วันเวลาปัจจุบัน 24 ส.ค. 2019, 09:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 11:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ทศบารมีวิภาค - อุเบกขาบารมี
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์)
วัดบรมนิวาส ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร


อิทานิ จาตุทฺทสี ทิวเส สนฺนิปติตาย พุทฺธปริสาย กาจิ ธมฺมิกถา กถิยเต,
อิโต ปรํ อุเปกฺขาปารมึ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ภาสิสฺสามีติ
อิมสฺส ธมฺมปริยายสฺส อตฺโถ สาธายสฺมนฺเตหิ สกฺกจฺจํ โสตพฺโพติณ


วันนี้เป็นวันจาตุททสีดิถีที่ ๑๔ ค่ำ แห่งกาฬปักษ์ เป็นวันธัมมัสสวนะ
สำหรับพุทธบริษัทมาประชุมสันนิบาต
เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาตามกาลนิยม ซึ่งมีมาในพระธรรมวินัย
เมื่อพร้อมด้วยสันนิบาตได้พร้อมกันไหว้พระสวดมนต์
สมาทานศีล เสร็จกิจในเบื้องต้นแล้ว

เบื้องหน้าแต่นี้ พึงตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา
ให้สำเร็จเป็นธรรมสวนามัยกุศล เป็นผลอันพิเศษ
ด้วยการฟังพระธรรมเทศนา
เป็นการบำรุงศรัทธาและปัญญาของตน ให้เจริญขึ้นโดยลำดับ


ด้วยพระธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นดวงประทีปสำหรับส่องให้โลกสว่าง ด้วยโลกคือหมู่สัตว์มืดมน
มหนธการด้วยอำนาจอวิชชาโมหะครอบงำทำให้ปัญญาทุพลภาพ
มุ่งแต่ลาภและยศสรรเสริญความสุข
เมาในวัยว่าตนยังหนุ่ม เมาในความไม่มีโรค เมาในชีวิต
ไม่คิดถึงความตาย แสวงหาแต่วัตถุที่จะเอาไปตามตนไม่ได้
ข้อนี้ไซร้สำเร็จมาแต่การขาดการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา
อันเป็นโอวาทศาสนาคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความจริงในสยามประเทศนี้ นับว่าเป็นหลักของพระพุทธศาสนา
ด้วยพระพุทธศาสนาตกเข้ามาประดิษฐาน
อยู่ในประเทศสยามนมนานกว่า ๒,๐๐๐ ปีแล้ว

แต่ก็เป็นที่น่าอัศจรรย์
ด้วยว่าแต่บรรดาพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ของชาวสยาม
ต้องเป็นอรรคศาสนูปถัมภก สืบขัติยวงศ์มามิได้ขาด
ตั้งต้นแต่นครเชียงแสนเชียงราย
มากระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นปัจจุบันบัดนี้
แต่นั่นแหละ อาศัยความที่ไม่ถาวรแห่งโลก
เมืองหลวงต้องถูกโยกย้ายหลายตำบล
เป็นเหตุให้จลาจลแห่งพระพุทธศาสนา

ครั้นเมืองหลวงตั้งมั่นเจริญขึ้นในตำบลใด
พระพุทธศาสนาก็เจริญขึ้นตามในตำบลนั้น
ข้อนี้มีเจดิยสถานโบราณคดี
เป็นเครื่องอ้างให้สันนิษฐานได้ว่า
พระเจ้าแผ่นดินชาวสยามเป็นอรรคศาสนูปถัมภกตลอดมา
แต่ความรู้ความฉลาดในธรรมวินัยของพุทธบริษัทก็คงจะขึ้น ๆ ลง ๆ

ฉะนั้น ดังในประถมสมัยในกรุงรัตนโกสินทร์นี้
ข้อปฏิบัติในธรรมวินัยนับว่าเสื่อมทรามลงมาก
หากอำนาจแห่งพระพุทธศาสนาบันดาล ให้
พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าสยาม
มาช่วยเป็นเป็นอรรคศาสนูปถัมภก
ยกแยกเป็นคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นให้ศึกษาตรวจตรองเลือกคัด
ปฏิบัติให้ตรงตามพระวินยานุญาต

ส่วนธรรมปฏิบัติก็ให้ตรงต่อไตรสิกขา
ไม่ให้งมงายเชื่อตามพวกวิปัสสนา
หลับตาดูนรกดูสวรรค์ สู่ความเจริญ
เพราะพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าสยาม
และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
เป็นอรรคศาสนูปถัมภก เป็นบูรพาจารย์ของพวกเราทั้งหลาย
อย่าพากันลืมพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์ท่านทั้งสอง
ที่ออกพระนามมาแล้ว


ต่อแต่นี้ไป มรรค ผล นิพพาน
จะชัชวาลแจ่มแจ้งขึ้นแก่พุทธบริษัทเป็นลำดับไป...

กัณฑ์นี้ได้บรรยายอารัมภกถามาก
เพื่อเตือนในแห่งสัตบุรุษให้ตื่นจากหลับ
พากันหลับมาหลายชั่วบุรุษแล้ว
อย่าพากันหลงเชื่อถือตามลัทธิของครูบาอาจารย์อย่างเดียว
เชื่อต่อพระอัฏฐังคิกมรรค เชื่อต่อไตรสิกขาด้วย
เชื่อความสามารถของตนด้วย จึงจะได้ประสบมรรคผลนิพพาน

...บัดนี้ จักแสดงใน อุเบกขาบารมี
ต่ออนุสนธิสืบไปอุเปกฺขา นาม ชื่ออันว่า
อุเบกขาบารมีนี้ หาใช่เฉย ๆ อยู่อย่างเดียวไม่

ถ้าความเพิกเฉย เป็นทองไม่รู้ร้อนอย่างเดียวเป็นอุเบกขาแล้ว
อุเบกขาก็ไม่เป็นบารมี ไม่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้าได้


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 30 ก.ย. 2009, 11:48, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 11:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


อุเบกขาบารมีนี้ หมายความเป็นกลาง คือหัดทำใจให้เป็นกลาง
คือเป็นยอดเป็นจอมแห่งบารมีทั้ง ๙ มีทานบารมี เป็นต้น ดังที่แสดงมาแล้ว

ถ้าขาดอุเบกขาจิต จิตที่เป็นกลางเสียแล้ว บารมีเหล่านั้นเกิดขึ้นไม่ได้

ความจริงบารมีทั้ง ๑๐ ประการนั้น ในบารมีอันหนึ่งก็ต้องมีพร้อมทั้ง ๑๐ ประการ
เป็นแต่ว่า จะยกบารมีอันใดขึ้นเป็นประธาน ก็เรียกบารมีอันนั้นเท่านั้น

เพราะคุณธรรมเหล่านี้เป็น อัญญมัญญปัจจัย อุดหนุนซึ่งกันและกัน
ท่านจึงร้อยเข้าไว้เป็นพวงเดียวกัน
ในพระบารมีทั้ง ๙ นั้น
จะสำเร็จได้ก็ต้องมีอุเบกขาจิตเข้าเป็นปัจจัยอุดหนุน


ในเวลาที่จักเจริญอุเบกขาบารมี
พระบารมีธรรมทั้ง ๙ นั้นก็มาเป็นปัจจัยอุดหนุนให้อุเบกขาบารมีเต็มรอบ

ท่านเรียกว่าสามัคคีธรรม คือ คุณธรรมทั้ง ๑๐ ประการนั้นมีขึ้นพร้อมกันในสกลกายนี้

นัยหนึ่งท่านเรียกว่า มัคคสามัคคี
ท่านแสดงไว้ในปฐมสมโพธิพุทธประวัติของเก่า
แสดงลักษณะมรรคสามัคคีว่า


เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราใกล้จะตรัสรู้
สู้กับด้วยพระยามาราธิราชด้วยพระบารมี ๑๐ ประการ
ด้วยอาวัชชนาการถึงพระบารมีทั้ง ๑๐ มีพร้อมเป็นมัคคสามัคคีแล้ว
ร่างกายจิตใจของพระองค์ในเวลานั้น
เป็นอุเบกขาญาณสัมปยุต เฉย เป็นกลาง
เปรียบด้วยพระธรณี คือแผ่นดิน


โบราณาจารย์จึงสมมติอาการนั้นว่า

นางพระธรณีขึ้นมาช่วยดังนี้
และเล็งเอาน้ำพระทัยของพระองค์เวลานั้น
เต็มไปด้วยพระมหากรุณาแผ่ไปทั่วโลกธาตุ


โบราณาจารย์จึงสมมติอาการแห่งพระกรุณานั้นว่า

นางพระธรณีรีดน้ำออกจากมวยผม
ไหลท่วมถมพัดพาเอาพระยามาร
กับทั้งพลมารให้ล่มจมงมงาย
คลื่นกระฉอกพัดซัดออกไปตกนอกขอบจักรวาล
ดังนี้พึงเข้าใจอุเบกขาจิต คือจิตเป็นกลาง


...ถ้าจักชี้เจตสิก อัญญสมานาเจตสิกนั้นแหละ ซื่อว่าเจตสิกกลาง
...ถ้าเจตสิกกลางนั้นมาประกอบกับจิต ก็เรียกว่าอุเบกขาจิต
...ที่ท่านแสดงประเภทแห่งอุเบกขาไว้มีมาก

ดังในพรหมวิหารจิตเป็นกลาง
สัมปยุตด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ชื่อว่า อุเบกขาพรหมวิหาร


จิตเป็นกลาง สัมปยุตเป็น สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา
ชื่อว่า อุเบกขาเวทนา

...จิตเป็นกลางสัมปยุตด้วยสติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
ชื่อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์

...จิตเป็นกลางใน รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส
ไม่ตกไปในฝ่ายยินดียินร้าย
ชื่อว่า ฉฬังคุเบกขา

...จิตเป็นกลางสัมปยุตด้วยเอกัคคตากับอุเบกขาเท่านั้น
ชื่อว่า จตุตถฌานุเปกขา


...ลักษณะที่มาแห่งอุเบกขามีมากประเภท
ชักมาแสดงพอเข้าให้เข้าใจความเท่านั้น

อุเบกขาจิตนี้ถ้าสัมปยุตด้วยบุญด้วยกุศล ก็เป็นกุศลเจตนาไป
ถ้าสัมปยุตด้วยบาปด้วยอกุศล ก็เป็นอกุศลเจตนาไป
ถ้าไม่สัมปยุตด้วยกุศลากุศล ก็เป็นอัพยากฤตไปเท่านั้น


อุเบกขาบารมีที่พระพุทธเจ้าทรงแจกแก่พุทธบริษัทให้ดำเนินตาม
ผู้รับแจกได้ดำเนินตามและได้สำเร็จมรรคผลนิพพานนับด้วยโกฏิด้วยล้านไม่ถ้วน

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑
สังขารุเบกขาญาณ ๑
ฌานุเบกขา ๑

จะอธิบายแต่เพียงอุเบกขา ๓ ประเภทเท่านี้ พอเป็นทางปฏิบัติของพุทธบริษัท

(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 29 ม.ค. 2010, 19:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 11:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


...ผู้ที่ปรารถนาจะเจริญโพชฌงค์

พึงตั้งสติให้รู้อยู่ที่กายที่ใจนี้
ให้มีธรรมวิจยะ ตรวจตรองจนให้เห็นว่าสกลกายนี้เป็นสภาวธรรม
แจกออกเป็นพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ให้รู้ชัดด้วยปัญญา
ให้มีวิริยะความกล้าหาญองอาจในความเพียร ไม่เห็นแก่ร่างกายและชีวิต
ทำจิตให้สงบ ให้เกิดปีติความเอิบอิ่มเบิกบานในดวงจิต
ให้กายและจิตสงบเป็นปัสสัทธิเรียบราบดี ให้จิตเป็นหนึ่งในอารมณ์

คือ สภาวธรรมในสกลกายนี้เป็นองค์สมาธิ
ให้อุเบกขาจิตเพ่งสัมปยุตธรรมเหล่านั้น
จะเห็นว่า คุณธรรมเหล่านั้นพรักพร้อมบริบูรณ์แล้ว
เพียงเท่านี้ชื่อว่าสำเร็จภูมิอุเบกขาสัมโพชฌงค์
และให้หมั่นทำจนชำนาญ คุณธรรมทั้ง ๗ นี้
เป็นเหตุเป็นองค์จะให้ตรัสรู้อริยสัจธรรมตลอดถึงมรรคผลนิพพาน

ผู้รับแจกควรยินดีตั้งใจปฏิบัติตามการแสดงพุทธโอวาท
ก็แสดงได้แต่ทางปฏิบัติเท่านั้น
การจะได้จะถึงเป็นกิจของผู้เลื่อมใส ผู้รับปฏิบัติจะได้เอง เห็นเอง


ในสังขารอุเบกขาญาณนั้น

ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค
จะชักมาแสดงพอเป็นนิทัศนะ
เมื่อพระโยคาพจรกุลบุตรชำระศีลให้บริสุทธิ์
ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ชำระทิฏฐิให้บริสุทธิ์
ชำระความสงสัยในอดีต อนาคต ให้บริสุทธิ์ด้วยปัจจุบัน
ธรรมวินิจฉัยทางดำเนินให้ตรง ละวิปลาสสัญญาเสียได้
แล้ว น้อมจิตสู่วิปัสสนาญาณ

จะชักแผนที่ของโบราณาจารย์
คือ แบบแผนมาแสดงไว้พอเป็นราว
ถ้าจะให้ขาวสิ้นสงสัยต้องไปตรวจดูตามแผนที่
จะรู้สึกว่าแผนที่กับภูมิประเทศห่างไกลกันสักปานใด
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีทางวินิจฉัยรู้จักผิดและถูก
แผนที่มีคุณแก่ผู้ตรวจภูมิประเทศฉันใด

ตำราแบบแผนก็มีคุณแก่กุลบุตร
ผู้ดำเนินในวิปัสสนาญาณฉันนั้น

ยกสังขารขึ้นสู่ไตรลักษณ์
ชื่อว่า สัมมสนญาณ

ให้พิจารณาความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารทั้งหลาย
ชื่อว่า อุทยัพพยญาณ

และปล่อยความเกิดขึ้นเสีย
พิจารณาความชำรุดหักพังแห่งสังขารทั้งหลาย น่าสยดสยอง
ชื่อว่า ภังคญาณ

ตามเพ่งอาทีนพโทษแห่งสังขารทั้งหลายนั้น ให้เห็นดังเรือนไฟไหม้
ชื่อว่า อาทีนวญาณ

ให้เกิดญาณเหนื่อยหน่ายในสังขารทั้งหลายที่ตนเห็นโทษแล้วนั้น
ชื่อว่า ภยตูปัฏฐานญาณ

คิดจะปลดเปลื้องตนให้พ้นจากวัฏฏภัย อย่างมัจฉาชาติคิดจะพ้นจากข่ายฉะนั้น
ชื่อว่า มุจจิตุกัมยตาญาณ

พิจารณาเนือง ๆ ในสังขารทั้งหลายนั้นเพื่อหาอุบายเครื่องปลดเปลื้อง
ชื่อว่า ปฏิสังขารญาณ

ทำจิตเป็นกลาง เพ่งสังขารทั้งหลายที่ตนเห็นโทษมาแล้ว
เป็นอารมณ์ด้วยสติสัมปชัญญะอุปถัมภ์
ชื่อว่า สังขารุเบกขาญาณ

สังขารุเบกขาญาณนี้เป็นเบื้องต้นแห่ง สัจจานุโลมิกญาณ
และ โคตรภูญาณ และ มัคคญาณ เป็นลำดับไป

อุเบกขาที่สัมปยุตด้วยสังขารทั้งหลายเป็นวิปัสสนาลักษณะอย่างนี้
ชื่อว่า สังขารุเบกขาญาณ

...ถ้ายกจิตขึ้นสู่องค์ฌาน ละวิตก วิจาร ปีติ สุขเสียได้
ให้คงเหลืออยู่แต่เอกัคคตา กับ อุเบกขา เท่านั้น
ชื่อ จตุตถฌานุเบกขา


ให้พุทธบริษัทกำหนดอุเบกขาบารมี
ตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญให้เต็มรอบแล้ว
นำมาแจกมีแตกต่างโดยประเภทเป็นอันมาก
ที่นำมาแสดงไว้ในที่นี้พอเป็นนิทัศนะเท่านั้น

พึงเข้าใจว่า จิตมัธยัสถ์เป็นกลาง ชื่อว่า อุเบกขา
จิตที่เป็นอุเบกขานั้น ถ้าสัมปยุตกับด้วยธรรมประเภทใด
ย่อมมีคุณานุภาพให้ประโยชน์นั้น ๆ สำเร็จ


เมื่อพุทธบริษัทได้รับแจกอุเบกขาบารมีแล้ว
พึงตรวจดูนิสัยของตนจะชอบใจใน อุเบกขาพรหมวิหาร
หรือ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ หรือ สังขารุเบกขาญาณ


ถ้าชอบใจในอุเบกขาประเภทใด
ก็พึงตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้เกิดให้มีในตนให้บริบูรณ์
ล้วนแต่เป็นบาทแห่งวิปัสสนาให้บรรลุมรรคญาณ ผลญาณ
ได้ด้วยกันทุกประเภทแห่งอุเบกขา

ข้อสำคัญคือ ความทำจริงสำเร็จด้วยความไม่ประมาท
ถ้าผู้ตั้งใจดำเนินปฏิบัติตามโดยนัยดังแสดงมานี้
ก็จะมีแต่ความงอกงามเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา
ดังวิสัชนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ


:b8: :b8: :b8:

ที่มา : หนังสือ ทศบารมีวิภาค-มงคลสุตตวิภาคบรรยาย
ของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส

สำเนาเทศน์เช้า วันสิ้นเดือนอ้าย (๒๓/๙/๗๐) [ทศบารมีวิภาค - อุเบกขาบารมี]


:b50: :b50: ทศบารมีวิภาค : พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=56279

:b44: รวมคำสอน “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47595

:b44: ประวัติและปฏิปทา “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=26908


แก้ไขล่าสุดโดย webmaster เมื่อ 30 ก.ย. 2009, 12:40, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 12:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อินเทร็นนะคับนี่ :b32:
กระผมน้อมรับสารที่ส่งมาครับผม :b13:

ปล. ฟังท่านเจ้าคุณอุบาลีทีไร เหมือนฟังเทวดาเทศน์
ทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ งดงามเหลือเกิน
:b20:


แก้ไขล่าสุดโดย webmaster เมื่อ 30 ก.ย. 2009, 13:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 16:34 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2018, 06:38 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1738

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร