วันเวลาปัจจุบัน 16 เม.ย. 2021, 17:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ธ.ค. 2013, 09:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ธ.ค. 2013, 15:30
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในยามที่เราเสียใจ จิตตกมากๆ ดำดิ่งในความเศร้า
เพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมา 7 ปีค่ะ เลิกกันมา 5 เดือนแล้วค่ะ
เค้าทิ้งเราไปง่ายๆเลย เจ็บมากมาย
ทุกวันนี้ เค้าสองคนก็เดินให้เราเห็นอยู่เป็นประจำเพราะทำงานที่เดียวกัน
และเหตุการณนั้นก็ยังคงหลอกหลอนเราอยู่
เราจะทำยังไงดีให้เราผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้
ตั้งแต่เกิดเรื่องมาก็ได้อ่านหนังสือธรรมมะจบไปหลายเล่มแล้วค่ะ
รู้สึกว่าที่วันนี้ยังไม่ตาย เป็นเพราะได้ธรรมมะโอบอุ้มไว้
ทำยังไงเราถึงจะมีธรรมมะ มีความสงบในจิตใจเราได้ตลอดเวลา
เพื่อคลายความเศร้าโศก เสียใจในจิตใจเราได้ตลอดเวลา
เพราะทุกวันนี้ เสียใจตลอดเวลา สวดมนต์ทำสมาธิ แผ่เมตตา ปล่อยวาง
คิดดี พูดดี ทำดี ธรรมมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
เค้าไม่ใช่ของๆเรา ทำทุกอย่างๆ สอนตัวเองทุกอย่าง สงบบ้าง
ฟุ้งซ่านบ้างซะเป็นส่วนใหญ่ ทำยังไงจิตใจเราถึงจะสงบ ปล่อยวาง
ได้อย่างแท้จริงเหมือนคนอื่นๆเค้าค่ะ
ที่มา Post ในหมวดสมาธิ
เพราะยอมรับความจริงได้แล้วว่าเค้าทิ้งเราไปจริงๆ
แต่จิตใจยังโศกเศร้าอยู่ เลยคิดว่าการเริ่มทำสมาธิ น่าจะเป็นทางออกหรือเปล่าค่ะ
แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงค่ะ นั่งทีไร คิดนู่นนี่นั่นตลอดเวลา หรือว่าควรเริ่มฝึกตนยังไงดีค่ะ
ให้พ้นจากบ่วงทุกข์นี้ได้ ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ธ.ค. 2013, 02:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนทุกข์มาหนัก ก็หลบก่อน ไปทำอะไรก็ได้ให้เป็นที่สบายใจ จะเก็บตัวอยู่คนเดียว ไปอยู่กับเพื่อน หรือเข้าวัดเข้าวาสวดมนต์ ทำสมาธิจะแบบไหนก็คือหลบทั้งนั้น แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่อย่าเอาแต่หลบอย่างเดียว คุณเป็นนักสู้หรือเปล่า หลบอย่างเดียวเอาชนะทุกข์ไม่ได้ เราต้องลุกขึ้นสู้ด้วย พอทุกข์เบาลงบ้าง ค่อยออกมาสู้กับมัน ความทุกข์ รอบนี้ฉันอาจจะสู้เธอไม่ไหว แต่รอบหน้าฉันจะไม่ยอมแพ้แบบนี้อีก

การสู้กับความทุกข์ในพุทธศาสนา อาศัยการคิดพิจารณาหาเหตุผล เรามาลองคิดดู ว่าอะไร ทำให้เราทุกข์

สิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ในใจ คือความผิดหวัง

ความผิดหวัง เกิดจากตัวเราเอง เราวางความหวังของเราไว้ผิดที่ ผิดจากความเป็นจริง

สมมุติว่ามีกล่องใบหนึ่ง คุณใส่ลูกบอลสีดำลงไป 9 ลูก ลูกบอลสีขาว 1 ลูก ให้คุณหยิบขึ้นมา 1 ลูกโดยไม่มอง คุณจะคาดหวังว่าจะหยิบได้ลูกบอลสีอะไร

คงมีคำตอบในใจว่าสีดำใช่ไหม

ทีนี้ สมมุติว่ากล่องใบเดิม คุณเอาไปให้เพื่อนคุณหยิบ ในกล่องจริงๆมีลูกบอลสีดำ 9 ลูก ลูกบอลสีขาว 1 ลูก แต่คุณบอกเพื่อนคุณที่กำลังอยากได้ลูกบอลสีขาวซักลูกว่า ในนี้ลูกบอลส่วนมากเป็นสีขาว มีสีดำอยู่ลูกเดียว ถ้าเธอหยิบได้สีขาว ฉันจะให้เธอไปเลย คุณคิดว่าเพื่อนคุณจะคาดหวังว่าจะหยิบได้ลูกบอลสีอะไร ก็ต้องเป็นสีขาวใช่ไหม แต่พอหยิบจริง ก็ได้แต่ลูกบอลสีดำทุกที หยิบเท่าไรก็ไม่เคยได้สิ่งที่อยากได้ แบบนี้เพื่อนคุณก็ผิดหวังใช่ไหม

กล่อง คือสิ่งหรือเรื่องใดก็ตามที่เราเกี่ยวข้องด้วย จะเป็นการงาน รูปร่างเรา แฟน หรืออะไรก็ตาม บอลสีขาว คือข้อดี หรือสิ่งที่เราอยากได้จากกล่องๆนี้ บอลสีดำคือข้อเสีย หรือสิ่งที่เราเกลียด ไม่อยากได้ ไม่อยากเจอในกล่องๆนี้

ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม จะมีสัดส่วนบอลขาว/ดำเป็นของตัวเองเสมอ ขึ้นกับสองปัจจัย หนึ่งคือธรรมชาติของเรื่องๆนั้น และสองคือเกณฑ์การประเมินในใจเรา คือสำหรับเราเท่าไรคือขาว เท่าไรคือดำ

ธรรมชาติของเรื่องๆนั้น เป็นสิ่งคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เกณฑ์การประเมินในใจเราเปลี่ยนแปลงได้ตามมุมมองของเรา

ทีนี้กลับไปทีเรื่องเพื่อนคุณ ลองคิดกันเล่นๆดูว่าเขาผิดหวังเพราะอะไร จะขอพูดถึงแยกเป็นสองกรณี

1. ผิดหวังเพราะข้อมูลผิด เพราะเขาเชื่อว่ามีลูกบอลสีขาวเยอะแยะในนี้ สีดำมีลูกเดียว เขาก็คิดว่าเขาสมควรจะต้องหยิบได้สีขาว เพื่อนคุณคนนี้ก็คือตัวตนของคุณขณะที่ผิดหวัง คุณผิดหวัง เพราะคุณหวังไว้ผิด ของมันดีได้เท่านี้ ในตัวมันมีลูกบอลสีขาวให้คุณได้แค่เท่านี้ คุณหวังให้มันดีกว่าที่มันเป็น

2. สมมุติว่าข้อมูลถูกแล้ว คือคุณมองว่าของอันนี้ดีตามที่มันดีจริงๆ และของอันนี้มันแย่ ตามที่มันแย่จริงๆ อันนี้ยังอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับของที่คุณมองว่าแย่ เมื่อคุณมองว่ามันแย่มาก จนเกิดความเกลียดของชิ้นนี้ เพราะความเกลียดจะทำให้คุณทุกข์ ลองคิดถึงอาหารที่คุณเกลียด กรณีนี้ เพราะว่าข้อมูลคุณถูก ดังนั้นของนี้แย่จริงๆ แต่อย่าลืมว่าของนี้แย่ "สำหรับคุณ" เพราะคำว่าแย่นี้เกิดจากคุณเอาเกณฑ์การประเมินในใจของคุณเป็นตัววัด นั่นหมายความว่า มันแย่ในสายตาคุณ ตัวตนของมันจริงๆ ไม่เคยแย่ หรือไม่เคยดี ตัวมันเองไม่เคยเป็นอะไรอย่างอื่นนอกจากตัวมันเอง เป็นคุณต่างหากที่มองว่ามันแย่ หรือมองว่ามันดี

เพียงแค่คุณเข้าใจสองกรณีนี้ คอยพยายาม

1. ปรับแก้ข้อมูลในใจคุณ ให้ตรงกับความจริงของสิ่งที่มันเป็น คุณหวังได้นะ แต่หวังเท่าที่คุณควรจะหวัง เท่าที่ของนั้นมีให้คุณหวัง คุณจะไม่มีทางทุกข์จากความหวังบนพื้นฐานของความจริงแบบนี้ ถ้าคุณทำได้คุณจะไม่มีทางผิดหวังอีกต่อไป เพราะคุณหวังไว้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

2. ปรับแก้เกณฑ์การประเมินในใจคุณ ให้ครอบคลุมความจริง มองให้กว้าง ให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น ทุกอย่างมีด้านดีและด้านเลวเสมอ ทุกสิ่งที่คุณมองว่าบกพร่อง ล้วนมีความสมบูรณ์แบบถูกต้องอยู่ในตัวมันเอง

ทำเท่านี้เอง ทุกข์ในใจคุณก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ

ลองคิดดูสิ ไม่ต้องผิดหวังอีกต่อไป ถ้าทำได้จะมีความสุขสักขนาดไหน ยิ่งกว่าสวรรค์บนดินอีกนะ

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2013, 07:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6103


 ข้อมูลส่วนตัว




1488534_272714309553110_1523485852_n.jpg
1488534_272714309553110_1523485852_n.jpg [ 124.07 KiB | เปิดดู 2940 ครั้ง ]
ทุกข์ทั้งหลายไม่มีใครเลยที่จะปรารถนามันแม้เพียงเล็กน้อย
ทุกข์ที่เกิดนั้นมันอาศัยเหตุ เมื่อเหตุไม่ดีผลก็ย่อมไม่ดี เหตุดี ผลก็ย่อมดี

เมื่อเหตุปัจจัยหมด ผลก็หมดตามไปด้วย จะไปให้มันเกิดขึ้นต่อไปอีกก็ไม่ได้
เมื่อเหตุปัจจัยยังมีอยู่จะให้มันหมดไปก็ไม่ได้ เช่นกัน
เราต้องยอมรับเรื่องกรรมไม่ว่าอะไรที่มันเกิดขึ้นนั้น
ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้โดยบังเอิญได้ จะต้องมีเหตุปัจจัยให้เกิดจึงจะเกิดขึ้น

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า บุคคลทำกรรมอันใดไว้ เราจักต้องได้รับผลของกรรมนั้น
“คนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญ หรือเป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่
กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆไป”

จะไม่มีที่ยืนแม้สักแห่งที่หนีกฎแห่งกรรมได้เลย ไม่ว่าจะหนีไปอยู่ในซอกหิน ในท้องฟ้า ในมหาสมุทร
ถึงในชาตินี้ไม่มีโอกาสให้ผลก็จะติดตามไปให้ผลในชาติต่อๆไปจนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน

หากไม่เข้าใจก็ดูเหมือนว่าจะมาพูดซ้ำเติม แต่อยากจะพูดให้เห็นความจริงว่ามันเป็นเช่นนั้น
ในเมื่ออยู่ในห้วงทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ต้องหมั่นสร้างกุศลหมั่นพิจารณาทำใจรับผลของกรรมไปก่อน
เมื่อความทุกข์หมดไปความสุขก็จะมาแทนที่ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่ที่การสร้างเหตุปัจจัย

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาแล้วจะไม่มีความพลัดพรากจากกัน เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่จากเรา เราก็ต้องจากสิ่งนั้น จะหนีกฏธรรมชาตินี้ไปไม่ได้เลย

ก็ขอเป็นกำลังใจให้ สู้ๆๆ ครับ ชัยชนะไม่เคยอยู่กับผู้ท้อถอยยอมพ่ายแพ้ครับ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ธ.ค. 2013, 07:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6103


 ข้อมูลส่วนตัว




602093_697796310230951_15630333_n.jpg
602093_697796310230951_15630333_n.jpg [ 59.9 KiB | เปิดดู 2913 ครั้ง ]
อย่าอดทนกับคนที่หมดรัก
อย่าจมปลักกับคนที่หมดใจ
อย่าเสียดายคนบางคนที่จากไป
แต่จงเสียดายกับวันเวลาที่เหลืออยู่

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2014, 11:27 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ธ.ค. 2013, 15:30
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบคุณคนธรรมดา และลุงหมาน มากค่ะ
ที่ให้แง่คิดข้อเตือนใจ ดิฉันอยากจะบอกว่าดิฉันเข้าใจค่ะ
และคิดว่าตัวเองคงจะทำใจได้มากขึ้นๆทุกๆวัน ขอขอบคุณจากหัวใจค่ะ
จริงๆแล้วในเหตุการณ์นี้ก็มีข้อดี ดิฉันได้บทเรียนหลายๆอย่าง
ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้จากการอ่าน แต่เมื่อประสบเองถึงเข้าใจ
มันทำให้ดิฉันเติบโตขึ้น และเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น
ดิฉันเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดมาอย่างมีความหมาย
และฉันก็รู้ว่ามันเกิดมาเพื่อจะสอนและตักเตือนบางสิ่งบางอย่างในชีวิต
การใช้ชีวิตอย่างรัก โลภ โกรธ หลง และประมาทในชีวิตของฉันที่ผ่านมา
ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรแก่ชีวิตเลย มีแต่จะเดือดร้อน วุ่นวายใจ ลุ่มหลง
ฉันตั้งใจว่าต่อไปจะใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
และให้ธรรมมะนำทางความรักของฉัน
ยังคงต้องฝึกตัวเองอีกเยอะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2014, 11:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อยากพ้นทุกข์ในจิตใจ


ความต้องการ จขกท. สั้นๆง่ายๆ ว่า "อยากพ้นทุกข์ทางจิตใจ" แต่เป็นเรื่องใหญ่มากมาย เรียกว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดรวมลงที่จิตใจนี่เอง (กายเป็นเพียงเครื่องมือของจิตใจ)

ปัญหาหรือความทุกข์ทางใจของ จขกท. เนี่ยะ เกิดจากไม่สมหวังในรัก (รักเขาแต่เขาไม่รักเรา) จึงเป็นทุกข์ (ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์) ทุกข์จากรักซ้อนซ่อนรักเนี่ย ไม่ว่าหญิงว่าชายเป็นกันประจำ ไม่ใช่เป็นแต่เราเท่านั้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องช่วย นานวันก็ค่อยๆจางเอง ไม่ต้องทำอะไรมัน ขณะเดียวกัน เปิดใจกว้าง ไม่ปิดกั้นตนเอง พบคนใหม่ได้ตัวแทนแล้วทุกข์ประเภทนนี้ก็จะทุเลาเบาบางเอง (แต่ไม่รับประกันว่า จะไม่ทุกข์กับความพลัดพรากอีก...)

ส่วนการฝึกอบรมจิต (ทำสมาธิเจริญปัญญา) ควรใช้เวลาฝึกไปวันละเล็กละน้อย มิใช่มีความทุกข์ไม่สะบายใจทีก็ฝึกที ยังงี้ไม่ได้ผลที่พึงปรารถนาครับ :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ม.ค. 2014, 11:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


devdham เขียน:
ขอขอบคุณคนธรรมดา และลุงหมาน มากค่ะ
ที่ให้แง่คิดข้อเตือนใจ ดิฉันอยากจะบอกว่าดิฉันเข้าใจค่ะ
และคิดว่าตัวเองคงจะทำใจได้มากขึ้นๆทุกๆวัน ขอขอบคุณจากหัวใจค่ะ
จริงๆแล้วในเหตุการณ์นี้ก็มีข้อดี ดิฉันได้บทเรียนหลายๆอย่าง
ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้จากการอ่าน แต่เมื่อประสบเองถึงเข้าใจ
มันทำให้ดิฉันเติบโตขึ้น และเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น
ดิฉันเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดมาอย่างมีความหมาย
และฉันก็รู้ว่ามันเกิดมาเพื่อจะสอนและตักเตือนบางสิ่งบางอย่างในชีวิต
การใช้ชีวิตอย่างรัก โลภ โกรธ หลง และประมาทในชีวิตของฉันที่ผ่านมา
ไม่ได้ให้คุณค่าอะไรแก่ชีวิตเลย มีแต่จะเดือดร้อน วุ่นวายใจ ลุ่มหลง
ฉันตั้งใจว่าต่อไปจะใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท
และให้ธรรมมะนำทางความรักของฉัน
ยังคงต้องฝึกตัวเองอีกเยอะค่ะ




จขกท. เป็นคนฉลาด รู้จักใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส สาธุครับ :b8:

นึกได้

อ้างคำพูด:
"ยามเยาว์เห็นโลกล้วน...แสนสนุก
เป็นหนุ่มสาวก็หลงสุข...ค่ำเช้า
กลางคนเริ่มเห็นทุกข์...สุขคู่ กันนอ
ตกแก่จึงรู้เค้า...โลกล้วนอนิจจัง"

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ


ชีวิตเราๆท่านๆที่ผ่านมาแต่ละวันแต่ละวัย ให้แง่คิดให้คติธรรมได้มากมาย :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2014, 20:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกข์สำหรับรู้เท่าทันด้วยปัญญา

อ้างคำพูด:
พระพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาแห่งความสุข ยิ่งบางทีไปเจอคำสอนบางเรื่องทำนองว่า นั่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ ก็นึกว่าพุทธศาสนาเต็มไปด้วยเรื่องทุกข์ บางคน พอเจออริยสัจ ๔ ขึ้นต้นข้อแรกว่า "ทุกข์" หรือพระดำรัสสรุปอริยสัจว่า ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราสอนแต่ทุกข์ และนิโรธแห่งทุกข์ ก็อาจจะถึงกับบอกว่าพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความทุกข์

เรื่องนี้ควรย้ำกันบ่อยๆว่า อริยสัจนั้น พระพุทธศาสนาตรัสกิจต่ออริยสัจกำกับไว้ ถ้าใครทำกิจต่ออริยสัจผิดไป ก็พลาดตั้งแต่ต้น ไม่ได้รู้จัก และไม่มีทางถึงพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะทุกข์นี้ เป็นอริยสัจข้อแรก จึงควรจะแม่นที่สุด ถ้าจะให้ง่าย ก็ท่องคำบาลีติดลิ้นไว้เลยว่า "ทุกขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ" (ทุกขอริยสัจ พึงปริญญา)

เป็นอันว่า กิจหรือหน้าที่ของเราต่อทุกข์ คือ "ปริญญา" พูดเป็นภาษาไทยง่ายๆว่า ทุกข์นั้นสำหรับรู้เข้าใจ หรือรู้เท่าทันด้วยปัญญา คือ ทุกข์เป็นเรื่องสำหรับปัญญา ไม่ใช่เป็นเรื่องสำหรับเก็บไว้บีบใจ แต่ให้ใช้ปัญญารู้เข้าใจ และแก้ไขให้เสร็จสิ้นไป อย่างที่ว่า ถ้าทุกข์มา ก็ส่งให้ปัญญาเอาไปจัดการ นี่คือ เริ่มเดินถูกทาง

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2014, 01:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร