วันเวลาปัจจุบัน 02 มี.ค. 2021, 10:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 43 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2008, 13:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ท่านกรัชกาย กะท่านพลศักดิ์ เคยเมากัญชาด้วยหรือครับ....ถึงยกเอามาเปรียบเทียบ


:b15: :b1: เคยคุยกันครับคุณ natdanai คุยกันถูกคอ :b12:
คน (สูบ)เมากัญชานะครับจะอารมณ์ดียิ้ม-หัวเราะทั้งวัน ใครจะว่าอย่างไรไม่โกรธ อารมณ์ประดุจพระอรหันต์ เหมือนได้ตาทิพย์มองเห็นนางฟ้าเห็นเทวดาที่หลังก้อนเมฆได้ :b41:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 พ.ย. 2008, 16:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรรม ค่ะ กรรม
เวร ก๊รรม เวรกรรม
:b30: :b30: :b30:

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2008, 15:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


natdanai เขียน:
ท่านกรัชกาย กะท่านพลศักดิ์ เคยเมากัญชาด้วยหรือครับ....ถึงยกเอามาเปรียบเทียบ :b10: (วงเดียวกันด้วยป่าว... :b14: )


ไม่เคยครับ ท่านกรัชกายเขาเปรียบนรก สวรรค์ เหมือนเมากัญชา ผมเลยชี้ให้เขาเห็นเท่านั้นว่า
มันมีข้อเหมือนและข้อต่างกันอย่างไร นรก สวรรค์ ของจริงมันมี ก็เหมือนกับโลกนั่นแหละมันมี
แต่ทั้ง นรก สวรรค์ โลก ล้วนเป็นมายาเกิดจากบุญ กรรมที่เราทำไว้ทั้งนั้น

ความจริงก็คือ พวกเรากำลังอยู่ในภพภูมิที่เกิดขึ้นจากพลังพุทธะรวมของเราสร้างขึ้น มันไม่มีจริง
เมื่อเราเข้าสู่ความเป็นพุทธะเมื่อไร เราจะรู้ความจริงในเรื่องนี้ว่า ภพภูมิทั้งหมดล้วนเกิดจากการ
จินตนาการของพุทธะทั้งสิ้น เพื่อเอามาลวงจิตของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2008, 10:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แก้ข่าวหน่อย :b1: :b38:
คุณพลศักดิ์ เข้าใจผิดครับ กรัชกายไม่ได้เปรียบ นรก สวรรค์ว่าเหมือนเมากัญชานะครับ :b48: :b41:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2008, 18:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ว่าแล้วเชียว ท่านกรัชกาย :b32: :b32: :b32:
เดี๋ยวมี "งานเข้า" :b5: :b5: :b5:

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2008, 10:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม้ผลเนื้ออ่อนมีต้นทุเรียนเป็นต้น เมื่อกำลังเจริญเติบโตก็ตกดอกออกผลให้เจ้าของอย่างน่าชื่นใจ... แต่เมื่อเจ้าของก้มหน้าก้มตาเก็บเกี่ยวแต่ผลแล้วประมาทไม่ดูแลรักษารดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยไล่แมลงกำจัดหมู่หนอน จนวันหนึ่งไม้ผลนั้นติดโรครา-ตัวหนอนชอนไชลำต้น ดูดน้ำเลี้ยง ไม้ผลนั้นก็หยุดเติบโต
หยุดผลิตดอกออกผล จะต้องใช้เวลารักษาโรคนั้นเป็นแรมปี ถึงจะรักษาต้นไว้ได้ แต่ก็ไม่เหมือนเดิม

หรือเป็นไม้เนื้อแข็งที่ปลูกๆตามริมฟุตบาธ กำลังเติบโตพอให้ร่มเงาได้ แต่ถูกตัดทอนรานกิ่งก้านสาขา
ออก ไม้ต้นนั้นก็หยุดเจริญเติบโตตามปกติ แม้จะแตกกิ่งใบมาใหม่ ก็ไม่เหมือนเดิมฉันใดก็ฉันนั้น

โลกปัจจุบันนี้ดูเหมือนแคบลง ผู้คนจากประเทศหนึ่งเดินทางออกจากประเทศของตนท่องเที่ยวไปอีกประเทศหนึ่งได้สะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาอย่างน้อยเพียง 2-3 ช.ม.ก็ถึงอีกแผ่นดินของชนชาติหนึ่งแล้ว เพราะใช้เครื่องบิน ซึ่งต่างจากสมัยโบราณที่ใช้เรือสำเภารอนแรมเป็นแรมเดือนกว่าจะถึงอีกแผ่นดินหนึ่ง

การติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าก็รวดเร็วด้วยเพราะขนส่งทางเครื่องบิน ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ขายขาย ใครมีกล้วยไม้ มีผลไม้ ฯลฯ ก็นำส่งถึงปลายทางอย่างรวดเร็วระยะเวลาเหมือนขนส่งภายในประเทศ

แต่อยู่ดีๆ สนามบินนานาชาติถูกปิดห้ามเครื่องขึ้นลง เหมือนปิดประเทศ ผลิตผลทางการเกษตร เช่น
ผลไม้ กล้วยไม้ ฯลฯ ซึ่งก็เน่าเสียง่ายอยู่แล้ว จึงตกค้างบูดเน่าอยู่ตรงนั้น ผู้ค้าขาดทุน เกษตรกรขายผลผลิตของตนไม่ได้หรือได้ราคาไม่คุ้มทุน...โรงงานปิดเพราะผลิตสินค้าแล้วส่งออกไม่ได้
จึงปลดคนงาน คนงานตกงาน บ้านถูกยึด หุ้นถูกยึด ฯลฯ ผู้คนอดอยาก ฉกชิงวิ่งราวเจริญ ...ประเทศเสียโอกาสประชากรทุกสาขาอาชีพมีผลกระทบถึงกันหมด เพราะสิ่งเหล่านั้นอาศัยกันๆ เกิดขึ้น
(ปฏิจจสมุปบาททางสังคม) เหมือนโซ่ที่เกี่ยวคล้องติดกันเป็นพวง

ฉะนั้นสนามบินถูกปิดครั้งนี้ ทำความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่าแสนล้านบาท และกว่าผู้มีหน้าที่จะฟื้นฟู
ความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกได้ต้องใช้เวลาเป็นแรมปี

แม้สนามบินเปิดแล้ว แต่ก็ต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะเช็คอุปกรณ์การบินพร้อมใช้งานได้เหมือนเดิม เจ้าของร้านไอศกรีมคงนั่งกุมขมับ เพราะผู้การร้ายสากลที่ยึดสนามบินเข้าแถวเรียงหนึ่งตักกินกันแล้วไม่จ่ายสตางค์
สุดท้ายก่อนทิ้งที่มั่นไปอย่างมีเงื่อนงำ ยังทิ้งวลีเด็ดให้สุจริตชนดูต่างหน้า “ไม่มีไม่หนีไม่จ่าย”
“ข้าพเจ้ารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่มีสตางค์”


เขียนเสียยึดยาว ตอบคุณแมวขาวมณีนิดเดียวครับว่า กรัชกายรองานอยู่ครับ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2008, 11:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
แก้ข่าวหน่อย :b1: :b38:
คุณพลศักดิ์ เข้าใจผิดครับ กรัชกายไม่ได้เปรียบ นรก สวรรค์ว่าเหมือนเมากัญชานะครับ :b48: :b41:


แม้คุณกรัชกายจะว่าผมเมากันชา มันก็เหมือนกัน เพราะผมรู้เห็นของจริง แล้วนำมาเล่า

นรก สวรรค์มันเป็นเช่นที่ผมเล่าจริงๆ ถ้าคุณกรัชกายกระทบถึงผม ก็กระทบถึงข้อมูลเกี่ยวกับ
นรก สวรรค์ ด้วย บังเอิญผมรู้เห็นของจริงมาด้วยสติ ผมจึงถ่ายทอดออกมาให้ผู้สงสัยรู้ ผมเป็น
เพียงตัวผ่านของข้อมูลนรก สวรรค์เท่านั้น

คนทั่วไปที่ไม่ใช่ผม แม้แต่คุณกรัชกาย ถ้าไปรู้เห็นมา ก็ต้องเข้าใจผิดว่า นรก สวรรค์นั้นเป็นของจริง
เหมือนโลก แต่ผมบอกว่า ทั้งนรก สวรรค์ และโลก ล้วนเป็นของปลอม มายาทั้งสิ้น ผมเล่าถึง
รากฐานของผู้อยู่ในนรก สวรรค์ และโลกเลยว่า พวกเราล้วนเมากัญชาทั้งสิ้น พุทธะจึงเป็นผู้ตื่นแล้ว
รู้แล้ว และเบิกบานแล้ว ยังไงล่ะครับ

พวกพุทธะเป็นพวกที่เลิกเมากัญชาแล้ว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2008, 19:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณพลศักดิ์ศึกษาเรื่องกรรมอีกมุมหนึ่งที่

viewtopic.php?f=4&t=19058

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ธ.ค. 2008, 19:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
วันนึงผมแผ่เมตตาให้สัมภเวสีต่างๆ ปรากฏว่ามีวิญญาณผู้หญิงสวยคนหนึ่งมาหาผม เขาชวนผม
ไปดูที่อยู่เดิมของเขา ผมก็ถอดวิญญาณออกไปดู ปรากฏว่าเขาอยู่ในคอนโดโซมมากๆ
ทั้งตึกแต่ละห้องก็โทรมที่สุด พอผมเดินมาสุดทางเดิน วิญญาณผู้หญิงคนนั้นก็เดินไปคุยกับเพื่อนหลายสิบคน ฯลฯ
พลศักดิ์ 29 พ.ย. 2008, 21:30



กรัชกายไม่กล่าวพาดพิงตัวบุคคล แต่พูดถึงอารมณ์หรือความรู้สึกนึกคิดประมาณนั้น ว่าเหมือนเมากัญชา :b39: :b41:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 11:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว



อารมณ์ความรู้สึกประมาณนั้น ขอเรียนถามคุณพลศักดิ์ผู้ซึ่งรอบรู้คำสอนหลายศาสนาว่าควรแนะนำ ชักนำเค้าด้วยวิธีใด จึงจะยังผู้นั้นให้อยู่กับความจริงที่เป็นปัจจุบัน อ่านดูก่อนครับ



ผมนับถือคริสต์ครับ นิกาย โรมันคาทอลิค แต่ผมชอบนั่งสมาธิ และสวดลูกประคำครับ ชอบตื่นมานั่งสมาธิและ สวดลูกประคำประมาณ ตี 3 ทุกคืนครับ ช่วงปีที่แล้ว ขณะนั่งสมาธิอยู่ ผมหลับตานั่งครับ แต่ดวงตาผมกลับมองเห็นทุกอย่างในห้อง โดยไม่ต้องลืมตาครับ และขณะเดียวกัน ผมรู้สึกเสียวสันหลัง และเห็นผู้หญิงมานั่งข้างหลังผม โดยที่ผมไม่ต้องหันหน้ากลับหลังไปมองครับ ผู้หญิงคนนั้น ตาโบ๋ ปากและจมูกกลวงครับ ผิวซีด ชุดสีเทา มอมอ ผมสะดุ้งลืมตาเลยครับ ผมเลยอุทิศผลบุญที่ทำมาให้เธอไป
แต่เมื่อประมาณ เดือนที่แล้วนี้เอง ผมนั่งสมาธิเหมือนเดิม + สวดลูกประคำ พอมีอยู่ในสมาธิทีไร จะได้ยินเสียงผู้หญิงมากระซิบข้างหู ให้ตั้งใจทำความดี บำเพ็ญภาวนา แล้ว อีกไม่นาน
เขาจะมาพบผม และยังบอกอีกว่า ที่เคยดำเนินชีวิตมาให้ละทิ้งเสีย เพราะชะตาผมต้องคอยช่วยผู้อื่น อีกมากมาย ผมสับสนนะครับ และยิ่งกลัวมากขึ้นทุกที
ทุกวันนี้ ผมกลัวจนไม่กล้านั่งสมาธิแล้วครับ ตอนแรกผมนึกว่าผมบ้า คิดไปเอง แต่เป็นแบบนี้เป็นเดือนเลยครับ ปรึกษาเพื่อนที่ชอบไปวัด ชอบทำบุญ เขาบอกว่า เป็นสัญญาณที่ดีครับ รบกวนผู้รู้ตอบผมด้วยครับ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 12:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ "กรัชกาย"ครับ



1. ผมนับถือคริสต์ครับ นิกาย โรมันคาทอลิค แต่ผมชอบนั่งสมาธิ และสวดลูกประคำครับ ชอบตื่นมานั่งสมาธิและ สวดลูกประคำประมาณ ตี 3 ทุกคืนครับ ช่วงปีที่แล้ว ขณะนั่งสมาธิอยู่ ผมหลับตานั่งครับ แต่ดวงตาผมกลับมองเห็นทุกอย่างในห้อง โดยไม่ต้องลืมตาครับ และขณะเดียวกัน ผมรู้สึกเสียวสันหลัง และเห็นผู้หญิงมานั่งข้างหลังผม โดยที่ผมไม่ต้องหันหน้ากลับหลังไปมองครับ ผู้หญิงคนนั้น ตาโบ๋ ปากและจมูกกลวงครับ ผิวซีด ชุดสีเทา มอมอ ผมสะดุ้งลืมตาเลยครับ ผมเลยอุทิศผลบุญที่ทำมาให้เธอไป


ดวงตาผมกลับมองเห็นทุกอย่างในห้อง โดยไม่ต้องลืมตาครับ.....นั่นคือ เขารู้เห็นด้วยตาใน ไม่ใช่เรื่องแปลก ก็เหมือนกับผม

ผู้หญิงคนนั้น ตาโบ๋ ปากและจมูกกลวงครับ ผิวซีด ชุดสีเทา มอมอ.....เขาอยู่ในภูมิสัมภเวสี หรือเปรตชนิดหนึ่ง

ผมเลยอุทิศผลบุญที่ทำมาให้เธอไป.....วันหลังเขาควรจะอุทิศกุศลอันเกิดจากการทำสมาธิของเขาในวันนั้นออกไปจะเหมาะกว่า เพราะการทำสมาธิมีกุศลอย่างมาก และทุกครั้งที่เขาทำสมาธิ มีโอกาสเจอเหล่าวิญญาณมาขอส่วนบุญทุกครั้งล่ะครับ เนื่องจากประตูโลกวิญญาณ
ได้เปิดให้เขารู้เห็นภพภูมิอื่นแล้ว

ผมแผ่เมตตาให้เหล่าดวงวิญญาณในอบายภูมิมาเป็นหมื่นๆครั้ง จนผมบรรลุธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 12:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ "กรัชกาย"ครับ(ต่อ)



2. แต่เมื่อประมาณ เดือนที่แล้วนี้เอง ผมนั่งสมาธิเหมือนเดิม + สวดลูกประคำ พอมีอยู่ในสมาธิทีไร จะได้ยินเสียงผู้หญิงมากระซิบข้างหู ให้ตั้งใจทำความดี บำเพ็ญภาวนา แล้ว อีกไม่นาน
เขาจะมาพบผม และยังบอกอีกว่า ที่เคยดำเนินชีวิตมาให้ละทิ้งเสีย เพราะชะตาผมต้องคอยช่วยผู้อื่น อีกมากมาย ผมสับสนนะครับ และยิ่งกลัวมากขึ้นทุกที
ทุกวันนี้ ผมกลัวจนไม่กล้านั่งสมาธิแล้วครับ ตอนแรกผมนึกว่าผมบ้า คิดไปเอง แต่เป็นแบบนี้เป็นเดือนเลยครับ ปรึกษาเพื่อนที่ชอบไปวัด ชอบทำบุญ เขาบอกว่า เป็นสัญญาณที่ดีครับ รบกวนผู้รู้ตอบผมด้วยครับ

......นั่นเป็นดวงวิญญาณเทพที่คอยสอดส่องดูแลเขา ความกลัวนั้นเกิดจากใจของเขาเอง ผมจำ
ครั้งแรกที่เจอพระพุทธเจ้าได้ ผมยังกลัวท่านเลย ตอนเจอพระโพธิสัตว์กวนอิม ผมไม่มีความกลัวแล้ว
ที่ผมกลัวทั้ง 2 พระองค์ เพราะพวกท่านสามารถสื่อสารได้โดยตรง ซึ่งผิดกับวิญญาณดวงอื่นๆ

คุณไม่ได้บ้า แต่คุณเป็นผู้มีบุญและเกิดมาเพื่อช่วยเหล่าดวงวิญญาณที่ลำบากในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 12:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หากคุณพลศักดิ์ต้องการแนะนำเค้าโดยตรงไปที่นี่เลยครับ

http://board.palungjit.com/showthread.php?t=162561

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 12:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้อหรอครับ คุณพลศักดิ์ ก็มีอาการลักษณะนั้นมาก่อนเหมือนกันหรือครับ

ดังตัวอย่างนี้ หากปล่อยไว้ จะมีโอกาสบ้าหรือเพี้ยนหรือเกิดภาพหลอนได้ไหมครับ :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 13:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2008, 16:13
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า
ทีนี้อยากจะให้รู้เสียเลย ที่เกี่ยวกับ ทวารเหล่านี้นะ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า นรกทางอายตนะ ฉันเห็นแล้ว สวรรค์ทางอายตนะ ฉันเห็นแล้ว เมื่อก่อน เขาพูดกัน ถึงเรื่อง นรกอยู่ใต้ดิน อย่าง ภาพเขียนฝาผนัง นั่นมันคือ นรกทางกาย นรกทางวัตถุ ก็หมายถึง ร่างกาย ถูกกระทำ อย่างนั้น เป็นนรกใต้ดิน ตามที่ว่า
แล้วสวรรค์ ก็อยู่ข้างบน บนฟ้า ข้างบนโน้น มีวิมาน มีผู้เสวยสวรรค์ เป็นบุคคล มีนางฟ้า ส่งเสริม ความสุข เป็นร้อยๆ ร้อยๆ นั้นคือ สวรรค์ข้างบน แต่ เป็นเรื่อง ทางกาย หรือ ทางวัตถุทั้งนั้น
นรกกับสวรรค์ ชนิดนั้น เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระพุทธเจ้า เขาสอนกันอยู่ก่อน แต่คุณจับใจความให้ได้ มันเรื่องทางกายนี้ เจ็บปวดทางกายอยู่ใต้ดิน คือนรก เอร็ดอร่อยทางกายอยู่ข้างบน นั่นแหละสวรรค์
ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเสียใหม่ว่า นรกที่อายตนะฉันเห็นแล้ว ก็คือที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; นี่นรก เมื่อทำผิด มันร้อนขึ้นมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันนรกที่ไม่ใช่วัตถุ ที่ไม่ใช่กาย มันเป็นนามธรรม เป็นความรู้สึก เป็นทุกข์ร้อน อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่นรกฝ่ายวิญญาณ ฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ ฝ่ายวิญญาณ
ทีนี้ สวรรค์ก็เหมือนกัน เมื่อถูกต้อง เขาก็จะเป็นสุข สนุกสนาน อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็นั้นแหละ คือ สวรรค์ เป็น สวรรค์ทางวิญญาณ มันคู่กัน อย่างนี้ มันคู่กันมา อย่างนี้ถ้าเอาวัตถุ เอาร่างกายเป็นหลัก นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า แล้วก็เป็นไปตามเรื่องนั้น แต่ถ้าเอาเรื่อง นามธรรม ฝ่ายวิญญาณ เป็นหลักแล้ว ทั้งนรก ทั้งสวรรค์ มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้น ที่นั่น
พูดอย่างนี้ ชี้ไปยังที่ตัวจริง พูดอย่างโน้น มันอุปมา เหมือนกับว่า ถูกฆ่า ถูกเผา ถูกอะไรอยู่ หรือว่า เสวยอารมณ์ อันเป็น กามคุณอยู่ นั้นควรจะเป็นอุปมา แต่เขากลับเอามา เป็นตัวจริง
อธิบายตาม พระบาลี เรื่องตัวจริง ว่า ร้อนอยู่ที่ อายตนะทั้ง ๖ นี้ มันเป็นนรก สบายอย่างนี้ เป็นสวรรค์ เขากลับหาว่า นี้อุปมา นี่มัน กลับกัน อย่างนี้
ตามหลักของพระพุทธเจ้าว่า นี้คือ จริง :
นรกที่อยู่ที่อายตนะ ๖ นี้ คือ นรกจริง
สวรรค์ที่อยู่ที่อายตนะ๖ นี้คือ สวรรค์จริง
ท่านจึงตรัสว่า ฉันเห็นแล้วๆ

ก็ไม่ได้พูด ตามที่เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระองค์
ที่เขาพูดกัน อยู่ก่อนพระองค์ นั้น เขาพูดกันว่าอย่างนั้น
มันจะเป็น เรื่องคาดคะเน หรือ เป็นเรื่องอะไร ก็ตามใจเขา
เราจะไม่แตะต้อง เราจะไม่ไปคัดค้าน

นี่คุณช่วยจำไว้ข้อหนึ่ง ด้วยนะ แทรกให้ได้ยินว่า
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ตรงกับ ลัทธิของเรา
พระพุทธเจ้า ท่านว่า อย่าไปคัดค้าน แล้วก็ไม่ต้องยอมรับ
เมื่อเราไม่เห็นด้วยเราก็ไม่ยอมรับ แต่แล้ว อย่าไปคัดค้าน
อย่าไปด่าเขา อย่าไปอะไรเขา ก็บอกว่า คุณว่าอย่างนั้น
ก็ถูกของคุณ เราไม่อาจจะยอมรับ แต่เราก็ไม่คัดค้าน
แต่เรามีว่าอย่างนี้ๆ เราก็พูดของเราไป ก็แล้วกัน

นี่ควรจะถือเป็นหลัก กันทุกคน
ถ้าลัทธิอื่น เขามาในแบบอื่น รูปอื่น
เราก็ไม่คัดค้าน เราไม่ยอมรับ
แต่เราบอกว่า ของพุทธศาสนานี้ เป็นอย่างนี้ๆ ก็ว่าไป
ไม่ต้องทะเลาะกัน
ที่มันจะไป ทำลายของเขา ยกตัวของตัว ขึ้นมา
นี้มันจะได้ทะเลาะกัน จะทำอันตรายกัน เพราะหลักธรรมะ นั้นเอง
พระพุทธเจ้าท่านจึงไม่พูด ถึงเรื่องอะไรๆ ที่เขาพูดกันอยู่ก่อน
ในหลายๆเรื่อง รวมทั้งเรื่อง นรก สวรรค์ นี้ด้วย

แต่ท่านพูด ขึ้นมาใหม่ว่า ฉันเห็นแล้ว คือ อย่างนี้ๆ

ฉะนั้น เรามี นรก สวรรค์
ทั้งที่เป็นการกล่าวกันอยู่ตาม ทางวัตถุ ทางกาย
มาสอนใน ประเทศไทย ตั้งแต่ ก่อนพุทธศาสนาเข้ามา
ฝ่ายพุทธศาสนาเข้า
เขาก็ไม่ได้เอาคำของพระพุทธเจ้าข้อนี้มาสอน
ประชาชนก็ยังถือตาม ก่อนโน้นๆ นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า

นรก สวรรค์ อย่างที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสนี้
ไม่ค่อยมีใครสนใจ
พอเอามาพูดเข้า เขาเห็นเป็น เรื่องอุปมา ไปเสียอีก

มันกลับกัน เสียอย่างนี้
คัดจาก หนังสือ ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๒


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 43 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร