วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ค. 2026, 23:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 244 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 13, 14, 15, 16, 17  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 20 ม.ค. 2023, 21:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7529

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
ลุงหมาน เขียน:
Rosarin เขียน:
tongue
...อารมณ์ ไม่ใช่ จิต...อารมณ์เป็นสภาวะธรรมที่ปรุงแต่งจิตตามความอยาก...
...จิตเป็นจิตเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ทุกสิ่งที่มีที่กำลังปรากฎในชีวิตประจำวัน...
...จิตรู้ รูป แสง สี โดยต้องมีสภาพกำลังมองเห็น...หลับตาก็ไม่มีจิตรู้รูป...
...จิตรู้เสียง โดยต้องมีสภาพได้ยินเสียง...ขณะที่กำลังฟังเสียงจึงมีจิตรู้เสียง...
...จิตรู้กลิ่น โดยต้องมีสภาพดมกลิ่น...ขณะที่กำลังได้กลิ่นจึงมีจิตรู้กลิ่น...
...จิตรู้รส โดยต้องมีสภาพลิ้มรส...ขณะที่กำลังรู้รสทางลิ้นจึงมีจิตรู้รส...
...จิตรู้สัมผัส โดยต้องมีกระทบสัมผัส...ขณะที่กำลังรู้สัมผัสกระทบกายจึงมีจิตรู้สัมผัส...
...จิตรู้อารมณ์ โดยรับรู้ทางใจจากการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รับสัมผัสที่แตกต่าง...
...และปรุงแต่งเป็นความรู้สึกทางใจหยาบ/ละเอียดเป็นอารมณ์สุข-ทุกข์-เฉยๆ...
...จิตดี...เป็นสภาพรู้กุศลที่กำลังปรากฏแต่ละทางตามเหตุ-ปัจจัย...
...จิตไม่ดี...เป็นสภาพรู้อกุศลที่กำลังปรากฏแต่ละทางตามเหตุ-ปัจจัย...
...จิตสงบ...เป็นความเข้าใจความจริงของจิตสภาพจิตที่ดีแล้วเจริญในกุศลเพื่อละอกุศลที่กำลังปรากฎ... rolleyes rolleyes rolleyes

:b8: :b8: :b8:

onion
@ลุงหมาน...ขออภัยค่ะ...เมื่อเวลาผ่านไป...
การฟังการศึกษาพระพุทธพจน์ทำให้เข้าใจขึ้น...
ขอแก้ไขทำความเข้าใจคำว่าอารมณ์ใหม่นะคะ
:b8:
จิตเป็นสภาพรู้อารมณ์
อารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้
อารมณ์จึงไม่ใช่จิตค่ะ
ถูกต้องตรงตามหัวข้อ
:b8:
...อารมณ์ ไม่ใช่ จิต...อารมณ์เป็นสภาวะธรรมที่ปรุงแต่งจิตตามความอยาก...
ข้อความตัวอักษรสีแดงจึงผิดไปค่ะขอแก้ไขดังนี้ค่ะ
จิตเป็นประธานในการตามรู้อารมณ์แต่ละ1ขณะจิตเท่านั้นค่ะ
จิตคือวิญญาณขันธ์ไม่ใช่สภาพปรุงแต่งความอยากค่ะ
มีสภาวะธรรมที่เกิดร่วมกับจิตที่เป็น
สภาพรู้อารมณ์เดียวที่เกิดพร้อมจิต
คือเจตสิกมีถึง52ประเภท
แบ่งเป็น3ส่วนทำหน้าที่คนละอย่างคือ
1)เวทนาขันธ์1ประเภทคือความรู้สึก
2)สัญญาขันธ์1ประเภทคือความทรงจำ
3)สังขารขันธ์50ประเภทคือการปรุงแต่งกรรม
ส่วนความอยากเป็นกิเลสประเภทโลภะคือสมุทัยค่ะ
แต่เหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดมี6อย่างแบ่งเป็น2ฝ่ายคือ
(1)เหตุฝ่ายไม่ดีเป็นอกุศลมี โลภะ โทสะ โมหะ
(2)เหตุฝ่ายดีเป็นกุศลมี อโลภะ อโทสะ อโมหะ
วันนี้ขอแก้ไขเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ
ต้องมาอ่านทบทวนแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังอีกค่ะ
:b8:
:b20: :b20:


โพสต์ เมื่อ: 21 ก.ค. 2026, 17:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2288

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
ในวัน ๆ หนึ่ง เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าอารมณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นกับเรา
หรือจะเจอกับอารมณ์ที่เข้ามาให้เรารับรู้อย่างไรบ้าง แล้วเราก็ไม่รู้อีกว่าเมื่อสิ่งนั้นๆ
เข้ามาให้เรารับรู้แล้ว จะมีประโยชน์หรือเกิดโทษ ที่จะแสดงพฤติกรรมโต้ตอบออกไปอย่างไร

อารมณ์จะมีด้วยกัน ๖ อย่าง คือ รูป จะมาปรากฎทางตา เสียงจะมาปรากฏทางหู
กลิ่นจะมาปรากฎทางจมูก รสจะมาปรากฏทางลิ้น เย็นร้อนอ่อนแข็งจะมาปรากฎที่กาย
นึกคิดเรื่องราวต่างๆ จะมาปรากฏทางใจ ในแต่ละทวารก็จะทำหน้าที่ของตนๆ

อารมณ์ทั้ง ๖ นั้นจะเกิดได้ที่ละอย่าง ทีละทวารโดยไม่ซ้ำกัน รูป ปรากฏ ตาก็ทำหน้าที่ไป
เสียง ปรากฏ หูก็ทำหน้าทีไป เหล่านี้เป็นต้น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกันไม่ได้เลย แต่ด้วยความไวของจิตไปรับรู้ตามทวารต่างๆ เหมือนว่ารับรู้พร้อมกันได้


ธรรมชาติของอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ จะไม่มีทั้งดี ไม่มีทั้งเสีย สิ่งที่ไปรู้นั้นเป็นผู้กำหนดอารมณ์
ว่าดีหรือไม่ดีก็ได้แก่ "จิต" เช่นว่าวันนี้อารมณ์ไม่ดี หรือ อารมณ์ดี เป็นต้น การกำหนดรู้ทัน
อารมณ์จึงเป็นคุณอย่างมาก จะได้ไม่ให้เข้าสู่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ซึ่งเป็นเหตุนำมาแห่งทุกข์ทั้งสิ้น

ฉะนั้นเมื่อเราไม่สามารถล่วงรู้สถานการณ์ได้ เราก็ควรหมั่นฝึกให้มีสติ
คือระลึกรู้อยู่เสมออย่าประมาทในการดำเนินชีวิต เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบ หรือวิบากไม่ดีส่งผล
ทำให้เราเกิดความคิดและอารมณ์ที่ไม่ดี ก็ควรจะใช้สติในการขบคิดพิจารณา

เพื่อให้เราเท่าทัน และไม่ต้องตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เป็นวิบากนั้น โดยการกำหนดอารมณ์
และความรู้สึกของเราไม่ให้ส่งผลไปถึงการแสดงออกในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร หากเราฝึกสติ
ฝึกจิตดีแล้ว เราจะเห็นคนทั้งโลกเป็นคนดีหมด


จิตที่ฝึกดีแล้ว คงไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวแน่แท้
จิตที่ฝึกดีแล้ว คงไม่เห็น คนทั้งโลกเป็นดีไปหมดแน่แท้

เพราะ
ดี ก็ต้องเห็นตามตรงไม่ผิดเพี้ยน ว่าดี
ไม่ดี ก็ต้องเห็นตามจริง ไม่ผิดเพี้ยน ว่า ไม่ดี

แต่ จิตที่ฝึกดีแล้ว ไม่ใช่จะเห็นคนทั้งโลก เป็นคนดีหมด

พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ
และก็ไม่เพี้ยน ทั้งสิ้น นะคะๆ



จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ (วรรคที่ ๔) 1153

เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ มิใช่ประโยชน์ อย่างใหญ่
- จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
- จืตที่ไม่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่สังวร แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่
- จิตที่ไม่ฝึก แล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว
- จิตที่คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑ - ๒๑

smiley


โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 12:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2288

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


toy1 เขียน:
สวัสดีครับ ลุงหมาน

อยากถาม เรื่องของอารมณ์ที่เข้ามาผ่านทวารทั้งหก ที่เป็นเหมือนโจรเข้ามาในบ้าน เมื่อโจรเข้ามาในบ้านได้ ขโมยสมบัติ ประหาร หรือใช้เจ้าบ้านเยี่ยงทาส ทำอย่างไรจะได้จับโจรออกไปได้ เพราะโจรมันเข้ามามันก็แอบอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปใหน บางที่โจรก็ทำเป็นนอนสงบ ไม่ลุกออกมาใช้งานเราเยี่ยงทาส ทำอย่างไรจะไล่โจรออกไปได้หมดในขณะที่กำลังเราไม่พอ เหมือนรู้ว่าโจรมันบังคับแต่ฝืนมันไม่ได้ เลยต้องตกเป็นทาสของโจรอีก

ตัวอย่างที่พบเห็นทั่วไป เหมือนอยู่ดีก็มีคนมายืนด่าเรา เราก็โกรธด่าว่าตอบเขาทันที่ ทั้งที่เราก็ระวังตัวอยู่ว่าจะไม่ใช้อารมณ์ แต่มันเผลอสติคิดไม่ทัน เหมือนด่าเขาตอบกลับไปแล้วจึงมาคิด แล้วเราจะแก้ไข จะทำอย่างไรดี ถ้าปล่อยให้เผลอทำแบบนี้บ่อยก็คงไม่ดี มีแต่ขาดทุน



ก็อย่าให้ในบ้านเป็นที่หมักหมม ทรัพย์สิน เครื่องเรือน ฝุ่นละออง
โยนออกไปซะก่อน
ไม่ต้องไปใช้กำลังปราบโจร แล้วก็ไม่ต้องไปหากองกำลังมาช่วยถล่มบ้านตัวเองหรอก
พวกนี้เข้ามา ก็ไม่ถอดรองเท้า บ้านก็สกปรกหนัก

ไม่ต้องใช้พละกำลังพลังอะไรมากมาย

เพียง หาแค่ไม้กวาด ไม้ขนไก่ ซักอัน ปัดกวาดบ้านให้โล่ง
โจรและสัตว์ร้าย ก็มาหลบ มาอาศัยไม่ได้

แมลงสาบตัวเดียว วิ่งบนพื้นโล่งๆ ก็เห็น และกำจัดได้ง่ายดายขึ้น

แม้โจรเข้ามา ก็ไม่มีที่อาศัย ไม่มีที่หลบซ่อน ไม่มีอะไรให้ขโมย มันก็พากัน ไปอยู่บ้านลุงหมานเอง ค่ะ


onion


โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 12:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2288

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
นิมิต ใดๆ ที่จิตไปรับรู้
จากนั้น จิตไปเกี่ยวไปข้องด้วย
นิมิต นั้นๆ ก็จะเป็นอารมณ์ของจิตทันที

เมื่อจิตหน่วงเหนี่ยวไปกับความไปเกี่ยวไปข้อง
จิตก็จะไหลหลงไป คิดเอาว่า ความไปเกี่ยวไปข้องนั้น คือตัวจิตเอง
จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่า "อุปธิ"

อุปธิ จึงเหมือนโจรเข้าบ้านครับ



จิตนี่กว้างใหญ่ ไร้สรีสระ ไร้ขอบเขต

สามารถบรรจุ นิมิต ธรรมทั้งหลายได้ โดยไม่ทำให้เนื้อที่ของจิต เสียไป

จะมัวไปทำงานกระจ้อยร่อยอยู่ทำไม

ก็ปล่อยให้ โจร และ สรรพสัตว์ทั้งสามโลกได้อยู่กัน อย่างเป็นสุขๆ หรือจะทำสงครามกัน
ตามฐานะ ก็ เช่นนั้นเอง


onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 244 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 13, 14, 15, 16, 17

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 50 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร