วันเวลาปัจจุบัน 22 ส.ค. 2019, 18:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 82 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๑๕ กลุ่มพระอัครสาวก


ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ปริพาชกทีฆนขะอยู่นั้น พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (ข้างหลัง) ท่านพิจารณาไปตามเนื้อความพระธรรมเทศนานั้นตลอดเวลา ครั้นจบพระธรรมเทศนาท่านก็ได้บรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนปริพาชกทีฆนขะหลานของท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล

ท่านได้บรรลุอรหัตผลในวันที่ ๑๕ หลังบวช ซึ่งวันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓) เพราะหลังจากทรงแสดงธรรมโปรดให้ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏมายังวัดเวฬุวัน เพื่อทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในตอนบ่าย

งานสำคัญ

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ได้เป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา โดยพระอัครสาวกทั้ง ๒ ได้ทำงานสัมพันธ์กัน ดังจะเห็นได้จากพระพุทธดำรัสที่ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเสพ
จงคบหาสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด
ทั้ง ๒ รูปนี้เป็นภิกษุผู้เป็นบัณฑิต
อนุเคราะห์ผู้ร่วมประพฤติพรหมจรรย์
สารีบุตร เปรียบเหมือนผู้ให้กำเนิด
โมคคัลลานะ เปรียบเหมือนผู้บำรุงเลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว
สารีบุตร ย่อมแนะนำในโสดาปัตติผล
โมคคัลลานะ ย่อมแนะนำในผลชั้นสูง

นอกจากนั้นแต่ละท่านยังได้มีผลงานเฉพาะตัวอีกมาก ซึ่งต่างล้วนเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น คือ

พระสารีบุตร ได้เป็นอุปัชฌาย์บวชให้สามเณรหลายรูปด้วยกัน อาทิ สามเณรราหุล สามเณรสุขะ สามเณรสังกิจจะ สามเณรทัพพะ ต่อมายังได้โน้มน้าวใจให้น้องชายคือ พระจุนทะ พระอุปเสนะ พระเรวตะ และน้องสาว คือ จาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา ออกบวชในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นผู้เสนอแนะให้พระพุทธเจ้าบัญญัติสิกขาบทเพื่อช่วยรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคง และยังได้ทูลเสนอพระพุทธเจ้าให้ทำสังคายนา คือรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยอมรับและตรัสให้ท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

ท่านได้แสดงตัวอย่างด้วยการจัดหลักธรรม ไว้เป็นหมวดหมู่ กล่าวคือ ธรรมที่มี ๒ ข้อก็จัดไว้หมวดหนึ่ง จนถึงธรรม ๑๒ ข้อก็จัดไว้เป็นอีกหมวดหนึ่งต่างหาก และภายหลังพุทธปรินิพพาน พระมหากัสสปะได้ประชุมสงฆ์จัดทำปฐมสังคายนาก็ได้จัดทำ ตามแนวที่พระสารีบุตรเสนอไว้ นอกจากนั้นท่านยังได้สอนพระลกุณฑกภัททิยะให้ได้บรรลุอรหัตผล และได้เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้พระราธะ ซึ่งพระลกุณฑกภัททิยะและพระราธะนี้ต่อมาได้รับยกย่องไว้ในเอตทัคคะ และจัดอยู่ในกลุ่มพระอสีติมหาสาวก

พระมหาโมคคัลลานะ ก็ได้เป็นอาจารย์ของหมู่คณะช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาทั้งแก่เทวดาและมนุษย์ ท่านแสดงฤทธิ์ปราบบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ จำนวนมากให้คลายเห็นผิด แล้วหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อย่างเช่นที่เมืองราชคฤห์ ท่านได้แสดงฤทธิ์ปราบเศรษฐีมัจฉริยโกสิยะด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ บังหวนควันไฟ เดินจงกรมในอากาศ จนเขาเกิดความกลัวและยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ท้ายที่สุดก็ประกาศตนนับคือพระรัตนตรัย ท่านได้ปราบมารผู้มีความเห็นผิดด้วยวิธีการต่างๆ เช่นกัน จนมารยอมแพ้ นอกจากนั้นท่านยังได้ปราบนาคราชนันโทปนันทะ

อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระอัครสาวกทั้ง ๒ ทำงานสัมพันธ์กันอย่างได้ผล นั่นคือคราวที่พระเทวทัตประกาศแยกตนออกจากพระพุทธเจ้า แล้วพาพระวัชชีบุตรซึ่งเป็นศิษย์ของท่านไปอยู่ที่คยาสีสประเทศ พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้พระอัครสาวกทั้ง ๒ ไปแก้ปัญหา ผลปรากฏว่าท่านได้แสดงธรรมและพูดเกลี้ยกล่อมให้พระวัชชีบุตรกลับมาเข้าอยู่ในคณะสงฆ์ตามเดิม โดยปล่อยให้พระเทวทัตกับศิษย์ของท่านจำนวนหนึ่งอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว

แม้พระอัครสาวกทั้ง ๒ จะเกิดในวันเดียวกัน แต่โดยที่พระสารีบุตรได้บรรลุโสดาปัตติผลก่อน และยังได้กล่าวธรรมให้พระมหาโมคคัลลานะได้บรรลุตามด้วย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสยกย่องให้พระสารีบุตรเป็นพี่ ดังจะเห็นได้จากคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้นอีก ๗ วันจะถึงมหาปวารณาออกพรรษา พระมหาโมคคัลลานะได้ขึ้นไปเฝ้าแล้วทูลถามว่าจะเสด็จลงจากเทวโลก ณ เมืองไหน พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า

“โมคคัลลานะ สารีบุตรพี่ชายเธออยู่ที่ไหน”

“จำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะ พระเจ้าข้า”

เมื่อพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลให้ทรงทราบดังนั้น พระองค์จึงตรัสว่า พระองค์จักเสด็จลงจากเทวโลก ณ เมืองสังกัสสะนั้นแหละ

บั้นปลายชีวิต

พระอัครสาวกทั้ง ๒ รูป มีชีวิตอยู่มาจนกระทั่งถึงระยะปัจฉิมโพธิกาล (ระยะเวลาใกล้สิ้นยุคพุทธกาล) หลักฐานบางแห่งว่า ทั้ง ๒ ท่านนิพพานก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ ปี คือนิพพาน ในปีที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๗๙ พรรษา

พระสารีบุตร นิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ที่บ้านของท่านเอง ด้วยโรคปักขันทิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) ดังมีเรื่องเล่าว่า

วันหนึ่ง ท่านเข้าผลสมาบัติอยู่ในที่พักกลางวันของท่านในวัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ออกจากผลสมาบัติแล้วพิจารณาเห็นว่าพระอัครสาวกย่อมนิพพานก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้นท่านจึงได้ตรวจดูอายุสังขารของตนเองและเห็นว่าจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีก ๗ วันเท่านั้น ท่านได้พิจารณาต่อไปถึงสถานที่ที่จะไปนิพพาน ก็เห็นว่าควรจะไปนิพพานที่บ้านเกิด ทั้งนี้เพื่อจะได้โปรดโยมมารดาซึ่งยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ให้ได้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย อีกทั้งยังเห็นด้วยว่าโยมมารดามีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้เมื่อได้ฟังธรรมที่ท่านแสดง

เมื่อปลงใจได้ดังนั้นแล้ว ท่านจึงแจ้งพระจุนทะผู้เป็นน้องชายให้ทราบ และบอกพระจุนทะให้แจ้งแก่บรรดาศิษย์ของท่านให้ทราบด้วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วท่านได้เก็บกวาดเสนาสนะ แล้วออกมายืนอยู่ที่หน้าเสนาสนะนั้น ท่านมองดูทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพาพระจุนทะและพระบริวาร ๕๐๐ รูปเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

“ข้าแต่พระบรมศาสดา” ท่านกราบทูล หลังจากกราบถวายบังคมแล้ว “อายุของข้า พระองค์ใกล้สิ้นแล้ว ข้าพระองค์ขอกราบพระบาทเป็นครั้งสุดท้าย เพราะนับจากนี้ไปอีก ๗ วัน ข้าพระองค์จะได้ทอดทิ้งร่างกาย ขอได้ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์นิพพานด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า”

“สารีบุตร เธอจักไปนิพพานที่ไหน” พระพุทธเจ้าตรัสถาม

“ที่บ้านเกิด พระพุทธเจ้าข้า”

“สารีบุตร” พระพุทธเจ้าตรัสเรียกพร้อมทั้งอนุญาต แล้วตรัสต่อไปว่า

“ต่อนี้ไปภิกษุทั้งหลายจะไม่ได้เห็นพระสาวกเช่นเธออีกแล้ว ขอเธอได้ช่วยอนุเคราะห์แสดงธรรมให้ภิกษุทั้งหลายฟังก่อนเถิด”

ท่านเข้าใจถึงพุทธประสงค์ได้ดี จึงลุกขึ้นถวายบังคมรับพระพุทธดำรัส แต่ก่อนที่จะแสดงธรรม ท่านได้เหาะขึ้นไปสูงได้ชั่วลำตาล ๑ แล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ได้เหาะกลับขึ้นไปอีกแล้วกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าอีก ท่านทำอยู่อย่างนี้ถึง ๗ ครั้ง กล่าวคือ ท่านเหาะขึ้นไปสูงสุดถึง ๗ ชั่วลำตาล และในแต่ละชั่วลำตาลนั้นท่านได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าทุกครั้ง ขณะที่เหาะอยู่สูงถึง ๗ ชั่วลำตาลนั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ต่างๆ มากกว่าร้อยแล้วจึงแสดงธรรม

ขณะที่แสดงธรรมอยู่นั้นท่านได้แสดงฤทธิ์ด้วย โดยบางครั้งทำให้คนเห็นตัวท่าน แต่บางครั้งก็ทำให้ไม่เห็น คงให้ได้ยินแต่เสียง หรือให้เห็นเพียงครึ่งตัว เสียงของท่านบางครั้งก็ได้ยินจากข้างบน บางครั้งก็ได้ยินจากเบื้องล่าง ท่านยังปรากฏกายให้เห็นเป็นรูปต่างๆ บางครั้งเป็นรูปพระจันทร์ บางครั้งเป็นรูปพระอาทิตย์ บางครั้งเป็นรูปภูเขา บางครั้งเป็นรูปมหาสมุทร บางครั้งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บางครั้งเป็นท้าวเวสสุวรรณ บางครั้งเป็นพระอินทร์ บางครั้งเป็นท้าวมหาพรหม ครั้นแสดงฤทธิ์และแสดงธรรมถวายตามพุทธประสงค์แล้ว ท่านก็ได้เหาะกลับลงมาถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วเข้าไปประคองพระบาท พลางกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระบรมศาสดา ข้าพระองค์สู้สร้างบารมีมาช้านานนับได้ ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐.๐๐๐ กัป ก็ด้วยตั้งใจจะได้ถวายบังคมพระบรมบาท”

จากนั้นท่านได้กราบถวายบังคมลา พระพุทธเจ้าเสด็จออกมาส่งหน้าพระคันธกุฎี และตรัสบอกพระสาวกทั้งหลายในที่นั้นให้ไปส่งท่าน ครั้นถึงซุ้มประตูเชตวันมหาวิหาร ท่านบอกพระที่ตามมาส่งท่านให้กลับ พร้อมทั้งกล่าวสอนไม่ให้ประมาท

ท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเดินทางอยู่ ๗ วันก็ถึงอุปติสสคามบ้านเกิดของท่าน ที่เมืองนาลันทา แคว้นมคธ ท่านพร้อมด้วยคณะได้ยืนพักเหนื่อยอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ทางเข้าบ้านของท่าน และได้พบกับอุปเรวตะผู้เป็นหลานชาย จึงได้แจ้งความประสงค์ที่จะมาพักที่บ้านกับโยมมารดาให้หลานชายทราบ


มีต่อ >>> ตอนที่ ๑๖

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๑๖ กลุ่มพระอัครสาวก


ฝ่ายนางสารีโยมมารดาเมื่อได้ทราบว่า พระลูกชายพาพระบริวารมาเยี่ยม ก็รู้สึกดีใจเป็นกำลัง จึงสั่งคนงานในบ้านให้จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จัดที่พักและตามประทีปไว้พร้อมสรรพ และเมื่อได้ทราบว่าท่านประสงค์จะพักในห้องที่ท่านเกิด นางสารีก็จัดให้ตามประสงค์ แต่ในขณะเดียวกันก็สงสัยอยู่ว่า ทำไมพระลูกชายจึงได้พาพระบริวารมามากมายเพียงนี้ หรือว่ามาเพื่อจะสึก เมื่อท่านพร้อมด้วยพระจุนทะและพระบริวารเข้าพักในสถานที่ที่โยมมารดาให้คนจัดให้ตามประสงค์แล้ว

ตกดึกคืนนั้นเองท่านได้เกิดป่วยเป็นโรคปักขันธิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) อย่างปัจจุบันทันด่วน ท่านได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส พระจุนทะและพระบริวารได้ช่วยกันพยาบาลอย่างใกล้ชิด ฝ่ายโยมมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนัก จึงมาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง

ขณะนั้น เทวดาองค์สำคัญๆ ต่างมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านตามลำดับ คือ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักข์ ท้าววิรุฬหก และท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสุยามา ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นยามา ท้าวดุสิต ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสุนิมมิตะ ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นนิมมานรดี และท้าวปรนิมมิตวสวัดดี ผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี รวมทั้งท้าวมหาพรหมแห่งพรหมโลก ชั้นสุทธาวาสก็ได้มาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วย เทวดาและท้าวมหาพรหมนั้นแต่ละองค์ล้วนมีรัศมีเปล่งปลั่งงดงาม ต่างพากันมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วงและด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

นางสารีเห็นเหตุการณ์นั้นตลอด เมื่ออาการของพระเถระค่อยบรรเทาลง นางได้เข้าไปหาและสนทนาด้วย โดยได้ถามถึงเทวดาองค์สำคัญๆ ที่มาเยี่ยมซึ่งนางไม่ทราบว่าเป็นใคร ท่านได้บอกให้โยมมารดา ได้ทราบตามลำดับจนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหม

“อุปติสสะ” โยมมารดาเรียกชื่อเดิมของท่านด้วยความอัศจรรย์ใจ “นี่ลูกของแม่ใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมอีกหรือ”

“ใช่... โยมแม่” ท่านตอบรับ

ทันใดนั้น โยมมารดาก็เกิดปีติอย่างใหญ่หลวง สีหน้าเอิบอิ่ม เมื่อได้ทราบว่าพระลูกชายยิ่งใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่ตนเคารพ

“อุปติสสะลูกชายของเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของลูกชายเราเล่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน”

นางสารีคิดไปถึงพระพุทธเจ้า พระเถระสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าจิตใจเริ่มอ่อนโยน เหมาะจะรับน้ำย้อมคือคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรด โดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ อาทิว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก และเมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระเถระได้ตอบแทนพระคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นจากความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ ส่วนโยมมารดารู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ไม่ได้สัมผัสอมตธรรม จึงพูดกับท่านเป็นเชิงต่อว่า ว่า

“ลูกรัก ทำไมจึงเพิ่งมาให้อมตธรรมนี้แก่แม่เล่า”

หลังจากโยมมารดาได้ลากลับเข้าไปที่พักผ่อนแล้ว ท่านได้บอกพระจุนทะให้นิมนต์พระบริวารมาประชุมพร้อมกัน ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้สว่าง ท่านดูอิดโรยเต็มที แต่ถึงกระนั้นก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยพระจุนทะคอยประคองอยู่ตลอดเวลา

“ท่านทั้งหลาย” พระเถระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ผมกับท่านอยู่ด้วยกันมานานถึง ๔๔ ปี หากกายกรรมและวจีกรรมของผมอันใดไม่เป็นที่พอใจ ขอได้อภัยให้ผมด้วย”

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ” พระบริวารกล่าวตอบ “พวกกระผมติดตามท่านมานาน ยังมองไม่เห็นกายกรรมและวจีกรรมอันใดของท่านที่ไม่เหมาะสมเลย แต่พวกกระผมสิจะต้องขอให้ท่านได้โปรดยกโทษในกายกรรมและวจีกรรมที่ไม่สมควร”

ท่านกับพระบริวารต่างกล่าวคำขอขมากันและกันแล้ว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เช้าวันนั้นเบญจขันธ์อันอ่อนล้าของ พระเถระก็ดับลงอย่างสนิท ท่านนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในห้องที่ท่านเกิด เทวดาและมนุษย์ได้พร้อมใจกันฌาปนกิจศพของท่านอย่างสมเกียรติ พระจุนทะนำผ้าขาวมาห่ออัฐิของท่านแล้วนำไปพร้อมทั้งบาตรและจีวร เพื่อมอบให้พระอานนท์นำไปถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับอัฐิของท่านแล้วโปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้ที่ใกล้ประตูเชตวันมหาวิหาร เพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะต่อไป

พระมหาโมคคัลลานะ นิพพานเมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ณ ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ หลังพระสารีบุตรนิพพานได้ ๑๕ วัน ดังมีเรื่องเล่าว่า

พรรษาที่จะนิพพานนั้น ท่านจำพรรษา อยู่ที่ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ เดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) คณะหนึ่งได้ จ้างโจรก๊กหนึ่งให้ไปฆ่าท่าน เหตุที่เป็นดังนั้นเพราะเดียรถีย์ได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วต่างลงความเห็นว่า ทุกวันนี้พวกตน เสื่อมจากลาภสักการะ มีผู้นับถือน้อยลง เป็นเพราะผู้คนพากันหันไปเลื่อมใสพระสมณโคดมเป็นส่วนใหญ่ สาวกของพระสมณโคดมองค์สำคัญที่เป็นตัวการให้คนหันไปเลื่อมใสศาสดาของตนนั้น คือพระมหาโมคคัลลานะ เนื่องจากสาวกรูปนี้มีฤทธิ์ไปนรกสวรรค์ แล้วกลับมาเทศนาสั่งสอนจนคนเกิดศรัทธาเลื่อมใส หากไม่มีสาวกรูปนี้แล้ว พระสมณโคดมก็หมดความหมาย ผู้คนก็จะหมดความเลื่อมใส แล้วพากันหันกลับมาเลื่อมใสพวกตนตามเคย ลาภสักการะก็จะมีมากเหมือนเก่า

ครั้นปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเดียรถีย์ก็เรี่ยไรเงินจากผู้ที่ยังนับถือพวกตนอยู่ไปว่าจ้างโจรให้ไปฆ่าพระเถระ เวลานั้นเป็นช่วงระยะเวลาเข้าพรรษา พวกโจรได้พากันไปยังถ้ำกาฬศิลาซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ ภายนอกถ้ำมีกุฏิหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ท่านพักอยู่ในกุฏิหลังนั้น และเมื่อได้ทราบว่ามีโจรมาล้อมกุฏิหมายจะฆ่าท่าน พระเถระก็เข้าฌานอธิษฐานจิตหายออกไปทางช่องลูกดาล พวกโจรไม่ทราบจึงเข้าไปค้น แต่ก็พลาดโอกาสไม่พบท่าน

วันต่อมาๆ พวกโจรก็ได้มาล้อมกุฏิของท่านอีก แต่ก็ไม่สามารถจับตัวท่านได้ เพราะท่านได้ใช้อำนาจฤทธิ์หายตัวไม่ยอมให้โจรจับได้ พวกโจรพยายามอยู่อย่างนี้ ถึง ๒ เดือนเต็ม พวกเดียรถีย์รู้สึกเคียดแค้นหนักขึ้น จึงเร่งให้พวกโจรจัดการกับพระเถระให้ได้

วันหนึ่ง ท่านมาหวนพิจารณาถึงการที่พวกโจรพยายามตามฆ่าท่านว่าคงจะเนื่องมาจากกรรมเก่าที่ตามมาให้ผล ครั้นพิจารณาไปก็เห็นว่าชาติหนึ่งในอดีตชาติท่านได้ทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่าบิดามารดาตามคำยุยงของภรรยา บาปกรรมครั้งนั้นส่งผลให้ท่านไปเกิดในอเวจีมหานรกอยู่เนิ่นนาน ได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แม้จะพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วแต่เศษของผลบาปกรรมก็ยังมีอยู่และตามให้ผลตลอดเวลา จนมาในชาติปัจจุบันแม้จะได้บรรลุอรหัตผลสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ผลของบาปกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่นั้นก็ยังตามอยู่ เมื่อเห็นเป็นดั่งนี้ท่านก็ไม่คิดหนีอีก พวกโจรจึงจับท่านได้และทุบตีอย่างเคียดแค้น ผลก็คือร่างกายของพระเถระแหลกเหลว กระดูกแหลกละเอียด เหลือเป็นชิ้นๆ ขนาดเท่าเม็ดข้าวสารหัก

เมื่อทุบจนหายแค้นแล้ว พวกโจรสำคัญว่าท่านมรณภาพจึงช่วยกันหามไปทิ้งไว้หลังพุ่มไม้แห่งหนึ่งใกล้ๆ ถ้ำกาฬศิลา นั้นแล้วหลบหนีไป

แม้จะได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส แต่พระเถระก็ยังไม่มรณภาพ ซึ่งเป็นธรรมดาของพระอัครสาวกหากยังไม่ได้ทูลลาพระพุทธเจ้าแล้วจะยังไม่นิพพานอย่างเด็ดขาด พระเถระยังคงมีสติมั่นคง ท่านเข้าฌานอธิษฐานจิตประสานกายให้ปกติดุจเดิมแล้วเหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน แคว้นมคธ เพื่อทูลลานิพพาน

พระพุทธเจ้าทรงขอให้ท่านแสดงธรรม และแสดงฤทธิ์อย่างที่ทรงขอให้พระสารีบุตรได้ทำ ท่านได้ทำตามพุทธประสงค์ จากนั้นได้ก้มลงกราบพระบาทของพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเหาะกลับไปยังถ้ำกาฬศิลา ท่านนิพพาน ณ ที่นั่นเมื่อวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ดังได้กล่าวมาแล้ว

พระอัครสาวกทั้ง ๒ ได้ทำงานร่วมกันตลอดอายุขัย ได้ช่วยให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติทุกวรรณะในสังคมอินเดียครั้งกระนั้น

เอตทัคคะ - อดีตชาติ

พระสารีบุตร มีปัญญามาก สามารถแสดงธรรมได้ใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปัญญามาก ดังพระพุทธดำรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสาวกของตถาคตที่มีปัญญามาก สารีบุตรนี้เป็นเลิศกว่าใครทั้งสิ้น”

พระมหาโมคคัลลานะ มีฤทธิ์มาก สามารถแสดงฤทธิ์ได้ใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีฤทธิ์มาก ดังพระพุทธดำรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสาวกของตถาคตที่มีฤทธิ์มาก โมคคัลลานะนี้เป็นเลิศกว่าใครทั้งสิ้น”


มีต่อ >>> ตอนที่ ๑๗

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๑๗ กลุ่มพระอัครสาวก


วันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานตำแหน่งเอตทัคคะ และตำแหน่งพระอัครสาวกให้แก่พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะนั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่รักมักที่ชัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์มิได้เลือกที่รักมักที่ชังแต่ประการใด แต่ประทานให้ตามที่ทั้ง ๒ ท่าน ปรารถนามาแต่อดีตชาติ จากนั้นได้ตรัสเล่าเรื่องราวของพระอัครสาวกให้พระทั้งหลายฟัง นับถอยหลังจากนี้ไปได้ ๑ อสงไขยกับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระสารีบุตรเกิดเป็นพราหมณ์มหาศาลชื่อ ‘สรทะ’ ส่วนพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นบุตรคหบดีมหาศาลชื่อ ‘สิริวัฑฒะ’ ทั้ง ๒ เป็นเพื่อนกันมาแต่เยาว์วัย

สรทะ เมื่อบิดาล่วงลับไปก็ได้ดูแลทรัพย์สมบัติแทน อยู่มาวันหนึ่งขณะอยู่ตามลำพังก็คิดถึงความเป็นไปของชีวิตในลักษณะต่างๆ แล้วสรุปได้ว่า

สรรพสัตว์และสรรพสิ่งต้องตายและแตกดับ
ไม่มีใครหรืออะไรจะรอดพ้นความตายและความแตกดับนั้นไปได้
เราก็เป็นหนึ่งในสรรพสัตว์และสรรพสิ่งนั้น
ฉะนั้นเราจึงควรออกบวช แสวงหาความรอดพ้นจากความตาย และความแตกดับนั้นให้ได้

ครั้นคิดได้อย่างนี้จึงเดินทางไปหาสิริวัฑฒะ เล่าให้ทราบถึงความคิดของตนแล้วชวนสิริวัฑฒะให้ออกบวชด้วย เมื่อสิริวัฑฒะบอกว่ายังไม่พร้อมจะออกบวช สรทะก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ ครั้นกลับไปถึงบ้านก็ให้เปิดเรือนคลังเก็บรัตนะชนิดต่างๆ แล้วแจกจ่ายให้เป็นทานแก่คนทั่วไปพร้อมทั้งได้สละบ้านเรือนออกไปอยู่ป่า แล้วอธิษฐานจิตบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่านั้นเอง โดยมีบุตรพราหมณ์จากตระกูลต่างๆ ออกบวชตามจำนวน ๗๔,๐๐๐ คน

ฤาษีสรทะได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรฝึกจิต จนในไม่ช้าก็ได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติชั้นสูง จากนั้นได้สอนวิธีเพ่งกสิณให้แก่ฤาษีบริวาร จนฤาษีบริวารเหล่านั้นได้บรรลุอภิญญาและสมาบัติเช่นเดียวกับตน

ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เสด็จจาริกแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ไปตามสถานที่ต่างๆ วันหนึ่งทรงทราบด้วยพระญาณว่า ฤาษีสรทะพร้อมด้วยบริวารมีอุปนิสัยสามารถบรรลุธรรมได้จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปโปรด

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จไปแต่ลำพัง พระองค์ทรงมุ่งหวังที่จะให้ฤาษีสรทะเห็นเป็นอัศจรรย์และรู้ว่าพระองค์ คือพระพุทธเจ้า จึงทรงเหาะไปลงที่หน้าอาศรมของท่าน ให้ท่านเห็นกับตา ฤาษีสรทะมองดูนักบวชที่เหาะมาลงหน้าอาศรมของตนอยู่ไม่นาน ก็รู้ได้ตามมหาปุริสลักษณะว่า นักบวชรูปนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าต่างหาก จึงลุกขึ้นถวายการต้อนรับโดยปูลาดอาสนะถวาย แล้วกราบทูลให้เสด็จมาประทับนั่ง ส่วนฤาษีสรทะเองก็นั่งเฝ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

พอดีเวลานั้นบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ที่ออกไปเก็บผลไม้พากันกลับมาถึง เห็นอาการนั่งของฤาษีสรทะผู้เป็นอาจารย์และนักบวชอาคันตุกะแล้วรู้สึกแปลกใจ

“ท่านอาจารย์” ฤาษีรูปหนึ่งพูดขึ้น “เมื่อก่อนพวกเราเที่ยวอวดใครต่อใครว่า ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าอาจารย์ไม่มีอีกแล้ว แต่มาบัดนี้พวกเราเริ่มไม่แน่ใจ นักบวชรูปนี้เห็นจะยิ่งใหญ่กว่าท่านซินะ”

“พวกพ่อพูดอะไร” ฤาษีสรทะแสดงท่าขวยเขิน

“ทำไมเอาเขาพระสุเมรุมาเทียบกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขอพวกพ่ออย่าได้เอาเราซึ่งเท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ไปเทียบกับพระพุทธเจ้า ผู้อุปมาเหมือนเขาพระสุเมรุเลย”

เมื่อได้ฟังคำชี้แจงอย่างนั้น บรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ต่างยอมรับความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า จึงพร้อมกันหมอบกราบลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า จากนั้นฤาษีสรทะได้บอกบรรดาฤาษีเหล่านั้นให้ช่วยกันจัดผลไม้นำมาถวายพระพุทธเจ้า ท่านได้นำผลไม้ที่บรรดาศิษย์จัดมานั้น ไปน้อมถวายพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง

หลังจากพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสวยผลไม้แล้ว ฤาษีสรทะได้บอกบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ให้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าใกล้ๆ พร้อมกัน พระพุทธเจ้าทรงมองดูฤาษีสรทะ พลางส่งพระทัยไปถึงพระสาวกผู้เป็นอัครสาวกให้มาเฝ้าพระองค์ พร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนมาก

ณ บัดนี้ พระอัครสาวกทั้ง ๒ ทราบพระพุทธดำริแล้ว ก็พร้อมด้วยพระอรหันต์ ๑๐๐,๐๐๐ รูป เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที ถวายบังคมแล้วก็ยืนเฝ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล

ฤาษีสรทะเห็นพระมากันเป็นจำนวนมาก ก็เกิดกุศลจิต จึงบอกบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ให้นำดอกไม้มาทำเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก บรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์เหล่านั้นก็เกิดกุศลจิตเช่นเดียวกับอาจารย์ จึงใช้อำนาจฤทธิ์นำดอกไม้หลายสีหลากกลิ่นมาจัดปูเป็นอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกตามที่อาจารย์สั่ง และเมื่อการจัดอาสนะดอกไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ฤาษีสรทะได้ยืนประนมมือต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีประทับนั่ง ตามที่ฤาษีสรทะกราบทูล จากนั้นพระอัครสาวกและพระอรหันตบริวารก็ได้นั่งบนอาสนะที่สมควรแก่ตนตามลำดับ

ตามปกติทานที่ถวายแก่พระที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติย่อมมีผลมาก พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงมีพระประสงค์จะให้ทานของฤาษีสรทะและศิษย์เป็นเช่นนั้น จึงทรงเข้านิโรธสมาบัติ ฝ่ายพระอัครสาวกและพระอรหันต์ที่เหลือทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงเข้าตาม ขณะที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ฤาษีสรทะได้ยืนกั้นร่มดอกไม้ถวายตลอดเวลา ส่วนฤาษีผู้เป็นศิษย์ได้ยืนประนมมือเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระสาวกตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ๗ วัน ครั้นออกแล้วได้รับสั่งให้พระนิสภเถระ พระอัครสาวกเบื้องขวา กล่าวอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ เพื่อให้ฤาษีสรทะและศิษย์ได้เกิดปีติโสมนัส เมื่อพระนิสภเถระกล่าวอนุโมทนาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระอโนมเถระ พระอัครสาวกเบื้องซ้าย แสดงธรรมต่อไป ฤาษีทั้งหลายได้ฟังพระอัครสาวกทั้ง ๒ กล่าวอนุโมทนา และแสดงธรรมแล้ว หาได้บรรลุธรรมแต่ประการใดไม่ คงเกิดแต่ปีติโสมนัสในทานและธรรมเท่านั้น

ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น เพราะฤาษีทั้งหมดเป็นพุทธเวไนยสัตว์ กล่าวคือ จะบรรลุธรรมได้ต้องได้ฟังจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระสาวกไม่ว่ารูปใดไม่สามารถสอนให้บรรลุธรรมได้ แต่ที่ทรงให้พระนิสภะกล่าวอนุโมทนา และทรงให้พระอโนมเถระกล่าวธรรมตามลำดับนั้น ก็โดยทรงมีพุทธประสงค์จะให้ฤาษีเหล่านั้นได้ฟังธรรมเป็นอุปนิสัยปัจจัย เพื่อให้ได้บรรลุธรรมคราวที่ได้ฟังธรรมจากพระองค์โดยตรง

โดยเหตุที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ฤาษีเหล่านั้นเป็นพุทธเวไนยสัตว์ ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงแสดงธรรมจบลง ฤาษีทั้งหมดยกเว้นฤาษีสรทะก็ได้บรรลุอรหัตผล ครั้นแล้วได้ทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าอโนมทัสสีก็ทรงบวชให้ตามประสงค์ด้วยวิธีแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

กล่าวถึงฤาษีสรทะ การที่ไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดนั้นเป็นเพราะความฟุ้งซ่าน กล่าวคือขณะที่นั่งฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่นั้น ใจก็คิดปรารถนาอยู่แต่การจะได้เป็นพระอัครสาวก โดยคิดอยู่ว่า “ทำอย่างไรเราจึงจะได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือนอย่างที่พระนิสภเถระได้เป็นอยู่นี้”

และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ ท่านก็เข้าไปกราบถวายบังคมแทบพระบาท แล้วเปล่งวาจาปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะและการเป็นพระอัครสาวก พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงตรวจดูด้วยพระญาณที่ล่วงรู้ถึงอนาคต (อนาคตังสญาณ) ก็ทรงทราบดีว่าความปรารถนาของฤาษีสรทะนั้น สำเร็จได้แน่ จึงตรัสพยากรณ์ว่า “จากนี้ไป ๑ อสงไขยกับอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัป เธอจักได้เป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักมีชื่อว่า สารีบุตร”

จากนั้นพระองค์ได้ตรัสธรรมกถาประคับประคองศรัทธาของฤาษีสรทะให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น และเมื่อทรงเห็นว่าประทับอยู่พอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ทรงพาพระสงฆ์ทั้งหมดเหาะกลับไปที่ประทับ

ฝ่ายฤาษีสรทะ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวกกลับไปแล้วก็หวนนึกถึงสิริวัฑฒะ บุตรคหบดีผู้เป็นเพื่อนเก่าจึงเดินทางไปหา

“เพื่อนรัก” ฤาษีสรทะเริ่มเล่า “บัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ข้าพเจ้าได้เฝ้าพระองค์ และได้ตั้งจิตปรารถนาเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าข้าพเจ้าจักได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าโคดม ซึ่งจะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ข้าพเจ้ามาระลึกว่าตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้ายยังไม่มีผู้ใดปรารถนา จึงคิดถึงท่านอยากให้ท่านตั้งจิตปรารถนาเพื่อไปเกิดด้วยกัน”

“ขอบคุณท่านสรทะ” สิริวัฑฒะกล่าวด้วยความสนใจ “ขอบคุณที่ท่านได้นำข่าวดีมาบอก แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร ขอให้ท่านโปรดแนะนำด้วย”

“ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก” ฤาษีสรทะแนะนำ


มีต่อ >>> ตอนที่ ๑๘

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๑๘ กลุ่มพระอัครสาวก


เมื่อสิริวัฑฒะตกลงใจที่จะถวายทานแล้ว ฤาษีสรทะก็รับไปนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกให้ ฝ่ายสิริวัฑฒะเมื่อฤาษีสรทะกลับแล้ว ก็ลงมือเตรียมรับเสด็จพระพุทธเจ้าอย่างเต็มที่ ขั้นแรกให้คนเกลี่ยพื้นดินหน้าประตูบ้าน ซึ่งกว้างประมาณ ๘ กรีสให้เรียบเสมอกันก่อน แล้วให้โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงบนพื้นที่เรียบเสมอนั้น จากนั้นให้ทำปะรำมุงด้วยดอกอุบลเขียว แล้วให้ปูลาดอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้าและพระสาวกไว้พร้อมสรรพ สุดท้ายสั่งให้เตรียมอาหารและเครื่องสักการะไว้มากมาย

สิริวัฑฒะถวายมหาทานอยู่ ๗ วัน วันสุดท้ายถวายจีวรมีราคาแพงให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกครองด้วย แล้วได้ตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะและการเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีทรงตรวจดูด้วยพระญาณที่ล่วงรู้ถึง อนาคตแล้ว ทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์เหมือนอย่างที่ทรงพยากรณ์แก่ฤาษีสรทะ

นับแต่นั้นมาสิริวัฑฒะได้ทำบุญสนับสนุนตลอดชีวิต ตายแล้วได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ในสวรรค์ ส่วนฤาษีสรทะยังบำเพ็ญญาณสมาบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ มรณภาพแล้วได้ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก ท่านทั้ง ๒ เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิจนถึงระยะเวลาที่พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทั้ง ๒ ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์นายบ้านแห่งเมืองนาลันทา แคว้นมคธ และมีความผูกพันกัน ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะและตำแหน่งอัครสาวกดังกล่าวแล้ว

วาจานุสรณ์

โดยเหตุที่พระอัครสาวกทั้ง ๒ เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน ถึง ๔๔ ปี นับแต่ปีที่บวช จึงมีถ้อยคำเตือนใจที่ทั้ง ๒ ท่านกล่าวไว้มากมาย ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์

พระสารีบุตร เมื่อศึกษาดูแล้วจะพบว่าท่านกล่าวเกี่ยวกับเรื่องราวและในโอกาสต่างๆ กันดังนี้

เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของท่านขณะบำเพ็ญสมณธรรม ท่านกล่าวว่า

ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ คิดชอบ
เพ่งพินิจธรรมอยู่เป็นนิตย์ ไม่ประมาท
ยินดีอยู่กับการเจริญกรรมฐานในภายในตัวเอง
มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้
นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ภิกษุ

เกี่ยวกับการฉันอาหาร ท่านกล่าวว่า

ภิกษุฉันอาหาร จะเป็นของสดหรือของแห้งก็ตาม
ไม่ควรฉันให้อิ่มจนแน่นท้อง ควรมีสติฉันแต่พอประมาณ
เมื่อรู้ว่าอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสียแล้วดื่มน้ำแทน
เพราะฉันเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพื่อความอยู่อย่างสบาย
ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นต่อนิพพาน

เกี่ยวกับจีวรและที่อยู่อาศัย ท่านกล่าวว่า

การครองจีวรที่เหมาะสม ก็คือ
มุ่งประโยชน์ของมันเป็นหลัก
ส่วนกุฏิใดที่ภิกษุนั่งแล้วฝนตกรดเข่าทั้งสองข้างไม่ได้
กุฏินั้นนับว่าเพียงพอแล้ว
ที่จะให้ภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นต่อนิพพาน
อยู่ได้อย่างสบาย

เกี่ยวกับที่อยู่ของพระอรหันต์ ท่านกล่าวว่า

พระอรหันต์อยู่สถานที่ใด ไม่ว่าบ้านหรือป่า
ไม่ว่าที่ดอนหรือที่ลุ่ม สถานที่นั้นย่อมเป็นภูมิสถาน
อันน่ารื่นรมย์ไปโดยปริยาย
ป่าอันน่ารื่นรมย์ที่คนผู้แสวงหากามไม่ยินดี
แต่กลับเป็นที่ที่ท่านผู้ปราศจากตัณหาชื่นชม
เพราะท่านเหล่านั้นไม่แสวงหากามอันใดอีก

เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอน ท่านกล่าวว่า

บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญาชี้โทษมักกล่าวข่มขี่
ให้เป็นเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์
ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น
ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีชั่วเลย
ปราชญ์เองก็ควรแนะนำสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่น
จากธรรมที่มิใช่ของคนดี แต่ผู้ที่แนะนำสั่งสอนเช่นนั้น
จะเป็นที่รักก็แต่เฉพาะของคนดีเท่านั้น
แต่คนชั่วจะไม่รักเขาเลย

เกี่ยวกับความชั่ว ท่านกล่าวว่า

ภิกษุผู้ไม่มีกิเลส แสวงหาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์
ย่อมมองเห็นความชั่วเพียงเท่าปลายขนทราย
ปรากฏเป็นของใหญ่เท่าก้อนเมฆในท้องฟ้า

เกี่ยวกับชีวิตและความตาย ท่านกล่าวว่า

ความเป็น ความตาย เราไม่ยินดี
เราจักละทิ้งร่างกายนี้ไปอย่างผู้มีสติสัมปชัญญะ
ความเป็น ความตาย เราไม่ยินดี
เรารอแต่ให้ถึงเวลา คล้ายลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงาน
ความตายนี้มีแน่ ไม่เวลาแก่ก็เวลาหนุ่ม
แต่ที่จะไม่ตายไม่มีหรอก

พระมหาโมคคัลลานะ เมื่อศึกษาดูแล้วจะพบว่าท่านกล่าวเกี่ยวกับเรื่องราวและในโอกาสต่างๆ กันดังนี้

เกี่ยวกับธุดงควัตร ท่านกล่าวว่า

ภิกษุถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร
ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร มีจิตมั่นคง
จะกำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้
คล้ายช้างทำลายเรือนไม้อ้อ

เกี่ยวกับร่างกาย ท่านกล่าวสอนโสเภณีนางหนึ่งที่มาเล้าโลมท่านว่า

กระท่อมคือร่างกาย มีกระดูกเป็นโครงสร้าง
ฉาบด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น
เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด
คนทั่วไปพากันยึดถือ
แต่สำหรับเราเป็นของน่ารังเกียจ
ร่างกายของเธอไม่ต่างอะไรกับถุงใส่อุจจาระ
มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้ เหมือนนางปีศาจ
มีผื่นขึ้นที่หน้าอก มีช่อง ๙ ช่องให้สิ่งสกปรกไหลออกเป็นนิตย์
ภิกษุ(อย่างเรา) ย่อมไม่เหลียวแลร่างกายของเธอ
เหมือนชายหนุ่มผู้รักความสะอาด
ย่อมหลบหลีกอุจจาระปัสสาวะเสียห่างไกล
สำหรับคนทั่วไป หากเขาได้เข้าใจร่างกายของเธอ
อย่างที่เราเข้าใจ ต่างจะพากันหลีกไกล
คล้ายชายหนุ่มผู้รักความสะอาด เห็นหลุมอุจจาระที่ฝนตกใส่
ย่อมหลบหลีกเสียไกล
อากาศ คือความว่างเปล่า ใครก็ตามที่หวังจะเอาขมิ้น
หรือน้ำย้อมอย่างอื่นไปย้อมอากาศ ย่อมเหนื่อยเปล่า
จิตของเราว่างเปล่าเหมือนกับอากาศ มั่นคงอยู่ภายในฉะนั้น
เธออย่ามาหวังความรักจากจิตที่ว่างเปล่านี้เลย
เพราะจะพบแต่ความปวดร้าว เช่นเดียวกับแมลงบินเข้ากองไฟ

เกี่ยวกับการนิพพานของพระสารีบุตร ท่านกล่าวว่า

เมื่อพระสารีบุตรเถระ
ผู้เพียบพร้อมด้วยธรรมมีศีลสังวร เป็นต้น นิพพานไปแล้ว
ก็เกิดเหตุน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา
การดับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข

เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของท่านเอง ท่านกล่าวว่า

สายฟ้าแลบแปลบปลาบเข้าไปตามช่องภูเขาเวภาระ
และช่องภูเขาปัณฑวะ (ทำให้เกิดแสงสว่าง)
ส่วนเราผู้เป็นโอรสของพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครเปรียบ
เข้าสู่ช่องภูเขาแล้ว เจริญฌานอยู่อย่างมั่นคง

เกี่ยวกับมารที่ประทุษร้ายท่านและพระพุทธเจ้า ท่านกล่าวว่า

ภิกษุใด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
รู้กรรม และผลของกรรม อย่างชัดแจ้ง
ภิกษุใด แสดงยอดภูเขาสิเนรุ ชมพูทวีป และปุพพวิเทหทวีป
ให้มนุษย์ชาวอปรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีป
ได้เห็นด้วยวิโมกข์
มารผู้มีบาป ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้น
จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้
ไฟไม่ได้คิดเลยว่าจะไหม้คนพาล
แต่คนพาลกลับเข้าไปหาไฟให้ไหม้ตนเอง ฉันใด
ท่านประทุษร้ายพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับเผาตนเอง
เหมือนคนพาลคนนั้น
มารผู้มุ่งแต่จะให้เขาตาย ท่านสั่งสมบาปมานาน
จึงแน่นอนว่าจะต้องประสบทุกข์
ฉะนั้น จงอย่าคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้าและพระสาวกอีกต่อไปเลย


มีต่อ >>> ตอนที่ ๑๙

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๑๙ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ คือ กลุ่มพระที่เป็นชาวแคว้นมคธโดยกำเนิด ซึ่งนอกจากกลุ่มพระอัครสาวกแล้ว ยังมีพระอสีติมหาสาวกที่เป็น ชาวแคว้นมคธอีก ๘ รูป คือ พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระมหาปันถก พระจูฬปันถก และพระสภิยะ แต่ละรูปมีประวัติที่น่าศึกษา ดังนี้

สถานะเดิม

พระมหากัสสปะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ตระกูลพราหมณ์มหาศาล เชื้อสายกัสสปโคตร ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ ‘มหาติฏฐะ’ ซึ่งอยู่ในเมืองราชคฤห์ บิดาชื่อ ‘กปิละ’ ส่วนมารดาไม่ปรากฏชื่อ ท่านเองมีชื่อเดิมว่า ‘ปิปผลิ’

พระราธะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ตระกูลพราหมณ์ยากจนในเมืองราชคฤห์ มีน้องชายชื่อ ‘สุราธะ’

พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ พระขทิรวนิยเรวตะ เป็นน้องชายของพระสารีบุตร พระอุปเสนะศึกษาจบไตรเพท ส่วนพระมหาจุนทะและพระขทิรวนิยเรวตะ ไม่มีกล่าวถึงการศึกษาของท่านไว้

พระมหาปันถก และพระจูฬปันถก เป็นพี่น้องกัน พระมหาปันถกเป็นพี่ ส่วนพระจูฬปันถกเป็นน้อง เกิดในวรรณะจัณฑาล เนื่องจากบิดากับมารดาเป็นคนต่างวรรณะกัน บิดาเป็นคนวรรณะศูทร ส่วนมารดาเป็นคนวรรณะไวศยะ ซึ่งเป็นธิดาของเศรษฐีราชคหะ ในเมืองราชคฤห์

พระสภิยะ เกิดในวรรณะไวศยะ ในเมืองราชคฤห์

ชีวิตฆราวาส

พระมหากัสสปะ เพราะเหตุที่เป็นลูกพราหมณ์มหาศาลซึ่งต้องการผู้สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล มารดาบิดาจึงจัดการให้ท่านได้แต่งงานกับหญิงลูกสาวพราหมณ์มหาศาลเช่นกัน ชื่อ ‘ภัททา กาปิลานี’ ขณะนั้นท่านมีอายุ ๒๐ ปี

คัมภีร์บันทึกไว้ว่า ปิปผลิ และภัททา กาปิลานี เป็นคู่ภรรยาสามีที่แปลก กล่าวคือ เมื่อแต่งงานกันแล้วก็มิได้ใช้ชีวิตคู่เยี่ยงสามีภรรยาคู่อื่นๆ มิได้ถูกเนื้อต้องตัวกัน มิได้มีเพศสัมพันธ์ต่อกัน แต่อยู่อย่างเพื่อนกัน ถึงคราวนอนแม้จะนอนเตียงเดียวกันแต่ก็วางพวกดอกไม้ไว้ตรงกลางเป็นเชิงกั้นเขตแดนมิให้ร่างกายถูกกัน พร้อมทั้งตกลงกันว่าหากพวงดอกไม้ของใครเหี่ยว แสดงว่าคนนั้นเกิดกามราคะขึ้นแล้ว

ปิปผลิ และภัททา กาปิลานี อยู่ด้วยกันอย่างนี้จนบิดามารดาถึงแก่กรรม และทิ้งกิจการรวมทั้งทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลไว้ให้ดูแล กิจการของตระกูลเกี่ยวข้องอยู่กับการทำไร่ไถนา ซึ่งใช้เนื้อที่ถึง ๑๒ โยชน์ (๑๙๒ ตารางกิโลเมตร) มีเหมืองสูบน้ำถึง ๖๐ เหมือง ปิปผลิพาบริวารขี่ม้าออกไปตรวจดูกิจการทุกวัน วันหนึ่งขณะยืนตรวจดูกิจการเห็นฝูงนกกาจับกลุ่มกันหากินไส้เดือนอยู่ตามรอยไถ จึงถามว่า

“นกเหล่านั้นหากินสัตว์อื่นอยู่ในไร่นาของเรา แล้วใครเล่าจะเป็นผู้รับผลกรรมนั้น”

“ท่านนั่นแหละขอรับจะเป็นผู้ได้รับ” บริวารตอบ

ปิปผลิได้ฟังแล้วรู้สึกสลดใจจึงถามตัวเองว่า ถ้าเราจะต้องมารับผลกรรมที่สัตว์เหล่านี้ทำแล้ว กิจการและทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลจะมีความหมายอะไร ทาสกรรมกรจำนวนมากจะช่วยอะไรเราได้ จากนั้นจึงเริ่มคิดถึงการออกบวช โดยตั้งใจว่าจะยกกิจการและทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ภัททา กาปิลานี ดูแล

ในขณะที่ปิปผลิพบเหตุการณ์ที่ทำให้สลดใจและตัดสินใจออกบวชนั้น ภัททา กาปิลานีก็พบเหตุการณ์ทำนองเดียวกันและเกิดความรู้สึกเหมือนกัน นั่นคือ นางใช้ให้คนตากเมล็ดงาเต็มบริเวณลานหน้าบ้าน แล้วเฝ้าดูอยู่กับพวกพี่เลี้ยง นางเห็นฝูงนกกาลงจิกกินสัตว์เล็กๆ ซึ่งปนอยู่กับเมล็ดงาแล้วเกิดความสลดใจ ที่สัตว์มาอาศัยชีวิตสัตว์ด้วยกันเป็นอยู่ จากนั้นก็เริ่มคิดถึงการออกบวช

สองสามีภรรยาคิดเหมือนกัน แต่ต่างไม่ทราบความคิดของกันและกัน จนเมื่อได้เวลารับประทานอาหาร ซึ่งทั้งคู่มาอยู่พร้อมหน้ากัน จึงเปิดเผยความรู้สึกของกันและกัน ครั้นแล้วต่างฝ่ายต่างยืนยันจะออกบวชให้ได้ โดยไม่สนใจในทรัพย์สมบัติที่อีกฝ่ายหนึ่งจะมอบให้ ในที่สุดทั้งสองก็ตกลงใจออกบวชด้วยกัน โดยยกกิจการและทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ญาติพี่น้องและบริวาร

พระราธะ ชีวิตฆราวาสไม่สู้ราบรื่นนัก เพราะเป็นคนยากจน มิหนำซ้ำเมื่อแก่ตัวลง ลูกเมียก็รังเกียจถึงขั้นขับไล่ออกจากบ้าน ท่านจึงต้องมาอาศัยพระอยู่ที่วัดเวฬุวัน ว่าโดยนิสัยที่แท้จริงแล้ว ท่านเป็นคนใจบุญ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก่อน แม้จะยากจนแต่ก็ทำบุญใส่บาตรตามสมควรแก่โอกาส พระสารีบุตรยังเคยรับบิณฑบาตจากท่าน โดยที่มีอุปนิสัยน้อมไปในการทำบุญเช่นนั้น เมื่อมาอยู่ที่วัดเวฬุวันท่านก็ได้ขวนขวาย รับใช้พระในด้านต่างๆ อาทิ ถางหญ้า กวาดบริเวณวัด จัดน้ำฉันน้ำใช้ถวาย และซักจีวร พระในวัดเวฬุวันก็มีเมตตาสงเคราะห์ท่านด้วยอาหารการกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งทำให้ท่านพอมีความสุขตามสมควรแก่อัตภาพ

พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ และพระขทิรวนิยเรวตะ ต่างเป็นพี่น้องกันดังกล่าวมาแล้ว และมีความเป็นอยู่สุขสบาย เนื่องจากเป็นลูกของนายบ้าน พระอุปเสนะนับว่ามีชื่อเสียงกว่าใครในบรรดา ๓ พี่น้อง เนื่องจากศึกษาจบไตรเพท พระมหาจุนทะไม่มีเรื่องราวชีวิตฆราวาสของท่านให้ได้ศึกษา แต่พระขทิรวนิยเรวตะมีกล่าวไว้ว่า ท่านถูกบิดามารดาขอร้องให้แต่งงานตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เนื่องจากท่านเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว บิดามารดาเกรงว่าจะท่านจะออกบวชตามพี่ชาย คือพระสารีบุตร พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ อันจะเป็นเหตุให้ตระกูลขาดผู้สืบต่อ จึงได้จัดการแต่งงานให้ท่านกับเด็กหญิงวัยเดียวกัน ด้วยหวังจะใช้ชีวิตคู่เป็นเครื่องผูกมัด

พระมหาปันถก และพระจูฬปันถก แม้ตอนแรกจะลำบากเนื่องจากบิดามารดามีฐานะยากจน แต่ต่อมาได้ถูกส่งมาอยู่กับเศรษฐีราชคหะผู้เป็นตา จึงสุขสบายขึ้น เศรษฐีแม้จะรังเกียจมารดาของท่านที่ได้คนวรรณะศูทรเป็นสามี แต่ก็รักหลานทั้ง ๒ มาก เกือบทุกครั้งที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวันก็มักจะพาหลานไปด้วยเสมอ อย่างไรก็ตามเมื่อเจริญวัยขึ้นสองพี่น้องโดยเฉพาะมหาปันถกรู้สึกไม่สบายใจที่ได้ยินใครต่อใครเรียกว่า ‘ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่’

พระสภิยะ เจริญเติบโตอยู่กับมารดา ซึ่งบวชเป็นปริพาชิกา จนเมื่อถึงวันอันสมควรจึงได้บวชเป็นปริพาชก ใน ‘ปรมัตถทีปนี’ ว่า มารดาของท่านเป็นราชธิดา ออกบวชเป็นปริพาชิกา เพราะต้องการศึกษาลัทธิอื่นๆ นางได้เสียกับปริพาชกคนหนึ่งและตั้งท้อง ปริพาชกทั้งหลายรังเกียจจึงไล่นางออกจากสำนัก นางเร่ร่อนไปเรื่อยจนมาถึงสภา (ที่ประชุม) แห่งหนึ่งในกลางทางแล้วคลอดลูก ชายที่สภา ซึ่งเป็นเหตุให้ลูกชายได้ชื่อว่า ‘สภิยะ’ (ผู้เกิดในสภา) ในเวลาต่อมา

การออกบวช

พระมหากัสสปะ หลังจากตกลงใจออกบวชด้วยกันแล้ว ท่านกับภัททา กาปิลานีก็ให้คนไปซื้อผ้ากาสาวพัสตร์ และบาตรดินมาจากตลาด ครั้นต่างฝ่ายต่างปลงผมให้กันและกัน อาบน้ำเรียบร้อยแล้วก็ครองผ้ากาสาวพัสตร์ สะพายบาตร เดินลงจากปราสาทไปอย่างไม่มีห่วงกังวล พวกบริวาร อาทิ ทาสและกรรมกรเห็นแล้วจำได้ จึงเข้าไปอ้อนวอนให้ทั้งสองเลิกล้มความตั้งใจออกบวช แต่ก็ไร้ผล เพราะว่าทั้งสองได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว อย่างไรก็ตามทั้งสอง ก็ได้ให้อิสรภาพแก่ทาสกรรมกร โดยบอกให้ทุกคนเป็นไทแก่ตนเองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งทำให้พวกเขาปลาบปลื้มใจมาก จากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปจนถึงทาง ๒ แพร่ง ซึ่งแยกไปทางซ้ายกับทางขวา

“ข้าแต่ท่าน” ภัททา กาปิลานี เอ่ยขึ้น

“ท่านเป็นชายควรแก่ทางข้างขวา ส่วนดิฉันเป็นหญิงควรแก่ทางข้างซ้าย”

ว่าแล้ว นางก็เดินประทักษิณ (เดินเวียนขวา) เพื่อแสดงความเคารพสามี ๓ รอบ แล้วก้มลงกราบตรงเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องซ้าย และเบื้องขวา ก่อนที่ทั้งสองจะจากกันไป

คัมภีร์บันทึกไว้ว่า ขณะที่ทั้งสองแยกทางกันเดินนั้น เกิดมีเหตุการณ์อัศจรรย์ คือแผ่นดินไหว ยอดภูเขาพระสุเมรุเอนเอียง ในอากาศมีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ ฉวัดเฉวียนอยู่ไปมา


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๐

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๐ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระคันธกุฎีในวัดเวฬุวัน ทรงทราบถึงสาเหตุให้เกิดความอัศจรรย์ว่า เป็นเพราะปิปผลิกับภัททา กาปิลานี แยกทางกันออกบวช จึงเสด็จไปประทับนั่งรอรับ ณ โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา นักบวชปิปผลิเดินผ่านมาทางนั้นเห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ด้วยพระอาการสงบ แต่สง่างามด้วยพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกไปจากพระวรกาย จึงสำคัญว่า นี่คือพระอรหันต์ แล้วเข้าไปหมอบกราบถวายตัวเป็นสาวกถึง ๓ ครั้ง

“กัสสปะ” พระพุทธเจ้าตรัสเรียกตามชื่อโคตร “นั่งเถอะ ตถาคตจะมอบความเป็นทายาทให้เธอ”

ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านด้วยวิธีบวชแบบโอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา คือทรงประทานโอวาทให้ ๓ ข้อ คือ

๑. ทรงสอนให้มีหิริโอตตัปปะในภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเถระ ทั้งที่บวชใหม่ และทั้งที่มีพรรษาปานกลาง

๒. ทรงสอนให้ฟังธรรมทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยกุศล ด้วยความเคารพและทรงจำไว้ให้ได้

๓. ทรงสอนให้เจริญกายคตาสติอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อบวชแล้วท่านก็ได้สมาทานถือธุดงค์ ๓ ข้อ คือ อยู่ป่าเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นเบื้องต้น ต่อมาเพื่อนพระต่างเรียกท่านว่า ‘พระมหากัสสปะ’ เพื่อให้ต่างจากพระกัสสปะรูปอื่นๆ คือ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ และพระกุมารกัสสปะ

พระราธะ ขณะที่อาศัยวัดเวฬุวันอยู่นั้น ท่านได้เรียนรู้ว่าชีวิตพระเป็นชีวิตที่สงบไม่วุ่นวาย จึงปรารถนาจะมีชีวิตที่สงบอย่างนั้นบ้าง วันหนึ่งจึงเข้าไปหาพระที่คุ้นเคยกัน แล้วแจ้งความประสงค์ให้ทราบ ไม่มีพระรูปใดรับบวชให้ ท่านก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ วันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลให้ทรงทราบถึงความประสงค์ของตน พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของท่านแล้วเห็นว่า แม้จะแก่แต่ก็สามารถบรรลุอรหัตผลได้ จึงตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วถามว่า จะมีใครสงเคราะห์ให้พราหมณ์นี้ได้บวชได้บ้าง

ในที่ประชุมสงฆ์ครั้งนั้นมีพระสารีบุตรรวมอยู่ด้วย พระสารีบุตรระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับบิณฑบาตเป็นข้าว ๑ ทัพพีจากท่าน จึงกราบทูลขอรับสงเคราะห์บวชให้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชให้ท่านด้วยวิธีบวชแบบญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา ซึ่งเป็นการบวชแบบต้องขอมติจากสงฆ์ก่อน

พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ และพระขทิรวนิยเรวตะ ออกบวชต่างวาระกัน แต่มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือ ออกบวชตามพระสารีบุตรผู้เป็นพี่ชาย พระอุปเสนะและพระมหาจุนทะออกบวชหลังจากฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบ

ส่วนพระขทิรวนิยเรวตะออกบวชในวันแต่งงานของท่านเอง เรื่องมีอยู่ว่า ขณะทำพิธีรดน้ำคู่บ่าวสาวอยู่นั้น ญาติมิตรต่างทยอยกันเข้ารดน้ำพร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรต่างๆ อาทิ ขอให้ปรองดองกันเหมือนสายน้ำ ญาติมิตรจำนวนหนึ่งให้พรเจ้าสาว ขอให้อายุยืนเหมือนคุณยาย คุณยายของเจ้าสาวมีอายุถึง ๑๒๐ ปี ร่างกายแก่หง่อมหลังโกง ผิวหนังตกกระ ท่านได้ยินคำให้พรแล้วคิด เปรียบเทียบว่า หากเจ้าสาวมีอายุยืนเหมือนคุณยายก็จะมีสภาพเหมือนกัน ซึ่งไม่มีความสวยเหลืออยู่เลย จึงเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที

ท่านเริ่มครุ่นคิดถึงวิธีที่จะพ้นไปจากการมีครอบครัว ในที่สุดก็เห็นว่า มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นคือออกบวช เหมือนอย่างพระพี่ชายทั้ง ๓ รูป ดังนั้นขณะที่นั่งยานไปเรือนหอ ท่านได้ขอตัวลงไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะระหว่างทาง แล้วเลยหนีไปยังสำนักของพระผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรและขอบวช พระเหล่านั้นทราบว่าท่านเป็นน้องชายของพระสารีบุตร จึงจัดการบวชให้ตามประสงค์ ทั้งนี้เนื่องจากพระสารีบุตรทราบด้วยญาณว่า ท่านจักออกบวชแน่ จึงได้มาบอกพระเหล่านั้นให้บวชให้ด้วย ซึ่งเท่ากับว่าท่านได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองแล้ว

พระมหาปันถกและพระจูฬปันถก ออกบวชต่างวาระเช่นเดียวกัน พระมหาปันถกออกบวชก่อน พระจูฬปันถกออกบวชทีหลัง สำหรับพระมหาปันถกนั้น พระพุทธเจ้าตรัสขอท่านจากเศรษฐีราชคหะ ซึ่งเศรษฐีก็ยินดีอนุญาตให้บวชได้ การที่เศรษฐีราชคหะอนุญาตให้พระมหาปันถกออกบวชอย่างง่ายดายโดยไม่คัดค้านนั้น ก็เพราะเห็นว่าการบวชจะเป็นทางช่วยลบปมด้อยของหลานชายที่มักถูกเรียกว่า ‘ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่’ ลงได้

พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านเป็นสามเณรก่อน เพราะอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี ต่อมาเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีแล้วจึงทรงบวชเป็นพระให้ ส่วนพระจูฬปันถกออกบวชเพราะความอนุเคราะห์ของพระมหาปันถกผู้พี่ชาย ที่พิจารณาเห็นว่าความสุขที่เกิดจากการได้บรรลุมรรคผลเป็นความสุขชั้นยอด ซึ่งจูฬปันถกน่าจะได้รับบ้าง ครั้นพิจารณาเห็นดังนี้ พระมหาปันถกจึงไปขออนุญาตเศรษฐีราชคหะ พาจูฬปันถกออกบวช ซึ่งเศรษฐีก็ยินดีอนุญาตให้เหมือนเช่นครั้งที่อนุญาตให้ท่านเองออกบวช

พระสภิยะ ออกบวชเป็นปริพาชกก่อน บวชแล้วก็ได้ศึกษาศิลปศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะวิชาการโต้วาทะท่านมีความชำนาญมาก ท่านเป็นนักโต้วาทะเรื่องลัทธิต่างๆ ที่มีฝีปากคม มีคนนิยมชมชอบกันมาก จนไม่มีนักโต้วาทะคนใดกล้าปะทะคารมด้วย ต่อมาท่านได้สร้างอาศรมอยู่ใกล้ประตูเมืองราชคฤห์ แล้วเปิดสอนศิลปศาสตร์แก่คนทุกวรรณะ แม้จะมีชื่อเสียงปานนั้น ท่านก็ยังไม่สบายใจเมื่อนึกถึงชาติกำเนิดของตนเอง ที่เกิดในขณะที่แม่ออกบวชเป็นปริพาชิกา ดังได้กล่าวไว้แล้วว่ามารดาของท่านได้กับปริพาชกรูปหนึ่งแล้วให้กำเนิดท่านขึ้นมา ท่านพิจารณาถึงความเป็นไปนี้แล้ว รู้สึกรังเกียจการเกิดมาเป็นหญิงของมารดา

วันหนึ่งพรหมองค์หนึ่งซึ่งเป็นสหายเก่าครั้งเป็นมนุษย์ในอดีตชาติ ได้มาหาท่านแล้วผูกเป็นปัญหาให้ ๒๐ ข้อ เพื่อให้ท่านนำไปถามสมณพราหมณ์อื่นๆ ท่านทำตามที่พรหมองค์นั้นบอก แต่ไม่มีใครตอบปัญหาท่านได้ จนมาถึงคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประกาศพระศาสนาที่เมืองราชคฤห์ แล้วประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน ท่านได้เข้าเฝ้าและทูลถามปัญหา ๒๐ ข้อนั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบได้ทั้งหมด ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหานั้นแล้วเกิดศรัทธา จึงทูลขอบวชเป็นพระ และพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ตามประสงค์

การบรรลุอรหัตผล

พระมหากัสสปะ ครั้นบวชให้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพาท่านออกจากโคนต้นพหุปุตตกนิโครธไป แต่ครั้นเสด็จพุทธดำเนินไปได้หน่อยหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงพาท่านพักที่โคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ณ โคนต้นไม้นั้น ท่านเอาผ้าสังฆาฏิของท่านพับเป็น ๔ ชั้น ทำเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้าสำหรับประทับนั่ง

“กัสสปะ ผ้าสังฆาฏิของเธอเนื้อนุ่มดี” พระพุทธเจ้าตรัสขณะประทับนั่ง พลางลูบคลำอยู่ไปมา

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงใช้เถิด”

“กัสสปะแล้วเธอล่ะ จะเอาอะไรใช้”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อข้าพระองค์ได้ผ้าจากพระองค์ก็จักใช้เป็นผ้าสังฆาฏิ”

ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์ซึ่งเก่ามากให้ท่าน การที่พระพุทธเจ้าทรงประทานผ้าสังฆาฏิให้นี้ นับเป็นเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ท่านตระหนักถึงความเป็นทายาท ท่านได้เพิ่มอุตสาหะสมาทานธุดงค์เพิ่มอีก ๑๐ ข้อ รวมเป็น ๑๓ ข้อ นับแต่วันบวชทีเดียว ท่านบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาอย่างหนักและได้บรรลุอรหัตผลในวันที่ ๘ หลังจากบวช

พระราธะ ยังไม่ได้บรรลุธรรมทันทีหลังจากบวชเนื่องจากจิตไม่สงบ ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ได้ความสะดวกเรื่องอาหาร แต่ละวันท่านได้อาหารไม่พอฉัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าท่านเป็นพระบวชใหม่ นั่งบนอาสนะท้ายสุดเวลาฉันอาหารในโรงฉัน ในโรงฉันนั้นมีพระมาก อาหารต้องแจกกันตามลำดับอาวุโสจึงไม่ค่อยเหลือถึงท่าน

พระสารีบุตรผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ทราบถึงความลำบากของท่านในเรื่องนี้ดี จึงแก้ปัญหาด้วยการพาท่านจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งทำให้ท่านได้อาหารพอฉัน ครั้นได้อาหารพอแล้วท่านกลับมีร่างกายแข็งแรง จิตเริ่มสงบ ประกอบกับได้พระสารีบุตรคอยแนะนำพร่ำสอนอยู่เนืองๆ ท่านเป็นคนว่าง่าย ปฏิบัติตามที่พระอุปัชฌาย์พร่ำสอนทุกประการ และเข้าใจได้รวดเร็ว จึงปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาอยู่ได้ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๑

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 16:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๑ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


พระอุปเสนะ พระมหาจุนทะ และพระขทิรวนิยเรวตะ ได้บรรลุธรรมตามลำดับกันดังนี้

พระอุปเสนะ หลังบวชแล้วได้ ๑ พรรษา ท่านได้เป็นอุปัชฌาย์บวชให้กุลบุตรคนหนึ่ง โดยมีจุดมุ่งหมายหวังจะช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต่อมาท่านได้พาสัทธิวิหาริกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าครั้นทรงทราบว่าท่านบวชได้เพียงพรรษาเดียวแล้วเป็นอุปชฌาย์บวชให้กุลบุตร จึงทรงตำหนิอย่างรุนแรง

“โมฆบุรุษ เธอทำไม่ถูกนะ เธอเองยังต้องถูกสั่งสอน แต่นี่กลับไปสอนคนอื่นเสียแล้ว ดูช่างมักมากเหลือเกิน”

ท่านสลดใจที่ถูกพระพุทธเจ้าตรัสตำหนิจึงคิดหนัก

“เพราะสัทธิวิหาริกนี้เองจึงทำให้เราถูกพระพุทธเจ้าตำหนิ ดังนั้นเราจะอาศัยการมีสัทธิวิหาริกนี้แหละทำให้พระพุทธเจ้าสรรเสริญเราให้ได้”

ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ท่านก็ลาพระพุทธเจ้า แล้วพาสัทธิวิหาริกกลับ จากนั้นก็เร่งบำเพ็ญเพียร ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระมหาจุนทะ หลังจากบวชแล้วก็ได้ศึกษากรรมฐานจากพระสารีบุตร ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

ส่วนพระขทิรวนิยเรวตะก็เช่นเดียวกัน หลังจากบวชแล้วก็ได้เรียนกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ท่านได้เดินทางไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าไม้ขทิระ (ป่าไม้ตะเคียน) และได้บรรลุอรหัตผลภายในพรรษานั้นเอง

พระมหาปันถก หลังจากบวชพระแล้ว ท่านเจริญโยนิโสมนสิการ คือกำหนดนามรูปเป็นอารมณ์อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งได้บรรลุอรูปฌาน ๔ ออกจากอรูปฌาน นั้นแล้วก็เจริญวิปัสสนา ต่อด้วยการพิจารณาองค์ฌานจนเกิดความรู้แจ้งได้บรรลุอรหัตผล พระไตรปิฎกเล่าว่า ท่านตั้งปณิธานไว้ว่าตราบใดยังถอนลูกศรคือตัณหาออกไม่ได้ จะไม่ยอมนั่งแม้แต่ครู่เดียว ปรมัตถทีปนีกล่าวเพิ่มเติมว่า ครั้นตั้งปณิธานอย่างนั้นแล้วท่านก็เจริญวิปัสสนาอยู่ทั้งคืน ด้วยการยืนกับการเดินจงกรม เท่านั้น เมื่อออกจากอรูปฌานก็เจริญวิปัสสนา โดยพิจารณาองค์ฌานเป็นหลัก จนทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล

พระจูฬปันถก หลังจากบวชแล้วได้ ๔ เดือน ท่านถูกพระมหาปันถกผู้พี่ชายขับไล่ให้สึก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นท่านท่องจำคาถา (คำร้อยกรอง) ไม่ได้เลยแม้แต่บทเดียว ท่านเสียใจมากจึงจะไปสึก เช้าวันนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จมาปลอบและพาท่านไปนั่งอยู่หน้าพระคันธกุฎี แล้วทรงประทานผ้าขาวให้ผืนหนึ่ง ทรงสอนให้ ท่านนั่งดูดวงอาทิตย์พลางลูบผ้าขาวพลาง พร้อมทั้งนึกบริกรรมว่า ‘ผ้าเช็ดฝุ่น ผ้าเช็ดฝุ่น’ (รโชหรณํ รโชหรณํ) วิธีปฏิบัติดังกล่าวถูกกับอุปนิสัยท่าน เพราะเมื่อลูบไปๆ ผ้าก็เริ่มสกปรกทีละน้อยๆ จนมีสภาพเหมือนผ้าเช็ดหม้อข้าว

ในขณะเดียวกันความรู้ของท่านก็แก่กล้าขึ้นตามลำดับ จนทำให้ท่านมองเห็นความสิ้นความเสื่อมของสังขารได้ชัดเจน ท่านพิจารณาเปรียบเทียบจิตเหมือนผ้าขาว ซึ่งเดิมทีสะอาดแต่มาสกปรกไปเพราะอาศัยร่างกายนี้เอง จึงแสดงให้เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งจิตสงบบรรลุฌาน ออกจากฌานแล้วก็อาศัยฌานนั้นเองเป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนาต่อไป ท่านเจริญสมถะสลับกับวิปัสสนาอยู่อย่างนี้จนเกิดความรู้แจ้ง ได้บรรลุอรหัตผลหน้าพระคันธกุฎีนั้นเอง

พระสภิยะ หลังจากบวชแล้วท่านเจริญวิปัสสนาอยู่ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

งานสำคัญ

บรรดาพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นมคธ ๘ รูปนั้น แต่ละรูปได้ช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนาตามกำลังความสามารถ แต่ที่มีบันทึกเป็นหลักฐานไว้มี ๔ รูปดังนี้

พระมหากัสสปะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วได้ช่วยพระพุทธเจ้ารับภาระสอนพระ จนมีพระเป็นศิษย์ถึง ๕๐๐ รูป ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ ๒๑ วัน ท่านได้ปรารภเหตุที่พระสุภัททวุฑฒบรรพชิต กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย จึงได้ชักชวนพระสาวกที่ไป ร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ รูป จัดทำสังคายนาพระธรรมวินัย พระสาวกทั้งหลายต่างเห็นด้วย จึงมอบให้ท่านเป็นประธานในการจัดทำ ท่านคัดเลือกพระอรหันต์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คือได้บรรลุอภิญญา ๖ และแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ ได้ ๔๙๙ รูป โดยรวมทั้งท่านด้วยเป็น ๕๐๐ รูป จากนั้นจึงได้ร่วมกันทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก (ปฐมสังคายนา) ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภาระ ในพระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู แห่งแคว้นมคธ

การทำปฐมสังคายนาครั้งนั้นนับว่าสำคัญมาก เพราะช่วยรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้คงอยู่ และจัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ แล้วแยกออกเป็น ๒ หมวดหมู่ใหญ่ คือ พระธรรมกับพระวินัย เพื่อสะดวกต่อการศึกษาทรงจำ ซึ่งทำให้คงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

พระอุปเสนะ ชักนำให้สัทธิวิหาริกของท่านสมาทานธุดงค์ตามกำลังความสามารถ กล่าวคือหลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านได้สมาทานธุดงค์ครบทั้ง ๑๓ ข้อด้วยตนเอง ต่อมาเมื่อมีกุลบุตรจำนวนมากมาขอบวชในสำนักของท่าน แต่เนื่องจากท่านยังมีพรรษาไม่ครบ ๑๐ จึงให้กุลบุตรเหล่านั้นบวชเป็นสามเณรก่อน ครั้นเมื่อท่านมีพรรษาครบ ๑๐ แล้วจึงรับเป็นอุปัชฌาย์บวชพระให้ สัทธิวิหาริกของท่านทุกรูปต่างล้วนปฏิบัติธุดงค์อย่างเคร่งครัด โดยบางรูปสมาทานเพียงบางข้อ ขณะที่บางรูปสมาทานหมดทุกข้อ

พระพุทธเจ้าเคยตรัสถามสัทธิวิหาริกของท่าน ถึงเหตุผลที่สมาทานธุดงค์ สัทธิวิหาริกทั้งหลายกราบทูลว่า ที่สมาทานธุดงค์นั้นเพราะความเคารพในพระอุปัชฌาย์

พระมหาจุนทะ คราวที่พระพุทธเจ้ายังไม่มีพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำนั้น ท่านได้ถวายการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าเป็นครั้งคราว และเคยรับอาสาจะแสดงฤทธิ์แข่งกับพวกนักบวชนอกศาสนาแทนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เพราะทรงมีพระประสงค์จะทรงแสดงฤทธิ์คือยมกปาฏิหาริย์ด้วยพระองค์เอง นอกจากนั้นท่านยังได้ทำงานสำคัญอื่นๆ อีก คือแจ้งข่าวการตายของนิครนถนาฏบุตรให้พระอานนท์ ได้ทราบ ซึ่งขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองปาวา

นิครนถนาฏบุตร หรือท่านมหาวีระ ศาสดาของศาสนาเชน ได้มรณภาพลง แล้วสาวกของท่านได้แตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย เพราะมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องคำสอน พระมหาจุนทะเห็นความแตกแยกในข้อนี้ จึงเดินทางจากเมืองปาวาไปพบพระอานนท์ ที่หมู่บ้านสามะ ในแคว้นสักกะ ซึ่งขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ที่นั่นกับพระอานนท์ พระอานนท์ครั้นทราบเรื่องราวจากท่านแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงชวนท่านเข้าเฝ้ากราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าครั้นทรงทราบแล้ว จึงได้ตรัสถึงเหตุแห่งการขัดแย้ง เรื่องที่ขัดแย้ง และวิธีระงับความขัดแย้ง การทำปฐมสังคายนาภายหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานที่มีพระมหากัสสปะเป็นประธานนั้น ท่านก็ได้ร่วมทำอยู่ด้วย

พระขทิรวนิยเรวตะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านได้แสดงฤทธิ์เนรมิตป่าให้เป็นพระคันธกุฎีและเรือนยอดถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก ๕๐๐ รูปที่ตามเสด็จ เรื่องมีอยู่ว่า พระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวก ๕๐๐ รูปมาเยี่ยมท่าน สถานที่ที่ท่านอยู่นั้นเป็นป่าไม้ตะเคียนใหญ่ ซึ่งไม่เหมาะที่พระจำนวนมากจะมาอยู่เนื่องจากเป็นป่ารก ครั้นท่านได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าจะทรงพาพระสาวก ๕๐๐ รูปมาเยี่ยม ท่านจึงเนรมิตป่าให้เป็นพระคันธกุฎีถวายพระพุทธเจ้า เนรมิตป่าอีกส่วนหนึ่งให้เป็นเรือนยอดเป็นที่อยู่ของพระสาวก ๕๐๐ รูป จากนั้นก็ได้เนรมิตที่จงกรม ที่พักกลางคืน และที่พักกลางวันอีกอย่างละ ๕๐๐ สำหรับพระสาวกทั้งหมดนั้นได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียร และหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวกเสด็จกลับแล้ว ท่านก็คลายฤทธิ์ ป่าทั้งป่ากลับมีสภาพดังเดิม


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๒

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๒ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


บั้นปลายชีวิต

บรรดาพระอสีติมหาสาวก ชาวแคว้นมคธ ๘ รูปนั้น พระมหากัสสปะรูปเดียวที่มีกล่าวถึงบั้นปลายชีวิตของท่านไว้ว่า ท่านมีชีวิตอยู่ถึง ๑๒๐ ปีแล้วจึงนิพพาน ณ เชิงเขากุกกุฏสัมปาตะ ในแคว้นมคธ ก่อนที่จะนิพพาน ๑ วัน หลังจากได้ตรวจดูอายุสังขารและเห็นว่าจะอยู่ได้เพียงวันนี้อีกวันเดียว ท่านจึงสั่งให้ประชุมศิษย์ของท่าน แล้วกล่าวให้โอวาทและบอกพระที่เป็นปุถุชนไม่ให้เสียใจ วันรุ่งขึ้นก่อนนิพพานท่านได้เข้าไปถวายพระพรลาพระเจ้าอชาตศัตรู แล้วกลับมาที่เชิงเขากุกกุฎสัมปาตะ ณ ที่นั้นท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ และให้โอวาทพุทธบริษัทที่มาประชุมกันอยู่ให้ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วจึงนิพพาน

เอตทัคคะ - อดีตชาติ

บรรดาพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นมคธดังกล่าวมานี้ มีที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ๖ รูป คือ พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ พระขทิรวนิยเรตะ พระมหาปันถก พระจูฬปันถก

พระมหากัสสปะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสมาทานธุดงค์

พระราธะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปฏิภาณยอดเยี่ยมเข้าใจได้เร็ว

พระอุปเสนะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านน่าเลื่อมใสของชนทุกชั้น

พระขทิรวนิยเรตะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านอยู่ป่า

พระมหาปันถก พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะด้านฉลาดในปัญญาวิมุติ (วิปัสสนา)

พระจูฬปันถก พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านฉลาดในเจโตวิมุติ (สมถะ) และชำนาญในมโนมยิทธิ

พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระอสีติมหาสาวกทั้ง ๖ รูป นี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ตามความสามารถในชาติปัจจุบันและตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ในอดีตชาติ

พระมหากัสสปะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรกฎุมพีชาวเมืองหงสวดี มีชื่อว่า ‘เวเทหะ’ วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระมหานิสภะ พระสาวกรูปหนึ่งของพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสมาทานธุดงค์ แล้วเกิดความศรัทธาปรารถนา จะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ขณะที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกกำลังฉันภัตตาหารอยู่ที่บ้านของท่านนั้น พระมหานิสภะเดินบิณฑบาตผ่านมาพอดี ท่านจึงนิมนต์ให้เข้าไปฉันภัตตาหารในบ้าน พระมหานิสภะปฏิเสธเพราะท่านสมาทานธุดงค์ครบทั้ง ๑๓ ข้อ และมีธุดงค์อยู่ข้อหนึ่งว่าด้วยการฉันแต่เฉพาะอาหารที่บิณฑบาตได้มา โดยจะไม่ยอมฉันในที่นิมนต์ ท่านจึงให้คนจัดอาหารมาใส่บาตร

ครั้นพระมหานิสภะกลับไปแล้ว ท่านได้กราบทูลเรื่องพระมหานิสภะให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสรรเสริญพระมหานิสภะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสมาทานธุดงค์ ยิ่งทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใส จึงถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกเพิ่มอีกเป็น ๗ วัน วันสุดท้ายหลังจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกฉันภัตตาหารแล้ว ท่านได้ถวายผ้าไตรจีวรให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกครอง แล้วกราบลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า พลางกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตลอด ๗ วันที่ข้าพระองค์ถวายมหาทานอยู่นี้ กายกรรม วจีกรรม นโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นใด ไม่ว่าสวรรค์สมบัติหรือมนุษย์สมบัติ นอกจากนิพพานสมบัติเท่านั้น ด้วยผลบุญนี้ขอข้าพระองค์ได้เป็นผู้เลิศด้านสมาทานธุดงค์หมือนพระมหานิสภะนี้เถิด ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล”

พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูความเป็นไปได้ในอนาคตของท่านด้วยพระญาณแล้ว ทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่จึงทรงพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านสมาทานธุดงค์”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นพราหมณ์ยากจนชื่อ ‘จูเฬกสาฎก’ ได้นางพราหมณี ยากจนคนหนึ่งเป็นภรรยา จูเฬกสาฎกกับภรรยาต่างผลัดเปลี่ยนกันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ภรรยาไปฟังธรรมตอนกลางวัน ส่วนจูเฬกสาฎกไปฟังธรรมตอนกลางคืน เหตุที่สองสามีภรรยาไม่สามารถไปฟังธรรมพร้อมกันได้ เพราะมีผ้าห่มออกข้างนอกอยู่เพียงผืนเดียว ซึ่งต้องผลัดกันใช้ คืนวันหนึ่ง ขณะที่นั่งฟังพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่นั้น จูเฬกสาฎกเกิดศรัทธาจึงได้ถวายผ้าห่มที่มีอยู่ผืนเดียวของตนนั้นเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งเปล่งวาจาว่า “ข้าพระองค์ชนะแล้ว”

ชัยชนะที่จูเฬกสาฎกหมายถึง คือ ชนะความตระหนี่ในใจของตนเองได้ พระเจ้าพันธุมหาราช กษัตริย์แห่งเมืองพันธุมดีทรงทราบความจริง จึงพระราชทานทรัพย์ให้เขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้เขาพ้นจากความยากจน จูเฬกสาฎกกับภรรยาแม้จะมั่งมีขึ้นก็ไม่ได้ประมาท ทั้งสองได้บริจาคทรัพย์ส่วนหนึ่งบำรุงพระพุทธศาสนาและทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธันดรหนึ่ง (ช่วงระยะเวลาที่โลกว่างพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธศาสนา)

ชาติหนึ่งในพุทธันดรนั้น ท่านเกิดเป็นบุตรกฎุมพี วันหนึ่งขณะเดินไปตามริมฝั่งน้ำ พบพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งกำลังทำจีวรอยู่ ทราบว่าผ้าสำหรับทำอนุวาตะ (ผ้าทาบชายจีวร) ไม่พอ จึงได้ถวายผ้าชิ้นหนึ่ง นอกจากนั้นท่านยังได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอีกอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พุทธบริษัทได้ช่วยกันสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ท่านได้สละทรัพย์จำนวนหนึ่งออกร่วมทำบุญถวายเป็นพุทธบูชา นอกจากนั้นยังได้จัดดอกไม้บูชาพระเจดีย์จนดูสวยงาม ท่านยังได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอีกอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผล ให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ

จนถึงพุทธุปบาทกาลพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์กปิละดังกล่าวมาแล้ว ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยจิตที่ตั้งปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อออกบวชแล้วก็ได้สมาทานธุดงค์ครบทั้ง ๑๓ ข้อก่อนได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสมาทานธุดงค์


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๓

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๓ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


พระราธะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปฏิภาณยอดเยี่ยม แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็น เช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก พร้อมทั้งได้ทำการบูชาอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่พระมหากัสสปะทำ แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระมหากัสสปะได้รับมาแล้วคือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปฏิภาณยอดเยี่ยม

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ยากจนอยู่ในเมืองราชคฤห์ ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่ อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้ว ก็ยังไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรมอยู่เนืองๆ จนเกิดความเข้าใจได้แจ่มแจ้งกว้างขวางลึกซึ้งและว่องไว พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปฏิภาณยอดเยี่ยม

พระอุปเสนะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี คราวหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ ณ เงื้อมเขาแห่งหนึ่งแล้วเลื่อมใส จึงได้นำดอกกรรณิกา ที่กำลังบานสะพรั่งมาทำเป็นร่มดอกไม้สีขาวไปกั้นถวาย พระพุทธเจ้า จากนั้นจึงได้ถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกอีก ๘ รูปที่ตามเสด็จ ต่อมาท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระอาราม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่เลื่อมใสของคนทุกชั้น แล้วปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายทาน แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่านและได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระมหากัสสปะและพระราธะได้รับมาแล้วคือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่เลื่อมใสของชนทุกชั้น

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตาย เกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นน้องชายของพระสารีบุตร ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีคนทุกระดับชั้นเลื่อมใสท่านมาก นิยมมาบวชในสำนักของท่าน พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่เลื่อมใสของชนทุกชั้น

พระขทิรวนิยเรวตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพ่อค้าชาวเมืองหงสวดี ทำการค้าขายทางเรือและจอดเรือทอดสมออยู่ที่ท่าปยาคปติฏฐานะ ซึ่งอยู่ด้านฝั่งแม่น้ำคงคา คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จมาถึงท่าเรือพร้อมด้วยพระสาวกจำนวนมาก นายเรือทราบว่าพระพุทธเจ้ามีพระประสงค์จะพาพระสาวกข้ามฟาก จึงชวนพวกชาวเรือด้วยกันผูกเรือขนานตกแต่งให้สวยงาม จัดอาสนะเรียบร้อยแล้ว กราบทูลพระพุทธเจ้าให้เสด็จนำพระสาวกขึ้นเรือ จากนั้นนายเรือได้ออกเรือพาพระพุทธเจ้าและพระสาวกมาส่งยังอีกฟากหนึ่ง

ขณะที่เรือยังแล่นอยู่กลางแม่น้ำนั้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาส จึงทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านอยู่ป่า นายเรือเห็นดังนั้นเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทาน แด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ ได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมใน อีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นอยู่ป่า

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นน้องชายของพระสารีบุตร ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อออกบวชแล้วก็ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรด้วยจิตใจนิยมการอยู่ป่า พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านอยู่ป่า

พระมหาปันถก ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกฎุมพี ชาวเมือง หงสวดี มีน้องชายอยู่ ๑ คน (คือพระจูฬปันถกในชาติปัจจุบัน) วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในปัญญาวิมุติ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทาน แด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุด ท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ และพระขทิรวนยเรวตะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในปัญญาวิมุติ

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อ เนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตาย เกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นคนวรรณะจัณฑาล หลานของเศรษฐีราชคหะ ครั้นออกบวชก็ได้ บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อออกบวชแล้วมีความชำนาญในการเจริญวิปัสสนา พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในปัญญาวิมุติ


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๔

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๔ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


พระจูฬปันถก ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นน้องชายของกฎุมพี ชาวเมืองหงสวดี (คือพระมหาปันถกในชาติปัจจุบัน) วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพี่ชายและพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในเจโตวิมุติ และด้านชำนาญในมโนมยิทธิ (การใช้ฤทธิ์ทางใจ) แล้วปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏ ด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระมหากัสสปะ พระราธะ พระอุปเสนะ พระขทิรวนิยเรวตะ และพระมหาปันถกผู้เป็นพี่ชายได้รับแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในเจโตวิมุติ และชำนาญในมโนมยิทธิ

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ มีสติปัญญาดีมาก ทรงจำพระพุทธพจน์ไว้ได้มากและแม่นยำ คราวหนึ่งได้ฟังพระปัญญาทึบรูปหนึ่งสาธยายพระพุทธพจน์ผิดๆ ถูกๆ แล้วหัวเราะเยาะ จนพระรูปนั้นอายเลิกท่องจำพระพุทธพจน์อีกต่อไป จากชาตินั้นท่านเวียน ว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านเกิดมาเป็นน้องชายของพระมหาปันถก ตอนบวชใหม่ๆ บาป กรรมที่เคยหัวเราะเยาะพระปัญญาทึบตามมาให้ผล โดยทำให้ท่านไม่ได้กัลยาณมิตรแนะนำการปฏิบัติธรรม จึงไม่สามารถท่องจำคาถาแม้เพียงบทเดียวได้ จนถูกพระมหาปันถกขับไล่ให้สึก

แต่ต่อมาได้พระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรทรงแนะนำให้เจริญกรรมฐาน จึงได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนา มาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีความชำนาญในการเข้าสมาธิ และชำนาญในการใช้ฤทธิ์ทางใจเนรมิตร่างกายท่านได้ตั้ง ๑,๐๐๐ ร่างในขณะจิตเดียว พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในการเข้าสมาธิ (เจโตวิมุติ) และชำนาญในการใช้มโนมยิทธิ

ได้กล่าวถึงอดีตชาติของพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นมคธที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะมาแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงอดีตชาติของพระอสีติมหาสาวก ชาวแคว้นมคธที่ไม่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ซึ่งมีอยู่ ๒ รูป คือ พระมหาจุนทะ กับพระสภิยะ

พระอสีติมหาสาวก ๒ รูปนี้ แม้จะไม่ได้ตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะไว้เหมือนพระอสีติมหาสาวก ๖ รูปนั้น แต่ก็ได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อเป็นพระสาวกและได้บรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล ซึ่งแต่ละรูปก็ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีตทำนองเดียวกัน คือจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมและจักได้บรรลุอรหัตผลดังมีรายละเอียดดังนี้

พระมหาจุนทะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าสิทธัตถะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าสิทธัตถะนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองเวภาระ มีจิตเลื่อมใสให้ช่างทำดอกไม้แล้วนำไปบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน จึงตรัสพยากรณ์ว่าท่านจักได้บรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดม เป็นเหตุให้ท่านเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อ เนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นช่างหม้อชาวเมืองพันธุมดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ถวายบาตรดินแด่พระองค์ด้วยจิตเลื่อมใส แล้วตั้งจิตปรารถนาขอให้ได้บรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าทรงทราบความปรารถนาของท่าน จึงตรัสพยากรณ์อย่างที่พระพุทธเจ้าสิทธัตถะตรัสพยากรณ์ เป็นเหตุให้ท่านเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นน้องชายของพระสารีบุตร ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล สมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว

พระสภิยะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากกุสันธะนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองเขมะ วันหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จ พุทธดำเนินด้วยพระบาทเปล่าแล้วเกิดศรัทธาถวายรองเท้า แล้วตั้งจิตปรารถนาขอให้ได้เป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล พระพุทธเจ้าทรงทราบความปรารถนาของท่าน จึงตรัสพยากรณ์ว่าท่านจักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม เป็นเหตุให้ท่านเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วทำ ความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ

จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองพาราณสี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยชาวเมืองเพื่อฟังธรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบความปรารถนาของท่าน จึงตรัสพยากรณ์อย่างที่พระพุทธเจ้ากกุสันธะตรัสพยากรณ์มาแล้ว เป็นเหตุให้ท่านเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แล้วทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรของปริพาชิกานางหนึ่ง ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล สมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๕

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๕ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


วาจานุสรณ์

พระมหากัสสปะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วมีความประสงค์จะสอนพระทั้งหลายให้เห็นคุณค่าของการอยู่ในที่สงัด จึงกล่าวว่า

ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
เพราะเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน ได้สมาธิยาก
การมัวแต่สงเคราะห์ (เกี่ยวข้องกับ) คนนั้นคนนี้อยู่ เป็นความลำบาก
ดังนั้น จึงไม่ชอบใจจะอยู่กับหมู่คณะ
ผู้มีปัญญา ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย
เพราะเป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน ได้สมาธิยาก
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูล ย่อมต้องขวยขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล
มักติดรสอาหาร จึงทำให้ต้องละทิ้งประโยชน์ที่จะนำสุขมาให้
ผู้มีปัญญากล่าวว่า การไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลาย
เป็นเปือกตมและลูกศรที่ละเอียด ถอนได้ยาก
บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากอย่างยิ่ง

ต่อมาท่านได้สอนพระให้ยินดีในปัจจัย ๔ โดยเฉพาะอาหารบิณฑบาตได้มา โดยกล่าวถึงข้อปฏิบัติของท่านว่า

เราลงจากเสนาสนะแล้วเข้าไปบิณฑบาตในเมือง
คนขี้เรื้อนคนหนึ่งกำลังบริโภคอาหารอยู่
เราไปยืนอยู่ใกล้เขาด้วยอาการสำรวม
คนขี้เรื้อนปั้นข้าวคำหนึ่งมาใส่บาตรเรา
มือของเขามีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
ขณะที่หย่อนข้าวลงในบาตร นิ้วของเขาขาดตกอยู่ในบาตร
เรานั่งฉันข้าวคำนั้นอยู่ข้างฝาเรือนต่อหน้าเขา
โดยไม่มีความรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้ง ๔ คือ อาหารบิณฑบาต
ที่จะต้องลุกขึ้นเดินไปรับที่ประตูเรือนของชาวบ้าน ๑
บังสุกุลจีวร ๑ โคนต้นไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑
ภิกษุนั้นแล สามารถจะอยู่ได้ในทิศทั้ง ๔ แม้ยามชรา

เมื่อจะย่างเข้าสู่วัยชรา แต่ท่านยังคงสมาทานธุดงค์ ๑๓ ข้ออย่างเคร่งครัด กลับจากบิณฑบาตแล้วก็ขึ้นภูเขาบำเพ็ญฌาน ท่านได้กล่าวสรรเสริญภูมิภาคและภูเขาที่ท่านอยู่ไว้ว่า

ภาคพื้นดินแห่งนี้มีต้นกุ่มขึ้นเป็นแถว
กึกก้องด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์
นั่นภูเขาสูง ชูยอดเสียดเมฆ คล้ายปราสาท
ณ เชิงเขานั้น มีสายน้ำใสสะอาด
ดารดาษด้วยหญ้าสีเหลืองเหมือนแมลงค่อมทอง น่ารื่นรมย์
ภูเขาที่ฝนตกรด มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวชอุ่ม
เป็นถิ่นที่ฤาษีชอบมาอาศัย
ไพเราะด้วยเสียงนกยูง น่ารื่นรมย์
เราก็เหมือนคนที่จิตแน่วแน่ทั่วไป
ที่พิจารณาเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งถูกต้อง
จึงไม่ยินดีในดนตรีมีองค์ ๕
(แต่มายินดีเสียงน้ำตก เสียงช้างร้องและเสียงนกยูงแทน)
คราวหนึ่ง ท่านกล่าวเตือนพระนักปริยัติ แต่ไม่สนใจการปฏิบัติว่า
เพียงแค่ท่องบ่นพระพุทธวจนะได้
ย่อมทำให้คนโง่มองไม่เห็นตัวเอง
เขาย่อมเที่ยวชูคอสำคัญตนว่า ประเสริฐกว่าผู้อื่น

พระราธะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วก็ยังสนใจในการเพ่งพินิจธรรม วันหนึ่งขณะนั่งพินิจธรรมอยู่ในกระท่อม เกิดฝนตกรั่วรดลงมาทางหลังคาที่มุงไม่ดี ท่านคิดเปรียบเทียบเรือนที่มุงไม่ดีว่าเหมือนกับจิตที่ไม่ได้ฝึกฝน จึงกล่าวว่า

เรือนที่มุงไม่ดี ฝนตกรั่วรดได้
จิตที่ไม่ได้ฝึกฝนก็เป็นเช่นนั้น
ราคะย่อมรั่วรดได้
เรือนที่มุงดี ฝนตกรั่วรดไม่ได้
จิตที่ฝึกฝนไว้ดีก็เป็นเช่นนั้น
ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้

พระอุปเสนะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วได้มาจำพรรษาอยู่ที่เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ คราวนั้นเองพระชาวโกสัมพีได้แตกกันเป็น ๒ ฝ่าย พระรูปหนึ่งถามท่านว่า ควรวางตัวเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านกล่าวว่า

ป่าที่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ แต่สงบสงัดปราศจากเสียงอื้ออึง
ภิกษุผู้หวังจะหลีกเร้น ควรอยู่ในเสนาสนะป่าเช่นนั้น
ควรห่มจีวรเศร้าหมอง ที่ได้มาโดยเก็บผ้ามาจากกองขยะ
จากป่าช้า จากตรอกซอกซอย แล้วมาทำเป็นจีวร
ควรสยบจิตให้หมดมานะ คุ้มครองทวาร สำรวมอินทรีย์
เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก
บิณฑบาตที่ได้มาแม้จะไม่ประณีตก็ควรยินดี
ไม่ควรอยากได้อาหารมากรส
เพราะคนที่ติดในรสอาหาร จิตย่อมไม่ยินดีในฌาน
ไม่ควรคลุกคลีกับใครๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์
ควรแสดงตนให้เป็นเหมือนคนบ้าและคนใบ้ คือ ไม่พูดมาก
เมื่ออยู่ท่ามกลางหมู่คณะ ไม่ควรใส่ร้ายใคร ไม่ควรกระทบกระทั่งใคร
ควรสำรวมในพระปาติโมกข์ และควรรู้จักประมาณในการฉันอาหาร
ควรศึกษานิมิตรหมายที่ทำให้จิตเกิดให้ดี
จิตเกิดแต่ละขณะเป็นอย่างไร ควรรู้ให้ทัน
ควรบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาเนืองๆ
ไม่ควรวางใจในเมื่อยังไม่สิ้นทุกข์
ภิกษุผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ เป็นอยู่อย่างนั้น
อาสวะย่อมหมดไปได้ เธอย่อมบรรลุนิพพาน

พระมหาจุนทะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วประสงค์จะประกาศว่า การที่ท่านบรรลุอรหัตผลได้นั้นเพราะอาศัยครูและการอยู่ในเสนาสนะอันสงัด จึงกล่าวว่า

เพราะตั้งใจฟังครูสอน จึงได้ความรู้
ความรู้ทำให้ได้ปัญญา
เพราะปัญญาจึงทำให้รู้ประโยชน์
ประโยชน์ที่รู้แล้วย่อมนำสุขมาให้
ภิกษุควรเสพเสนาสนะอันสงัด
ควรประพฤติธรรมอันเป็นเหตุให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด
ถ้าในเสนาสนะและธรรมนั้นยังยินดีเต็มที่ไม่ได้
เมื่ออยู่กับคณะ ก็ควรมีสติรักษาตน


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๖

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๖ กลุ่มพระชาวแคว้นมคธ


พระขทิรวนิยเรวตะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว คราวหนึ่งขณะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าท่านเดินผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งถูกโจรปล้น พวกชาวบ้านต่างร่วมใจกันต่อสู้ขัดขวาง ฝ่ายพวกโจรเมื่อได้ทรัพย์สินเงินทองแล้วก็ห่อหิ้วหนีออกจากหมู่บ้าน ครั้นเห็นว่าจวนตัวเพราะพวกชาวบ้านไล่ล่าติดๆ และพอดีเห็นพระเถระเดินสวนทางมาจึงทิ้งห่อของไว้ใกล้พระเถระ เพื่อลวงชาวบ้านให้เข้าใจผิดจะได้ไม่ติดตามตน ฝ่ายชาวบ้าน ก็เข้าใจผิดอย่างที่พวกโจรคาดหวัง จึงช่วยกันจับท่านไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้สอบสวน และลงโทษ ระหว่างการสอบสวนท่านได้กล่าวขึ้นว่า

นับตั้งแต่ออกบวช อาตมาไม่เคยคิดร้ายใคร
ตลอดเวลาที่บวชอยู่นี้ไม่เคยคิดให้ใครถูกฆ่า
ถูกเบียดเบียนและได้รับทุกข์
ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็คือ แผ่เมตตาไปอย่างไม่จำกัด
ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน
อาตมาเป็นมิตรของสรรพสัตว์
เป็นเพื่อนของสรรพสิ่ง
ยินดีที่ไม่เบียดเบียนใคร
แผ่เมตตาจิตอยู่ทุกเมื่อ
จิตของอาตมาไม่หวั่นไหว ไม่กำเริบ
อาตมาทำให้มันบันเทิงอยู่ด้วยการเจริญพรหมวิหารธรรม
คือแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ซึ่งคนต่ำช้าทำไม่ได้แน่
จากนั้นท่านได้กล่าวแก่พระสัทธิวิหาริกที่เดินทางมาเยี่ยมท่านว่า
พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เข้าเพียงทุติยฌานก็นิ่งได้ประเสริฐแล้ว เพราะหมดความหลง
ภิกษุสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จึงมั่นคงไม่หวั่นไหวคล้ายภูเขาหิน
คนที่หมดกิเลส สะอาดทั้งกาย วาจา ใจ
ย่อมเห็นความชั่วแม้เล็กน้อยขนาดเท่าปลายขนทราย
ว่ามากมายเหมือนก้อนเมฆ
ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตัวเอง
ให้เหมือนนักรบ คุ้มครองเมืองหน้าด่านอย่างแข็งขัน
จะเป็นหรือตายเราก็ไม่ไยดี
เรารอแต่เวลาคล้ายลูกจ้างรอเวลางาน
จะเป็นหรือตายเราก็ไม่ไยดี
เรารอแต่เวลาอย่างคนมีสติสัมปชัญญะ
พระศาสดาเราก็รับใช้แล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำตามได้แล้ว
ภาระหนักเราก็ปลงได้แล้ว
อีกทั้งตัณหา ตัวการทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด
เราก็ถอนรากถอนโคนได้แล้ว
ประโยชน์ที่คนออกบวชต้องการ คือความหมดกิเลสเราก็ได้รับแล้ว
ขอท่านทั้งหลายจงทำความดีให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด

ท่านกล่าวสอนพระทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็เหาะขึ้นไปนั่งขัดสมาธิอยู่ในอากาศ เข้าเตโชสมาบัติอธิษฐานให้เกิดไฟลุกไหม้ร่างกายท่านหลังจากนิพพานแล้ว ท่านนิพพานกลางอากาศนั้นเอง

พระมหาปันถก หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วได้กล่าวแสดงความรู้สึกของท่านว่า

ครั้งแรกที่ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดคน
เราก็เกิดความสลดใจ (ว่าทำไมจึงไม่มาเฝ้าพระองค์เสียตั้งนาน)
ต่อมาเราสละสิ่งทั้งปวง ปลงผมและหนวดออกบวช
เรารักษาศีลได้ดีเยี่ยม
ศึกษาสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างถ่องแท้
สำรวมดีแล้วในในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่พ่ายแพ้แก่มาร
ครั้งนั้นเราตั้งจิตปรารถนาไว้ว่า
ถ้ายังถอนลูกศรคือตัณหาออกไม่ได้
เราจะไม่ยอมนั่งแม้เพียงครู่เดียว
แล้วสิ้นราตรีนั้นเอง พอพระอาทิตย์อุทัย
เราก็ถอนลูกศร คือตัณหาได้หมดสิ้น
จากนั้นจึงเข้าไปนั่งขัดสมาธิภายในกุฏิ

พระจูฬปันถก หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว พระทั้งหลายถามท่านว่า สามารถบรรลุอรหัตผลได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นคนปัญญาทึบ ท่านเล่าให้ฟังว่า

เมื่อก่อนผมเข้าใจได้ช้าจึงถูกตำหนิ
หลวงพี่ได้ขับไล่ผมให้สึกเสีย
ผมเสียใจมากเพราะยังอาลัยรักพระศาสนาอยู่
จึงไปยืนร้องไห้อยู่ที่ซุ้มประตูวัดชีวกัมพวัน
ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาหาผม
ทรงลูบศีรษะแล้วจับแขนพาผมเข้าไปในวัด
พระศาสดาทรงประทานผ้าแก่ผม
แล้วทรงพระกรุณาตรัสบอกให้ผมไปนั่งบริกรรมจนขึ้นใจ
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าทำให้ผมยินดีอยู่ในศาสนา
บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด
แล้วผมก็ได้บรรลุวิชชา ๓ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หมดสิ้น
ผมเนรมิตตนได้ ๑,๐๐๐ ร่าง จนถึงเวลาเขานิมนต์
ผมได้เหาะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาท
ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสรับรองผม

พระสภิยะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วจำพรรษาอยู่ที่วัดเวฬุวัน อันเป็นช่วงเวลาที่พระเทวทัตกำลังพยายามทำลายสงฆ์ พระทั้งหลายเกิดความสับสน ท่านจึงให้โอวาทว่า

นอกจากบัณฑิตแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่า
เราทั้งหลายที่กำลังทะเลาะกันอยู่นี้กำลังย่อยยับ
คนที่รู้ย่อมไม่ทะเลาะกัน
เมื่อไม่รู้วิธีระงับการทะเลาะตามความเป็นจริง
พวกเขาย่อมทำตัวเหมือนไม่แก่ไม่ตาย ก็จะทะเลาะกันร่ำไป
ส่วนคนที่รู้ตามความเป็นจริงว่าการทะเลาะทำให้เร่าร้อน
พวกเขาย่อมไม่ก่อการทะเลาะ
การงานที่ทำเหลาะแหละ วัตรปฏิบัติที่ไม่น่าเลื่อมใส
และพรหมจรรย์ที่ระลึกถึงด้วยความน่ารังเกียจ ทั้ง ๓ นี้ไม่มีผลมาก
ผู้ใด ไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย
ผู้นั้น ย่อมห่างไกลจากพระสัทธรรม
เหมือนฟ้ากับดินห่างไกลกัน


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๗

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๗ กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล


กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล คือ กลุ่มพระที่เป็นชาวแคว้นโกศล โดยกำเนิด ซึ่งนอกจากกลุ่มพระมาณพ ๑๖ รูปแล้ว ยังมีพระอสีติมหาสาวกที่เป็น ชาวแคว้นโกศลอีก ๑๖ รูป คือ พระวักกลิ พระยโสชะ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฎฐิตะ พระโสภิตะ พระอุปวาณะ พระองคุลิมาล พระสาคตะ พระเสละ พระวังคีสะ พระลกุณฑกภัททิยะ พระกุมารกัสสปะ พระนันทกะ พระสุภูติ และพระกังขาเรวตะ แต่ละรูปมีประวัติที่น่าศึกษาดังนี้

สถานะเดิม

พระวักกลิ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ศึกษาจบไตรเพท อยู่ในเมืองสาวัตถี

พระยโสชะ เป็นหัวหน้าชาวประมง มี ลูกน้องอยู่ ๕๐๐ คน ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ แม่น้ำอจิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งที่ไหลผ่านแคว้นโกศล

พระกุณฑธานะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ มีชื่อเดิมว่า ‘ธานะ’ ศึกษาจบไตรเพท

พระปิลินทวัจฉะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ เชื้อสายวัจฉโคตร มีชื่อเดิมว่า ‘ปิลินทะ’ แต่มักมีผู้เรียกท่านว่า ‘ปิลินทวัจฉะ’ โดยนำเชื้อสายของท่านมาต่อท้าย ศึกษาจบไตรเพท

พระมหาโกฎฐิตะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล บิดาชื่อ ‘อัสสลายนะ’ มารดาชื่อ ‘จันทวดี’ มีชื่อเดิมว่า ‘โกฏฐิตะ’ ศึกษาจบไตรเพท

พระโสภิตะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ศึกษาจบศิลปวิทยาของพราหมณ์

พระอุปวาณะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ศึกษาจบไตรเพท

พระองคุลิมาล เกิดในวรรณะพราหมณ์ บิดาชื่อ ‘ภัคควะ’ เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล มารดาชื่อ ‘มันตานี’ มีชื่อเดิมว่า ‘อหิงสกะ’

พระสาคตะ เกิดในวรรณะพราหมณ์

พระเสละ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ที่อาปณนิคมในแคว้นอุตตราปะ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแคว้นอังคะ บิดาชื่อ ‘วาเสฏฐะ’ ศึกษาจบไตรเพทและศิลปวิทยาของพราหมณ์

พระวังคีสะ เกิดในวรรณะพราหมณ์ ศึกษาจบไตรเพท

พระลกุณฑกภัททิยะ เกิดในวรรณะไวศยะ ตระกูลของท่านร่ำรวย มีชื่อเดิมว่า ‘ภัททิยะ’ แต่เพราะมีร่างกายเล็กและเตี้ยจึงมักถูกเรียกว่า ‘ลกุณฑกภัททิยะ’ (ภัททิยะผู้มีร่างกายเล็กและเตี้ย)

พระกุมารกัสสปะ เกิดในวรรณะไวศยะ คลอดในขณะที่มารดาเป็นภิกษุณี เนื่องจากมารดาตั้งครรภ์ท่านแล้วไม่ทราบ ได้ออกบวชจนเมื่อครรภ์ใหญ่จึงได้ทราบ และได้คลอดท่านในสำนักภิกษุณีนั้นเอง

พระนันทกะ เกิดในวรรณะไวศยะ แต่งงานแล้ว

พระสุภูติ เกิดในวรรณะไวศยะ ในตระกูลเศรษฐี เป็นน้องชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี

พระกังขาเรวตะ เกิดในวรรณไวศยะ ในตระกูลเศรษฐี มีชื่อเดิมว่า ‘เรวตะ’ เหตุที่มีคำว่า ‘กังขา’ แปลว่า ‘สงสัย’ นำหน้าชื่อนั้น เป็นเพราะก่อนได้บรรลุอรหัตผล ท่านมักมีความสงสัยเกี่ยวกับพระวินัยว่า อะไรควรอะไรไม่ควร และมักซักถามพระพุทธเจ้าและเพื่อนพระด้วยกันอยู่เนืองๆ ดังนั้นต่อมาจึงมีเพื่อนพระเรียกท่านว่า ‘กังขาเรวตะ’ แปลวว่า ‘เรวตะ ผู้ชอบสงสัย’

ชีวิตฆราวาส

พระวักกลิ แม้จะศึกษาจบไตรเพท แต่ไม่ปรากฏว่าท่านได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนพระเวทแก่ใครแต่อย่างใด ตามประวัติกล่าวว่าท่านเป็นคนรักสวยรักงาม พบสิ่งใดที่ถูกตาถูกใจมักจะหลงใหลได้ง่าย

พระยโสชะ เนื่องจากเกิดในครอบครัวของชาวประมง เมื่อเติบโตขึ้นท่านจึงประกอบอาชีพการทำประมงเลี้ยงดูครอบครัวอย่างที่บรรพบุรุษได้ทำมา ท่านทำมาหากินอยู่บริเวณลุ่มน้ำอจิรวดี อันเป็นถิ่นกำเนิดนั้นเอง ท่านมีความสุขพอสมควรแก่อัตภาพ ทุกวันต้องออกไปหาปลากับเพื่อนชาวประมง

พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระอุปวาณะ เป็นเช่นเดียวกับพระวักกลิ กล่าวคือ แม้จะศึกษาจบไตรเพท แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น ครูสอนพระเวท

พระปิลินทวัจฉะ มีนิสัยพูดจาโผงผาง หากพูดกับคนที่ต่ำกว่าหรือเสมอกันมักจะจบลงด้วยคำว่า “วสลิ” (ไอ้ถ่อย) เสมอ แต่ความจริงแล้วด้านจิตใจนั้นท่าน เป็นคนโอบอ้อมอารี เข้าทำนองว่า ‘ปากร้ายใจดี’

พระอุปวาณะ เป็นคนร่างกายใหญ่โตขนาดเท่าลูกช้าง

ส่วนอุปนิสัยและบุคลิกภาพของ พระกุณฑธานะ และพระมหาโกฏฐิตะ น่าเสียดายว่ายังไม่พบหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม พระมหาสาวกทั้ง ๔ รูปนี้ ครั้งเป็นฆราวาสก็มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย โดยเฉพาะพระมหาโกฏฐิตะนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มั่งคั่ง จึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี นอก จากศึกษาจบไตรเพทแล้ว ท่านยังศึกษาจบศิลปวิทยาสาขาอื่นๆ ที่คนวรรณะพราหมณ์ควรศึกษา

พระโสภิตะ พระสาคตะ ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตฆราวาสของท่าน แต่อาศัยจากหลักฐานที่ว่าท่านศึกษาจบศิลปวิทยา จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่าท่านคงเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งและมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย

พระองคุลิมาล เนื่องจากเป็นบุตรของปุโรหิตผู้ใหญ่ในราชสำนักของพระเจ้าปเสนทิโกศล จึงมีความเป็นอยู่สุขสบายและมีเกียรติ เมื่อเจริญวัยขึ้นบิดาได้ส่งท่านให้ไปศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของอาจารย์ทิสาปาโมกข์ ณ เมืองตักกสิลา การศึกษาที่เมืองตักกสิลานี้เอง ที่ทำให้ท่านต้องมาเป็นโจรด้วยความจำเป็น ท่านเป็นคนแข็งแรงและมีกำลังเท่าช้าง ๗ เชือก

พระเสละ ชอบแสวงหาความรู้ รักการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะ เมื่อศึกษาจบไตรเพทและศิลปวิทยาของพราหมณ์แล้ว จึงตั้งสำนักสอนพระเวท มีผู้มาเรียนด้วย ๓๐๐ คน

พระวังคีสะ นอกจากศึกษาจบไตรเพทแล้วยังได้ศึกษา ‘สีสมนตร์’ (มนตร์ที่ทำให้รู้ว่าคนตายไปเกิดที่ใดด้วยการเคาะกะโหลกศีรษะ) ท่านมีความชำนาญ ในมนตร์นี้มาก และได้อาศัยเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต

พระลกุณฑกภัททิยะ พระนันทกะ ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตฆราวาสของท่าน

พระกุมารกัสสปะ เติบโตอยู่ในสำนักภิกษุณี เนื่องจากมารดาตั้งครรภ์ท่านแล้วไม่รู้ว่าตั้งครรภ์ได้ออกบวช นางได้คลอดท่านขณะที่เป็นภิกษุณีนั้นเอง ท่านได้รับการเลี้ยงดูในสำนักภิกษุณีตั้งแต่เกิด วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จผ่านมาสำนักภิกษุณีได้ยินเสียงเด็กร้อง ครั้นทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงรับสั่งให้ขอท่านไปเลี้ยงไว้ในราชสำนัก ในฐานะพระ-โอรสของพระองค์และทรงตั้งชื่อให้ว่า ‘กัสสปะ’ ต่อมามีผู้เรียกท่านว่า ‘กุมารกัสสปะ’ แปลว่า กัสสปะผู้ได้รับการเลี้ยง ดูอย่างพระราชกุมาร

พระสุภูติ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายอย่างที่เศรษฐีในยุคนั้นจะพึงเป็นได้

พระกังขาเรวตะ เป็นเช่นเดียวกับพระสุภูติเพราะเกิดในตระกูลเศรษฐีเหมือนกัน


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๘

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๘ กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล


การออกบวช

พระวักกลิ ออกบวชเพราะเลื่อมใสในพระวรกายอันสง่างามของพระพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่าครั้งแรกที่ได้เห็นพระวรกายของพระพุทธเจ้า ท่านเกิดความเลื่อมใสทันที หลังจากนั้นก็วนเวียนมาเฝ้าดูพระวรกายของพระพุทธเจ้าอยู่เนืองๆ ในที่สุดท่านเกิดความคิดว่าจะต้องออกบวช เพื่อจะได้ดูพระวรกายของพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดและตลอดเวลา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ตามประสงค์

พระยโสชะ ออกบวชเพราะเกิดความสังเวชสลดใจ ในบาปกรรมของปลาทอง ที่ท่านและเพื่อนชาวประมงจับได้ มีเรื่องเล่าว่า วันนั้นท่านและเพื่อนชาวประมงได้ออกไปจับปลาในแม่น้ำอจิรวดีเหมือนอย่างเคย จับได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งมีตัวเป็นสีทองแต่ว่าปากเหม็น ทุกคนเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงเห็นพ้องต้องกันให้นำไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงรับสั่งให้นำปลานั้นไปถวายพระพุทธเจ้าต่อ ทั้งนี้เพื่อจะได้ถือโอกาสทูลถามเรื่องกรรมเก่าของปลานั้นด้วย

พระพุทธเจ้าครั้นทอดพระเนตรเห็นปลาแล้ว ก็ทรงทราบถึงกรรมเก่าที่ทำให้ปลานั้นมีตัวเป็นสีทองแต่ปากเหม็น จึงตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ในครั้งศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ปลาทองนั้นเกิดเป็นกุลบุตรมีชื่อว่า ‘กปิละ’ มารดาชื่อ ‘สาธนี’ น้องสาว ชื่อ ‘ตาปนา’ พี่ชายชื่อ ‘โสธนะ’ ต่อมา หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กปิละกับพี่ชายได้ออกบวช พระโสธนะผู้พี่ชายตั้งใจศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

ส่วนพระกปิละตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี แต่ไม่สนใจปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ท่านเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก มีพระมาศึกษาพระไตรปิฎกด้วยเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ท่านเกิดความหลงตนและลืมตัวด่าว่าพระรูปอื่นอย่างเสียหายทุกครั้งที่ไม่พอใจ ท่านหลงตนลืมตัวหนักขึ้นถึงขั้นประกาศว่าจะไม่ลงฟังพระปาติโมกข์อีกต่อไปเพราะไม่มีประโยชน์ ท่านประพฤติตัวก้าวร้าวอยู่อย่างนั้นแม้จะถูกพระพี่ชายตักเตือนด้วยความหวังดีก็ไม่เคยให้ความเคารพเชื่อฟัง ครั้นมรณภาพจากชาตินั้นแล้ว บาปกรรมก็ส่งผลให้ท่านไปเกิดในอเวจีนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้บาปกรรมที่ยังเหลืออยู่ส่งผลให้ท่านมาเกิดเป็นปลาใหญ่ปากเหม็นอยู่ในแม่น้ำอจิรวดี แต่ที่มีตัวเป็นสีทองนั้นเป็นผลมาจากการที่ทรงจำพระไตรปิฎกได้ดีนั่นเอง

พระยโสชะและเพื่อนชาวประมง ได้ฟังกรรมเก่าของปลาทองแล้วเกิดความสังเวชสลดใจในความไม่แน่นอน ของสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จึงพร้อมใจกันสละบ้านเรือนออกบวชในพระพุทธศาสนา

พระกุณฑธานะ ออกบวชเมื่ออายุย่างเข้าวัยชราหลังจากวันหนึ่งได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาจึงทูลขอบวช

พระปิลินทวัจฉะ ออกบวชเป็นปริพาชกก่อนเพราะเกิดความสลดใจในการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดของ สัตว์ทั้งหลาย ขณะเป็นปริพาชกนั้นท่านได้ศึกษาวิชา ‘จูฬคันธาระ’ จนสำเร็จ จึงทำให้สามารถเหาะได้และทำให้สามารถรู้ใจของผู้อื่นด้วย วิชาจูฬคันธาระทำให้ท่านมีชื่อเสียง เมื่อท่านเดินทางมาถึงเมืองราชคฤห์ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของถิ่น แต่ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้าไปถึงเมืองราชคฤห์ พุทธานุภาพทำให้วิชาจูฬคันธาระของท่านเสื่อม ท่านไม่สามารถเหาะและรู้ใจผู้อื่นได้เหมือนเมื่อก่อน

อาจารย์ผู้สอนวิชาจูฬคันธาระเคยบอกท่านว่า หากวิชามหาคันธาระมีอยู่ที่ใด วิชาจูฬคันธาระก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลในที่นั้น ท่านคิดตามที่เคยได้รับการบอกกล่าว ในขณะเดียวกันก็ได้ทราบข่าวคราวของพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองราชคฤห์ จึงเชื่อแน่ว่าพระพุทธเจ้าต้องทรงทราบวิชามหาคันธาระ ต่อมาเมื่อได้โอกาสจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอเรียนวิชามหาคันธาระ พระพุทธเจ้าทรงยินดีจะสอนให้ แต่ทรงเสนอเงื่อนไขให้ท่านบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาก่อน ท่านยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขและทูลขอบวชทันที

พระมหาโกฏฐิตะ ดังได้กล่าวแล้วว่าท่านเป็นบุตรพราหมณ์อัสสลายนะ บิดาของท่านเป็นคนมีชื่อเสียงมีความถือตัวจัดเรื่องชาติกำเนิด พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของพราหมณ์นั้นจึงเสด็จไปโปรดจนยอมคลายทิฐิมานะ และประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระมหาโกฏฐิตะเห็นบิดาเปลี่ยนศาสนามานับถือพระพุทธศาสนาก็เกิดศรัทธาขึ้นมาบ้าง

วันหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวัน ฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธายิ่งขึ้น จึงทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านตามประสงค์ จากนั้นทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ และทรงมอบหมายให้พระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์

พระโสภิตะ พระสาคตะ พระลกุณฑกภัททิยะ พระนันทกะ พระกังขาเรวตะ ออกบวชเช่นเดียวกับพระกุณฑธานะและพระมหาโกฏฐิตะ กล่าวคือได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาจึงทูลขอบวช

พระอุปวาณะ ออกบวชเพราะความเลื่อมใสพุทธานุภาพที่ท่านเห็นในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับวัดพระเชตวันจากอนาถบิณฑิกเศรษฐี เรื่องมีอยู่ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินทางไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดสีตวัน ฟังธรรมแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าเสด็จ มาเมืองสาวัตถีบ้าง ครั้นพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วท่านก็กลับมาสละเงินซื้อสวนเจ้าเชตสร้างเป็นวัดเชตวันทันที แล้วส่งคนไปนิมนต์พระพุทธเจ้าให้เสด็จมารับถวาย เมื่อเสด็จมาถึงแล้ว ก่อนเสด็จเข้าไปในวัดเชตวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้อุบาสกอุบาสิกาที่ตามเสด็จมาด้วยเดินเป็นแถวนำหน้าเข้าไปก่อน จากนั้นพระองค์จึงเสด็จเข้าไปโดยมีพระสาวกเดินแถวตาม เสด็จ ขณะที่เสด็จเข้าไปนั้นพระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีสวยงามเรืองรองไปทั่วบริเวณ พระอุปวาณะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มาเฝ้ารับเสด็จ เห็นพุทธานุภาพในวันนั้นแล้วเกิดความเลื่อมใสยิ่งนักจึงขอบวช

พระองคุลิมาล ดังได้กล่าวแล้วว่าการศึกษาที่เมืองตักกสิลานี้เองที่ทำให้ท่านต้องมาเป็นโจรด้วยความจำเป็น จึงขอกล่าวต่อไปว่าการมาเป็นโจรด้วยความจำเป็นนี้เองเป็นมูลเหตุชักนำให้ท่านออกบวช ดังเรื่อง มีอยู่ว่า เมื่อมาศึกษาอยู่ในสำนักทิสาปาโมกข์นั้น ท่านตั้งใจศึกษาเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ตอบแทนพระคุณอาจารย์ด้วยการรับใช้อาจารย์และภริยาด้วยความเคารพ ความดีดังกล่าวเป็นผลให้อาจารย์และภริยาโปรดปรานท่านมาก โดยเฉพาะนางพราหมณีผู้ภริยาของอาจารย์ได้เกื้อกูลท่านด้วยของกินของใช้มิให้ลำบาก จนศิษย์คนอื่นๆ พากันริษยาและหาเรื่องใส่ร้ายท่านว่าเป็นชู้กับภริยาของอาจารย์

ในที่สุดอาจารย์ก็หลงเชื่อจึงวางแผนฆ่าท่านโดยวิธีที่แนบเนียน โดยบอกว่าศิษย์ที่ศึกษาจบศิลปวิทยานั้นต้องให้ครุทักษิณา (ของบูชาครู) แก่อาจารย์ จากนั้นอาจารย์ก็บอกถึงของที่จะเป็นครุทักษิณานั้นคือนิ้วมือขวาของคน ๑,๐๐๐ นิ้ว ซึ่งจะหาได้มาก็ด้วยการออกล่าผู้คน ความจริงแล้วอาจารย์ มิได้ต้องการครุทักษิณาอย่างนั้น แต่ที่บอกไปนั้นก็ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีฆ่าศิษย์โดยอาจารย์เองไม่มีความผิด เพราะก่อนที่จะได้นิ้วมานั้นศิษย์ก็คงจะถูกฆ่าตายเสียก่อน

อาจารย์คาดผิดถนัด อหิงสกะออกล่านิ้วคนเป็นว่าเล่น ได้นิ้วมาแล้วก็แขวนไว้ตามกิ่งไม้ ต่อมาเห็นว่าไม่ปลอดภัยเพราะถูกแร้งกาจิกกิน จึงนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องไหล่คล้ายสายธุรำ การกระทำดังกล่าวมานี้เองเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า ‘องคุลิมาล’ (ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย) แทนชื่อ ‘อหิงสกะ’ มานับแต่นั้น


มีต่อ >>> ตอนที่ ๒๙

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๒๙ กลุ่มพระชาวแคว้นโกศล


พฤติกรรมของโจรองคุลิมาลลือชาไปทั่วเป็นที่หวาดกลัวของผู้คน ความทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึงทรงรับสั่งให้จัดกำลังทหารออกตามล่าโจรองคุลิมาล ปุโรหิตภัคควะบิดาของโจรองคุลิมาลทราบเรื่อง ก็ไม่ได้แสดงอาการหวั่นวิตกแต่ประการใด เพราะปลงใจได้ว่าลูกชายได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก จึงถึงคราวที่จะต้องได้รับผลกรรมตอบสนองบ้างแล้ว แต่นางพราหมณีผู้มารดาหวั่นไหวหนัก เมื่อสามีปฏิเสธไม่ยอมไปพบลูกชายตามที่นางขอร้อง นางจึง ออกไปเองตามลำพังด้วยหมายจะเกลี้ยกล่อมลูกชายให้ยอมมอบตัวแต่โดยดี

วันนั้น โจรองคุลีมาลก็ดีใจว่าจะเป็นวันที่จบการศึกษาศิลปวิทยาแล้ว เพราะเหลืออีกนิ้วเดียวก็จะครบ ๑,๐๐๐ พอดี และตั้งใจว่าเมื่อได้นิ้วครบ ๑,๐๐๐ ซึ่งถือว่าจบ การศึกษาแล้วก็จักตัดผม แต่งหนวด อาบน้ำ เปลี่ยนผ้านุ่งห่มใหม่ แล้วกลับไปเยี่ยม บิดามารดา จึงออกจากกลางป่ามายืนดักอยู่ที่ปากทางเข้าป่า

ขณะนั้นนางพราหมณีผู้เป็นมารดา กำลังเดินมุ่งหน้าไปทางป่าที่โจรองคุลีมาลซุ่มซ่อนอยู่นั้น โจรองคุลีมาลเห็นมารดาเดินมาแต่ไกลก็จำได้ แต่เพราะอยากได้นิ้วมือจึงถือดาบวิ่งเข้าหามารดาหมายจะฆ่าแล้วตัดเอานิ้วมือข้างขวาอีก ๑ นิ้ว ก็จะครบ ๑,๐๐๐ พอดี พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ตอนเช้ามืด ทรงเห็นอุปนิสัยของโจรองคุลีมาลว่าสามารถจะบรรลุมรรคผลได้และทรงเห็นว่า โจรองคุลิมาล จะบรรลุมรรคผลไม่ได้เลยหากจะต้องมาทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดาของตนเอง

ดังนั้น หลังจากเสด็จบิณฑบาตและเสวยพระกระยาหารแล้ว จึงรีบเสด็จไปถึงพร้อมกับเวลาที่นางพราหมณีมาถึง และเสด็จไปขวางหน้าก่อนที่โจรองคุลิมาลจะวิ่งถึงมารดา โจรองคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าจึงเปลี่ยนใจไม่ฆ่ามารดา แต่หันมาไล่ตามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้โจรองคุลีมาลวิ่งตามไม่ทันจน รู้สึกเหนื่อยล้า แล้วหยุดยืนอยู่กับที่ร้องบอกพระพุทธเจ้าขึ้นว่า

“หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน”

“เราหยุดแล้ว องคุลิมาล และเธอสิก็จงหยุดด้วย”

“ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ”

“ตถาคต หมายความว่า เราหยุดฆ่าสัตว์แล้ว แต่เธอสิไม่หยุด ฉะนั้น เธอต้องหยุดด้วย”

โจรองคุลิมาลฟังแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่า ผู้ที่กำลังพูดอยู่กับตนนั้น คือพระพุทธเจ้า จึงทิ้งดาบแล้วก้มลงกราบแทบพระบาท เขาเกิดปีติโสมนัสอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้า บุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติได้โอกาสเกื้อหนุนให้จิตใจน้อมไปในการบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ตามที่ทูลขอ

พระเสละ ออกบวชเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชฎิลเกณิยะ เรื่องมีอยู่ว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกอยู่ในอังคุตตราปถชนบทพร้อมด้วยพระสาวก ๑,๒๕๐ รูป ชฎิลเกณิยะเกิดเลื่อมใสในพระเกียรติคุณ จึงทูลนิมนต์พระองค์พร้อมด้วยพระสาวก ไปรับภัตตาหารที่อาศรมของตนในเช้าวันรุ่งขึ้น

วันนั้นขณะที่บริวารของชฎิลเกณิยะกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการผ่าฟืน เตรียมเตาไฟและเตรียมอาหารนั้น พราหมณ์เสละและศิษย์ผ่านมาพบเข้า จึงสอบถามได้ความว่าจะมีการถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้เช้า ก็เกิดเลื่อมใสทันทีจึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะที่ทูลสนทนากับพระพุทธเจ้าอยู่นั้น พราหมณ์เสละก็ได้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้าไปด้วยจนครบถ้วนทั้ง ๓๒ ประการ จึงตกลงใจเชื่อแน่ว่านี่คือพระพุทธเจ้า ตกคืนนั้นเองพราหมณ์เสละและศิษย์ ๓๐๐ คนก็ตัดสินใจทูลขอบวชพร้อมกัน

พระวังคีสะ ออกบวชเพราะต้องการเรียนสีสมนตร์ดังกล่าวแล้ว เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อท่านตัดสินใจจะอาศัยมนตร์นี้เลี้ยงชีวิต พวกพราหมณ์พวกของท่านจึงพาท่านตระเวนไปแสดงความสามารถตามสถานที่ต่างๆ ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ใครก็ตามที่ต้องการทราบว่าญาติของตนที่ตายไปแล้วเกิดอยู่ในที่ใด นรก สวรรค์ หรือโลกมนุษย์ เมื่อมาหาท่านก็จะได้รับคำตอบหมด วิธีหาคำตอบก็คือ ท่านจะให้นำกะโหลกคนตายมาวางไว้แล้วเอานิ้วเคาะ ไม่นานก็จะได้คำตอบผ่านทางกะโหลกนั้น เกี่ยวกับสถานที่เกิดใหม่ของเจ้าของกะโหลก ด้วยวิธีการอย่าง นี้ท่านก็ได้รับสิ่งของ อาทิ อาหาร ของใช้ เป็นเครื่องสักการะตอบแทน

หลังจากพากันตระเวนไปตามเมืองต่างๆ แล้วพวกพราหมณ์จึงพาท่านกลับมา ยังเมืองสาวัตถีตามเดิม และพำนักอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัดเชตวัน เหตุผลที่มาพำนักอยู่ที่นี้ก็เพื่อจะชักชวนพุทธศาสนิกชนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้าให้หันมาเลื่อมใสท่านบ้าง

“ท่านทั้งหลาย เชิญมาหาวังคีสะเถิด เขารู้ที่เกิดของคนตายอย่างไม่มีใครสู้ได้” พวกของท่านโฆษณา

“วังคีสะ จะสู้พระพุทธเจ้าของเราได้หรือ” มีเสียงตอบจากกลุ่มพุทธศาสนิกชน

ทั้ง ๒ ฝ่ายโต้เถียงกันรุนแรงถึงขั้นท้ากัน วังคีสะขอตามพุทธศาสนิกชนกลุ่มนั้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย เพื่อจะได้ประลองวิชากัน พระพุทธเจ้าทรงรับคำท้าของท่าน ที่จะขอแสดงความสามารถให้ดูด้วยการให้นำกะโหลกคนตายมา ๕ กะโหลกด้วยกัน คือ กะโหลกคนตายที่ไปเกิดในนรก กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นมนุษย์ กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นเทวดา และกะโหลกของพระอรหันต์ วังคีสะเคาะกะโหลกคนตายแล้วก็บอกได้ว่าเป็นกะโหลกของใคร ตามลำดับ แต่มาถึงกะโหลกสุดท้ายอันเป็นกะโหลกของพระอรหันต์ ท่านไม่สามารถบอกได้ เพราะเคาะแล้วก็ไม่ได้รับคำตอบว่าเจ้าของกะโหลกไปเกิด ณ ที่ใด จึงรู้สึก อับอายและยืนนิ่งอยู่โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไร พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจความรู้สึก ของท่านได้ดี จึงตรัสว่า

ผู้ใดรู้การเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลายได้ครบถ้วน ไม่มีติดขัด
เพราะดำเนินตามอริยมรรคและรู้แจ้งอริยสัจ เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์
เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ ไม่รู้ที่ไปของบุคคลใด
บุคคลนั้นสิ้นอาสวะห่างไกลกิเลสแล้ว
เราเรียกเขาว่า เป็นพราหมณ์

วังคีสะได้ฟังแล้วอยากจะเป็นพราหมณ์เช่นนั้นบ้าง จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าสอนวิชาให้ โดยคิดว่าเมื่อเรียนวิชาจากพระพุทธเจ้าได้แล้วก็จะทำให้รู้ที่เกิดของพระอรหันต์ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลี้ยงชีพต่อไป พระพุทธเจ้าทรงรับที่จะสอนให้ แต่ทรงวางเงื่อนไขให้ท่านบวชก่อนจึงจะยอมสอน เมื่อวังคีสะตกลงจึงทรงบวชให้

พระกุมารกัสสปะ ออกบวชเป็นสามเณรก่อน มูลเหตุที่ทำให้ออกบวชก็คือ ท่านเกิดความสลดใจในชีวิตของตนเอง เมื่อได้ทราบความจริงว่าท่านไม่ใช่โอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างที่เข้าใจมาแต่แรก แท้จริงแล้วเป็นลูกของภิกษุณี จึงทูลขอพระราชานุญาตพระเจ้าปเสนทิโกศลออกบวช พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทัดทาน แต่เมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถจะเปลี่ยนความตั้งใจของท่านได้ จึงทรงอนุญาต และเนื่องจากท่านมีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงให้บวชเป็นสามเณรก่อน

พระสุภูติ ออกบวชเพราะความเลื่อมใสในพุทธานุภาพที่ท่านเห็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับวัดพระเชตวันจากอนาถบิณฑิกเศรษฐี เช่นเดียวกับพระอุปวาณะ


มีต่อ >>> ตอนที่ ๓๐

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 82 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร