นปลอบเตือนสติ ว่าที่บิดามารดาตัดใจให้ข้าพเจ้ามาเมืองนี้ ก็เพราะเชื่อว่าข้าพเจ้าต้องได้รับความคุ้มครองจากท่าน เพราะฉะนั้น การกลับก็คงต้องกลับกับท่าน

 

มิไยท่านจะพูด ก็คงไม่สมประสงค์ เพราะข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า เมื่อกลับไปแล้วกว่าจะได้กลับมาเห็นหน้าคู่รักอีก ก็ต้องรอจนกว่าทางบ้านเมืองของข้าพเจ้าส่งราชทูตมาครั้งหลังซึ่งคงเป็นเวลาอีกช้านาน เป็นอันไปไม่ได้ ต้องแสดงความสามารถของข้าพเจ้าให้ท่านบิดาเห็นว่า ลำพังข้าพเจ้าคนเดียวก็อาจคุมเกวียนฝ่าความลำบากและอันตรายไปได้เหมือนกัน

 

เป็นความจริง ซึ่งท่านราชทูตได้อธิบาย ถึงภัยอันตรายต่างๆ อย่างน่ากลัวในระหว่างทางที่จะไป แต่คำพูดของท่านไม่เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเลย ในที่สุดท่านเกิดโทสะ ออกไปเสียเฉยๆ ทั้งนี้มิใช่ความผิดของท่าน และข้าพเจ้าจะต้องได้รับผลอย่างเจ็บแสบเป็นที่สุดเพราะด้วยความหัวดื้อนี้ สำหรับในเวลานั้น กลับรู้สึกโล่งใจเท่ากับได้ปลดความหนักออกจากบ่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะมอบกายใจให้ไว้แก่ความรักของข้าพเจ้าได้บริบูรณ์ นึกอิ่มเอิบใจเช่นนี้ ทำให้ล้มตัวลงนอนหลับได้ง่าย ไปตื่นขึ้นต่อเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวไปยังลานซึ่งมีคู่รักรอคอยเราอยู่

 

ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์ได้ไปหาคู่รักทุกคืน ยิ่งคืนข้าพเจ้ากับวาสิฏฐีผู้ประสบขุมทรัพย์ใหม่ๆ อันเกิดต่อความร่วมรักของเรา ยิ่งทวีความที่อยากพบกันมากขึ้นทุกที ดวงจันทร์ฉายแสงดูยิ่งสว่าง หินอ่อนรู้สึกว่ายิ่งเย็นชื่นใจ กลิ่นดอกมะลิซ้อนหอมเย็นยิ่งขึ้น เสียงนกโกกิลายิ่งโหยหวน เสียงลมพัดถูกกิ่งปาล์ม ทำให้วังเวงมากขึ้น ตลอดจนกิ่งอโศกที่แกว่งไกวก็มีเสียงดูดั่งจะกระซิบกระซาบกัน สิ่งเหล่านี้เห็นจะไม่มีเหมือนแล้วตลอดโลก!

 

เฮอ! ถึงเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ายังระลึกและจำต้นอโศกเหล่านั้นได้แม่นยำ ว่ามีอยู่เรียงกันเป็นแถวตลอดไปตามยาวของลานนั้น และใต้ต้นอโศกเหล่านี้ เราทั้งสองเคยประคองพากันเดินเล่น จนเราไห้สมญาลานนั้นว่า "ลานอโศก" เพราะต้นไม้ชนิดนั้นกวีให้ชื่อว่า "อโศก" หรือบางทีเรียกว่า "สุขหฤทัย" ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นต้นอโศกที่ไหนใหญ่โตงามเหมือนกับที่มีอยู่บนลานนั้น ใบซึ่งคอยสั่นไหวอยู่เสมอ เห็นเป็นเลื่อมพรายเงินเมื่อต้องแสงจันทร์เมื่อลมโชยมาก็มีเสียงปานว่า หนุ่มสาวกระซิบกัน เวลานั้นแม้จะย่างเข้าสู่วสันตฤดู คงยังแตกดอกออกช่อเป็นสีแดงบ้างเหลืองบ้าง แก่อ่อนสลับกันไป ดูก่อนท่านภราดา จะด้วยอะไรเล่าต้นอโศกเหล่านั้นจะไม่งดงามแตกดอกออกช่อชูไสว ทั้งนี้เพราะควงต้นรับกระแสรอยบาทของนางงามเหยียบย่างไปมาอยู่เนืองนิตย์

 

คืนอันน่าพิศวงคืนหนึ่ง พระจันทร์กำลังเต็มดวง ซึ่งข้าพเจ้านึกถึงในเวลานี้ ดูเหมือนว่าเพิ่งล่วงไปเมื่อวานนี้ ข้าพเจ้ายืนอยู่ใต้ต้นอโศกกับวาสิฏฐีคู่รัก ถัดออกไปทางหุบเขาซึ่งมืดครึ้มด้วยเงาไม้ เราทั้งสองมองชมภูมิประเทศที่เลยพ้นออกไปจนสุดสายตา เห็นแม่น้ำสองสายไหลคดเคี้ยวขนานกันไป ดูดั่งแถบเงินอันอร่ามแผ่ไปบนที่ราบ แล้วก็ไปประจบกันตรงที่ศักดิ์สิทธ์แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า "จุฬาตรีคูณ" เพราะเชื่อว่า "แม่คงคาแดนสวรรค์" ลงมาร่วมกับแม่น้ำทั้งสองที่ตรงนี้ อันว่าทางช้างเผือกที่เห็นเป็นทางขาวในท้องฟ้าที่ในเมืองนั้นเขาเรียกกันว่า "สวรรค์คงคา" วาสิฏฐียกมือขึ้นชี้ไป ณ ที่เห็นเป็นทางสว่างขาวอยู่เหนือยอดไม้

 

ครั้นแล้ว เราพูดถึงมหาบรรพตหิมพานต์ ซึ่งอยู่ไปทางทิศเหนือและซึ่งแม่คงคาไหลลงมาทางนั้น อันมหาบรรพตหิมพานต์นี้ มียอดปกคลุมด้วยหิมะเป็นนิตย์ ย่อมเป็นที่สถิตของทวยเทพ ตามป่าใหญ่และเหวลึกของหิมพานต์ ก็เป็นที่บำเพ็ญพรตของเหล่ามหามุนี ยิ่งกว่านี้เราพูดถึงแถวทางที่แม่น้ำยมุนาผ่านไหลมา และสาวไปถึงต้นแห่งแม่น้ำนั้น เมื่อนึกแล้วก็บังเกิดปีติยินดี ถึงกับข้าพเจ้าเปล่งอุทานวาจาออกมาว่า "เออหนอ! ถ้าเรามีนาวาทิพย์ทำด้วยมุกดา มีความปรารถนาเป็นใบ มีความอำเภอใจเป็นหางเสือ ได้แล่นเรือลอยละล่องไปในแม่น้ำนั้นขึ้นไปถึงต้นน้ำ แล้วขอให้เมืองหัสดินบุรีที่ล่มจมสาบสูญไปแล้วผุดขึ้นมาอีก ให้ได้ยินเสียงผู้คนในราชวังเฮฮาเล่นสกากัน ขอให้ทรายในกุรุเกษตรทุ่งใหญ่บันดาลวีรบุรุษที่ตายในสมรภูมินั้นกลับเป็นขึ้นมา ให้ได้เห็นภีษมะ ท่านผู้เฒ่ามีเกษาหงอกขาวสวมเกราะเงินยืนตระหง่านอยู่บนรถรบ กำลังแผลงศรผลาญปรปักษ์ ให้ได้เห็นพระกฤษณะเป็นสารถีขับรถเทียงด้วยม้าขาว ๔ ตัว ให้พระอรชุนเข้าสู่กลางสมรภูมิ เออ! นึกๆ ก็น่าอิจฉาท่านราชทูตที่เป็นผู้อยู่ในวรรณะกษัตริย์ และเคยเล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของท่านได้เข้าร่วมกระทำสงครามในคราวนั้นด้วย แต่ช่างเถิด แม้เราเป็นบุตรพาณิชไวศยวรรณ ก็มิใช่จะละเลยต่อวิชานักรบเสียทีเดียว ได้เคยฝึกหัดชำนิชำนาญมาเหมือนกัน ถ้ามีดาบอยู่ในมือก็ย่อมสู้ใครๆ ได้ทั้งนั้น ไม่ถอยหนีเลย"

 

วาสิฏฐีสวมกอดข้าพเจ้าด้วยความพอใจ และเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นวีรบุรุษของนางและว่า ที่จริงข้าพเจ้าอาจได้เกิดเป็นวีรบุรุษแล้วคนหนึ่ง ครั้งมหาภารตยุทธ์ แต่จะได้เกิดเป็นวีรบุรุษคนไหนจะระลึกยังไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถได้กลิ่นหอมแห่งต้นประวาลพฤกษ์ (ในแดนสวรรค์) เหตุด้วยกลิ่นดอกอโศกฟุ้งตลบกลบเสียหมด

 

ข้าพเจ้าขอร้องไห้นางเล่าถึงลักษณะความหอมแห่งต้นไม้นั้น เพราะยังไม่เคยได้ทราบ นางจึ่งเล่าเรื่องให้ฟังว่าครั้งหนึ่งพระกฤษณะทรางทำสงคราบกับพระอินทร์ รุกไล่ตามขึ้นไปถึงสวรรคโลก แล้วได้ต้นประวาลพฤกษ์ที่ปลูกไว้บุสวรรค์ เอาลงมาปลูกไว้ในส่วนของพระกฤษณะ ต้นประวาลมีดอกสีแดงเข้ม ส่งกลิ่นไปรอบปริมณฑลได้ไกลถ้าใครได้กลิ่นดอกประวาล ก็จะระลึกชาติที่ล่วงไปแล้วนมนานได้ทุกชาติ

 

นางกล่าวต่อไปว่า "แต่ก็มีฤษีเท่านั้นที่สามารถจะได้สูดกลิ่นหอมนี้ในมนุษยโลก" "แต่เราทั้งสองคงจะไม่ได้เป็นฤษี ช่างเถิด ถึงเราจะไม่ใช่พระนลและนางทมยันตี เราก็เชื่อแน่ว่าเราทั้งสองย่อมมีความรักไม่แพ้ท่านทั้งสอง หรือบางทีความรักและความมอบไว้ใจกันนั้นเป็นของจริง มีจริง เว้นแต่จะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนชื่อเรียกเท่านั้น ความรักและความไว้ใจทั้งสองประการนี้ เปรียบได้ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะแห่งพิณ ซึ่งเราทั้งสองเป็นผู้ดีด แม้พิณจะขาดสาย ก็ขึ้นสายใหม่ได้ ส่วนเสียงเพลงอันไพเราะก็ยังคงไพเราะอยู่อย่างเดิม จริงอยู่ เสียงเพลงแห่งพิณเครื่องหนึ่ง ย่อมจะไม่เหมือนกันกับเสียงของพิณอีกเครื่องหนึ่ง เช่นพิณอันใหม่ของฉัน ย่อมมีเสียงหวานเพราะยิ่งกว่าพิณอันเก่าอย่างไรก็ดี เราทั้งสองก็เป็นเหมือนดั่งพิณ ที่มีเทพเป็นผู้ดีด กระทำให้เกิดเสียงหวานเพราะขึ้นได้พิณนั้น"

 

ข้าพเจ้าค่อยๆ โอบนางแนบไว้กับอก รู้สึกซาบซึ้งในถ้อยคำที่กล่าวนี้ นางยิ้มและคงทราบความในใจของข้าพเจ้า แล้วพูดต่อไปว่า "ที่จริง ฉันไม่ควรจะคิดเห็นเป็นเช่นนั้นฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ได้กล่าวคำว่าด้วยความคิดคล้ายๆ เช่นนี้ กระทำให้พราหมณ์ผู้เป็นครูประจำตระกูลโกรธเคืองใหญ่ บอกว่า หน้าที่คิดควรให้ไว้กับพราหมณ์ ผู้หญิงควรมีหน้าที่เพียงบูชากราบไหว้พระกฤษณ์เท่านั้น เมื่อผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้คิด แต่ก็คงไม่ถูกห้ามในเรื่องความเชื่อ เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ฉันเชื่อว่าเราทั้งสอง คือ พระนลและนางทมยันตีเป็นแน่แท้"

 

นางยกมือขึ้นบูชาต้นอโศกซึ่งอยู่ตรงหน้า กำลังมีดอกออกช่อไสว แล้วกล่าวคำดั่งที่นางทมยันตีเคยกล่าว เมื่อระหกระเหินรับความวิปโยค เที่ยวตามหาพระนลอยู่ในกลางป่าได้ร้องถามต้นอโศกว่า:-

 

"อ้าดูอโศกนี้ ศรีไสววิไลตา

 

อยู่หว่างกลางพนา เป็นสง่าแห่งแนวไพรฯ

 

ชุ่มชื่นรื่นอารมณ์ ลมเพยพัดระบัดใบ

 

ดูสุขสนุกใจ เหมือนแลดูจอมภูผาฯ

 

อโศกดูแสนสุข ช่วยดับทุกข์ด้วยสักครา

 

โศกเศร้าเผาอุรา อ้าอโศกโรคข้าร้ายฯ

 

อโศกโยกกิ่งไกว จงตอบไปดั่งใจหมาย

 

ได้เห็นพระฦาสาย ผ่านมาบ้างฤาอย่างไร

 

พระนั้นชื่อพระนล ผู้เรืองรณอริกษัย

 

เป็นผัวนางทรามวัย นามนิยมทมยันตีฯ"

 

-พระราชนิพนธ์พระนลคำหลวง สรรคที่ ๑๒

 

เมื่อวาสิฏฐีกล่าวคำของนางทมยันตีแล้ว ก็เงยหน้าดูข้าพเจ้าด้วยดวงตาอันอ่อนหวานเต็มไปด้วยพิศวาส มีหยาดน้ำตาที่ต้องแสงจันทร์ส่อง ดูใสเหมือนแก้ววิเชียร และพูดด้วยกระแสสั่นต่อไปว่า:-

 

"เมื่อเธอจากไป และอยู่ห่างไกลแสนไกลจากที่นี่ ขอให้ระลึกถึงภาพความสุขของเราซึ่งมีอยู่ในขณะนี้ แล้วจงนึกว่า ฉันยืนอยู่ตรงนี้ กำลังไต่ถามข่าวคราวจากต้นอโศก ผิดกันแต่ฉันไม่ได้บอกชื่อแก่ต้นอโศกว่า พระนล แต่บอกชื่อว่า กามนิต"

 

ข้าพเจ้าโอบกระหวัดนางไว้แนบแน่น ริมฝีปากต่อริมฝีปากใกล้ชิดสนิทแนบเสียวกระสันเต็มตื้นใจ ไม่สามารถจะสรรคำอะไรมากล่าวได้ถูกต้อง

 

ทันใดนั้น มีเสียงอะไรร่วงลงมาจากยอดต้นไม้ที่อยู่เหนือเรา สักครู่ก็เห็นดอกไม้สีแดงลอยลงมาถูกแก้มเราทั้งสอง ซึ่งเยิ้มชุ่มด้วยน้ำตาแห่งความรัก วาสิฏฐีหยิบขึ้นมาดม ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วส่งให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับเอามาแนบไว้กับอก

 

ดอกไม้ต้นอื่นๆ ก็ร่วงหล่นตลอดแนว เมทินีซึ่งนั่งอยู่ข้างโสมทัตต์ที่บนม้าไม่ห่างไกลไปจากเรานัก ลุกขึ้นไปเก็บดอกอโศกมาหลายช่อ แล้วเดินเข้ามาหา บอกว่า:-

 

"ดูซี น้อง ดอกกำลังจะเริ่มถึงเวลาร่วงแล้ว อีกไม่ช้าคงเก็บไปต้มสำหรับหล่อนอาบน้ำได้พอ"

 

โสมทัตต์สหายเสือกของข้าพเจ้าพูดสอดขึ้นว่า "อะไร! ดอกไม้เหลืองนี่หรือ? วาสิฏฐีคงไม่เอาไปต้มน้ำอาบดอก ขอรับรองว่านางคงจะใช้ต้มสำหรับอาบ ก็แต่ดอกที่เป็นสีแดงชนิดที่กามนิตสหายเรากำลังเอาแอบซ่อนไว้ในเสื้อ เพราะสีเหลืองหญ้าฝรั่นคือความรักเห็นได้ง่าย แต่ว่าจางเร็ว ส่วนสีแดงชาด ถ้าสีไม่ตกก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายในตัว" แล้วตัวเขากับเมทินีก็หัวเราะเป็นนัยๆ

 

วาสิฏฐียิ้มน้อย ตอบอย่างเบา แต่ทว่ากดมือข้าพเจ้าไว้แน่น ว่า:-

 

"ท่านโสมทัตต์ ท่านเข้าใจผิดถนัด ความรักของฉันจะเปรียบด้วยสีดอกไม้ไรๆ ไม่ได้ เพราะว่าฉันได้ยินกล่าวกันว่า ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่สีแดง ย่อมมีสีดำดั่งสีนิลเหมือนดั่งสีศอพระศิวะ เมื่อทรงดื่มพิษร้ายเพื่อรักษาโลกไว้ให้พ้นภัย ความรักแท้จริงต้องสามารถต้านทานพิษแห่งชีวิต และต้องเต็มใจยอมลิ้มรสที่ขมขื่นที่สุด เพื่อเสียสละให้ผู้ที่เรารักคงชีพอยู่ และเพราะความขมขื่นที่สุดนี้ ความรักย่อมเต็มใจเลือกเอาสีนิลคือความขมขื่นไว้ ดีกว่าจะเลือกเอาสีอื่น คือมุ่งแต่จะหาความบันเทิงสุขอย่างเดียว

 

วาสิฏฐีคู่รักของข้าพเจ้า ได้พูดเป็นหลักนักปราชญ์ที่ใต้ต้นอโศกด้วยประการฉะนี้



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 26 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
ขณะนี้มี 31 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

หนังสือมาใหม่


Top