วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2019, 08:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2015, 07:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้า

พระธรรมเทศนาของ “พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ”
วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2015, 08:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ต่อนี้ไปพึงพากันตั้งใจสำรวมจิตใจของตนให้แน่วแน่
ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเที่ยงยั่งยืน
ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีบุญญานุภาพอันใหญ่ยิ่งก็ยังทรงพระชนม์ยั่งยืนนานต่อไปไม่ได้
นั้นจึงแสดงว่า ในโลกนี้ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะมาต้านทาน
ต่อ "ความแก่ ความเจ็บ ความตาย" นี้ได้เลย


ก็ควรจะพากันหมั่นนึกถึงความตายนี้แหละบ่อยๆ
นึกถึงชีวิตเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความตายเป็นของแน่
เมื่อเรานึกบ่อยๆ อย่างนี้ มันจะได้ตื่นตัวจะได้เตรียมตัวไว้เสมอ

เพราะว่าอายุมากเข้ามาแล้ว มันก็อุปมาเหมือนอย่างไม้ใกล้ฝั่ง
น้ำก็เซาะไปทีละน้อยๆ รากก็ปรากฏไปทีละน้อยๆ ไป
ในที่สุดน้ำหนักของต้นไม้มันก็พาจากฝั่ง พังลงไป
น้ำก็พัดพาไหลไปต้นไม้นั้น..

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน
เมื่ออยู่มานานปีนานเดือนไปนานวันไป
ร่างกายนี้ก็ชำรุดทรุดโทรมไป
โรคภัยไข้เจ็บก็ค่อยเบียดเบียนเกิดขึ้นเรื่อยไป

ในเมื่อร่างกายนี้มันอ่อนแอลง
ธาตุทั้งสี่ ดินน้ำไฟลมนี้ก็อ่อนกำลังลง
เช่นนี้แล้วก็เป็นบ่อเกิดแห่งโรคภัยไข้เจ็บนานาประการ
คนเราถ้าไม่เจ็บป่วยไข้ก็ไม่ตาย
เหตุที่มันตายก็เพราะมันเจ็บมันป่วย
ร่างกายมันทรุดโทรมลงไป ธาตุทั้งสี่มันแตกสามัคคีกัน
ไม่ปรองดองกันอยู่ได้มันถึงได้ตาย

เมื่อเราเพ่งพิจารณาความตายเป็นอารมณ์อยู่บ่อยๆ อย่างนี้
มันจะตื่นตัวอยู่เสมอ บางคนมันก็กิเลสมันหนา
กิเลสมันก็บันดาลให้เกิดความเห็นผิดไป


..เออ เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมดา
ใครๆ เกิดมาในโลกนี้ก็ตายเหมือนกันแหละ
จะไปนึกถึงอะไรนักหนาอยู่นั่น
นึกถึงความตายเท่าไรมันยิ่งเศร้าโศกเสียใจ
มันยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่อยากทำอะไร
เพราะรู้ว่าตนจะตายอยู่แล้วจะไปทำอะไรเล่า
การนึกถึงความตายชื่อว่าตัดรอนความสุขความเจริญในปัจจุบันนี้..


ผู้ใดมีความคิดความเห็นอย่างนี้
ชื่อว่าเป็น "ผู้เห็นผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า"

พระพุทธเจ้าทรงให้นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้า ไม่ออกก็ตาย หายใจแล้วไม่กลับเข้ามาก็ตาย
ดังนี้ชีวิตนี้จึงชื่อว่า มีลมหายใจเข้าออก เป็นสัญลักษณ์
ถ้าลมหายใจนี้หยุดลงแล้ว มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลยชีวิตนี้
ร่างกายนี้ก็มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังไปเท่านั้นเอง
ดังนั้น อย่าพากันประมาท

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 เม.ย. 2015, 09:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่าพากันไปคัดค้านคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันบุคคลผู้มีกิเลสหนาน่ะเป็นเช่นนั้นแหละเช่นอย่างว่า
ไปสงสัยในเรื่องฤทธิ์เรื่องเดชของพระพุทธเจ้าต่างๆ หมู่นี้นะ
อันนี้ผู้ใดไปแปลคำสอนของพระพุทธเจ้า
ให้ผิดแผกแตกต่างออกไปจากความเป็นจริง
ผู้นั้นจะต้องได้ประสบบาปแน่นอน


เพราะว่าการที่สมมติหรือบัญญัติบางอย่างเป็นความจริง
เราก็ต้องเคารพต่อบัญญัติเหล่านั้น
นี่เรียกว่า การภาวนา การพิจารณา
ให้รู้เห็นสภาพความเป็นมาของชีวิตตามความเป็นจริง

ไม่ใช่ว่าเมื่อชีวิตนี้เป็นของไม่เที่ยงแล้วเกิดมาไม่ต้องทำอะไร
คอยวันตายอยู่อย่างนั้น ผู้ใดเห็นเช่นนั้น
ก็ชื่อว่าเห็นผิดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงสร้างบารมีมาโน่น
พระองค์ทรงกระทำความดีทั้งนั้นเลยเกิดมาแต่ละชาติ..

พระองค์ให้ทานก็เป็นบารมีของพระองค์
พระองค์รักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็เป็นบารมีอยู่แล้ว
พระองค์ออกบวช..บางชาติน่ะเป็นฤาษีก็มี
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็มี
แต่มันคา "ความปรารถนา" ก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษ
ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นๆ
นี่ชื่อว่า "เนกขัมมบารมี"

หรือถ้าพระองค์ไม่ได้ออกบวชอย่างนี้
พระองค์ก็รักษาศีล ๕ ศีลอุโบสถในวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ
ส่วนศีล ๕ นั้นชื่อว่า รักษาเป็นนิจศีล

ทีนี้การที่พระองค์เจ้าทรงมีพระปัญญาเฉลียวฉลาด
สามารถละความชั่ว ทำความดี เป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย
ในสมัยที่พระองค์เกิดในยุคนั้นๆ และชักชวนคนทั้งหลาย
ละความชั่ว ทำความดีตามโดยอุบายปัญญาของพระองค์
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่พระองค์เป็นพระเวสสันดร
พระองค์ก็ให้ทานเป็นตัวอย่างของชาวบ้านชาวเมือง
อันนี้พระองค์ก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์
พระองค์ก็ออกบวชเป็นฤาษีชั่วระยะเจ็ดเดือน
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 เม.ย. 2015, 08:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้สร้างบุญบารมีตามพระองค์ก็ได้พากันปฏิบัติตาม
คนเหล่านั้นเมื่อพระองค์ได้มาตรัสรู้แล้ว
ก็จึงได้มาเกิดในศาสนาของพระองค์
ได้ฟังธรรมะคำสอนของพระองค์แล้วก็ได้บรรลุ
มรรคผลธรรมวิเศษตามวาสนาบารมีของตนของตน
นี่เรียกว่าพระองค์สร้าง "ปัญญาบารมี"


บัดนี้เวลาที่พระองค์ทำอะไรมีความพากเพียรพยายาม
ไม่ท้อไม่ถอยเพียรพยายามทำจนสำเร็จลุล่วงไปได้

เช่นอย่างว่า ในชาติหนึ่งพระองค์เป็น "พญานกแขกเต้า"
มีบริวารเป็นหมื่นๆ ในชาตินั้นพระองค์บำเพ็ญความเพียร
มักน้อยสันโดษ ยินดีตามมีตามได้


พาบริวารไปอาศัยอยู่ต้นมะเดื่อต้นหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำคงคา
แล้วแนะนำสั่งสอนให้บริษัทบริวาร กินเท่าแต่ผลมะเดื่อนั้นเป็นอาหาร
ผลมะเดื่อต้นเดียวนั่นแหละ ไม่ไปหากินในที่อื่น บริวารก็ทำตาม
เมื่อผลมันหมดก็กินใบอ่อนมัน เมื่อกินใบอ่อนหมดก็กินใบแก่
เมื่อกินใบแก่หมดแล้วก็กินสะเก็ดของต้นมะเดื่อ
เมื่อสะเก็ดหมดก็กินเปลือก เมื่อเปลือกหมดต้นมะเดื่อต้นนั้นก็ตาย

เมื่อตายแล้วพญานกแขกเต้ากับบริวารก็พากันสับกินเนื้อ
ต้นมะเดื่อตายนั้นเป็นอาหารแล้วก็ลงไปดื่มน้ำแม่คงคา
ด้วยอำนาจแห่งบุญญาบารมีที่พระองค์ได้กระทำ
ความพากเพียรพยายามอย่างนั้นน่ะก็จึงได้ร้อนถึงพญาอินทร์
พญาอินทร์ก็ลงมาไต่ถาม เพราะเหตุใดพญานกแขกเต้าและบริวาร
จึงพอใจยินดีรับประทานเท่าแต่ผลมะเดื่อต้นเดียวเท่านี้
ไม่ไปหากินที่อื่นจนว่าต้นมะเดื่อตาย และก็สับกินเนื้อของไม้มะเดื่อนั้น

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2015, 06:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ในเมื่อต้นไม้อื่นมีหมากมีผลอุดมสมบูรณ์ดีอยู่
ทำไมหนอนกแขกเต้าจึงพอใจยินดี
เท่าแต่ต้นไม้มะเดื่อต้นเดียวเท่านี้
พญานกแขกเต้าก็ทูลตอบพญาอินทร์ว่า

ธรรมดาเป็นบัณฑิตนักปราชญ์ย่อมเห็นโทษ
ของกิเลสตัณหาความโลภ โกรธ หลง
ย่อมเห็นโทษของกิเลสตัณหานานาประการ
ว่าพาให้ท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในวัฏสงสารอันนี้
เสวยสุขบ้างเสวยทุกข์บ้าง ไม่แน่นอนเลยชีวิต
บุคคลผู้หมกมุ่นอยู่ในกิเลสตัณหา ความโลภ เป็นต้น

ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นเหตุแห่งความโลภ ความไม่รู้จักพอดังนี้
จึงได้ชักชวนบริษัทบริวารถือสันโดษ สันตุฏฐี ตามมีตามได้
รับประทานแต่ผลมะเดื่อต้นเดียวเท่านี้จนต้นมะเดื่อตาย
โดยอาศัยความเป็นผู้เห็นโทษของกิเลสตัณหา
ดังได้กล่าวมานี้แหละจึงได้ประพฤติเช่นนี้


พญาอินทร์ได้ฟังแล้วก็ชื่นชมยินดีจึงได้บันดาล
เอาน้ำแม่คงคานั้นขึ้นมารดต้นมะเดื่อนั้นเข้าไป
ทันใดนั้นต้นมะเดื่อนั้นก็เป็นคืน แตกกิ่งก้านสาขา
มีเปลือกมีสะเก็ดขึ้นมา ผลิดอกออกผล สุกเหลืองอร่ามทันทีเลย
ด้วยบุญญาบารมีของพระองค์และก็ด้วยอานุภาพแห่งพญาอินทร์
บัดนี้ก็มะเดื่อต้นนั้นมีรสหวานกว่าเดิมบัดนี้นะ

นกแขกเต้าเหล่านั้นก็ได้อยู่เย็นเป็นสุข
มีอาหารการกินบริบูรณ์สมบูรณ์ดีจนตลอดชีวิตชีวา
ชาตินั้นเรียกว่าสร้าง "วิริยบารมี"

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2015, 21:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


บางชาติพระองค์ก็ได้สร้าง "ขันติบารมี"
อดทนอย่างเช่นชาติที่เป็น ขันติวาทีดาบส
ไปบำเพ็ญบารมีอยู่สวนอุทยานของพระราชา
เอ้า บังเอิญพระราชาในสมัยนั้นได้แก่ คู่เวรของพระองค์
ที่ได้กลับเกิดมาเป็นพระเทวทัตในชาติสุดท้ายนั่นแหละ
คู่เวรของพระองค์ได้มาเกิดขึ้นเขาก็คงได้ทำบุญ ไม่ใช่ทำแต่บาป
บุญจึงมาดลบันดาลให้เกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้เป็นกษัตริย์

วันหนึ่งเสด็จประพาสสวนอุทยานพร้อมด้วยบริษัทบริวารนางสนม
เมื่อเที่ยวไปเหนื่อยก็เห็นร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ก็เลยพักผ่อนนอนให้นางสนมบีบนวดให้ เฝ้าอยู่
แล้วก็ทรงบรรทมหลับไป เมื่อนางสนมเห็นว่าพระราชาหลับแล้ว
ก็พากันเที่ยวไปตามสวนอุทยานนั้น ชมดอกไม้ดอกไร่อะไรไป
ถึงที่สุดก็ไปพบพระฤาษี ที่ได้นามว่า ขันติวาทีดาบส
ก็เพราะใครไปกราบไปไหว้ท่านท่านก็ให้โอวาทแนะนำสั่งสอน
ให้ปรองดองสามัคคีกัน อย่าไปทะเลาะวิวาทกัน
ให้ตั้งใจอุปัฏฐากพระราชาผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
นางสนมเหล่านั้นก็นั่งฟังด้วยความเคารพ

พระราชาเมื่อบรรทมตื่นขึ้นไม่เห็นนางสนมเหล่านั้น ก็เสด็จไปตามหา
เสด็จตามไปมาก็ไปเห็นนางสนมเหล่านั้นนั่งเฝ้าพระฤาษีอยู่
ก็ไม่พอพระทัย จึงได้เข้าไปหาพระฤาษี

แล้วไปถามว่า พระฤาษีมาประพฤติอะไรอยู่นี่
พระฤาษีได้ยกย่องคุณธรรมอะไรว่า เป็นของประเสริฐ


พระฤาษีก็ทูลตอบพระราชาว่า

อาตมภาพสรรเสริญ "ขันติ" ความอดทน
ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ ก็เมื่อบุคคลผู้มีความอดกลั้นทนทานแล้ว
ย่อมเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยเฉพาะก็ชนะความชั่ว
หรือกรรมเวรอันชั่วร้ายต่างๆ เช่นอย่างว่า เขาด่ามาก็ไม่ด่าตอบ
เขาทุบเขาตีมาก็ไม่ตีตอบ อย่างนี้เป็นต้น ชื่อว่าเป็น
ผู้เอาชนะเวรทั้งหลายเสียได้ด้วยอำนาจแห่งความอดทน


เมื่อพระราชาได้ฟังอย่างนั้น ก็ทรงตรัสถามแบบอันธพาลว่า

"ขันติ..ความอดทนอยู่ที่ไหน"

"อยู่ที่ใจ"

"ใจอยู่ที่ไหน"

"ใจอยู่ที่ท่ามกลางอก"


พระราชาก็เอาพระบาทนั้นกระทุ้งเข้าไปที่หน้าอก พระฤาษีก็ล้มลง ล้มนอนลง
บัดนี้พระราชาก็สั่งให้เพชรฆาตที่ติดตาม เอาขวานมาชำแหละ
ดูขันติความอดทนว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ เพชรฆาตก็เอาขวานมา
ผ่าหน้าอกของพระฤาษี ผ่าเข้าไปแล้วก็ไม่เห็นขันติแม้แต่น้อย

เมื่อพระดาบสยังไม่ตาย พระราชาก็ถามว่า ขันติอยู่ที่ไหน อยู่อย่างนั่นแหละ
พระฤาษีก็ว่า "อยู่ที่ใจ" เท่านั้น เพชรฆาตก็ผ่าไปจนพระฤาษีดับขันธ์ไป
ไปเกิดสวรรค์ชั้นฟ้า ส่วนพระราชาเมื่อเสด็จกลับออกจากสวนอุทยานไป
แผ่นดินก็แยกออกสูบเอา พระราชาครั้งนั้นน่ะไปสู่อเวจีมหานรก
พระราชาก็ได้รับผลแห่งกรรมชั่วที่ทำลายชีวิตพระโพธิสัตย์เจ้า
ซึ่งมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เหตุนั้นบาปมันจึงได้มากน่ะแหละ
ฆ่าคนผู้มีคุณต่อโลกทั้งหลาย ไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก

ชาตินั้นได้ชื่อว่า สร้าง "ขันติบารมี" จนถึงว่า "ขันติปรมัตถบารมี" ทีเดียว
เพราะความอดทนไม่โกรธตอบพระราชา ไม่เบียดเบียนพระราชา
เอ้า..พระราชาจะทำยังไงก็แล้วแต่ อดเอาทนเอา..จนตาย..ตายก็ช่าง
เออถ้าพระองค์ไม่หลบไม่พ้นอย่างนั้น ก็จะต้องเป็นเวรกับพระราชา
พระองค์ไม่ต้องการกรรมเวร เหตุนั้นน่ะจึงได้อดทน
ให้พระราชาเบียดเบียนพระองค์แต่ฝ่ายเดียวแม้พระองค์จะเจ็บจะปวด
จะทุกขเวทนาในชีวิตอันเป็นปัจจุบันนั้นก็มันเป็นไปชั่วระยะหนึ่งเท่านั้นเอง


เมื่อจิตวิญญาณออกจากร่างนี้แล้ว
ด้วยอำนาจแห่งบุญญาบารมีที่พระองค์ได้บำเพ็ญนั้น
ก็เป็นภาชนะทองรองรับเอาจิตวิญญาณของพระองค์
ให้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์แสนสุขแสนสำราญ

ส่วนพระเทวทัตนั้นตรงกันข้าม ก็ได้รับทุกข์ทนทรมานอยู่ในอเวจีมหานรก
พระเทวทัตลุแก่อำนาจโทสะพยาบาทมาหลายชาติหลายภพแล้ว


.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2015, 21:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


นี่บางชาติพระองค์ก็สร้าง "เมตตาบารมี" บางทีก็สร้าง "อธิษฐานบารมี"
ทรงพิจารณาเห็นว่า ควรจะทำคุณงามความดีอย่างนี้เป็นบุญเป็นกุศล
เป็นทางให้พ้นทุกข์ในวัฏสงสาร เมื่อพระองค์พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว
ก็อธิษฐานใจมั่นทำความดีเหล่านั้นไปไม่ท้อไม่ถอย
แม้ว่าจะมีมารมาเบียดพระองค์ก็ไม่หวั่นไหว
เพราะพระองค์มีพระทัยอันมั่นคงด้วย "อธิษฐานบารมี" เป็นกำลัง
เป็นเหตุให้พระองค์ได้กระทำความดี

อย่างบางชาติก็เป็นพระฤาษีออกบวชบำเพ็ญฌานอยู่ในป่า
ได้บรรลุฌานสมาบัติแล้วก็ทำตนเป็นผู้มักน้อยสันโดษ นั่งอยู่ใต้ร่มไม้นั้นอย่างเดียว
ไม่ไปเที่ยวแสวงหาผลาผลไม้ในในที่อื่นมาบริโภค
ลูกไม้ลูกใดมันหล่นลงมาใกล้นั้นจึงหยิบเข้ามาฉัน เสร็จแล้วก็เข้าฌานอย่างนี้
เมื่อออกจากฌานมาเห็นผลไม้หล่นอยู่ข้างตัวก็เก็บเอามาฉัน
ถ้าผลไม้ไม่หล่นอยู่ใกล้ตัว แม้จะอยู่ห่างไกลไม่เท่าไร
ก็ไม่ลุกไปเอาผลไม้นั้นมาฉันเลย
ทรงบำเพ็ญฌานสมาบัติให้บรรลุแล้วก็ทรงอยู่ในฌานนั้นแหละ

ในตำราท่านยังกล่าวว่า พระฤาษีนั่นน่ะนั่งเข้าฌานอยู่นมนานกาเล
จนว่าใบไม้หล่นร่วงลงถมพระฤาษีนั้นจนมิดตัวไปเลย อย่างนี้ก็มี
บางทีบรรดาพวกปลวกทั้งหลายมากินใบไม้ เอ้า ก็ก่อดินขึ้นไปหุ้มพระฤาษีไว้
พระฤาษีก็ไม่มรณภาพด้วยอำนาจแห่งฌานสมาบัติรักษาชีวิตของพระฤาษีไว้
ชาตินั้นชื่อว่าบำเพ็ญ "อธิษฐานบารมี"

บางชาติก็บำเพ็ญ "เมตตาบารมี" อย่างแรงกล้า
บางชาติก็บำเพ็ญ "ศีลบารมี" เช่น ชาติที่เป็นภูริทัต "พระภูริทัต" นั่นน่ะ
เป็นพญานาคนามว่า "ภูริทัต" พระราชบิดาให้เสวยพระราชสมบัติ
บัดนี้ธรรมดาโพธิสัตว์นี่เพิ่นต้องการสร้างบารมีให้แก่กล้า
นึกถึง "เนกขัมมบารมี" ตนยังน้อยอยู่ก็ได้เสด็จขึ้นมารักษาศีล ๘
อยู่บนพื้นชมพูทวีปนี้ พื้นแผ่นดินนี้ เอาตัวเข้าโอบรอบจอมปลวกจอมหนึ่ง
โดยรอบแล้วก็อธิษฐานว่า เราจะรักษาศีล ๘ ให้บริสุทธิ์จะไม่ไปหากินในที่ไหน
อธิษฐานเอา ๗ วัน วันที่ ๗ นั้นหมองูเที่ยวหางูไปเล่นละคร
มาเจอเข้าให้ก็เสกคาถาอาคมที่ได้เรียนมาแล้วก็จับหางงู
แล้วคลายออกจากจอมปลวก แล้วก็ถกหางงูนั้นอย่างแรงจนเอากระดูกงูนั้นอ่อนไป

แต่งูนั้นน่ะก็เป็นพญานาคนี่ ถ้าหากว่าจะพ่นพิษใส่หมออาลัมพายน์นั้น
หมออาลัมพายน์นั้นก็ไม่มีเหลือ แต่ร่างกายก็ไม่มี เป็นภัสมธุลี*ไปเลย
แต่ว่าพญานาคนั้นตั้งใจสมาทานมั่นในศีลแล้ว

ไม่ยอม..ปล่อยให้หมออาลัมพายน์นั้นทำตามประสงค์
หมออาลัมพายน์ได้แล้วก็เอาใส่ข้องพายไปฝึกให้พญานาคนั้น
ฝึกเล่นมหรสพ แสดงอาการต่างให้คนได้ดูได้ชมได้รื่นเริงบันเทิงใจ
นี่ไปเล่นอยู่หน้าพระลานหลวงของพระราชา

(*แปลว่า ผง ฝุ่นละอองที่เล็กมากๆ หมายความถึง แหลกละเอียด)

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ค. 2015, 20:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


พระราชาก็เสด็จมาดู พญานาคก็เล่นกลต่างๆนานา
ให้คนทั้งหลายมีพระราชาเป็นต้น ได้ทอดพระเนตรเห็น ร่าเริงบันเทิงใจอยู่
บัดนี้บรรดาพี่ๆ น้องๆ อยู่เมืองนาคเลย ๗ วันแล้วไม่เห็นพญานาคกลับเมือง
จึงได้ขึ้นมาจากเมืองนาคแล้วตามหา เท่านั้นจึงได้ไปพบอยู่ที่หน้าพระลานหลวงของราชา
กำลัวแสดงมหรสพให้คนทั้งหลายดูอยู่ พวกน้องของพญานาคนั้นน่ะ
จึงได้พาพญานาคกลับลงสู่เมือง ก่อนกลับก็ได้คายฤทธิ์ออกใส่หลุมแห่งหนึ่งไว้

บัดนี้เกิดไฟลุกไหม้เกิดขึ้นอย่างแรง พระราชาได้เห็นอย่างนั้นก็อ้อนวอน
ขอร้องให้พญานาคช่วยดับไฟอันนั้น พญานาคจึงดับไฟนั้นให้มอดไป
แล้วจึงกลับสู่เมืองพญานาคแล้วพระองค์ก็ไปนอนป่วยอยู่หลายวัน
ชาตินั้นได้ชื่อว่าบำเพ็ญ "ศีลปรมัตถบารมี" อย่างแรงกล้าทีเดียว..นั่นน่ะ

บัดนี้ชาติที่ทรงบำเพ็ญ "เมตตาบารมี" นั้นน่ะ..ได้ทรงเสวยพระชาติเป็น "วิฑูรบัณฑิต"
ในครั้งนั้นทรงเจริญเมตตา แผ่เมตตาไปให้สัตว์ทั้งหลายได้เป็นสุขทั่วหน้ากัน
อยู่อย่างนั้นในชาตินั้น ปรากฏว่ามีบริษัทบริวารมากวิฑูรบัณฑิตนั้นน่ะ
แม้จะมีข้าศึกมารบกวนพระองค์ก็ต่อสู้เมื่อได้ชัยชนะแล้ว
ก็ไม่ได้ลงโทษพระราชา ก็ทรงให้อภัยไป
นั่นล่ะชาตินั้นชื่อว่า บำเพ็ญเมตตาบารมี

บัดนี้ชาติที่ทรงบำเพ็ญ "อุเบกขาบารมี"
ในชาติที่จะได้เกิดมาเป็นพระเวสสันดร น่ะได้นามว่า "พระเตมีย์ใบ้"
ชาตินั้นแหล่ะเกิดขึ้นมาแล้วระลึกชาติหนหลังได้
คือ เคยได้มาเป็นพระราชาในเมืองนี้แหละ เมืองพาราณสีนั้นเอง
แต่ก่อนนั้นเป็นพระราชา แล้วในขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่จับโจรมาเฝ้าพระราชา
ให้ทรงพิจารณาโทษ ก็พระราชาก็สั่งให้เพชรฆาตนั้นเอาไปฆ่าเสีย

เมื่อสวรรคตแล้ว พระองค์ก็เลยไปตกนรกหน่วยชื่อว่า อุสสุทนรก
คือนรกหน่วยนี้เป็นหน่วยไม่ใหญ่เท่าไร เมื่อพระองค์พ้นจากนรกนั้นขึ้นมา
ก็ได้มาเกิดในเศวตฉัตรของเก่านั่นแหละ เมื่อเกิดมาแล้วพระราชาก็รักมากทีนี้
ก็เอาไปอุ้มไว้บนหน้าตัก ในขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่จับโจรมาเฝ้าพระราชา
ไปแสดงโทษของโจรว่า ปล้น ฆ่ามนุษย์ให้ตายอะไรต่ออะไรอย่างนี้
พระราชาก็ได้รับสั่งให้นำโจรคนนั้นไปประหารชีวิตเสีย

ราชโอรสได้เห็นอย่างนั้นก็นึกในพระทัยว่า แหมเรานี้เมื่อเราเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมานี่
ก็จะได้เป็นพระราชาแทนพระราชบิดาแล้วเราก็จำเป็นต้องได้ปฏิบัติไปตามกฏหมายของพระราชา
เพราะสมัยนั้นพระราชาอยู่เหนือกฏหมาย ร่างกฏหมายขึ้นแล้วก็ได้ปฏิบัติไปตามนั้นเลย

ทำอย่างไรหนอเราจึงจะพ้นความเป็นพระราชาในเมืองนี้ ?

ทรงพระดำริอยู่อย่างนี้แล้วก็มีเทวดา
ที่เคยเป็นมารดาของพระองค์มาแต่ก่อนอยู่ในเศวตฉัตรนั้น
เมื่อรู้ความดำริของพระโพธิสัตว์อย่างนั้น ก็จึงได้มากระซิบบอกว่า
เมื่อพระโอรสต้องการอยากจะไม่อยากเป็นพระราชาในเมืองนี้น่ะ ขอให้ทำตัวเป็นใบ้เสีย
พระราชโอรสได้คติจากเทวดานั้นแล้วก็อธิษฐานใจเลย
ถ้าอย่างนั้นเราจะไม่พูด ถึงเมื่อเจริญวัยใหญ่โตมาเราจะไม่เดิน
จะทำตนเป็นคนเปลี้ยคนง่อยไป แล้วเราถึงจะได้พ้นจากความเป็นพระราชา

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 พ.ค. 2015, 17:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้วพอเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมาพอจะพูดได้ก็ไม่พูดเลย
เหตุนั้นคนทั้งหลายจึงได้ตั้งชื่อให้ว่า "พระเตมีย์ใบ้"
สมควรจะเดินก็ไม่เดินบัดนี้ พระราชบิดาให้เจ้าหน้าที่ไปทดลองหลายอย่าง
เอาไฟมาลนก็แล้ว เอามดแดงมาปล่อยใส่ให้กัดตามผิวหนังก็แล้ว..ไม่พูด
ไม่ร้องไห้อะไรเลย..อดเอาทนเอาอยู่อย่างนั้น
บางทีก็ทำท่าปล่อยช้างวิ่งมา จะให้มาเหยียบ พระองค์ก็ไม่ร้องไห้
ไม่สะดุ้งหวาดกลัว แต่เมื่อช้างวิ่งเข้ามาใกล้เข้าจริงๆ แล้ว
ก็มีนายควาญช้างมาห้ามช้างไว้ ช้างก็ไม่เหยียบ

ทรมานหลายอย่างตั้งแต่เกิดจนอายุได้ ๑๖ ปีเป็นหนุ่มขึ้นมา
สุดท้ายก็แต่งผู้หญิงสาวสวยๆ ๓ คนเข้าไปเกลี้ยกล่อม
ยั่วยวน แต่เข้าไปคนละทีกัน คนสุดท้ายเมื่อเข้าไปแล้ว
ไปจับเนื้อต้องตัวพระองค์...ร้อนเหมือนไฟ คราวนี้ก็เลยออกมา
ทูลพระราชาว่า พระราชโอรสของพระองค์นี้เป็นกาลกิณี
พอไปจับดูร่างกายนี่ร้อนเหมือนกับไฟว่างั้น
พระองค์ไม่ควรที่จะให้เสวยราชสมบัติ
อย่างนี้พระราชาก็เชิญเสนาอำมาตย์มาปรึกษาหารือ
ว่าควรจะทำอย่างไร ส่วนมากก็บอกว่าให้ฆ่าทิ้งเสีย
พระบิดาก็โอ้ย..เราจะไปฆ่าบุตรของเราด้วยดาบด้วยหอก
อันนั้นไม่สมควรแล้วเราไม่ทำดอก ว่าอย่างนั้น

ถ้าอย่างนั้นก็เอาไปขุดหลุมฝังทั้งเป็นซะ

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ค. 2015, 17:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


นี่ผู้แนะนำ..เอออย่างนี้พอจะทำได้ พระราชาจึงได้ตรัสสั่งให้สารถีเอารถม้ามาเทียบ
แล้วก็ให้อุ้มพระโพธิสัตว์ขึ้นสู่รถม้า ก็อย่างว่าสมัยนั้นก็คงไม่เข้มงวดเท่าใด
พระราชาสงสารลูก..ไม่ได้ให้ตำรวจทหารอะไรติดตามไปเลย
มีเท่าแต่นายสารถีคนเดียวขับรถม้าพาออกนอกเมืองไป..ไปสู่ป่าแห่งหนึ่ง
แล้วก็ปลดม้าออกก็เอาจอบเอาเสียมไปขุดหลุมลงไป

พระเตมียะนึกว่าตนนี่ก็ทรมานร่างกายนี้มาถึง ๑๖ ปีแล้วไม่ได้เดินเหินไปทางไหนเลย
กำลังของเรานั้นจะมีสู้กับสารถีนี้ได้หรือไม่หนอ จึงได้พยายามลุกจากรถนั้น
ลงจากรถแล้ว..เดินไปเดินมาดู เห็นว่าร่างกายก็ยังเป็นปกติอยู่

ถ้าเป็นคนธรรมดาสามัญนี่เข้าใจว่า คงจะเดินไม่ได้แล้ว..นั่งอยู่ที่เดียวตั้ง ๑๖ ปี
เส้นประสาทคงจะหดเข้าไปหมดแล้ว คงจะยืดไม่ออกซะแล้ว
แต่นี้เป็น "หน่อโพธิสัตว์" มีบุญญาบารมีแก่กล้า บุญกุศลรักษาไว้
จึงมีร่างกายเป็นปกติ ไม่เสียหายอะไรส่วนไหนเลย
เดินไปเดินมาแล้วก็มาจับงอนรถนั้นแกว่งไปแกว่งมารอบตัวได้เลย
ก็รู้ได้ว่า กำลังวังชาก็ยังดีอยู่ พอที่จะต่อสู้กับสารถีนั้นได้

ครั้นแล้วจึงทรงค่อยพระดำเนินไปสู่ปากหลุมนั้น แล้วก็เรียกถามนายสารถีว่า

"ทำอะไรอยู่นี่" ว่างั้น

สารถีก็ตอบทั้งที่ขุดหลุมอยู่นั้น ไม่เงยหน้ามองดู
"เออนี่ขุดหลุมเพื่อฝังเตมีย์ใบ้" ว่างั้น

พระองค์ก็บอกว่า "เรานี่แหละเป็นเตมีย์ใบ้น่ะ อย่าไปขุดให้ลำบากเลย" ว่างั้น
"จงขึ้นมาเถิด"

พอเงยหน้าขึ้นมองดู..อ้าวก็เป็นพระเตมีย์ใบ้จริงๆบัดนี้ จึงได้ขึ้นจากหลุม
มากราบพระบาทของพระองค์แล้วขอขมาโทษ และพระองค์ก็ได้ทรงบอกนายสารถีว่า

"ท่านจงนำรถม้านี้กลับไปบ้าน เรานั้นจะบวชซะแล้ว ให้นำเรื่องราวของเรา
ไปทูลให้พระราชาได้ทรงทราบและอย่าให้พระราชาได้เป็นห่วง
เพราะเรานั้นได้ออกบวชเป็นพระฤาษีแล้ว"
ว่างั้น ส่วนนายสารถีนั้น
อ้อนวอนจะขอออกบวชตามแต่พระองค์ก็ไม่ให้บวช ให้พารถม้านี้กลับไปทูลพระราชา
พระราชบิดาพระราชมารดาจะเป็นห่วงมากจะเสียพระทัยมาก
ไปทูลบอกว่า เรายังไม่ตาย เราออกบวชเราเป็นฤาษีแล้วว่างั้น


.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ค. 2015, 15:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


นายสารถีจำใจต้องนำรถม้านั้นกลับเข้าวังเข้าเมือง แล้วก็ไปทูลเรื่องนั้น
ให้พระราชาได้ทรงทราบ เมื่อพระราชาได้ทรงทราบเช่นนั้นแล้ว
จึงได้ประกาศให้ชาวเมืองทั้งหลายได้รับรู้ว่า พระราชโอรสของพระองค์ได้เสด็จออกบวชแล้ว
บัดนี้เราก็พร้อมใจกันไปเชื้อเชิญให้พระโพธิสัตว์มาเสวยราชย์ครองเมืองแทนพระบิดา
ชาวเมืองทั้งหลายได้ยินได้ฟังก็ชื่นชมยินดี เตรียมขบวนแห่กันออกไปสู่ป่านู้น

พอไปถึงเข้าแล้วไปเชื้อเชิญให้พระองค์สึกออกมาครองราชสมบัติจะได้มอบราชสมบัติให้
พระองค์ก็ไม่ทรงรับเป็นพระราชา ได้เข้าฌานแล้วก็เหาะลอยอยู่บนอากาศ
แสดงธรรมให้พระราชบิดาพระราชมารดา พระญาติพระวงศ์และประชาราษฏร์ทั้งหลายได้ฟัง
คนนับเป็นหมื่นๆแสนๆ ในเมืองมันก็คงหลายแน่แหละพากันหนีออกไปหมดเลย
ยังเหลือแต่พวกนักเลงสุรา เมื่อพระองค์แสดงธรรมนั้นจบลงก็ลงจากอากาศมา
ประทับนั่งอยู่บนศาลา พระราชบิดาพระราชมารดาเป็นต้นก็ขอบวช พระองค์ก็บวชให้


บัดนี้พญาอินทร์ก็มาบันดาลนิรมิตอาศรมบทศาลาให้เป็นที่พักอาศัยคนละหลังๆ กัน
แต่สมัยก่อนนั้นเรียกว่า คนก็คงจะมีปริมาณน้อย ป่าดงพงไพรก็ยังอยู่มากมาย
แล้วพญาอินทร์ก็มานิรมิตต้นหมากเม่า* ไว้ในบริเวณนั้น
คนทั้งหลายเหล่านั้นไปเก็บเอาใบหมากเม่านั้นมา
แล้วพญาอินทร์ก็นิรมิตหม้อต้มอะไรไว้ให้เรียบร้อย
คนเหล่านั้นก็เอาใบหมากเม่านั้นมาต้ม กินบ้าง ถวายพระราชาบ้างอย่างนี้
ก็มีกำลังวังชาดี ก็ได้เจริญภาวนา บางคนก็สำเร็จฌานสมาบัติ บางคนก็ไม่สำเร็จ

อยู่ไปจนหมดอายุสังขารแล้วต่างคนก็ดับขันธ์
ผู้ได้บรรลุฌานสมาบัติก็ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก
ผู้ใดไม่สำเร็จฌานสมาบัติ ตายแล้วก็ได้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ ๖ ชั้น ในชั้นใดชั้นหนึ่ง
ตามบุญบารมีของตนในชาตินั้น ส่วนพระโพธิสัตว์เมื่อท่านสวรรคตแล้ว
ในชาตินั้นก็ไปเกิดเป็นพรหม อยู่ในพรหมโลกแต่เป็นรูปพรหม ไม่ได้เป็นอรูปพรหม
ในตำราท่านกล่าวไว้ว่า พระโพธิสัตว์ไม่ไปบังเกิดเป็นอรูปพรหม
ถ้าเกิดเป็นพรหมก็เป็นพรหมที่มีรูปร่าง..เป็นอย่างนั้น
ชาตินั้นชื่อว่า บำเพ็ญ "อุเบกขาปรมัตถบารมี"

นี่พระพุทธเจ้าทรงกระทำคุณงามความดีให้เป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย
ในชาตินั้นเรียกว่า ทรงบำเพ็ญกุศลคุณงามความดี มีทานบารมีเป็นต้น
มีอุเบกขาบารมีเป็นที่สุด เป็นตัวอย่างของคนทั้งหลาย
คนผู้มีปัญญาได้เห็นพระองค์ทำความดีแล้ว ก็พอใจประพฤติปฏิบัติตาม
สุดท้ายก็ได้มาเป็นบริษัทบริวารของพระองค์เมื่อพระองค์ได้ออกบวช
ได้มาเป็นบริษัทของพระองค์ที่เรียกว่า "บริษัท ๔"
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ได้ฟังธรรมคำสอนของพระองค์แล้ว
ก็ได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษตามวาสนาบารมีของตนๆ



* ต้นหมากเม่าหรือมะเม่า
ศึกษาเพิ่มเติมได้ในกระทู้พันธุ์ไม้ในพระพุทธประวัติตามลิ้งค์นี้
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=17&t=49085

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ค. 2015, 21:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ดังนั้นสมควรที่ชาวพุทธทั้งหลายควรจะพากันเจริญ "พุทธคุณ" นี้ให้มากๆ
เมื่อเราพิจารณาถึงความเป็นมาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ดังแสดงมาโดยลำดับนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า อันบุคคลที่จะพ้นทุกข์
พ้นจากความแก่ความเจ็บความตายพ้นจากความเกิดเหล่านี้ได้
โดยอาศัยการสร้างบุญบารมี ให้เต็มบริบูรณ์ตามภูมิของตน
นี่ถึงจะพ้นทุกข์พ้นกิเลสตัณหาต่างๆ ไปได้

ถ้าหากผู้ใดไม่คิดสร้างบุญสร้างบารมี
สร้างบารมี ๑๐ ประการที่พรรณนาให้ฟังมานี้นะ
ผู้นั้นมัวเมา ประมาท เพลิดเพลินอยู่แต่ในกามคุณเมถุนสังโยชน์อย่างนี้แล้ว
ผู้เช่นนั้นน่ะย่อมพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้
เพราะคนเรา เช่นอย่างว่า
ไม่สร้างทานบารมีอย่างนี้ เกิดมาชาติใดก็จะเป็นคนจนอยู่อย่างนั้นแหล่ะ
ไม่สร้างศีลบารมีอย่างนี้ ก็ยากที่จะได้เกิดมาเป็นคน

ถึงเกิดมาเป็นคน บาปกรรมก็ตามสนองให้เป็นคนมีร่างกายทุพพลภาพ
ไม่สมบูรณ์เพราะว่าไปเบียดเบียนแต่บุคคลอื่น สัตว์อื่น
กรรมนั้นมันตามมาสนองเอา อย่างนี้แหละ ผู้ใดที่ได้บำเพ็ญศีลบารมี
อย่างว่านี้แล้วผู้นั้นเกิดไปชาติใดภพใดก็จะมีร่างกายสมบูรณ์
มีอายุยืนยาวนานได้สั่งสมบุญบารมีให้แก่กล้าขึ้นไปโดยลำดับ
นี่ผู้ใดได้สร้างเนกขัมมบารมี เช่นนี้ผู้นั้นก็จะมีจิต
เหนื่อยหน่ายในกามคุณเมถุนสังโยชน์


ในเมื่ออินทรีย์บารมีแก่กล้าขึ้นแล้วพระโพธิสัตว์นะบางชาติ
ครองเรือนไปมาหน่อยนึงก็เบื่อหน่ายแล้ว เห็นโทษแห่งกามคุณ
ก็หนีออกไปบวช แต่ว่า มันคาความปรารถนา
ถึงแม้จะเห็นโทษแห่งกามคุณอย่างไร ก็สำเร็จมรรคผลไม่ได้
เป็นเพียงแต่ว่าได้บำเพ็ญเนกขัมมบารมี
ทำให้บารมีคือ การออกจากกามนี่นะให้มันแก่กล้าขึ้นไป
มิเช่นนั้นแล้วก็จะข้องอยู่ในกามทั้งหลาย จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย

อย่างนี้แหละความหมายของการสร้างบารมีนะ
การบำเพ็ญ "ปัญญาบารมี" ก็เพื่อที่ฝึกฝน
อบรมตนให้เกิดความรู้ความฉลาด
ด้วยการเรียน การท่องการจำคำสอนของพระพุทธเจ้า
ด้วยการน้อมเอาคำสอนนั้นไปพินิจพิจารณา ให้รู้ให้เข้าใจ
และก็ด้วยการภาวนา ทำสมาธิให้เกิดให้มีขึ้น
อย่างนี้แล้วก็เกิดปัญญาล่ะบัดนี้นะ
นั่นแหล่ะก็เป็น "ปัญญาบารมี" เมื่อบุญบารมียังไม่แก่กล้า
ถึงปัญญามีก็ไม่สามารถจะละกิเลสให้ขาดจากสันดานได้
แต่ว่า มันละบาปกรรมความชั่วต่างๆได้เท่านั้นล่ะผู้มีปัญญา

นี่นะเรียกว่า ปัญญาบารมี

ทรงสร้าง "ขันติบารมี" เพราะว่าคนเรานี่
ขาดความอดทนนั่นแหล่ะถึงลุอำนาจแก่กิเลส

ลุอำนาจแก่ความโลภ ไปเบียดเบียน
ฉ้อโกงหลอกลวงลักเอาสมบัติผู้อื่นมาเป็นของตน
เพราะว่าอดทนต่อความอยากไม่ได้นั่นแหละ
แล้วก็มีใครเขามาด่าว่าติเตียนพาลทะเลาะ
อดทนต่อความโกรธไม่ได้ ก็ต้องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นไป
เบียดเบียนกันไป เป็นกรรมเป็นเวรผูกพันกันไป

นี่ผู้มีความอดทนแล้วย่อมอดกลั้นทนทาน
ต่ออำนาจของกิเลสบาปอธรรมทั้งหลายเหล่านี้ได้
อดทนต่อการกระทำคุณงามความดีต่างๆ
ทำให้บุญบารมีแก่กล้าขึ้นได้เพราะความอดทน


บัดนี้ก็ "วิริยะบารมี" เป็นผู้บำเพ็ญบารมีข้อนี้ก็เพราะเหตุว่า
การกระทำความดีต่างๆนั้นต้องอาศัยความพากเพียร
ถ้าไม่มีความพากเพียรพยายามไปแล้วนั้นมันจะไม่สำเร็จได้
ไม่เป็นบุญกุศลได้ทำอะไร เพราะเมื่อทำความดีอะไรลงไป
มันมีอุปสรรคมาขัดขวาง ดังนั้นเราจึงพยายามพากเพียร
แก้ไขอุปสรรคนั้นๆให้ลุล่วงไป ให้จนทำความดีไปได้

ความชั่วอันใดมันจะมาคอยขัดขวางให้เราไม่ทำความดีได้
เราก็เพียรละความชั่วเหล่านั้นออกไปจากจิตใจ

บัดนี้นะ "อธิษฐานบารมี" ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมีก็ความมุ่งหมาย
ธรรมดาจิตใจคนเราเนี่ยมักจะอ่อนแอท้อแท้ทำอะไรไม่เอาจริงเอาจัง
พอทำงานอันนี้นานได้ผลก็ทิ้งงานนี่ไปทำงานนั้นเสีย
ถ้าเป็นนักบวชอย่างนี้ก็พยายามทำความดีไปหน่อยหนึ่งก็ใจอ่อนแอ
ท้อแท้ไปแล้วถอยหลังเสีย อย่างนี้นะ..เรียกว่า ขาดอธิษฐานบารมี

นั่นแหล่ะพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนให้พุทธบริษัทนั้น
ให้ทำอะไรให้อธิษฐานในใจลงไปถ้าเป็นทางที่ดีที่ชอบแล้ว
อธิษฐานใจให้มั่นลงไป ถ้าไม่สำเร็จเราจะไม่ถอย


ประกอบกับ "สัจจบารมี" เข้าไป เคารพต่อความสัตย์ความจริง
เมื่อได้ตั้งใจว่าจะทำอะไรลงไปแล้ว ถ้าไม่เหลือวิสัยจริงๆก็ไม่วางมือ

ไม่ทอดธุระ หรือว่านัดกับใครไว้ต้องไปพบกันที่นั่นที่นี่เวลาเท่านั้นอย่างนี้
ก็ต้องพยายามไปพบกับเพื่อนฝูงที่นัดแนะกันไว้ไม่ให้เสียสัจจะ
ทำอะไรไม่ให้เสียสัจจะแล้วก็เป็นที่เคารพนับถือของผู้อื่น
เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของผู้อื่น..เป็นอย่างนั้น


สุดท้ายเหตุที่ทรงสอนให้เจริญ "เมตตาบารมี" ตามธรรมดาคนเรานั้นน่ะ
มันมีความโกรธ ความโทสะพยาบาทอยู่ในจิตใจ ไม่ยอมให้อภัยแก่ผู้มาล่วงเกินตน
ผู้มาทำให้ตนเดือดเนื้อร้อนใจอย่างนี้ก็ตอบโต้กันไป ทำลายล้างผลาญกันลงอย่างนี้
เป็นกรรมเป็นเวรไปไม่รู้จักจบ นี่ก็เหมือนกันแหละ ดังนั้นเมื่อเจริญเมตตากรุณา
นึกถึงเขา นึกถึงเรามาแล้วให้อภัยเขาไปได้ ไม่ตอบโต้กันทีนี้เวรทั้งหลายก็ไม่มี
นี่การเจริญเมตตาบารมีเพื่อให้ห่างไกลจากกรรมจากเวรทั้งหลาย
ถ้าได้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ก็อย่าให้มีกรรมมีเวรติดตัวไป

ก็เพื่อบรรเทาโกรธ โทสะพยาบาททั้งหลายให้เบาบางไปอย่างนี้นะ..
ความหมายของการเจริญเมตตาบารมี

สุดท้ายนั้นความหมายของการเจริญ "อุเบกขาบารมี" ก็ตามธรรมดาจิตใจคนเรานี่น่ะ
มักหวั่นไหวไปตามอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่ายินดี อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่ายินร้าย
อย่างนี้แหละเมื่อเป็นเช่นนี้ความสุขก็ไม่มีทางจิตใจนั่นน่ะ เมื่อได้ประสบความภัยพิบัติทั้งหลาย
ก็เสียอกเสียใจ อย่างนี้นะเมื่อประสบกับสิ่งที่น่าพอใจทั้งหลายก็โสมนัสยินดีอย่างแรง
มันก็จิตมันเอียงไปเอียงมาไม่เป็น "มัชฌิมา" สายกลาง
ดังนั้น พระองค์จึงทรงสอนให้เจริญ "อุเบกขา"
แม้ตัวเองหรือคนอื่นจะถึงความวิบัติอย่างไรก็อย่าไปเสียใจเศร้าโศกกับมัน
แม้จะได้ลาภได้ยศอะไรก็อย่าไปโสมนัสยินดีเกินส่วน
เพราะของเหล่านั้นล้วนแต่ของไม่เที่ยง
เกิดแล้วดับไป พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วก็วางอุเบกขาลง


เช่นนี้แล้วก็เป็นอันว่า เป็นผู้พ้นจากทุกข์ในอบายภูมิทั้ง ๔
เป็นนิสัยปัจจัยให้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษได้ในที่สุด
เหมือนอย่าง "พระพุทธเจ้า" นั้นแหละ



:b45: :b45:

จบ


:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20708

:b44: รวมคำสอนและประมวลภาพ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 มิ.ย. 2015, 07:13 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1720

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร