วันเวลาปัจจุบัน 10 มิ.ย. 2026, 15:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 09:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5574


 ข้อมูลส่วนตัว


“..คนเราถ้ายอมรับความจริงตามหลักศาสนาที่สอนไว้ ตัวย่อมได้รับความเป็นธรรม คือตัวเย็น ผู้เกี่ยวข้องมากน้อยก็เย็น โลกร่มเย็นไม่ค่อยมีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิง เพื่อแข่งดิบแข่งดีกันให้เดือดร้อนไปทั้งสองฝ่าย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไฟไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครได้ครองความสุขดังใจหวัง เพราะเอาใจดวงกำลังเป็นไฟทั้งกอง เข้าไปเป็นหัวหน้าว่าความในกิจการในโรงในศาล ในเรื่องต่าง ๆ ไม่มีประมาณ ด้วยเหตุนี้แลคนเราจึงหาประมาณความทรงตัวได้ยาก อยู่ที่ไหนก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไม่เป็นสุข เพราะใจแบกกองไฟไว้กับตัวตลอดเวลา ไม่คิดจะปลงวางลงบ้าง พอได้หายใจไกลทุกข์ประสบสุขเสียบ้าง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"...สมาธิเป็นกิริยาของจิต เมื่อเรากำหนดจิต
สติรู้จิต จะบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ เราจะ
ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ชื่อว่าปฏิบัติสมาธิทั้งนั้น
ถ้านั่งขัดสมาธิมันลำบาก เก้าอี้นวมตัวใดที่
มันสบายๆ นั่งเลย ไม่ต้องไปกำหนดจิตไว้
ตรงไหน เอาสติตัวเดียว รู้จิตเอาไว้เฉยๆ
มันจะอยู่ที่ไหนก็ช่างมัน สติกับจิตนี่พยายาม
อย่าให้มันพรากจากกัน
ที่กำหนดสติ เอาจิตไว้ตรงนั้น เอาจิตไว้ตรงนี้
อันนี้เป็นสมาธิแบบบำเพ็ญฌานสมาบัติ แต่ก็
เป็นอุบายปฏิบัติเหมือนกัน ถ้าหากใครคล่อง
ตัวในการปฏิบัติอย่างนั้นก็เอามาใช้ก็ได้
พระพุทธเจ้าท่านก็อาศัยธรรมชาติ ลมหายใจ
เป็นธรรมชาติของกาย พระองค์ก็กำหนดสติ
รู้ลมหายใจ ช่วงใดที่จิตของพระองค์อยู่กับ
ลมหายใจ พระองค์ก็ปล่อยให้อยู่ ถ้ามันว่าง
พระองค์ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตคิด พระองค์ปล่อย
ให้คิด เพราะความคิดเป็นธรรมชาติของจิต
เพียงแต่มีสติประคับประคองรู้จิตของเราอยู่
ตลอดเวลา สมาธินี่เป็นหลักธรรมกลางๆ ไม่
ได้สังกัดในลัทธิและ ศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น..."

พระราชสังวรญาณ
(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)






เมื่อเห็นว่าการได้มาไม่อาจแยกจากการ
เสียไป ยศไม่อาจแยกจากการเสื่อมยศ
ความสุขไม่อาจแยกจากความทุกข์ และ
การสรรเสริญไม่อาจแยกจากการนินทา
เราจึงไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากจน
เกินไป เมื่อไม่หมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่มั่นคง
จิตก็จะมั่นคงขึ้น เมื่อเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ
เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย เราจึงไม่
ลิงโลดเมื่อสิ่งต่างๆ เป็นไปด้วยดี และไม่หดหู่
เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปดังใจ ไม่ใช่ว่าอุเบกขา
จะเกิดขึ้นพียงเพราะความตั้งใจ แต่ความ
เป็นกลางจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เมื่อสติและสมาธิมีปัญญากำกับ ...
...
ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร






ผู้มีความบากบั่นและจริงจังย่อมไม่ตกต่ำ อันนี้คือ หลักพระธรรมคำสอนผู้ที่บากบั่น เป็นผู้ขยันใช้ปัญญา ขยันในการงาน แต่อย่าไปขยันทำความชั่ว ใครขยันทำความชั่วฉิบหายมาก ขยันสิ่งไหนที่มันผิดกฎหมาย หรือว่ามันผิดศีลธรรม หรือว่าโลกทั้งโลกเขาไม่ยอมรับ เราขยันอันนั้นแปลว่าฉิบหาย แต่ขยันในทางที่ถูกต้อง ในทางที่เป็นธรรม สุจริตชน อันนั้นเมื่อเราขยันเข้าไปแล้ว ความขยันนั้นล่ะจะทำให้พวกเรามีแต่ความมั่งมีศรีสุข มีแต่ความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติก็จะเกิดขึ้นกับผู้หมั่นขยันในการหาทรัพย์ ในการเสาะแสวงหาทรัพย์

ในการเสาะแสวงหาธรรม ผู้ที่เสาะแสวงหาธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นผู้หมั่นขยัน หมั่นนั่งสมาธิ หมั่นเดินจงกรม หมั่นพิจารณากลั่นกรองไตร่ตรองเหตุและผลทั้งสมถะและวิปัสสนา ถ้าหากว่าพวกเราอยู่แต่ละวันไม่มีอนาคต อยู่แบบขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่สนใจ อยู่ ณ สถานที่ใด อยู่ในสถานะไหนก็มีแต่ความหายนะ มีแต่ความไม่เป็นมงคลในอนาคต

ผู้ที่บากบั่นจริงจังย่อมไม่ตกต่ำ คนที่มีปัญญาและก็ทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นธรรม สัมมาทิฏฐิ คนนั้นมีแต่ความเจริญ คำว่าตกต่ำไม่มี

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “คติธรรมก่อนฟังธรรม”




ผู้มีความบากบั่นและจริงจังย่อมไม่ตกต่ำ อันนี้คือ หลักพระธรรมคำสอนผู้ที่บากบั่น เป็นผู้ขยันใช้ปัญญา ขยันในการงาน แต่อย่าไปขยันทำความชั่ว ใครขยันทำความชั่วฉิบหายมาก ขยันสิ่งไหนที่มันผิดกฎหมาย หรือว่ามันผิดศีลธรรม หรือว่าโลกทั้งโลกเขาไม่ยอมรับ เราขยันอันนั้นแปลว่าฉิบหาย แต่ขยันในทางที่ถูกต้อง ในทางที่เป็นธรรม สุจริตชน อันนั้นเมื่อเราขยันเข้าไปแล้ว ความขยันนั้นล่ะจะทำให้พวกเรามีแต่ความมั่งมีศรีสุข มีแต่ความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติก็จะเกิดขึ้นกับผู้หมั่นขยันในการหาทรัพย์ ในการเสาะแสวงหาทรัพย์

ในการเสาะแสวงหาธรรม ผู้ที่เสาะแสวงหาธรรมก็เช่นเดียวกัน ต้องเป็นผู้หมั่นขยัน หมั่นนั่งสมาธิ หมั่นเดินจงกรม หมั่นพิจารณากลั่นกรองไตร่ตรองเหตุและผลทั้งสมถะและวิปัสสนา ถ้าหากว่าพวกเราอยู่แต่ละวันไม่มีอนาคต อยู่แบบขี้เกียจ ขี้คร้าน ไม่สนใจ อยู่ ณ สถานที่ใด อยู่ในสถานะไหนก็มีแต่ความหายนะ มีแต่ความไม่เป็นมงคลในอนาคต

ผู้ที่บากบั่นจริงจังย่อมไม่ตกต่ำ คนที่มีปัญญาและก็ทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นธรรม สัมมาทิฏฐิ คนนั้นมีแต่ความเจริญ คำว่าตกต่ำไม่มี

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “คติธรรมก่อนฟังธรรม”





“..คนเราถ้ายอมรับความจริงตามหลักศาสนาที่สอนไว้ ตัวย่อมได้รับความเป็นธรรม คือตัวเย็น ผู้เกี่ยวข้องมากน้อยก็เย็น โลกร่มเย็นไม่ค่อยมีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิง เพื่อแข่งดิบแข่งดีกันให้เดือดร้อนไปทั้งสองฝ่าย ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไฟไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครได้ครองความสุขดังใจหวัง เพราะเอาใจดวงกำลังเป็นไฟทั้งกอง เข้าไปเป็นหัวหน้าว่าความในกิจการในโรงในศาล ในเรื่องต่าง ๆ ไม่มีประมาณ ด้วยเหตุนี้แลคนเราจึงหาประมาณความทรงตัวได้ยาก อยู่ที่ไหนก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไม่เป็นสุข เพราะใจแบกกองไฟไว้กับตัวตลอดเวลา ไม่คิดจะปลงวางลงบ้าง พอได้หายใจไกลทุกข์ประสบสุขเสียบ้าง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






Thai /English
"...คนเรานี้น่ะ ต้องทำความดี ให้ได้ มรรค ผล นิพพาน
เพราะสัญชาตญาณมันเป็นขั้วบวก ขั้วลบ
ทำงานเพื่อตัวเพื่อตน มันเป็นขั้วบวก ขั้วลบ
มันบวกแล้ว ก็กลับมาลบอีก
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

มันเป็นการที่เดินไปข้างหน้า
แล้วก็ถอยกลับมาที่เดิม
เท่ากับไม่มีประโยชน์อะไร
ให้เข้าใจอย่างนี้แหละ ให้เข้าใจอย่างนี้
เห็นด้วยมั้ย เห็นด้วยมั้ย

เราทำความดีน่ะ ก็มีความสุข
ความดี จะมีความสุขเกิดขึ้น สุขตั้งอยู่ และสุขใหม่เกิดขึ้นมา
เพราะตำแหน่งมันคือตำแหน่งเดียว
ถ้าเราทำหน้าที่เพื่อหน้าที่
มันจะไม่เป็นขั้วบวก จะไม่เป็นขั้วลบ
เห็นด้วยมั้ย เห็นด้วยมั้ย
ต้องทำอย่างนี่แหละ

ถ้าทำความดีเพื่อความดีนี้ ก็ไม่มีปัญหา
ยิ่งคนที่อยู่ใกล้เรา ก็ยิ่งรักเรา
เพราะมันเป็นอย่างนั้น ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น
อยู่กันหลายวัน รู้กันว่าใครเป็นโจร ใครเป็นพระ

ถ้ามันเป็นความถูกต้อง มันจะไม่ใช่เก่าไป ใหม่มา
มันจะเป็นปฏิปทาที่ไปของมันเรื่อย ๆ
เป็นสติ เป็นสัมปชัญญะ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ

เราอย่าไปมองข้ามสิ่งที่มีอยู่
ความเคารพนี่ ไม่มองข้ามสิ่งที่มีอยู่
เมื่อมีความเคารพอย่างนี้
มันก็ยกเลิกวัฏสงสารนะ

เราได้ยศ ได้ตำแหน่ง ได้ตังค์นั่นน่ะ
มันก็ยังเป็นวัฏสงสาร
เราต้องได้ยศ ได้ตำแหน่ง ได้นิพพานด้วย

ลูกชายโยมน่ะ ต้องสอน ทำความเข้าใจให้ดี
เพราะทำความดีนี่ มันจะไม่เป็นขั้วบวก ขั้วลบ
รัฐบาลไหนขึ้นมาก็ไปเรื่อย ๆ

เรื่องคนอื่นดี คนอื่นชั่ว
เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
เราต้องเข้าใจอย่างนี้

เราอยู่กับภรรยาของเรานี่
เราไปมองเห็นคนอื่นไม่ได้
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

เราต้องเข้าใจอย่างนี้น่ะ
เราไปมองหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ มันไม่ได้
ให้เข้าใจอย่างนี้
ตัวตนนั่นน่ะ มันคือโปรแกรมเมอร์ที่ไม่ถูกต้อง

ประเทศเกาหลีเป็นประเทศดีที่สุดในโลกนะ

(...หลวงพ่อพูดกับคนเกาหลี…)

หน้าตางาม หล่อแล้ว ดีแล้ว
แต่ต้องให้มีนิพพานด้วย
เห็นด้วย เห็นด้วยมั้ย

เรามาอยู่กับหลวงพ่อ อบรมบ่มอินทรีย์
เอาเหมือนแม่… นี่ไม่ได้
นั่งอยู่อย่างนี้น่ะ (นั่งสมาธิแต่ตัวเอียงไปข้างหนึ่ง)
หลวงพ่อเห็นหลายวัน
จะรอนิพพานจนหมดเวลาตาย มันยังไม่แน่นะ
เอาปัจจุบันนี่ให้ร้อยเปอร์เซนต์น่ะ…"

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันอังคารที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๙


...People must do good in order to attain the Path, Fruition, and Nibbāna.
Because instinct operates in terms of positive and negative. When we work for ourselves, for our own benefit, it becomes positive and negative. It goes positive, and then it comes back negative again. Do you agree?

It is like walking forward and then stepping back to the same place. There is no real benefit in that. We must understand it this way. Understand it like this. Do you agree? Do you agree?

When we do good, happiness arises. Goodness brings about happiness; happiness arises, remains, and fresh happiness arises again. This is because it is the same position.

If we perform our duty simply for the sake of the duty, it will not become positive, and it will not become negative. Do you agree? Do you agree? This is how we must practise.

If we do good for the sake of goodness itself, there will be no problems. The people who are close to us will love us even more. That is just how it is. That is the nature of things. When people live together for many days, they come to know who is a thief and who is a monk.

If something is correct, it is not a matter of the old going and the new coming. It becomes a way of practice that continues on its own, becoming mindfulness and clear comprehension. We must know and understand this.

Do not overlook what is already here. Respect means not overlooking what is already present. When there is this kind of respect, it brings an end to saṃsāra.

When we gain status, position, or money, that is still saṃsāra. We must gain status, gain position, and gain Nibbāna as well.

Your son must be taught and made to understand this properly. Doing good will not become positive and negative. Whichever government comes into power, it simply goes on its way.

Whether other people are good or bad is their matter, not ours. We must understand this.

When we are living with our own wife, we cannot be looking at someone else. Do you agree? Do you agree?

We must understand it this way. We cannot go searching for something that is not there. Understand it like this. The sense of self is a programmer that is not correct.

Korea is the best country in the world.

(Luang Phor was speaking to the Korean visitors.)

You are beautiful, handsome, and good already. But you must have Nibbāna as well. Do you agree? Do you agree?

When you come to stay with Luang Phor, you come to train and cultivate your spiritual faculties. You cannot simply do as this mother does.

Sitting there like this
(—someone sitting in meditation while leaning to one side—)
I have been watching for many days. You may sit waiting for Nibbāna until the end of your life, and it is still not certain.

Give one hundred percent to the present moment. ...

Luang Phor Gunhah Sukhakamo
Wat Pah Subthawee Dhammaram
Tuesday, 9 June 2026

#ใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#LuangPhorGunhah_Sukhakamo
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
#JaideeJaisabaai #WatSubthawee
#DekWatJournal





" ไม่ว่าเดือนที่แล้วจะเจออะไรกันมาหนักหนาสาหัสขนาดไหน วันนี้มาเริ่มต้นเดือนใหม่ให้เบากาย เบาใจกันนะโยมมีพัดเศร้า พัดออก อย่ารอให้ใครพัดเรา พักเศร้าๆ ออกไป เราพัดดีๆ เข้ามาดึงสิ่งดีๆ เข้าหาตัวปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดีให้สิ่งดีๆ พัดเข้าหาตัวแต่เราจะพยายามสร้างเกรดดี "

พระศักดา สุนฺทโร





"...สมาธิเป็นกิริยาของจิต เมื่อเรากำหนดจิต
สติรู้จิต จะบริกรรมภาวนาอะไรก็ได้ เราจะ
ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ชื่อว่าปฏิบัติสมาธิทั้งนั้น
ถ้านั่งขัดสมาธิมันลำบาก เก้าอี้นวมตัวใดที่
มันสบายๆ นั่งเลย ไม่ต้องไปกำหนดจิตไว้
ตรงไหน เอาสติตัวเดียว รู้จิตเอาไว้เฉยๆ
มันจะอยู่ที่ไหนก็ช่างมัน สติกับจิตนี่พยายาม
อย่าให้มันพรากจากกัน
ที่กำหนดสติ เอาจิตไว้ตรงนั้น เอาจิตไว้ตรงนี้
อันนี้เป็นสมาธิแบบบำเพ็ญฌานสมาบัติ แต่ก็
เป็นอุบายปฏิบัติเหมือนกัน ถ้าหากใครคล่อง
ตัวในการปฏิบัติอย่างนั้นก็เอามาใช้ก็ได้
พระพุทธเจ้าท่านก็อาศัยธรรมชาติ ลมหายใจ
เป็นธรรมชาติของกาย พระองค์ก็กำหนดสติ
รู้ลมหายใจ ช่วงใดที่จิตของพระองค์อยู่กับ
ลมหายใจ พระองค์ก็ปล่อยให้อยู่ ถ้ามันว่าง
พระองค์ปล่อยให้ว่าง ถ้าจิตคิด พระองค์ปล่อย
ให้คิด เพราะความคิดเป็นธรรมชาติของจิต
เพียงแต่มีสติประคับประคองรู้จิตของเราอยู่
ตลอดเวลา สมาธินี่เป็นหลักธรรมกลางๆ ไม่
ได้สังกัดในลัทธิและ ศาสนา ใดๆ ทั้งสิ้น..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






"...ลัทธิใหม่ ๆ แปลก ๆ เริ่มผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ แอบอ้างเอาชื่อเสียงของพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับลัทธิของเขา เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มน้ำหนักในการถ่วงดึงเอาคนไปเป็นบริษัทบริวาร ชาวพุทธเราผู้ที่เชื่อง่ายงมงาย ขาดปัญญา จึงตกเป็นเหยื่อของลัทธิเหล่านั้น ถูกเขาลากจูงไปได้อย่างง่าย ๆ สะบาย ๆ จึงนับวันพากันเหินห่าง ไกลออกจากอริยะสัจธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงเมตตาตรัสสอนไว้ พากันหลงทางไปกับลัทธิความเชื่อต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมากในยุคสมัยนี้ ส่วนผู้ที่มีปัญญาดีมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงในพระพุทธศาสนานั้นเริ่มจะหายาก ผู้คนนับวันจะเริ่มเห็นกงจักรเป็นดอกบัว พวกคนดีมีศีลธรรมจริง ๆ จะถูกประณามหยามเหยียดถูกเบียดเบียนกลั่นแกล้ง พวกคนหน้าไว้หลังหลอกจิตใจโหดร้ายต่ำช้าเลวทรามจะสร้างภาพความดีหลอกลวงคน แล้วคนก็จะหลงเชื่อ หลงนับถือ คนทั้งหลายก็จะพากันยกย่องเชิดชูพวกเหล่านั้น..."

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
คติธรรมโอวาท พระธรรมรัตน์ ปิยธัมโม
(9 มิถุนายน 2566)






"การทำบุญ" ไม่ใช่การลงทุน
เพื่อหวังผลกำไร ไม่ใช่จ่ายเงินร้อยเพื่อเอาสวรรค์ล้านบาท

แต่การทำบุญคือการสละความโลภ ความตระหนี่ออกจากใจ

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
(พระพรหมมังคลาจารย์)





หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
หลวงปู่ดูลย์ท่านบอก
จิตเห็นจิตแจ่มแจ้งเป็นมรรค
จิตเห็นจิต จิตรู้จิต
ไม่ใช่จิตรู้จิตแล้วไปรู้นอกจิต...ไม่ใช่นะ
ต้องรู้ภายในจิตอย่างเดียว
เพราะจิตจะรู้เฉพาะสิ่งที่ปล่อยทุกอย่าง
จิตรู้ว่าปล่อย...นั้นคือจิต
แต่รู้แล้วไม่ปล่อย....นั้นไมใช่จิต
เราต้องค้นไปหาจิตให้เจอ แล้วเราจะเข้าใจความจริง
เทศนาโปรดญาติโยมที่บ้านคุณมนตรี จตุรภัทร วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖






“พุทโธมี ๔ จำพวก
๑.พุทโธพระพุทธเจ้าเลิศเลอ
๒.พุทโธพระปัจเจกเลิศเลอ
๓.พุทโธพระอรหันต์เลิศเลอ หมดสามพุทโธนี้
๔.พุทโธนี้พุทโธปลอม ฉันรักเธอฉันด่าเธอนี้ปลอม
รีบเอาพุทโธพระพุทธเจ้ามหาคุณมาล้างทุกวันไม่ต้องเสียเงิน
ไม่ต้องไปยืมพ่อ ไม่ต้องไปยืมแม่
ไม่ต้องไปยืมธนาคาร ไม่ต้องไปยืมผัวยืมเมียเท่านี้
ใครเอาได้ดีหมด เท่านี้ไม่มีอะไร“

หลวงปู่ทุย ฉันทกาโร






" ใครๆ ในโลกนี้ก็เหมือนกัน
ถ้าหากเห็นว่าโลภ โกรธ หลง
มันเป็นของอร่อยอยู่มันก็ลดละไม่ได้
มันต้องไปสังเวยเป็นอาหารของกิเลสต่อไป
เรื่องความวู่วามโผงผางนี้
พระบรมศาสดากล่าวว่า เป็นตามนิสัยก็มี
เพราะบางคนอุปมาเหมือนน้ำใสกลางขุ่นขอบ
คือมารยาทไม่งามพูดจาโผงผาง
แต่จิตใจเป็นธรรมอยู่
บางคนเหมือนน้ำใสทั้งขอบทั้งกลาง
หมายความว่า จิตใจก็เป็นธรรม มารยาทก็เป็นธรรม
ส่วนบางคนที่เหมือนน้ำขุ่นทั้งกลางทั้งขอบ
ก็หมายความว่าจิตใจก็ไม่เป็นธรรม
คำพูดก็ไม่เป็นธรรม "

โอวาทธรรม
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต




อยู่เพื่อพัฒนากรรม ไม่ใช่อยู่เพื่อใช้กรรม
...
กรรมเก่า (ในอดีต) เป็นอันผ่านไปแล้ว
เราทำไม่ได้ แต่เราควรรู้ เพื่อเอาความรู้จัก
มันนั้น มาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุง
กรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น

กรรมใหม่ (ในปัจจุบัน) คือกรรมที่เราทำได้
และจะต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด ตรงนี้เป็น
จุดสำคัญ

กรรมข้างหน้า (ในอนาคต) เรายังทำไม่ได้
แต่เราสามารถเตรียมหรือวางแผนเพื่อจะ
ไปทำกรรมที่ดีที่สุด ด้วยการทำกรรมปัจจุบัน
ที่จะพัฒนาเราให้ดีงามและงอกงามยิ่งขึ้น
จนกระทั่งเมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะสามารถ
ทำกรรมที่ดีสูงขึ้นไปตามลำดับ
จนถึงขั้นเป็นกุศลอย่างเยี่ยมยอด
...
หนังสือ : เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม
หน้า ๑๑๔ โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(ป. อ. ปยุตฺโต)




“ถ้าอยากเห็นธรรมประเสริฐ ดังที่พระพุทธเจ้า
ทรงรู้ทรงเห็น และสาวกทั้งหลายท่านรู้
ท่านเห็น และได้นำธรรมนั้นมาสั่งสอนพวกเรา
จงพยายามตักตวงแต่บัดนี้ ด้วยความเข้มข้น
ทางความเพียร คำว่าประเสริฐๆ นั้น
ท่านประเสริฐเพราะธรรมไม่ใช่ธาตุใช่ขันธ์
ประเสริฐ ไม่ใช่จิตที่เต็มไปด้วยกิเลสนี้
ประเสริฐ แต่เป็นจิตที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลส
อาสวะ ซึ่งเป็นสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลาย
หาคุณค่าไม่ได้นี้ต่างหาก จึงเป็นผู้วิเศษขึ้นมา
เป็นผู้ประเสริฐขึ้นมา เป็นใจประเสริฐขึ้นมา”
...
โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด)
จังหวัดอุดรธานี




“..พระพุทธเจ้าจึงยังมีอยู่ ยังเมตตากรุณาสัตว์ทั้งหลาย ยังช่วยมนุษย์สัตว์ทั้งหลายอยู่ ถ้ามนุษย์ผู้ใดมีความประพฤติปฏิบัติดี จงรักภักดี พระพุทธเจ้า ต่อพระธรรม ผู้นั้นก็จะมีคุณงามความดีอยู่ตลอดทุกวันฉะนั้น ถ้าเรามีปัญญา ก็จะเห็นได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างพระพุทธเจ้าเลย เดี๋ยวนี้เราก็ยังนั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าเราเข้าใจธรรมะเมื่อใด เราก็เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอแล้ว ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน อยู่ ณ ที่ใด ผู้นั้นย่อมได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)




#โอวาทธรรม
#หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน

โอวาทธรรมหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

"มนุษย์อยู่ด้วยกันที่มีคุณค่า คือความให้อภัยกัน ความไม่ถือสีถือสากันอย่างง่ายดาย นี่สำคัญความเมตตาสงสารเห็นใจเขาใจเรา แล้วก็อยู่ด้วยกันเป็นผาสุก"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 100 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร