วันเวลาปัจจุบัน 30 ก.ย. 2020, 07:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 925 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 62  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2013, 16:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


s006
ท่านนักสนทนาธรรมทั้งหลาย เคยลองทดสอบพิสูจน์ตัเองดูบ้างไหมว่า ในขณะที่เรามีความรู้ภาคทฤษฎีธรรมะกันมากมาย ถกเถียงสนทนาธรรม อ้างสูตร อ้างคัมภีร์มาอธิบายกันได้อย่างคล่องแคล่ว พูดปริยัติ ปรมัตถธรรม อภิธรรมกันจนบรรลุถึงนิพพานด้วยความคิด ไม่ติดขัด

แต่พอลงมือนั่งทำภาวนากันจริงๆ ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว....1 ชั่วโมงก็แล้ว กายสังขารก็ไม่สงบ สยบนิวรณื 5 ก็ไม่ลง ความคิดนึก ฟุ้งปรุงไม่อาจหยุด

ท่านนักสนทนาธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างนี้กันบ้างไหมครับ..

ท่านใดทำความสงบรำงับได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ขออนุโมทนาสาธุ
:b27:
แต่หากว่ายังทำไม่ได้.................อะไรหนอเป็นเหตุ
s004


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2013, 20:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3911


 ข้อมูลส่วนตัว


การปฏิบัติธรรมนั้น เมื่อลองปฏิบัติดูแล้ว เมื่อกล่าวถึงสมถะกรรมฐานจะเป็นการทำให้จิตใจสงบโดยเป็นการกำหนดอยู่ที่อารมณ์เดียว เพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิ

แต่วิปัสสนากรรมฐาน จะเป็นการตามรู้อารมณืที่มากระทบและจะไม่เป็นการเพ่งอยู่ที่อารมณ์เดียว ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่เรานั้งอยู่พื้นแข็ง เราก็กำหนดรู้ว่าแข็ง และทันใดนั้นมีรถยนต์วิ่งผ่าน ตาเห็นรูป ก็กำหนดเห็น และได้ยินเสียงด้วยก็กำหนดเสียงหนอหรือได้ยินหนอ

นิวรณ์ 5 คือ สิ่งที่เป็นเครื่องขวางกั้น เช่น ถีนมิททะ คือความง่วง มักจะเกิดในสมาธิทั้งสมถะและวิปัสสนา
ความโกรธพยาบาท ก็เป็นอีกตัวหนึ่งในสมาธิ ความฟุ้งซ่านก็เช่นกัน
ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเท่าไหร่หรือเกิดขึ้นน้อย แต่เมื่อเราปฏิบัติธรรมสิ่งเหล่านี้มักจะมีเข้ามาในตอนปฏิบัติ แต่สิ่งเรานี้เราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ คือห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นคือไปสนใจและไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ และสิ่งสุดท้ายสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก็คือความไม่มีตัวตน คืออนัตตา นั่นเอง

ข้อควรในการปฏิบัติก็คือเมื่อเกิดนิวรณ์ 5 ถ้าเป็นสมถะก็ต้องเพ่งอยู่ในอารมณ์เดียวจนเกิดสมาธิ สิ่งเหล่านี้ก็จะหายไปเองเมื่อใจเป็นสมาธิ ส่วนถ้าเป็นวิปัสสนา เมื่อมีนิวรณ์ปรากฏจะเป็นการกำหนดรูปนาม
เมื่อนิวรณ์ปรากฏเช่นความโกรธ เราก็ควรเอาสติไปกำหนดที่ฐานสมาธิ เช่นถ้ากำหนดพองยุบให้เอาสติไปกำหนดไว้ที่ท้องพองยุบ ถ้าเป็นพุทโธก็เอาสติไปที่การกระทบของลมที่บริเวณปลายจมูก
แล้วความโกรธก็จะหายไปเองนี่เห็นไหมว่าความโกรธมันไม่เที่ยงมีความเกิดดับ ซึ่งต่างจากที่ถ้ามีความโกรธเกิดขึ้นมา เราไปเพ่งที่ความโกรธจิตของเราก็จะยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งนั้นยิ่งเพิ่มพลังความโกรธมากขึ้นและเป็นการยึดมั้นถือมั่นแบบไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะกำหนดที่ฐานสมาธิเช่นเดิม เมื่อความโกรธเกิดขึ้นอีกก็เอาสติไปกำหนดที่ฐานสมาธิ เพียงสักแต่ว่ารู้ว่าความโกรธเกิดขึ้นนั้นเอง

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2013, 03:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ขึ้นอยู่กับว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นนั้นกำหนดรู้ตาม ปรมัตถธรรม(ความเป็นจริง) หรือปรุงแต่งธรรม ถ้าเป็นปรมัตถธรรมนั้น ความสงบเกิดควบคู่กันไปครับ คือ ปรมัตถธรรมนั้นปรากฏเป็นของจริงที่จิตรับรู้ไม่ต้องแปรรูปอีก จึงเป็นอนัตตาโดยปรมัตถ์ เป็นความสงบทุกช่วงของวินาทีอยู่แล้วครับ
แต่หากปรุงแต่งธรรมตามผัสสะ นี่แหละครับที่เป็นเหตุ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2013, 05:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พูดง่ายๆ แต่ทำยากนะ คำตอบก็คือไม่มีสมาธิไม่มีปัญญานั่นเอง ดังนั้นจะต้องลงมือฝึกสมาธิ + ปัญญา ด้วยการทำกรรมฐาน คือสมถกรรมฐาน + วิปัสสนากรรมฐาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2013, 08:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนอื่นแค่อยากบอกครับว่า.......จกทรู้จักการปฏิบัติจริงๆหรือแค่คิดว่า
การนั่งอยู่ในถ้ำคนเดียวเงียบๆ นั้นคือการภาวนา

ความสำคัญของการภาวนาหรือการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า
นั้นคือการดำเนินชีวิตแบบมีสติในเบื้องต้น และการมีอินทรีย์๕ในเบื้องปลาย

ดังนั้นการปฏิบัติที่แท้ ไม่ใช่การนั่งจมแช่อยู่กับความว่าง
ตรงข้ามการปฏิบัติที่ถูกต้องคือการ ทำให้จิตมีความคล่องแคล้วฉับไว
ควรค่าแก่การงาน ซึ่งการทำให้จิตมีลักษณะนี้ได้ ก็ต้องอาศัยอินทรีย์๕
นั้นก็คือ.......................ศรัทธา....วิริยะ....สติ..ปัญญา....สมาธิ

จขกทรู้หรือไม่ว่า....สมถะมีลักษณะอย่างไร
และสมาธิแท้ๆที่พระพุทธองค์ทรงสอนเป็นอย่างไร
จขกทรู้หรือเปล่าว่ากำลังเข้าใจผิด โดยคิดว่า สมาธิของฤษีเป็นสมาธิที่พระพุทธองค์ทรงสอน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 15:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b4:
ก็ยังคงเป็นคำตอบ คำพูดคำวิตก วิจารณ์ ที่เป็นปริยัติ เป็นทฤษฎี กันอยู่เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีท่านใดพูดถึงประสบการณ์จริงว่า ท่าทำกายสังขารให้สงบรำงับ สยบนิวรณ์ 5 ได้ไหม ในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง

ถ้าทำได้ ทำอย่างไร

ถ้ายังทำไม่ได้ รู้ไหมว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับคุณ

เอาเรื่องทำนองนี้มาคุยกันน่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นนะครับ
สำหรับคุณโฮฮับที่ยังคอยแต่จะสงสัย และเข้าใจว่าคนอื่นยังโง่กว่าไม่รึ้จักความหมายโดยอรรถะและพยัญชนะ ของสมถะและ วิปัสสนานั้น ขอให้เลิกสงสัยในเรื่องพื้นฐานเหล่านั้นได้แล้ว ควรต้องมีสามัญสำนีกของวิญญูชนรู้บ้างว่า คนทีสามารถเอาคำถามในเชิงปฏิบัติมาตั้งเป็นกระทู้เช่นนี้เขาจะมีประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมามากน้อยขนาดไหน

ลองแสดงประสบการณ์จริงของคุณโฮฮับมาให้กันฟังหน่อยว่า คุณสงบกายสังขารและนิวรณ์ 5 ได้ภายในเวลากี่นาที
นี่ไม่ใช่เป็นเฉพาะเรื่องสมถะหรือสงบ แต่เป็นเครื่องชี้บอกด้วยว่า คุณอยู่บนฐานที่พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนาภาวนาหรือยัง

ไอ้วิปัสสนา ที่มีความคิดนึกปนอยู่ตลอกเวลานั่นมันเป็น วิปัสสนึก สำเร็จธรรมโดยวิปัสสนึก ถึงนิพพานโดยวิปัสสนึก แล้วมานั่งกระหยิ่มใจว่าฉันสำเร็จธรรมแล้ว คิดข้อธรรมอะไรก็ทะลุประโปร่งไปหมด

แต่พอมีคนมาสบประมาทก็ขุ่นมัวทุกที โกรธทุกที มีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยมิจฉาวาจาทุกที

จะสร้างความสงบกายใจได้หยุดพักความคิดนึก ปรุงแต่งสักพักสักคราว ก็ทำไม่ค่อยได้ ใช้เวลาเป็นหลายชั่วโมงหลายวัน

ไม่ควรค่าแก่ความเป็นผู้รู้ธรรมถึงธรรมเลย เพราะท่านผู้รู้ธรรมถึงธรรมจริงท่านจะสามารถทำความนิ่งความตั้งมั่นสามารถเจริญปัญญาวิปัสสนาภาวนาต่อได้ ทำ รูป นาม กาย ใจแยกออกจากกันได้ภายในไม่กี่วินาที และมีสังขารุเปกขาญาณหรือฌาณ4 เป็นที่พักระหว่างการเดินทางได้โดยง่าย
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอางี้ดีเลยดีกว่า คุณอโศกเฉลยเลย ว่าทำยังไง ดังๆชัดๆ ทำยังไง ทำนะทำทำยังไง :b31:

ข้างบนยังเป็นการพูดอยู่ ไม่ใช่การทำ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 15:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:


ไม่ควรค่าแก่ความเป็นผู้รู้ธรรมถึงธรรมเลย เพราะท่านผู้รู้ธรรมถึงธรรมจริงท่านจะสามารถทำความนิ่งความตั้งมั่นสามารถเจริญปัญญาวิปัสสนาภาวนาต่อได้ ทำ รูป นาม กาย ใจแยกออกจากกันได้ภายในไม่กี่วินาที และมีสังขารุเปกขาญาณ หรือฌาณ4 เป็นที่พักระหว่างการเดินทางได้โดยง่าย


อ้างคำพูด:
ทำ รูป นาม กาย ใจ แยกออกจากกันได้ภายในไม่กี่วินาที และมีสังขารุเปกขาญาณ หรือฌาณ4


คุณอโศกครับ เวิ้นเว้อนะครับ แหมๆพูดเป็นกาตูน :b32:

คุณจะเดินทางไปไหนครับ คุณทำยังไง ยังไม่แจ้งเลย :b1: เอาแหละจะสังขารุเปกขาญาณแระ คิกๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 15:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 10:42
โพสต์: 249

แนวปฏิบัติ: ไม่เอา ไม่เป็น ไม่ยึด
สิ่งที่ชื่นชอบ: ทุกเล่มของท่านพุทธทาส
อายุ: 32
ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: คุณอโศกะ

พระรูปนึงเมื่อท่านจะถ่ายทอดธรรมให้ ท่านจะพูดว่า

"ตั้งใจฟังให้ดี"

เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้ที่เข้าไปสนทนาจะหยุดการคิด พูดและทำอย่างอื่น มาตั้งใจฟังท่าน

ที่ตั้งใจฟังเพราะว่า "ศรัทธา" ในพระรูปนั้น

ขณะที่ตั้งใจรอฟังอยู่นั้น ศีลจะสมบูรณ์ มีสมาธิที่พอเหมาะ

ในขณะนั้นจิตควรแก่การรับรู้ธรรม

ธรรมจึงถ่ายทอดถึงกันได้เพราะไม่มีเครื่องกางกั้น

บางคนเรียกการถ่ายทอดธรรมแบบนี้ว่า จากจิตสู่จิต

:b8:

.....................................................
วงว่างยงอยู่ยั้ง อนันตกาล
ในถิ่นที่ทุกสถาน แหล่งหล้า
ยึดมั่นไป่พบพาน ประจักษ์
ยามปล่อยหยุดไขว่คว้า ถึงได้โดยพลัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 18:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b4:
ก็ยังคงเป็นคำตอบ คำพูดคำวิตก วิจารณ์ ที่เป็นปริยัติ เป็นทฤษฎี กันอยู่เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีท่านใดพูดถึงประสบการณ์จริงว่า ท่าทำกายสังขารให้สงบรำงับ สยบนิวรณ์ 5 ได้ไหม ในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง


จะบอกให้ครับ ที่คุณเห็นเป็นทฤษฎี นั้นเป็นเพราะคุณไม่เอาสิ่งที่เข้าบอกไปทำให้มันเกิดเป็ปฏิเวธ
ถ้าคุณรู้จักการดูจิตดูใจ หัดเอาความเป็นปริยัติไปทำให้เป็นสภาวะ ทั้งหมดทั้งมวลคุณก็คงไม่
พูดในสิ่งที่แสดงถึงความเป็นคนที่ขาดความเข้าใจขนาดนี่ครับ

ไอ้ประสบการณ์ที่คุณกำลังจะยกมาข่มชาวบ้าน ผมจะบอกให้ครับ
มันเป็นเรื่องที่ผมผ่านมาแล้วทั้งนั้น
ไอ้สภาวะอากาสานัญจายตนะ แบบนี้พอเรียกเป็นประสบการณ์มั้ย
เป็นเพราะเขารู้ไงครับ ถึงได้วิพากษ์ในสิ่งที่คุณกำลังชักชวนให้คนหลงเข้าใจผิด


asoka เขียน:
:b4:

ถ้าทำได้ ทำอย่างไร
ถ้ายังทำไม่ได้ รู้ไหมว่าอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับคุณ


มันจะไปอยากเย็นอะไรครับ แค่หาที่สับปายะสักแห่ง นั่งแล้วหาวิหารธรรมสักอย่าง
จะเป็นสวดมนต์หรือนับเลขก็ยังได้ คนที่จิตมั่นๆท่องชินบัญชรแค่ครึ่งบทก็เกิดนิมิต
เมื่อเกิดนิมิตก็เพ่งลงไปที่นิมิตนั้น จิตมันก็ว่าง มันไม่เห็นมีอะไรแปลกสักนิด

คนที่ทำไม่ได้มันก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงเป็นคนที่ชอบคิดโน้นคิดนี้
และยังไม่มีวิหารธรรมที่ถูกกับจริตตนเอง

asoka เขียน:
:b4:
เอาเรื่องทำนองนี้มาคุยกันน่าจะได้ประโยชน์มากขึ้นนะครับ
สำหรับคุณโฮฮับที่ยังคอยแต่จะสงสัย และเข้าใจว่าคนอื่นยังโง่กว่าไม่รึ้จักความหมายโดยอรรถะและพยัญชนะ ของสมถะและ วิปัสสนานั้น ขอให้เลิกสงสัยในเรื่องพื้นฐานเหล่านั้นได้แล้ว ควรต้องมีสามัญสำนีกของวิญญูชนรู้บ้างว่า คนทีสามารถเอาคำถามในเชิงปฏิบัติมาตั้งเป็นกระทู้เช่นนี้เขาจะมีประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมามากน้อยขนาดไหน


ผมไม่ได้สงสัยคุณเลยสักนิด แล้วก็ไม่ได้ว่าคุณโง่ หรือกล่าวหาว่า คุณทำในสิ่งที่พูดไม่ได้
มันเป็นสิ่งที่ทำได้ ขอเพียงลงมือทำ

แต่ปัญหามันอยู่ที่ สิ่งที่กำลังทำมันไม่ใช่วิธีของการดับอวิชา ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน
ดีไม่ดีผู้ปฏิบัติมีจิตอ่อน อาจส่งผลต่อจิตใจตัวเอง
แล้วก็ไม่ต้องบอกครับว่า คุณมีประสบการณ์ภาคทฤษฎีและปฏิบัติ
จะบอกให้ครับ เรื่องปฏิบัตคุณจะปฏิบัติอย่างไรผมไม่สนใจ แต่ถ้าคุณจะอ้างทฤษฎี
ผมถามหน่อยคุณเอาทฤษฎีอะไรมาปฏิบัติ ที่แน่ๆมันไม่ใช่ทฤษฏีที่พระพุทธองค์แนะนำ
ถ้าเป็นทฤษฎีโยคีหรือพวกเล่นไสยศาสตร์พอได้ครับ.....
พูดมาได้ไม่หายใจ ไม่กินข้าวเป็นเดือน อ้างตัวเป็นพระ แต่การกระทำไม่ใช่สักนิด


asoka เขียน:
:b4:
ลองแสดงประสบการณ์จริงของคุณโฮฮับมาให้กันฟังหน่อยว่า คุณสงบกายสังขารและนิวรณ์ 5 ได้ภายในเวลากี่นาที
นี่ไม่ใช่เป็นเฉพาะเรื่องสมถะหรือสงบ แต่เป็นเครื่องชี้บอกด้วยว่า คุณอยู่บนฐานที่พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนาภาวนาหรือยัง


เมื่อก่อนผมทำกรรมฐาน ผมไม่มานั่งจับเวลาบ้าบอคอแตกแบบที่คุณพูดหรอกครับ
ทำอย่างที่คุณพูดเขาเรียกว่ากรรมฐานหรือครับ ก็บอกแล้วว่าสวดมนต์หรือท่องชินบัญชรแค่ครึ่งบท
มันก็เกิดนิมิตแล้ว และทำต่อจนได้ฌานสี่ ต่ออากาสาฯ แค่นี้พอจะคุยได้มั้ย

จะบอกให้การทำวิปัสสนาจะไม่สามารถทำในขณะที่อยู่ในฌานได้
จะต้องถอนออกมาจากฌานเสียก่อน ทำแบบนี้จึงจะเป็นแบบที่พระพุทธองค์ทรงสอน
ที่พูดมาเอามาจากประสบการณ์ และถามว่าทำไมถึงรู้
ก็จะบอกให้ ประสบการณ์การเห็นไตรลักษณ์ของผม มาจากการเจริญสติ
การให้จิตมีความคล่องแคล้วฉับไว ทันต่อสิ่งที่มากระทบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2013, 19:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
ไอ้วิปัสสนา ที่มีความคิดนึกปนอยู่ตลอกเวลานั่นมันเป็น วิปัสสนึก สำเร็จธรรมโดยวิปัสสนึก ถึงนิพพานโดยวิปัสสนึก แล้วมานั่งกระหยิ่มใจว่าฉันสำเร็จธรรมแล้ว คิดข้อธรรมอะไรก็ทะลุประโปร่งไปหมด


พูดแค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณไม่รู้เรื่อง วิปัสสนาก็คือการคิด
การพิจารณาธรรมจะต้องอาศัยมโทวาร เราต้องใช้มโมทวารเป็นผู้พิจารณาธรรม
แต่มันไม่ใช่มีแต่มโนทวาร ในการใช้มโนทวารพิจารณาธรรม ยังต้องอาศัยการนึกด้วย
เราต้องนึกระลึกถึงปัญญาหรือสภาวธรรมที่เราไปจดจำมา เอามาพิจารณาธรรมร่วมด้วย

ไอ้วิปัสสนึกแบบที่คุณว่า ผมก็เห็นแต่พวกแอบอยู่ในถ้ำคนเดียว
แล้วก็บอกว่า ตัวเองระลึกชาติได้ ชาติก่อนเคยเป็นพระอินทร์
แบบนี้แหล่ะเรียกวิปัสสนึก
บอกไม่กินข้าวเป็นเดือน ทำไมไม่ติดกล้องวงจรปิด อยากรู้นักว่ากล้าหรือเปล่า :b32:

asoka เขียน:
แต่พอมีคนมาสบประมาทก็ขุ่นมัวทุกที โกรธทุกที มีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยมิจฉาวาจาทุกที

จะสร้างความสงบกายใจได้หยุดพักความคิดนึก ปรุงแต่งสักพักสักคราว ก็ทำไม่ค่อยได้ ใช้เวลาเป็นหลายชั่วโมงหลายวัน

ไม่ควรค่าแก่ความเป็นผู้รู้ธรรมถึงธรรมเลย เพราะท่านผู้รู้ธรรมถึงธรรมจริงท่านจะสามารถทำความนิ่งความตั้งมั่นสามารถเจริญปัญญาวิปัสสนาภาวนาต่อได้ ทำ รูป นาม กาย ใจแยกออกจากกันได้ภายในไม่กี่วินาที และมีสังขารุเปกขาญาณหรือฌาณ4 เป็นที่พักระหว่างการเดินทางได้โดยง่าย
onion


สิ่งที่คุณเห็นตรงหน้าเป็นเพียงตัวหนังสือ การที่คุณวิพากษ์อารมณ์คนอื่น
ด้วยการดูเอาจากตัวหนังสือ แบบนี้ก็แสดงให้เห็นว่า คุณยังเต็มไปด้วยโมหะ
หลงปรุงแต่งทุกสิ่งที่มากระทบ ผมว่าคุณเลิกโม้เถอะครับ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2013, 04:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


บ๊ะๆๆอากาสาเลยนะโฮ ออกมาจากอากาสา เลิกกับเมียเลยนิ ธรรมะของโฮ :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2013, 09:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
ไม่ควรค่าแก่ความเป็นผู้รู้ธรรมถึงธรรมเลย เพราะท่านผู้รู้ธรรมถึงธรรมจริงท่านจะสามารถทำความนิ่งความตั้งมั่นสามารถเจริญปัญญาวิปัสสนาภาวนาต่อได้ ทำ รูป นาม กาย ใจแยกออกจากกันได้ภายในไม่กี่วินาที และมีสังขารุเปกขาญาณ หรือฌาณ4 เป็นที่พักระหว่างการเดินทางได้โดยง่าย


นี่หรือประสบการณ์ โสกะก็ขี้โม้พอๆกับบิกทู่นั้นแหล่ะ ได้ฟังอะไรที่ผิดๆถูกๆมาจากฤษี
ก็เอามาปะติดปะต่อกัน แล้วก็เอามาปรามาสผู้อื่น ปรามาสเขาทั้งๆที่ไอ้สิ่งที่พูด
มันไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติของพระพุทธองค์...

มันน่าขำเที่ยวได้ว่าคนอื่น พูดแต่ปริยัติ คิดนึก อพิโถ่! ถ้าไม่ให้พูดปริยัติแล้วจะมาแสดง
ความเห็นในเว็บบอร์ดทำไม

ก็ตัวเองปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติของพุทธองค์ มันก็เป็นอยู่เองที่จะไม่รู้ว่า
พระธรรมที่ถูกเป็นอย่างไร ไม่สามารถอธิบายพระธรรมได้ เลยต้องอาศัยแก้เกี้ยว...
ปรามาสคนอื่นว่า ดีแต่ปริยัติ ปฏิบัติไม่ได้...ตลกครับ คิดเองเออเอง :b32:

อย่าลืมครับ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ คนนั้นจะต้องรู้ผิดและรู้ถูกไปในคราวเดียวกัน
และจะรู้ผิดรู้ถูกได้ เขาจะต้องเคยผ่านการกระทำนั้นมาแล้ว
ขอโทษครับที่จะต้องกล่าวว่า จขกทไร้สติครับ ไม่ได้พิจารณาให้ดีก่อนที่จะเข้ามาปรามาสผู้อื่นเขา


ปรามาสเขาทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่รู้ พูดจายกตนข่มท่าน
โดยไม่คิดสักนิดว่า ยังมีผู่รู้อีกมากมาย แต่เขาไม่อยากพูด
เพราะเดียวจะกลายเป็นคนขี้โม้แบบบิกทู่ คนขี้โม้ชาวบ้านเขาย่อมมองเป็นผู้ไร้ราคา

คุณโสกะครับ ที่ผมว่าคุณขี้โม้ เป็นเพราะคุณมั่วบอกว่า....
มีสังขารุเปกขาญาณหรือฌาณ๔ อันนี้ไงครับขี้โม้ยกตนข่มท่าน แต่พอพูดก็รู้ว่ามั่วครับ
ดันเอาสิ่งที่เป็นคนล่ะเรื่องมาผสมปนเปกัน......น่าขำครับ :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2013, 11:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
จะบอกให้การทำวิปัสสนาจะไม่สามารถทำในขณะที่อยู่ในฌานได้
จะต้องถอนออกมาจากฌานเสียก่อน ทำแบบนี้จึงจะเป็นแบบที่พระพุทธองค์ทรงสอน
ที่พูดมาเอามาจากประสบการณ์ และถามว่าทำไมถึงรู้
ก็จะบอกให้ ประสบการณ์การเห็นไตรลักษณ์ของผม มาจากการเจริญสติ
การให้จิตมีความคล่องแคล้วฉับไว ทันต่อสิ่งที่มากระทบ


เน้นตัวหนาๆว่าพี่โฮฮับพูดถูก :b17: เพราะการเห็นสภาวะไตรลักษณ์คือการเจริญสติ
แล้วจะรู้ว่ามันก็เป็นธรรมดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยของมันเอง :b13:
ปล.ก็เพราะคุนน้องก็เห็นสภาวะนั้นเช่นเดียวกันกับพี่โฮฮับ :b44:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2013, 17:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นำวิปัสสนาญาณ ๙ ให้ดูลักษณะของจิตที่ก้าวถึงสังขารุเปกขาญาณ ถ้าปฏิบัติถูกทางแล้วจิตใจจะค่อยๆพัฒนาไปตามลำดับ ยังงี้


อ้างคำพูด:
วิปัสสนาญาณ ๙ มีดังนี้

๑) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หรือเรียกสั้นๆว่า อุทยัพพยญาณ (๔) ญาณอันตามเห็นความ

เกิด-ดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นปัจจุบันธรรมที่กำลัง

เกิดขึ้น และดับสลายไปๆ ชัดเจน เข้าใจภาวะที่เป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่อยู่

ในบังคับบัญชาตามความอยากของใคร หยั่งรู้ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ครั้นแล้ว ก็ต้องดับ

ไป ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด เมื่อเกิดการรับรู้หรือเคลื่อนไหวใดๆ ในแต่ละขณะ ก็มองเห็น

นามธรรม รูปธรรม และตัวรู้ หรือผู้รู้ ที่เกิดขึ้น แล้วทั้งรูปธรรมนามธรรมและตัวรู้นั้น ก็ดับไป

พร้อมกันทั้งหมด เป็นความรู้เห็นชัดแก่กล้า (พลววิปัสสนา) ทำให้ละนิจจสัญญา สุขสัญญา

และอัตตสัญญาได้


๒) ภังคานุปัสสนาญาณ เรียกสั้นว่า ภังคญาณ (๕) ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อ

เห็นความเกิดขึ้นเช่นนั้นชัดเจนถี่เข้า ก็จะคำนึงเห็นเด่นชัดในส่วนความดับที่เป็นจุดจบสิ้น มองเห็น

แต่อาการที่สิ่งทั้งหลายดับไปๆ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนจะต้องดับสลายไปทั้งหมด


๓) ภยตูปัฏฐานญาณ เรียกสั้นว่า ภยญาณ (๖) ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่า

กลัว คือ เมื่อพิจารณาเห็นแต่ความแตกสลาย อันมีแก่สิ่งทั้งหลายหมดทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว

สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากกฎเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องแตกสลาย

ไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น


๔) อาทีนวานุปัสสนาญาณ เรียกสั้นว่า อาทีนวญาณ (๗) ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือ

เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงล้วนต้องแตกสลายไปเป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อม

คำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์


๕) นิพพิทานุปัสสนาญาณ เรียกสั้นว่า นิพพิทาญาณ (๘) ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความ

หน่าย คือเมือพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ


๖) มุญจิตุกัมยตสญาณ (๙) ญาณหยั่งรู้ที่ทำให้ต้องการจะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้ง

หลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น


๗) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ หรือปฏิสังขาญาณ (๑๐) ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อให้เห็น

ทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วย

ไตรลักษณ์ เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป


๘) สังขารุเปกขาญาณ (๑๑) ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อ

พิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า มันก็เป็นอยู่

เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง จึงวางใจเป็นกลางเรียบ

เฉยได้ไม่ยินดียินร้าย ไม่ขัดใจติดใจ ในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น ก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติ

บท ญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย ญาณ

ข้อนี้ จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอดและเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ

วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรค อันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึด หรือ ออกจากสังขาร


๙) สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ (๑๒) ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้

อริยสัจ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลายไม่พะวง และญาณก็โน้มน้อมแล่นมุ่งตรงสู่

นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ

วิปัสสนาญาณ



ญาณ ก็คือปัญญาระดับหนึ่งนั่นเอง (หมายเลขในวงเล็บ เทียบกับญาณ ๑๖ แต่ตัดมาจึงเห็นแค่นั้น)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 925 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 62  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร