วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2020, 09:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 10:58
โพสต์: 16


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมมีคำถามอยากให้ผู้รู้ช่วยตอบให้หน่อยครับ คือว่า ช่วงนี้ไม่ว่าผมจะทำอะไร แม้แต่จะสวดมนต์หรือทำสมาธิก็ตาม จิตก็มักจะเผลออธิษฐานพล่อยๆ ไป เช่น ถ้าไม่ทำอย่างนี้อย่างนั้น ก็ขออย่าให้สมปรารถนาหรือไม่ก็อย่าให้ถึงนิพพาน ฯลฯ อยู่ดีๆ จิตมันก็คิดไปเอง ผมไม่ได้ตั้งใจคิดเลย บางครั้งก็เกิดความคิดลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ผมเป็นกังวลมาก กลัวว่า จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แบบนี้ควรจะทำอย่างไรดีครับ บางครั้งผมก็ตั้งจิตว่า ขอให้สัญญาหรือความนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจโดยไม่ตั้งใจ ไม่ให้มีผล และขอให้หายไป อย่าได้เป็นอุปสรรคในการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์เลย ฯลฯ

.....................................................
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 14:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ต.ค. 2008, 09:41
โพสต์: 9


 ข้อมูลส่วนตัว


แสดงว่าจิตของคุณยังไม่ยอมรับ ความจริงของอนัตตา คือทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมุติ
จึงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ก่อนดิฉันก็เป็นอย่างนี้คือคิด ทุกอย่าง จิตไม่ยอมปล่อยวาง ตอนหลังได้อ่านหนังสือ ต่าง ๆ เกี่ยวกับความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง จิตจึงยอมปล่อยวาง ตอนนี้ฝึกมาได้สามเดือน สงบมากไม่ค่อยยึดติดกับอะไรมากมาย ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามกรรมเก่า และพยายามไม่สร้างกรรมใหม่
ขอให้คุณลองพยายามปล่อยวาง ลองดูนะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 18:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(นี่ก็มีลักษะเดียวกับจขกท.)

คือผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องภาษาทางธรรมเท่าไหร่ ขออนุญาตพูดภาษาทั่วไปนะครับ

ผมรู้สึกว่าในจิตของผมจะมีสองตัวคือตัวดี และตัวร้าย เวลาไปที่วัดเห็นอะไรก็จะคิดในทางลบทั้งๆที่อีกจิตหนึ่ง
ไม่อยากให้คิดในทางลบออกมาเลย จิตดีก็จะขอโทษที่คิดไม่ดีออกไป แต่จิตไม่ดีก็จะแทรกขึ้นมาคิด
ในทางลบอีก บางทีถึงกับไม่อยากเข้าวัดเลย (แต่จิตดีก็อยากเข้า) ก็เลยพยายามนั่งสมาธิที่บ้าน
ก่อนนอน สวดมนต์ แล้ว ก็นั่ง 30 นาทีให้จิตนิ่ง ช่วยบอกด้วยครับว่า อาการแบบนี้จะหาย
ได้ใหม แนะนำด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 19:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(อีกรายหนึ่งคล้ายๆกัน)


คือ ผมเป็นเด็กคนหนึ่ง อายุก็ช่วงวัยรุ่นแหละครับ
สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน พยายามทำบุญตลอด แต่ผมเครียดเรื่องหนึ่งอยู่มาก คือ เรื่องที่ความคิดของผม
มันเป็นอกุศลตลอด ผมพยายามห้าม ห้ามเท่าไรมันก็ไม่ได้ซักที กลัวบาปมาก กลัวที่สุด เพราะ บางทีคำพูด
ในใจมันแย่จริงๆ ผมพยายามเบี่ยงเบนแบบที่สุด แบบที่สุดขั้วของจิตใจจะทำได้ แต่บางทีมันก็เผลอไปจริงๆ

ชีวิตบอกตามตรงว่า ตอนนี้ว่าแทบจะไม่มีความสุข ต้องนั่งคิดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน คือ พอพยายามไม่คิด
จิตมันก็เหมือนจะรู้ว่าพยายามจะไม่คิด แล้วก็จะกลั่นแกล้งให้คิดขึ้นไปใหญ่ ผมขอขมาวันละหลายรอบมากๆ เพราะเกรงกลัวบาป บาปที่เราไม่มีเจตนาจะทำเลยแม้แต่นิดเดียว

ผมพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะต่อต้านความคิดพวกนั้น จนบางที ไม่ไหวมันก็ร้องไห้ออกมาจริงๆ
อยากทราบว่ามันบาปไหมครับที่คิดแบบนั้น แล้วทำอย่างไรถึงจะเลิกได้บ้างครับ
ขอความช่วยเหลือจริงๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 19:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(อีกตัวอย่างหนึ่งครับ)


อีกข้อหนึ่งหนึ่งบางทีจะมีอารมณ์แบบว่าด่าทอ คิดในแง่ร้าย ไม่ดี ต่อพระสงฆ์ที่เรานับถือท่านเป็น
ครูบาอาจารย์ เช่น ท่านจะดีจริงๆหรือ ทำบุญกับท่านแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าท่านจะเป็น พระที่ปฏิบัติจริงๆ

หรือถ้าเป็นหลวงปู่ต่างๆที่ท่านมรณภาพไปแล้ว พอศึกษาอ่านประวัติคำสั่งสอนท่านแล้วก็ศรัทธาและเลื่อมใสท่านมาก แต่พอเวลานั่งสมาธิแล้ว จิตก็จะคอยด่าว่า หาว่าท่านเห็นแก่ตัว ไม่เห็นจะดีจริงๆเลย
รู้ได้ยังไงว่าดี ก็แค่อ่านจากตัวหนังสือ ถ้าเราไม่อ่านหนังสือท่านจะมาบอกเหรอว่าท่านดี ...อะไรทำนองเนี้ยค่ะ แล้วมันก็จะทะเลาะกันอยู่ในใจ จนกลัวลนลานเลย กลัวจนบางทีไม่กล้าทำสมาธิอีกแล้วค่ะ กลัวบาปมากๆแต่ก็คอยขอขมาท่านตลอด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 09:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอตอบเจ้าของกระทู้ และคำถามอื่นๆ ที่ท่านกรัชกายนำมาลงดังนี้ครับ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมานี้ เป็นธรรมดาของจิตครับ โดยปกติคนเราทั่วไปเมื่อยังไม่ได้สดับพระธรรมจากพระพุทธเจ้า จากพระอริยะ จากบัณฑิต ย่อมเป็นธรรมดาทีเดียวที่จะคิดปรุงแต่งไปในทางดีบ้าง ชั่วบ้าง ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าเป็น "ธรรมารมณ์" คือ ความรู้สึกนึกคิดที่ปรากฏขึ้นมาแก่จิตใจของเรา แล้วพัฒนาสืบต่อกันเป็นกระบวนการเกิดทุกข์จนครบถ้วนสมบูรณ์นั่นเอง

ทีนี้ต่อมาเมื่อได้เรียนรู้ ได้สดับพระธรรมจากพระพุทธเจ้า จากพระอริยะ จากบัณฑิตเราก็นำมาปฏิบัติ แต่จิตนี้ว่องไว กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก เป็นธรรมดาที่จะยังจะเผลอไปคิดอีก ไปทางอุกศล ไปเกาะเกี่ยวสิ่งต่างๆ แล้วนำมาปรุงแต่งอีก ตรงนี้เราก็แก้ไขไป แก้ไขอย่างไร คือ ให้คุณแก้ไขอย่างที่เราได้ร่ำเรียนมานั่นแหละ ซึ่งตอนนี้ผมว่าคุณเองก็กำลังแก้ไขอยู่ ผมอาจจะแนะนำเพิ่มหรือทวนให้อีก คือ เมื่อมีความคิดไม่ดีอย่างนี้ขึ้น ขอให้เรามีสติรู้ จากนั้นก็จัดการละมันเสีย หรือว่าปล่อยวางเสียก็ได้ หรือจะใช้การพิจารณาให้เห็นความเกิด ความดับ คุณ โทษของการคิดอย่างนั้นรู้สึกอย่างนั้นก็ได้ ซึ่งเมื่อเราทำอย่างนี้บ่อยๆ แล้วเราจะละมันได้ ห้ามมันได้ เราจะมีความชำนาญขึ้น และจิตของเราจะค่อยๆ คลายออกจากความยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งไปคิดไม่ดีน้อยลง เพราะสติ สมาธิ ปัญญาของเราเพิ่มมากขึ้นมาแทนที่ครับ

ขอให้พิจารณาดู หากเห็นว่าเป็นจริงมีประโยชน์ก็นำไปประยุกต์ปฏิบัติให้เหมาะสมกับตนเองครับ

ขอให้เจริญในธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 13:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 10:58
โพสต์: 16


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณมากๆ นะครับ สำหรับคำตอบ
แต่ผมยังคาใจอยู่อีกเรื่องนึงซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับคุณกรัชกายครับ คือว่า การคิดอย่างนั้น จะเป็นบาปหรือไม่ ถ้าเป็น จะมากน้อยแค่ไหน แล้วจะทำให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้มั้ยครับ และตอนนี้ก็กลัวพวกคำอธิษฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ กลัวมันจะจริงขึ้นมา อยากจะขอกำลังใจปฏิบัติธรรมครับ

.....................................................
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 14:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


อ้างคำพูด:
ผมมีคำถามอยากให้ผู้รู้ช่วยตอบให้หน่อยครับ คือว่า ช่วงนี้ไม่ว่าผมจะทำอะไร แม้แต่จะสวดมนต์หรือทำสมาธิก็ตาม จิตก็มักจะเผลออธิษฐานพล่อยๆ ไป เช่น ถ้าไม่ทำอย่างนี้อย่างนั้น ก็ขออย่าให้สมปรารถนาหรือไม่ก็อย่าให้ถึงนิพพาน ฯลฯ อยู่ดีๆ จิตมันก็คิดไปเอง ผมไม่ได้ตั้งใจคิดเลย บางครั้งก็เกิดความคิดลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งทำให้ผมเป็นกังวลมาก กลัวว่า จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แบบนี้ควรจะทำอย่างไรดีครับ บางครั้งผมก็ตั้งจิตว่า ขอให้สัญญาหรือความนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจโดยไม่ตั้งใจ ไม่ให้มีผล และขอให้หายไป อย่าได้เป็นอุปสรรคในการนั่งสมาธิหรือสวดมนต์เลย ฯลฯ


จิตมันก็คิดไปเอง ผมไม่ได้ตั้งใจคิดเลย

ในตัวของเรามีใจเป็นใหญ่

มโนปุพพังคมาธัมมา
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นธรรมชาติถึงก่อน

มโนเสฏฐา มโนมยา
ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่ใจ

มะนะสา เจ ปสันเนนะ

ขณะใดใจผ่องใส การทำ การพูด การคิดก็เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง
เป็นกุศโลบายแห่งบุคคลที่ฉลาดในธรรม

ถ้าในขณะใดจิตใจของเราเศร้าหมอง
การทำ การพูด การคิด ก็มีแนวโน้มที่เป็นไปในทางที่ไม่ฉลาด
ถ้าทำก็เป็น กายทุจริต พูดก็เป็นวจีทุจริต คิดก็เป็นมโนทุจริต
เพราะฉะนั้น

จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง
การฝึกอบรมจิต จึงเป็นสิ่งที่นำสุขมาให้โดยถ่ายเดียว


การที่คุณมีความรู้สึกเช่นนี้เพราะจิตของคุณเคยสะสม
พฤติกรรมเหล่านี้มาก่อน ในชาติก่อนๆ ....
มักจะแวบออกมาจากจิตไร้สำนึก...

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
การคิดเช่นนั้นก็เป็นบาปกรรม เป็นอกุศลกรรม จิตใจจะเศร้าหมอง

หมั่นขอขมาพระรัตนตรัย เจ้ากรรมนายเวรบ่อยๆ
ล้างใจให้ขาวรอบด้วยศีล สมาธิและปัญญา
แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นครับ

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 14:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


โดย พระราชสังวรญาณ(พุธ ฐานิโย)

สาธุชนพึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ในเมื่อเรามีศีลบริสุทธิ์แล้ว เราก็ดับทุกสิ่งทุกอย่าง
เริ่มตั้งแต่การดับบาป

อาตมาเคยเทศน์เสมอว่า
ศีลเป็นอุบายตัดทอนผลเพิ่มของบาปกรรม
ฉะนั้น ผู้มีศีลจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ดับกรรม ดับเวร

กรรม หมายถึง การกระทำด้วยกาย วาจา ซึ่งมีจิตหรือใจเป็นตัวการ
เป็นตัวเจตนา ว่าเราจะทำ จะพูด จะคิด
ทีนี้การกระทำที่มีขอบเขตอันใดที่ไม่ละเมิดล่วงเกินศีลที่เราสมาทานแล้ว
อันนั้นชื่อว่าการกระทำที่มีขอบเขต

การพูดสิ่งใดที่ไม่ละเมิดล่วงเกินศีลที่เราสมาทานแล้ว
อันนั้นคือการพูดอย่างมีขอบเขต

แต่สำหรับจิตใจของเรานั้น บางทีเราก็มีเจตนาคิด
บางทีอยู่ๆ จิตก็คิดขึ้นมาเอง เขาจะคิดได้ทั้งสิ่งดี ส่ิงชั่ว
คิดได้ทั้งเรื่องบาป และเรื่องบุญ

แต่เมื่อเขาคิดเช่นนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร
จะไปห้ามไม่ให้เขาคิดอย่างนั้นหรือ
เปล่า เราห้ามไม่ได้ เพราะความคิดเป็นอารมณ์จิต

เรารักษาเพียงแค่เจตนาคือความตั้งใจจะทำ
แต่จิตเขาคิดไป เพื่อที่จะทำบาปทำกรรมทำสิ่งชั่ว

เพราะเรามีกฎเกณฑ์ เราเคารพกฎเกณฑ์ เคารพกติกา ๕ ข้อ
ที่พระพุทธเจ้าประทานให้ เราก็ไม่ทำ เมื่อเราไม่ทำ มันก็ไม่มีผลงาน

เมื่อความคิดหายไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลือตกค้างอยู่
เพราะความคิดนั้นเป็นเพียงแต่อารมณ์จิต
ความคิดที่สำเร็จเป็นมโนกรรม
เพราะอาศัยเจตนาเป็นที่ตั้ง

คืออยู่ๆ แล้วความคิดเรามันเกิดขึ้นมาลอยๆ
เพราะอาศัยอารมณ์ค้าง
บางทีมันคิดจะไปด่าทอใครต่อใคร คิดฆ่าใครต่อใคร
แต่มันคิดไปเองโดยไม่มีเจตนา

อันนั้นมันเป็นสักแต่ว่าอารมณ์จิตเท่านั้น
ในทางที่ควรระมัดระวังก็คือ คิดแล้วอย่าทำตามที่คิด
แต่หากว่าคิดดี เป็นบุญ เป็นกุศลเราทำตามสิ่งนั้น
เช่น คิดจะฟังเทศน์ ฟัง คิดจะสวดมนต์ สวด
คิดจะปฏิบัติสมาธิภาวนา ปฏิบัติ อันนี้ เป็นการคิดที่ดี

ทีนี้ความคิดนั้นเป็นอาการแห่งผู้รู้
เพราะเรารู้สึก รู้นึก รู้คิด
ความคิดนี่ไม่มีหลักเกณฑ์ โดยธรรมชาติจิต
รู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ไม่รู้ดี รู้ชั่ว
แต่การคิดของพระพุทธเจ้า

คิดแบบผู้ที่มีพระพุทธเจ้าอยู่ในจิตในใจ
ผู้ที่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
แม้เขาจะคิดในสิ่งชั่ว แต่เขาจะไม่ทำ
เพราะเขามีคุณธรรมคือพุทธะอยู่ในจิตตลอดเวลา



:b8: :b8: :b8: :b8: บางตอนจาก...
เจริญตามปฏิปทาของพระพุทธองค์
หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๓๙

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=19101

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ผมยังคาใจอยู่อีกเรื่องนึงซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับคุณกรัชกายครับ คือว่า การคิดอย่างนั้น จะเป็นบาปหรือไม่ ถ้าเป็นจะมากน้อยแค่ไหน

แล้วจะทำให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้มั้ยครับ
ตอนนี้ก็กลัวพวกคำอธิษฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ กลัวมันจะจริงขึ้นมา



เรื่องบุญ-บาป เป็นต้น คุณ heungseong เข้าไปศึกษาทำความเข้าใจลิงค์นี้

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=15732

ที่ถามว่า (จะทำให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้มั้ย )

เปลี่ยนได้ เพราะธรรมชาติของจิตเปลี่ยนทุกลมหายใจ คิดก็ดีก็ได้ ร้ายก็ได้ อยู่ที่ว่า ขณะนั้นอะไรมีน้ำหนักมากกว่ากัน หรือได้เหตุปัจจัยให้คิดเช่นนั้นมันก็คิดอย่างนั้น

(ตอนนี้ก็กลัวพวกคำอธิษฐานต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ กลัวมันจะจริงขึ้นมา)

ไม่เป็นไปในทางรูปธรรมดอกอย่ากลัวเลย เพียงแต่ว่าคิดบ่อยๆ มันก็คล่องหรือเป็นอาเสวนปัจจัยคือเสพจนคุ้นจนชิน ก็อย่างที่บอกว่ามันไหลไปเองนั่นแหละมันคุ้นมันชินแล้ว

หากเราต้องการเปลี่ยนให้มันคุ้นมันชินในทางดีก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยให้มันคิดใหม่

สุดท้ายถามว่า คุณทำสมาธิด้วยวิธีการเช่นไร ?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 16:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 09:55
โพสต์: 405


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุกับคำสอนของหลวงพ่อพุธที่ท่านฌานนำมาลงเอาไว้ครับ :b8:

ต่อไปขอตอบการปฏิบัติของท่าน heungseong ดังต่อไปนี้ครับ

การคิดเริ่มแรกที่เกิดขึ้นนั้น แม้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีอะไรมากระตุ้นก็ตาม เช่น นั่งสมาธิอยู่ดีๆ ไม่ได้ต้องการจะคิด แต่ความคิดมันฟุ้งขึ้นมาเองไปอธิษฐาน ต่อว่าผู้อื่นเอง เป็นต้น หรือมีอะไรมากระตุ้นก็ตาม เช่น เวลาเราไปดูไปเห็นอะไร แล้วเราก็ปรุงแต่งไปเป็นความคิด เป็นต้น

โดยทั่วไปด้านความคิดจะดูว่าเป็นบาปหรือไม่ดูได้จากสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องอะไร เป็นด้านใด ดังต่อไปนี้

1. อภิชฌา คือ คิดโลภ อยากเอา อยากได้สิ่งอันมีเจ้าของอยู่แล้ว คือกล่าวง่ายๆ ว่าคิดจะขโมย
2. พยาบาท คือ คิดโกรธ คิดผูกใจเจ็บ คิดจะแก้แค้น
3. มิจฉาทิฐิ คือ คิดในทางตรงข้ามกับสัมมาทิฐิ เช่น คิดว่าบาปบุญไม่มีจริง โลกหน้าไม่มี เป็นต้น

ทั้งสามประการนี้ หากเกิดขึ้นแล้วเราไม่รู้ปรุงแต่งความคิดต่อไปโดยมีเจตนาร่วมด้วย จะเป็นบาป เป็นมโนกรรม หรือปรุงแต่งไปจนกระทั่งแสดงออกมาเป็น การกระทำ การพูดก็จะเป็นบาปเพิ่มอีก คือ กายกรรม/วจีกรรมครับ

ตรงนี้อย่างที่คำตอบของหลวงพ่อพุธที่ท่านฌานนำมาลงเอาไว้ คือ ความคิดนั้นเราห้ามไม่ได้ จะเกิดขึ้นมาเอง (ยกเว้นพระอรหันต์) ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำ คือ หลังจากความคิดเกิดขึ้นแล้ว ให้เราละความคิดนั้นเสีย อย่าปรุงแต่งต่อไป เช่น เมื่อความคิดเกิดขึ้น ให้เรามีสติแล้วกลับมาดูลมหายใจของเราต่อไปก็ได้ ความคิดนั้นก็จะไม่เกิดการรับรู้ต่อไป ลมหายใจจะเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้แทน ความคิดที่คิดอยู่ก็จะดับไป หรือหันไปคิดเรื่องที่เป็นกุศลทับเข้าไปแทนอย่างที่ผมได้ตอบไปครั้งก่อนนี้ครับ

หรือหากเราเผลอไปสติปรุงแต่งไปแล้ว สติตามไม่ทันก็ให้พยายามอย่าปรุงแต่งไปจนถึงขนาดทำกรรมออกมาก็ถือว่าใช้ได้ระดับหนึ่งครับ โดยเฉพาะความคิดที่เป็นไปในด้านผิดศีลห้า เผลอไปคิดได้ แต่อย่าเผลอทำ (สำคัญมากๆ ตรงนี้เพราะถือว่าเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติธรรมขั้นสูง และการเกิดเป็นมนุษย์) แต่ถ้ามุ่งหวังถึงบรรลุธรรมขั้นสูงความคิด ไม่ใช่เฉพาะความคิดที่เป็นอกุศล หรือความคิดผิดศีลเท่านั้นที่จะต้องระมัดระวัง ความคิดทั้งหมดไม่ว่าด้านใดก็พึงระมัดระวัง กลั่นกรองว่าควรไม่ควรด้วยครับ

ตรงนี้ขอให้กำลังใจคุณว่า ขอให้ปล่อยวาง อย่าไปเคร่งเครียดกับการห้ามความคิดมากนัก ซึ่งตรงนี้หากเราเคร่งเครียดจะเป็นการเพ่งจ้อง และฝืนจิตตนเอง แล้วคุณจะเหนื่อย คือ จิตเหนื่อย ตรงนี้ให้ทำไปเรื่อยๆ โดยใช้คติว่า "อยากทำ แต่อย่าอยากได้ อย่าไปหวังผล" แล้วจิตจะเป็นไปเองเมื่อปัจจัยพร้อม สติของคุณจะค่อยๆ คมขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ คงต้องใช้เวลาบ้าง เปรียบเหมือนผ้าสกปรกที่ทำการซักล้างจะออกช้าเร็วไม่เท่ากันขึ้นอยุ่กับคุณ หากซักแรกไปผ้าอาจขาด ซักเบาไปก็ไม่ออกอีก ต้องสายกลาง เมื่อถึงจุดหนึ่งผ้าจะขาวเอง ฉันใดก็ฉันนั้นครับ

นอกจากนี้ คุณต้องหมั่นสร้างภูมิคุ้มกันความคิด โดยหมั่นทำทาน รักษาศีล ฝีกสมาธิ แผ่เมตตา สั่งสมวิปัสสนาไปเรื่อยๆ ด้วยครับ เพราะจะทำให้คุณได้รับการพัฒนาแบบองค์รวมครับ

คำอธิษฐาน หรือต่อว่าใครเคยทำไปแล้วก็เป็นอดีตไปแล้ว หากไม่สบายใจก็ให้ไปขออโหสิกรรม หรือขอขมาพระรัตนตรัย แล้วปล่อยวางไม่ต้องไปคิดถึง ไม่ต้องไปสนใจ จะเป็นการตัดกรรมไป ถ้าหากวิบากอะไรมันจะเกิด ก็เกิด อะไรไม่เกิด ก็ไม่เกิดครับ อย่าไปกลัวครับ แต่หากกลัวก็ให้รู้ว่ากลัว แล้วละความกลัวนั้นเสียครับ....สำคัญที่สุดคือ "ใจปล่อยวาง" นะ

ขอให้เจริญในธรรมครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2008, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33832

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: คุณ heungseong :b42: ศึกษาแนวทางวิธีแบบคิดปลุกเร้ากุศลจิตลิงค์นี้ แล้วนำวิธีคิดมาปรับใช้กับตนเอง

viewtopic.php?f=2&t=18984

หรือหากมีลูกประคำก็นับลูกประคำ นับทั้งอนุโลมและปฏิโลม หากไม่มีก็นับเลขเอาก็ได้จาก 1-100 จาก 100-1 นับกลับไปกลับมา ใช้อุบายหยาบๆสัมผัสได้เหนี่ยวนำจิตให้หันเหไปในทิศทางที่ต้องการ เรียกว่าสร้างเหตุปัจจัยให้มันใหม่ จิตจะไม่เลือนไหลไปอย่างไร้การควบคุม นี้แหละการฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจ
หรือฝึกกรรมฐานในเบื้องต้น

เมื่ออยู่ในอิริยาบถอื่น ๆ ก็ใช้ร่างกายนี่แหละเป็นอุปกรณ์สำหรับฝึก เช่น เดินจงกรม เป็นต้น อย่างคุณนี่พึงใช้วิธีเดินระยะสูงฝึก เพื่อให้จิตเกาะกายที่เคลื่อนไหวในขณะปัจจุบัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2008, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2008, 10:58
โพสต์: 16


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบพระคุณสำหรับทุกคำตอบนะครับ ตอนนี้มีกำลังใจดีขึ้นมาก และจะตั้งใจปฏิบัติธรรมต่อไปนะครับ

.....................................................
จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร