วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.ค. 2026, 23:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 06:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5595


 ข้อมูลส่วนตัว


การภาวนาเป็นการลงทุนน้อยที่สุด
แต่ได้อานิสงส์มากที่สุด…
ทำบุญอย่างอื่นยังต้องลงทุนลงแรง
ใช้เงินใช้แรงมากกว่านี้อีก…
ทำไมยังไม่ชอบทำ“

#หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร






“อย่าไปรู้ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องรู้
เพราะไปมัวรู้ ไปมัวอยากรู้ หรือพยายาม
จะรู้สิ่งเหล่านั้น แล้วก็ตายก่อน
ไม่ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้”
...
พุทธทาสภิกขุ





สิ่งภายนอก เฮาสร้างมันแล้วบ่เป็น สร้างหม่องนี้เสร็จไปสร้างหม่องนั่น สร้างหม่องนั่นเสร็จไปสร้างนั่น มันบ่มีที่สิ้นสุด แต่ว่าการสร้างจิตสร้างใจ ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ อันนั้นเลิศประเสริฐ จบทีเดียวเลย ภาคภูมิใจอย่างมาก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเฮา เฮาจะบ่กลับมาเหยียบแผ่นดินนี้อีก อันนั่นล่ะเลิศประเสริฐนะพระลูกพระหลานทุกผู้ทุกคนนะ

ถึงหลวงพ่อจะไปเว้าถึงภายนอกก็เถอะนะ แต่หลวงพ่อนี่บ่ลืมภายใน หลวงพ่อยกเชิดชูบูชาสิ่งภายในเป็นเบอร์ ๑ ตลอดไป เป็นนัมเบอร์วัน เป็นเบอร์ ๑ ตลอด ถ้าผู้ใดชำระจิตใจได้ เพราะฉะนั้นลูกหลานทั้งหลายอย่าหลงอย่าลืม ถึงจะทำงานภายนอกได้ก็ตาม พอกลับกุฏิมาหาที่พักเจ้าของ มองภายในทันทีเลย มองจิตมองใจทันทีเลย ชำระจิตใจ จิตใจเราไปติดไปข้องกับเรื่องอีหยัง อย่าไปหลง อย่าไปลืมร่างกายสังขารเจ้าของนะ อีกสักวันหนึ่งต้องทิ้งแน่นอนนะ เฮาจะบ่อยู่กับร่างกายอันนี้นะ

เห็นไหมครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงตา พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ของพวกเฮา เพิ่นดูแลขนาดได๋ ผลที่สุดเพิ่นกะทิ้งเบิด เฮาเป็นไผ เฮาจะไปหาคุ้นเคยวิสาสะกับสิ่งภายนอกมาก ไม่ใช่นะ ใจนะ อย่าไปหาเป็นวิสาสะกับสิ่งภายนอก ขนาดร่างกายของตัวเองแท้ๆ ก็ยังบ่ควรวิสาสะ ยังบ่ควรให้การสนับสนุน ไม่ควรไวใจ พูดง่ายๆ ไม่ควรไว้ใจร่างกายของตัวเองอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นอย่าไปหาไว้ใจในสิ่งภายนอกนะใจนะ บอกใจเจ้าของอีกต่างหาก ขนาดร่างกายเจ้าของยังบ่น่าไว้ใจ จะไปหาไว้ใจสิ่งภายนอกทางอื่นน่ะ จั่งซั่นมันถูกบ่ใจ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องระเวียงระวังทั้งหมดนะ ใจนะ ขนาดร่างกายเจ้าของก็ยังระเวียงระวังทุกวี่ทุกวัน อย่างหลวงพ่อนี่อีกบ่โดนสิฉันอาหารเพื่อบำรุงให้ร่างกายอยู่ได้

การดูแลร่างกาย อีกสักวันหนึ่งถึงจะประคบประหงมดูแลดีขนาดไหน ร่างกายกะยังบ่เป็นมิตรเป็นสหาย ยังบ่เป็นที่ไว้ใจของเฮาอยู่ อีกสักวันหนึ่ง เจ็บแล้วกะปวด เอาไปเอามากะเลยตายซ้ำ เอาไปเอามามีแต่ทุกข์กับทุกข์บัดนี้ ร้องห่มร้องไห้กับกายเจ้าของพุ่น เพราะร่างกายของเจ้าของมันบ่เป็นของเจ้าของ เลี้ยงดีปานใด๋ก็ยังหันหลังให้อยู่

ให้เฮาคิดไว้อยู่เสมอ ร่างกายสังขารไม่ใช่ตัวตนของเรานะใจนะ แต่เราก็ต้องดูต้องแลต้องประคบประหงม ถึงรถของเฮากะคือกัน ฮู้ว่ามันสิพังอยู่ แต่เฮาก็ต้องเลี้ยงมัน ต้องขัดต้องสีมัน ถ้าหากว่าเฮาใช้บ่ดีมันกะพังง่าย ร่างกายของเฮาคือกันนะ ถ้าใช้เกินไปมันก็พังง่ายคือกัน เฮาต้องพยายามใช้ด้วยความทะนุถนอม ต้องดูต้องแล อันนั้นน่ะจะใช้ได้นานไปแหน่ แต่ถึงยังไงก็ตาม อีกสักมื้อนึงมันก็ต้องถึงจุดเสื่อมของมันคือกัน

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเฮาทุกๆ คน อยู่ในวัฏสงสาร อย่าไปนอนใจ อย่าไปชะล่าใจ อย่าไปคิดว่าบ้านนี้เป็นบ้านที่พักพาอาศัยถาวรของเฮา เป็นบ้านอาศัยชั่วคราวซือๆ อีกสักมื้อนึงเฮาจะต้องโยกย้าย โยกย้ายหย่างขาถก หย่างไปทางหน้า ไปไสก็บ่ฮู้ล่ะ คันเฮาทำความคุณงามความดีไว้ เฮาก็ไปในทางที่ดี ถ้าเฮาเฮ็ดสิ่งที่มันบ่ดีไว้ เฮาก็ไปตกต่ำ ไปในทางที่ชั่วที่เลว เป็นงัว เป็นควาย เป็นหมู เป็นหมา เป็นกา เป็นไก่ เป็นได้ทั้งหมด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อยาประมาทในกาย วันหนึ่งตายก็สูญ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙





“..คำว่าสติย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค และคำว่าปัญญาก็ย่อมถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่างๆ กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่าขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่าเป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะสติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็นมหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)





ปัญญาพัฒนาศีล

ไม่ใช่ว่า ศีลมาก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนา
ไปหาความจริง การเห็นความจริงในระดับ
หนึ่ง ย่อมนำไปสู่การกระทำในระดับหนึ่ง
แม้สีผิวอาจจะไม่เหมือนกัน ภาษาก็ไม่
เหมือนกัน ชนชั้นวรรณะก็ไม่เหมือนกัน
แต่สิ่งสำคัญที่เหมือนกันคือ ทุกคนรักสุข
เกลียดทุกข์เหมือนกัน เราเป็นมนุษย์ที่มี
การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาเหมือนกัน
นี่ไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นความรู้ที่เกิดจาก
การลืมหูลืมตา ต่อความเป็นจริงของการ
เป็นมนุษย์ เมื่อเราซาบซึ้งในความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว โอกาสที่เราจะ
ฆ่าสัตว์ เบียดเบียน ลักขโมย ประพฤติผิด
ในกาม จะโกหก หลอกลวงมันเป็นไปได้ยาก
เพราะเราเห็นความจริง ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร
ที่มา / ใช้สาระชนะมาร เล่ม ๒






“..วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอนของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล..”
“..๑. เริ่มต้นอริยาบถที่สบาย ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก
ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร คือ รู้ตัว อย่างเดียว

รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อยๆ ให้ “รู้อยู่เฉยๆ” ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม

เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่างๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้นๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ

จากนั้น ค่อยๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอรักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป

ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต

พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง

ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้น จะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว

เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดี ก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้

ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที

เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อยๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อยๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ

เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่าๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร ทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อๆ ไป

แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่อง ถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของพุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ

เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคย เปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย

เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย

เมื่อจิตค่อยๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว ก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเอง เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบ เมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ และคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อยๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ

บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้บริกรรมพุทโธ

๒. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่อมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไป มาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใดๆ ที่เกิดขึ้น เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เข้าใจกิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)

ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ

๓. อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)

ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖

๔. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดับไปเรื่อยๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ

คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด

๕. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามให้สติสังเกตดูที่ จิต ทำความสงบอยู่ใน จิต ไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจ พฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดมันออกไปจากจิตนี่เอง ไปหาปรุงหาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้

คำว่า แยกรูปถอด นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง

๖. เหตุต้องละ ผลต้องละ เมื่อเจริญจิตจน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






เราจงเอาแต่ส่วนดี ส่วนไม่ดี มีราคะ โทสะ
โมหะ นั่น ตัดมันออกไป ไล่มันออกไป อย่าให้
มันไปยึดไปถือ อย่าให้มันไปเป็นเจ้าเรือน
แล้วแม้นจะทำอะไรก็ดี จะพูดก็ดี จะคิดก็ดี
ขอให้มีสติอยู่ประจำ ครั้นมีสติแล้ว พูดก็
ไม่พลาด ทำอยู่ก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด
ให้พากันหัดทำสติ ให้สำเหนียก ให้แม่นยำ

พระพุทธเจ้าจึงว่า
“เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา
อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท”
ครั้นมีสติแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายก็เกิดขึ้น
ก็มีแต่ทำความดีทุกสิ่งทุกอย่าง รู้อย่างนี้แล้ว
ให้พากันหัดทำสติ มันผิดก็ให้รู้ เราจะพูด
ให้ระลึกได้เสียก่อน เราจะทำด้วยกายก็ให้
ระลึกได้เสียก่อน จะคิดก็ให้ระลึกได้เสียก่อน
...
หลวงปู่ขาว อนาลโย






เราจงเอาแต่ส่วนดี ส่วนไม่ดี มีราคะ โทสะ
โมหะ นั่น ตัดมันออกไป ไล่มันออกไป อย่าให้
มันไปยึดไปถือ อย่าให้มันไปเป็นเจ้าเรือน
แล้วแม้นจะทำอะไรก็ดี จะพูดก็ดี จะคิดก็ดี
ขอให้มีสติอยู่ประจำ ครั้นมีสติแล้ว พูดก็
ไม่พลาด ทำอยู่ก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด
ให้พากันหัดทำสติ ให้สำเหนียก ให้แม่นยำ

พระพุทธเจ้าจึงว่า
“เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา
อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท”
ครั้นมีสติแล้ว กุศลธรรมทั้งหลายก็เกิดขึ้น
ก็มีแต่ทำความดีทุกสิ่งทุกอย่าง รู้อย่างนี้แล้ว
ให้พากันหัดทำสติ มันผิดก็ให้รู้ เราจะพูด
ให้ระลึกได้เสียก่อน เราจะทำด้วยกายก็ให้
ระลึกได้เสียก่อน จะคิดก็ให้ระลึกได้เสียก่อน
...
หลวงปู่ขาว อนาลโย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 44 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร