วันเวลาปัจจุบัน 17 พ.ย. 2019, 20:23  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 01:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เมื่อรักต้องตั้งต้นด้วยสติ, สมาธิ,
ที่นี้คงจะเห็นความสำคัญว่า สติ, สมาธิสำคัญไม่ใช่น้อย

คือจะเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้เราพบกับรักที่แท้ยั่งยืนหรือฉาบฉวย
ความรักต้องการความกล้าหาญ


ถ้าขี้ขลาด อย่ารักใครเลยจะดีกว่า
ถ้าจะรักจงรักจริงด้วยใจและปัญญาแล้วรักให้สุดขั้วหัวใจ

คนที่กล้าหาญเท่านั้น เข้มแข็งเท่านั้น
จึงได้รับรสลึกซึ้งของความรัก

เหมือนในคัมภีร์ไบเบิลว่า

น้ำผึ้งที่หวานที่สุดต้องซ่อนอยู่ใน ซากสิงโต
และท่านต้องเป็นแซมซันเท่านั้น จึงจะรักใครได้


หมายความว่า จิตใจต้องเข้มแข็งแกร่งที่สุด
ตราบกระทั่งขันติธาตุทรหดปรากฎในชีวิตรัก

ถ้าเป็นคนโลเล ไม่อาจที่จะรักใคร
และไม่อาจจะผูกพันให้ตัวเองรักใครได้จริง
จะพบแต่ความชอกช้ำเรื่อยไป

ความอ่อนแอและกลัว เป็นมลทินชั่วชีวิต
เพราะฉะนั้นจำเป็นที่ท่านต้องแสวงหาความรักก่อนที่จะมีคู่รัก
ความฉาบฉวย, ความหลง, ความเสแสร้ง
อาจปิดดวงตาของหนุ่มสาวได้
จนกว่าพระธรรมจะมาเปิดดวงตานั้น ให้เข้าใจความรัก

ก็คือว่า ท่านต้องแสวงหาความรัก ก่อนที่จะพบคนรัก

จิตใจยังประทุษร้ายตนและท่านหรือไม่
มันยังหงุดหงิดหรือไม่ มันพอทนอะไรได้หรือไม่
เมื่อถูกเหยียดหยาม หรือถูกกระทบกระทั่งทนไหวไหม

ถ้าทนได้ ธาตุทรหดปรากฎขึ้นรองรับ
จิตใจไม่กลัวความลำบาก
ต่อจากนั้นแสวงหาคู่รักได้

แต่ถ้าไปแสวงหาคู่รักก่อนคงพบกับความรักระคนขมขื่น
จะพบแต่เรื่องน่าชังชั่วชีวิตก็เป็นได้
และคนนั้นจะมากไปด้วยความเกลียดหญิงหรือชาย
เป็นการสร้างปมต่างๆ แก่ชีวิตให้เกลียดมนุษย์ทั้งโลก
อยากจะฆ่าคนเสียทั้งโลก อยากจะอยู่คนเดียว

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าสงสาร
เพราะไปไขว่คว้าหาคู่รัก
ก่อนที่จะพบความรักในตนแสวงหาความรักในตนจนถ่องแท้ในอริยสัจ

และค่อยหาคู่รักเมื่อพบความรักแล้วไม่มีปัญหาอะไรอีก
เพราะความรักนั้นมันยิ่งใหญ่กว่าคู่รักนัก
คนผู้พบความรักแล้วนั้น
มีอิสระที่จะไม่หาคู่รักอีกเลยในชีวิตนี้ก็ได้
เพราะเขาได้พบตัวเองในความรัก
และความโหยหาคนรักที่จบสิ้นในตัวเองแล้ว

รูปภาพ

ความรักคือความเต็มเปี่ยมของความรู้สึกที่ดีงาม แล้วมันล้นไปสู่ผู้อื่น
ความรักไม่เรียกร้องต้องการอะไร
เพราะความเรียกร้องต้องการเป็นความพร่อง
เป็นการแสวงหาผู้อื่นมาช่วยเติมตน


เมื่อเติมตนสนองอหังการที่รองรับนี้มันขยายออก
แล้วมันกลายเป็นความพร่องอีก
แล้วมันเรียกร้องเมื่อเขาเติมให้
มันขยายภาชนะที่รองรับออกแล้วมันพร่องอีก
แล้วใครจะทนทานได้เพราะต่างต้องการความเติมให้เต็มเช่นกัน

จริงอยู่ ใหม่ๆ อาจจะ “น้ำต้มผักก็ว่าหวาน”
เหมือนว่าไว้ แต่นานเข้ามันจะกลายเป็นรสขม

เพราะฉะนั้นต้องทำให้เราเกิดความรักที่เต็มเปี่ยม
และมันจะล้นไปที่คนอื่น
ไม่ใช่เที่ยวเรียกร้องแสวงหา ซึ่งจะทำให้พร่องเรื่อยไป


การแสวงหาคู่รักจะทำให้ตัวเอง ยิ่งพร่อง
แต่การแสวงหาความรักจะทำให้ต็มเปี่ยมจนล้นไปถึงผู้อื่น
เป็นความเกื้อกูลปรารถนาดีเสมอไป


การที่ล้นไปถึงผู้อื่นนั้น
เหมือนดังที่กล่าวแล้วว่า หมายถึงการเข้าใจ เห็นใจ

รูปภาพ

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 01:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เพราะฉะนั้น คำพูดที่ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ จึงไม่จริงเสมอไป
ในทางกลับกัน ที่ใดมีรักที่นั่นมีสันติ
และที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นจะมีความรักที่แท้จริง
คือความเมตตาสงสาร
เพราะมันเกิดมีหัวอกอันเดียวกัน เป็นทุกข์ร่วมกัน


ที่ว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์นั้น
ต้องหมายถึงรักด้วยอำนาจของราคะ
หรือรักหรือเมตตาด้วยอวิชชาจึงมีทุกข์


แต่ที่ใดมีทุกข์ที่นั่นจะมีความรักคือเมตตาสงสารเกิดขึ้น
และที่ใดมีความรัก ที่นั่นจะมีเมตตา และสันติจะเกิดขึ้น


คราวนี้มาถึงสิ่งที่เรียกว่า สวัสดิกะแห่งความรัก
หรือทางให้ถึงความมั่นคงปลอดภัยแห่งความรัก

คำว่า สวัสดิกะ หมายถึงพลังแห่งความรอด
พลังแห่งความสวัสดี ไม่ใช่อำนาจเผด็จการ

แม้กระนั้นก็อาจจะนึกได้ว่า
ผู้ที่รักจริง ต้องเผด็จการกับกิเลสในตัวเอง

สวัสดิกะนั้น ฮิตเลอร์ยืมไป
จากเครื่องหมายธรรมจักรรุ่นแรกๆ ของพุทธ
และมักเขียนไว้ที่หน้าอก
ที่อุรังคประเทศของพระพุทธองค์ในพระพุทธรูปมหายาน
หมายถึงลักษณะของมหาบุรุษที่เป็นยอดคน

สวัสดิกะแห่งความรักนั้น จะได้แก่คุณค่าเหล่านี้
คือ สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ


รูปภาพ

ผู้ที่รักจริงย่อมมีความบริสุทธิ์ใจให้แก่กัน ไม่ใช่ปิดบังอำพราง
หญิงชายเมื่อรักกัน มักเสนอแต่สิ่งดีๆ
เพื่อล่อหลอกให้รักแล้วนานเข้าสิ่งเลวค่อยๆ โผล่ออกมา
แล้วดีค่อยๆ หดไป แล้วมันกลายเป็นความดำ
เพราะว่าได้หลอกลวงพรางตาไว้ก่อนแล้ว

อาการเช่นนั้นไม่ใช่ความรัก
แต่ความรักจริงต้องบริสุทธิ์ใจเข้าหากัน
เปิดเผยแก่กันไม่ว่าความรักระหว่างหญิงชาย หรือเพื่อนต่อเพื่อน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความรักอาจจะเกิดขึ้นได้
จากความสัตย์ซื่อและเข้าใจ

สวัสดิกะแห่งความรักตั้งต้นด้วยสุทธิ ความบริสุทธิ์
สุทธิเล็งไปถึงความจริงใจเข้ากันอย่างเปิดเผย


แม้ความสัมพันธ์ระหว่างฆราวาสกับบรรพชิตส่วนใหญ่ฆราวาสทั่วไป
ไปหาบรรพชิตในฐานะคนทุกข์ และไปเพื่อปรับทุกข์

สถานะทางสังคม เราอาจจะดูเข้มแข็ง
แต่ที่จริงเราอาจจะมีความกลัวอยู่ลึกๆ
ถ้าไปในลักษณะที่จริงใจ เช่นนั้น
ผู้นั้นเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจซื่อเข้าไป
และคนเช่นนั้นผู้รู้เรียกว่า เป็นคนซื่อตรงเปิดเผย
ซึ่งจะต้องได้รับรสแห่งพระธรรมโดยแน่แท้

แต่เมื่อไปแล้วตรงกันข้าม ไปเพื่อหาพรรคพวก
คือให้พระสนับสนุนอหังการ
เมื่ออยู่ที่บ้านทะเลาะกับสามีหรือภรรยา
ไปคุยกับพระดีกว่า พระยอให้ฟัง ตลกให้ฟังก็สบายกลับมา
นี้เป็นความบริสุทธิ์ที่ไม่สะอาด

ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสพระพุทธสุภาษิตที่น่าสนใจว่า

ธมฺมํ สุจริตํ จเร ท่านทั้งหลายจงประพฤติธรรมให้บริสุทธิ์
ประพฤติแล้วยังบอกให้บริสุทธิ์อีกด้วย ให้สุจริตด้วย
เพราะว่า ประพฤติธรรมไม่บริสุทธิ์ ไม่สุจริต ก็มี


รูปภาพ

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 01:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สวัสดิกะอันที่สองคือ ปัญญา
การมีความบริสุทธิ์ใจ และเปิดเผยตัวเองได้นั้นยังไม่พอ
ผู้นั้นต้องมีปัญญา มีพัฒนาการทางปัญญา
มีความใฝ่รู้และเจริญสติเพื่อความสมบูรณ์แห่งปัญญา
มีศรัทธาในบุคคลที่ควรศรัทธา


พูดถึงปัญญา ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง
ซึ่งควรกล่าวในที่นี้คือความที่คนคบหาสนิทสนมกันด้วยธาตุตรงกัน
เรียกว่าคนคบกันด้วยธาตุ
พระพุทธองค์ท่านตรัสเช่นนั้น

ผู้ที่ทรงสุตะจะตามหลังพระอานนท์
ผู้รักษาปัญญา จะตามหลังพระสารีบุตร
ผู้รักสมาธิจะตามหลังพระอนุรุทธ
ผู้ทรงวินัยจะตามหลังพระอุบาลี
ส่วนภิกาลามกจะตามหลังพระเทวทัต


ก็หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายคบกันด้วยธาตุ

เพราะฉะนั้นคนไทยโบราณ
เมื่อจะแต่งงานลูกสาวหรือลูกชายของเขา
จะต้องสมพงศ์ธาตุก่อน

แต่ว่าเรื่องโหราศาสตร์นั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องสมพงศ์ธาตุนี้เป็นเรื่องปัญญาต่อธาตุ

เช่นเขามีว่า คนนี้เป็นธาตุไม้จอมเขา
ผู้หญิงคนนั้นเป็นหินธาตุ
ธาตุต่ำหยาบคายดุจนางยักขินี
ชายคนนี้เป็นปณีตธาตุ ปณีตดุจเทวดา
ฉะนั้นอยู่ด้วยกันไม่ได้ เดี๋ยวทะเลาะกัน เรียกว่าสมพงศ์ธาตุ

คือรู้ว่าทำอย่างไรมันจะเข้ากันได้ พอไปกันได้
ก่อนที่จะแต่งงานลูก เขาต้องส่งคนไปแอบฟังผู้หญิงตำน้ำพริก
ถ้าตำด้วยจิตที่ไม่ค่อยว่างเท่าไรแล้ว
มันก็ขึ้นกับอารมณ์ พริกกระเด็นเข้าตาบ้าง มันยิ่งโมโหใหญ่
แล้วเสียงตำมันจะไม่เป็นส่ำ

หรือเขาจะต้องส่งคนไปดูผู้หญิงตากผ้านุ่ง
เมื่อชายผ้า ๒ ชายทับสนิทเสมอกัน
ก็ตัดสินใจได้ว่าหญิงคนนั้นประณีต
ซึ่งโดยทั่วแล้ว พออาบน้ำเสร็จ มักเหวี่ยงขึ้นราวไปเลย
ถ้าอย่างนั้นหญิงนั้นหยาบ

เมื่อสมพงศ์ธาตุจะต้องคำนึงถึงจริตนิสัยนี้
นี่เป็นความฉลาดต่อกระบวนการธาตุต่างของบรรพบุรุษเรา
เขาเคยทำให้ชีวิตคู่ประสบความสำเร็จมามากต่อมากแล้ว


รูปภาพ

ในขณะที่ปัจจุบันไม่อาจช่วยได้เท่าไรนัก
ด้วยเหตุนั้น การแสวงหาคู่รัก
วิธีที่ดีกว่าคือ อย่าแสวงหา
เพราะผู้ที่มีธาตุเหมือนตรงกัน จะอยู่กันยืน

ทีนี้สวัสดิกะอันที่สาม ขันติ
คู่รักทั้งหลายจำต้องอดทน
กว่าธาตุทรหดจะปรากฎ ต้องอดกลั้นอดทน ถึงขนาดน้ำตาไหล
ขันติและโสรัจจะเป็นธรรมที่เสงี่ยมงามมีความอดทนเต็มวาสนา

แต่ความอดทนหรือขันติในที่นี้ต้องหมายถึงอดทนอย่างสงบเสงี่ยม
พร้อมที่จะให้อภัย ก็คือ ต้องมี เมตตา
คืออันที่สี่ของสวัสดิกะแห่งความรัก


สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ คือ ธงชัย
หรือผ้าประเจียดประจำคู่รักทั้งหลาย
อย่ามัวไปหาตะกรุด อย่ามัวไปหาอาจารย์ลงเสน่ห์ยาแฝด
อย่ามัวไปหาเมตตามหานิยมที่ไหน
อะไรต่อมิอะไรที่เป็นเรื่องเหลวไหลนั้น
สู้ชักธงสวัสดิกะแห่งความรักขึ้นในครอบครัว
ในชีวิตคู่ ในมิตรไมตรีระหว่างเพื่อน ระหว่างลูก ระหว่างสามี
ในครอบครัวหรือในสังคมขึ้น


นึกถึงสวัสดิกะที่ประกอบไปด้วย สุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ
เมื่อเราต้องการความบริสุทธิ์ใจ ต้องมีปัญญา

ปัญญาเท่านั้นจะทำให้บริสุทธิ์ ปัญญาเท่านั้น
ทำให้อดทนได้อย่างสงบเสงี่ยม และผู้สงบเสงี่ยม อภัยแล้วเท่านั้น
จึงเมตตาได้จริง อยู่ดีๆ
จะให้เมตตาถึงที่สุดเลยคงไม่ได้

เมตตาที่แท้จริงต้องอุปมาเหมือนอาการบานออกของดอกไม้
ซึ่งเราจะบังคับมันไม่ได้
แม้จะบังคับได้ก็ไม่เรียกว่าบานจริง
เราอาจทำให้ดอกบัวหรือดอกมะลิบานได้
ซึ่งอุปมาด้วยการพยายามที่จะเมตตา

ทำได้ แต่เมตตาแท้จริงต้องเป็นอำนาจแบ่งบานของมันเอง
มันเป็นไปเอง เพราะเกิดวิปัสสนาญาณ
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเรียกมันว่าความรัก
เพราะมันไม่ได้ถูกบังคับบีบคั้นให้รักโดยจำใจ


รูปภาพ

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 01:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เราพบว่า ฉันรักเธอตราบที่เธอยังซื่อสัตย์ต่อฉัน
วันไหนฉันจับได้ว่าเธอไม่รักฉัน ฉันจะทำลายเธอ

นี่ไม่ใช่ความรัก มันเป็นอาการของคนที่คลั่งอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
คลั่งตัวตน เป็นการเสริมอัสสมิมานะของตัว
แกล้งยืมมือหญิงที่น่าสงสารหรือชายผู้น่าสงสารนั้นเสริมตัวเอง
แล้วก็ให้เกียรติว่านี่สามีของดิฉัน
นี่ศรีภรรยาของผม มันไม่ใช่ความรัก


คราวนี้ขอให้เราเลื่อนมาถึงสิ่งที่สำคัญขึ้นไปกว่านั้นอีกสักเล็กน้อย

ได้ตั้งต้นไว้แล้วว่า ความรักต้องผ่านทางความงาม
และความงามนั้น ต้องผ่านความเข้าใจธรรมชาติแวดล้อมและธรรมชาตินั้น
ก็ไม่ได้หมายเพียงปรากฎการที่ตาเห็น เช่น แสงแดดอ่อน น้ำค้าง

มันต้องหมายถึง เห็นสัจธรรมในธรรมชาติ
ก็คือ สัจจะแห่งความแปรเปลียนไม่เที่ยง
นั่นคือกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา
เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลง


หรือไปแทรกแซงมันได้ คือมันต้องเป็นเช่นนั้น ไม่อาจเป็นอื่น
เมื่อเห็นอยู่เช่นนั้น มันจึงจะเกิดอาการวาง
เมื่อปล่อยวางจะเริ่มเห็น
ความงามของทั้งโลกธรรมชาติแลอริยสัจของชีวิต

ในวันแห่งการปล่อยวางนั้น ชายทุกคน หญิงทุกคนเสมอกัน
ในทุกๆ สิ่งความงามตามธรรมชาติ
หากว่ามันงามมาจากข้างในที่ดูสิ่งนั้น ไม่ได้งามที่ตัวของมันเอง

ขอให้สังเกต วันไหนที่กลุ้มใจ
อาหารที่อร่อยกลับไม่อร่อย
ภาพที่น่าชื่นชม กลับไม่น่าชื่นชม
เพราะข้างในมันอัดอั้นอยู่

วันไหนปลอดโปร่ง กินข้าวอร่อยดี
อยู่ที่ไหนก็สบ่น ไม่เดือดร้อนวุ่นวายอะไร
เพราะว่า แสงสว่างแห่งความเข้าใจเกิดที่จิตใจ
แล้วแลความงามและความงามนี้นำทางปัญญา
และปัญญานี้รู้เห็นกฎของธรรมชาติ

เมื่อเป็นเช่นนั้นแหละผู้ที่เห็นความงามเช่นนี้
จะพึงมีคำตอบต่อคำถามของ เชคสเปียร์
ที่ว่าความรักมันเกิดได้ที่ไหน เมื่อไร
มันเกิดที่มันสมอง หรืดเกิดที่จิตกันแน่ ซึ่งก็คงมีว่า


รูปภาพ

เมื่อนั้น
รจนานารีมีศักดิ์
เทพไทอุปถัมภ์นำชัก
นงลักษณ์พิศเงาะเจาะจง
นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน
เอารูปเงาะสวมไว้ให้คนหลง
ใครใครไม่อาจเห็นรูปทรง
พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา


นี้ไม่ใช่เพียงแค่ยกขึ้นมาเพื่อให้ฟังเพลินๆ เพราะหูเท่านั้น
แต่เรื่อง สุวรรณสังข์ชาดก
พระภิกษุชาวเหนือแต่งไว้เป็นปริศนาธรรม ที่มุ่งอธิบายอริยสัจ,

การงามของอินทรียประสาท
และการเปิดเผยความจริงด้านในของชีวิต
หกธิดาที่สมัครสโมสร โยนมาลัยไปคล้องหกเขยนั้น


คือ อายตนะภายในกับภายนอกทีมันสมัครสโมสรกันและกัน
คือตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส
ผิวสัมผัสกับสิ่งที่มาสัมผัส และจิตที่เข้ามากระทบกับธรรมารมณ์

อายตะเหล่านี้ไม่อาจเห็นสิ่งซ่อนเร้นได้
เห็นได้เพียงปรากฎหาริย์

ส่วนนางคันธาหรือรจนานั้น แทนอายตนะที่ ๗
เมื่อรจนาเห็นเจ้าเงาะ คือปรากฎการณ์ที่น่าเกลียด
แต่ภายในคือสังทอง

ในท่ามกลางความทุกข์ มีความดับทุกข์อันรุ่งเรือง
ท่ามกลางไฟร้อนซ่อนความเย็นสนิทไว้
นางคันธาคือธรรมจักษุ คือตาที่เจ็ด
หรือเรียกว่าตทายตนะ ผู้ที่เห็นธรรม
ก็เห็นความงามที่ซ่อนอยู่ในความไม่งาม

เมื่อนั้น
รจนานารีมีศักดิ์
เทพไทอุปถัมภ์นำชัก
นงลักษณ์พิศเงาะเจาะจง
นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน
เอารูปเงาะสวมไว้ให้คนหลง
ใครใครไม่อาจเห็นรูปทรง
พระเป็นทองทั้งองค์อร่ามตา


รูปภาพ

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 01:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ความทุกข์ที่เราเห็นนั้น เหมือนเจ้าเงาะ
แล้วเราเกลียด เราไม่ชอบ

แต่ด้วยพลังแห่งการภาวนา
จะพบว่าดับทุกข์นั้น ซ่อนอยู่ในความทุกข์
ดังเมื่อความร้อนสงบลง ความเย็นก็อยู่ตรงนั้น
และอยู่ก่อนความร้อน


ผู้ใดมีทุกข์มาก จะพบกับความเย็นมาก
ผู้ใดเศร้าโศก เขากำลังจะเข้มแข็งในวันหนึ่ง


เหมือนดั่งที่ กวีเกอร์เต กล่าวว่า

ผู้ใดไม่เคยตื่นอยู่เดียวดาย คร่ำครวญเพราะความหงอยเหงาแล้ว
ผู้นั้นจะไม่มีวันจะรู้พลังของพระผู้เป็นเจ้าได้เลย

จงอำนวยพรให้ผู้ที่กำลังโศก
หนุ่มสาวที่เศร้าโศกทั้งหลาย ก็คือจะได้เห็นความรัก
และความเย็นจิตเย็นใจในท่ามกลางความทุกข์โศก
คือสิ่งที่ซ้อนอยู่ในความทุกข์นี้
คือความดับทุกข์ คือธาตุเย็น
ซึ่งเป็นสิ่งที่อภิบาลชีวิตทุกๆ ชีวิต อยู่ทุกค่ำคืน
จะพอเพียงหรือ ไม่ก็ไม่ทราบ
จะลงกันได้หรือไม่ต่อคำถามของท่านกวีรัชกาลที่ ๖ ทางแปลไว้ว่า

ตอบเอ๋ยตอบถ้อย
เกิดเมื่อเห็นน้องน้อยอย่าสงสัย
ตาประสบตารักสมัครไซร้
เสมือนหนึ่งให้อาหารสำราญครัน
แต่ถ้าแม้สายใจไม่สมัคร
เหมือนฆ่ารักเสียแรกเกิดย่อมอาสัญ
ได้แต่ชวนเพื่อนยามาพร้อมกัน
ร้องรำพันสงสารรักหนักหนาเอยฯ


นั่นก็คือว่า ความรักแท้เกิด
เมื่อเห็นธรรมะตาต่อตาประสบกับพระธรรม
และสิ่งที่ถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงรักนี้ไว้
ก็คือ ความรักธรรมะ
ธรรมนันทิ คือ ความเพลิดเพลินในธรรมะนั้นเอง


ในการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น
นำไปสู่การเห็น อสังขตธรรมและสังขตธรรม


ในความไม่เป็น ๒ อสังขตะนั้น
ท่านหมายถึง ความสงบเย็น หรือความดับทุกข์ คือนิพพาน
ส่วนสังขตะคือการปรุงแต่ง

รูปภาพ
[ภาพจิตรกรรม วัดภูมินทร์ จ.น่าน
แสดงวิถีชาวเมืองน่าน ผ่านเรื่องราว “คันทนกุมารชาดก”]



วรรณคดีไทย เหล่านี้ซ่อนปัญญาไว้เกือบทุกเรื่องเช่นใน ปัญญาสชาดก

และวรรณกรรมชนิดนี้เท่านั้นที่เป็นมหาวิทยาลัยของชาวบ้าน
เป็นวิถีทางของชาวบ้านในอดีต
จนถึงขนาดเขียนไว้ตามผนังโบสถ์
เกือบทุกวัดทางภาคเหนือ
เช่น วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน และทุกๆ แห่งทางเหนือ

ถ้าเป็นนิทานประเภทไร้สาระแล้ว
เขาคงไม่เขียนขึ้นบนผนังโบสถ์ อันเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์

ต่อมาภายหลังได้ลดรูปมาเป็นนิทาน
และเข้าใจกันว่า หญิงสูงศักดิ์ เช่น นางรจนา
หญิงสูงศักดิ์ไปหลงรักชายรูปชั่วตัวดำไม่ฟังคำของพ่อแม่ อย่างนี้ไร้สาระ
ที่จะเขียนไว้บนผนัง ซึ่งชาวบ้านจะต้องไปเรียนกันทุกวันๆ
หากท้องเรื่องเช่นนี้จะมาเล่ากันทำไมให้เสียเวลา

ในที่สุดก็มาถึงบทสรุปว่า

คู่รักทั้งหลาย หรือผู้ที่ยังไม่มีคู่รักก็ตามใจ
จงแสวงหาธรรมเพื่อทำให้ความรักในโลกนี้เกิดสันติ
และเพื่อที่จะได้วิวาห์ครั้งสุดท้าย
พระธรรมนี้จะถูกรังเกียจ
ถ้าไม่รู้จักเหมือนเรารู้จักเกลียดชู้ทางโลก
ที่มาแย่งความรักของเราไป


เพราะว่าพระธรรมนั้น จะมาแย่งชิงความรักของเรา
ในภรรยาและสามีของเรา

ดังที่พระคริสต์ตรัสว่า

เรามาเพื่อให้พ่อแยกจากลูกของตัวแตกคอกัน

เพราะถ้าไม่สนใจธรรมะ ลูกจะไม่เห็นด้วย
ถ้าลูกเข้าใจธรรมะ แม่จะไม่เห็นด้วย
เพราะทั้งแม่ทั้งลูกประสงค์จะกอดคอกันจมอยู่ในทะเลวนแห่งวัฏสงสารนี้

ขอให้ท่านทั้งหลายจงแสวงหาพระธรรมผู้อภิบาล
ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดของคู่รักทุกคู่
และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเพียงตัวเองแคบๆ
จะได้เห็นความรักความอภิบาลของพระธรรม ทุกค่ำคืนทุกขณะ


จงเปิดหน้าต่างของใจนี้ไว้
เมื่อมันโปร่งขึ้น ธรรมะปรากฏ
คือจิตนั้นว่างจากอหังการ มมังการ
เปิดประตูหน้าต่างนี้ไว้ผู้กระหายรักเช่นนั้น ก็จะเปิดใจโล่ง
และในที่สุดธรรมะก็เข้ามาครองเป็นเจ้าเรือนใจของคู่รักทั้งหลายในโลกนี้

ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายประสบความรัก
จงเจริญด้วยสติปัญญาทุกๆ ช่วงชีวิต
ประสบสันติสุขทุกทิพาราตรีนับตั้งแต่บัดนี้
จนตราบเท่าเข้าสู้พระนิพพานเถิด.


รูปภาพ

:b8: :b8: :b8:

(ที่มา : ชีวิตกับความรัก โดย เขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, พิมพ์ครั้งที่ ๗, พ.ศ. ๒๕๔๔, หน้า ๑-๗๗)


รูปภาพ
[ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)]

:b8: :b8: :b8:

• รวมคำสอน “ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44291

• ประวัติและผลงาน “ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24878


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2009, 05:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2008, 01:41
โพสต์: 128


 ข้อมูลส่วนตัว


สุดยอดเลยค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะคุณกุหลาบสีชา ขอให้ผลบุณนี้จงบันดาลให้ท่านเขมนันทะผู้เขียนบทความนี้ และคุณกุหลาบสีชาที่กรุณานำเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์นี้มาลงนะคะ ขอจงดลบรรดาลให้มีความสุข และขอให้ธรรมะที่ได้เผยแพร่นี้จงเป็นบันไดไปสู่ทางนิพพานในอนาคตกาลต่อไปนะคะ สาธุค่ะ :b8:

ขอบคุณด้วยใจจริงคะ :b24:

.....................................................
มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2009, 13:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาขอรับ เรื่องนี้ ไม่ว่ายุคใดก็
"in trend"เสมอ... :b12: :b8: :b8: :b8:

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 พ.ค. 2009, 00:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.พ. 2009, 02:06
โพสต์: 811

อายุ: 0
ที่อยู่: มหานคร

 ข้อมูลส่วนตัว


บทความดีมากครับ
เดี๋ยวมาอ่านต่อ
แล้วขอคัดลอก

อนุโมทนาครับ


:b8: cool

.....................................................
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันถูกต้องอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด (หลวงพ่อชา สุภัทโท)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2009, 13:21 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีวิตคือรัก รักคือชีวิต

ชีวิตที่ขาดรัก ไม่ใช่ชีวิต

:b46:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ย. 2009, 09:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 15:28
โพสต์: 307

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2010, 12:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มี.ค. 2010, 12:53
โพสต์: 3

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 18:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาสาธุค่ะ :b8: :b8: :b8:

ขอบคุณที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาส
ได้มาอ่านบทความดี ดี บทความนี้
:b44: :b44: :b44: :b41: :b41: :b41: :b44: :b44: :b44:

รูปภาพ

.....................................................
หนทางสว่าง เริ่มต้นจากใจของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 มิ.ย. 2010, 21:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 เม.ย. 2010, 10:58
โพสต์: 27

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆได้อ่านเมื่อไหร่ทำให้ใจที่กำลังจะไหลไปตามกิเลสคืนสติกลับมา ขอบคุณจริงๆ

.....................................................
ธมฺมจารี สขํ เสติ /ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ค. 2010, 08:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2010, 20:52
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบคุณ สำหรับบทความดีๆ อ่านแล้วทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่โลกใบนี้ ยังคงมีกัลยาณมิตร ที่ดี...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2011, 22:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ธ.ค. 2009, 07:10
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: ขอขอบพระคุณคุณกุหลาบสีชามากมากนะคะ :b20: และต้องกราบอนุโมทนาสาธุ ขอให้บุญกุศลนี้ดลบันดาลให้ท่านอาจารย์เขมานันทะมีความสุขในวิมุตินะคะ เรื่องนี้ช่วยดิฉันได้มากเลยค่ะ ดิฉันค้นหาคำตอบมาเป็นเวลานานเพื่อค้นหาความหมายของคำว่ารักไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีนักปราชญ์ที่ดีงามเกิดขึ้นอีกคนแล้ว ดีใจจริงค่ะ ขอให้ท่านอาจารย์เขมานันทะมีบทความดีดีนี้ตลอดไปนะคะ ขอบพระคุณมากมากเลยนะคะ :b20: คุณกุหลาบสีชา :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 33 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร