วันเวลาปัจจุบัน 15 เม.ย. 2021, 11:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2021, 00:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ย. 2020, 01:15
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue :b8:
วันนี้มีคำถาม
ก่อนอื่นจะขอพูดถึงสภาวะการปฏิบัติที่ส่วนตัวเรียกว่าเหมือนตนเองพายเรือวนอยู่ในอ่างหาทางออกไม่เจอ
คือถ้ามีเวลาเก็บตัวตั้งใจปฏิบัติจริงจัง..เช่น
:b3: เล่าย่อๆ :b9:
เริ่มต้นจากการตามรู้ลมหายใจ และสภาวะอะไรเกิดขึ้นแทรกก็จะคอยตามรู้ไป จะง่วงจะหลับจะเจ็บจะปวด++++++
ก็จะพยายามตามรู้ไปแล้วสลับกลับมารู้ลมหายใจ
จนจิตเริ่มมีความตั้งมั่นขึ้น.......
การตามรู้และภาวนาก็จะเริ่มเป็นไปของมันเองแบบสบายๆก็จะเริ่มเห็นความดับไป..........
คือในขณะที่กำลัง"รู้ๆอยู่"อะไรจะเกิดขึ้นก็เห็นแต่ความดับไปๆๆๆหรือเห็นแต่ความเกิดขึ้นๆๆๆ
:b24: จนเริ่มเห็นว่ารู้อันหนึ่งดับไปรู้อีกอันเกิดซ้อนขึ้นมาใหม่ทันที
:b41: :b41: :b41:
มาถึงตรงนี้จิตจะมีความสงบขึ้นมาก นั่งหลับตาแต่เหมือนสภาวะภายในสว่างไสวกว้างไกล
นั่งได้นาน3-4ชม.แต่ยังมีความรู้สึกต่างๆหมุุนเวียนเข้ามาให้รับรู้สึกอยู่เนื่องๆ เป็นการรับรู้ที่เหมือนรู้แล้วไม่ไปคลุกเคล้าอยู่กับสิ่งใด รู้แล้วละรู้แล้ววาง
จากที่คอยพยายามตามรู้ก็เหมือนแยกออกมา
เห็นว่ามันตามรู้ของมันเอง เป็นเอง
จิตสงบ,จิตสบาย,เข้าไปนิ่งเงียบ,เข้าไปนิ่งอยู่กับแสงสว่างจ้า,กายเบา,กายลอยฯลฯ
ยังมีความคิด,มีเจ็บ,มีปวด,ยังรับรู้เสียงจากภายนอกฯลฯ
สรุปคือยังมีความรู้ตัว บ้างรู้กายคือร่างกายและสภาพแวดล้อมภายนอก
และรู้ใจคือสภาพที่เกิดขึ้นภายในหมุุนเวียนสลับกันไป...
:b9: แต่ที่เกิดขึ้นภายในนี้มีเป็น2แบบๆที่เรารู้อาการของใจปกติ
และแบบที่เป็นลักษณะที่เหมือนโลกทั้งใบขาดหายไป
คือ เหมือนทุกอย่างหลุดออกไป
ในขณะนั้นเราไม่มี-ไม่มีเรา
เหลือแต่เพียงสภาพธรรมล้วนๆที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป
เป็นสภาพที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีความเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งก็มีแต่ความดับไปสิ้นไปทุกขณะเท่านั้น
ไม่มีอะไรให้ไปยึดมั่นหมายมั่นได้เลย


:b43: คำถาม:
ที่เล่าไปจะเป็นสภาวะที่เจอจนชิน เหมือนจำทางเดินได้ ถ้ามีเวลาปฏิบัติก็จะรวบรวมกำลังมาถึงจุดนี้ได้ง่าย
จุดที่จิตมีความตั้งมั่นเป็นผู้ดูผู้รู้ของมันอัตโนมัติ
แต่ก็จะวนเวียนแบบนี้จึงว่าการปฏิบัติของตนเองเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง หาทางออกอยู่
**คำถาม1.ก็คงเป็นการขอความรู้ในภาพรวมของการปฏิบัติลักษณะนี้ รวมไปถึงคำแนะนำชี้้แนะอื่นๆด้วย :b8:
**คำถาม2.ตามที่เล่าไป..ที่โดยรวมก็คือเมื่อจิตตั้งมั่นจนเป็นผู้ดูผู้รู้อัตโนมัติแล้ว เมื่อทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้นก็จะมีอีกสภาวะหนึ่งสลับเข้ามาคือ เมื่อตามดูตามรู้กันไป ก็จะมีจุดที่ผู้ดูผู้รู้ดับหายไปหมด น่าจะสักพักก็จะออกมารู้สึกตัว
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? คืออะไร?
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2021, 16:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


สมถภาวนา มุ่งให้จิตสงบไปตามลำดับ

โดยการเพ่งอารมณ์พิเศษ อย่างใดอย่างหนึ่งใน 40 อย่าง

เช่น ลมหายใจ

เหมือนวนอยู่ในอ่าง เพราะปัญญาตามไม่ทัน

ต้องกลับมาที่จุดมุ่งหมายของอานาปานสติ

ความสงบไปตามลำดับ

ตั้งแต่ อุปจารฌาน
ปฐมฌาน
ทุติยฌาน
ตติยฌาน
จตุตถฌาน

นี่คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ขั้นสมถะ

รู้จักลมออก ลมเข้า ออกยาว เข้ายาว
ออกสั้น เข้าสั้น
รู้จักกายสังขาร ว่าลมหายเป็นกายสังขารสามารถปรุงแต่งกายได้ให้หยาบให้ละเอียดได้
ลมหายใจเป็นสิ่งที่เบา กายเบา ใจเบา ละเอียดเข้า ปิติสุขก็เกิด ละเอียดเข้าไปก็แนบนิ่ง ได้เอกัคตาจิต ได้ปฐมฌาน

แต่วิตกวิจารเป็นสิ่งหยาบ ไม่เที่ยง ให้ถือเอาปิติ ทำปิติให้เป็นประธาน จิตก็จะเบาขึ้นเพราะละวิตกวิจารที่เป็นของหนัก ปิติก็จะเด่นขึ้น ฟูขึ้น จิตจะผ่องใส เพราะปิติทำให้จิตผ่องใส เบิกบานเหมือนดอกบัวที่บาน แนบนิ่ง ตรงนี้บรรลุทุติยฌาน

แต่ปิติก็ยังหยาบอยู่มาก วางเฉยมากขึ้น ปิติก็จะค่อยๆ จางไป สงบขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเหลือแต่สุขชุ่มเย็น ใจก็เสวยแต่สุข เบาขึ้นเพราะปิติเป็นของหนัก บรรละตติยฌาน

แต่สุขนั้นก็ยังหยาบ เป็นของหนักอยู่ ก็จะเริ่มวางเฉยมากขึ้น สุขก็จะเริ่มบางลงๆ จนหมดไป วางเฉยในสุข ในทุกข์ที่เกิดจากลมหายใจทั้งหมด จิตก็จะแนบแน่นที่สุด ลมหายใจไม่ปรากฎ หมดไปบางครั้งร่างกายก็จะเกร็งแข็ง ให้วางเฉยเสียทำใจให้เหมือนแผ่นดินที่ไม่ว่าผู้คนจะทิ้งอะไรลงมาก็เฉย วางเฉยในทุกสิ่ง สติก็จะบริสุทธิ์ แนบแน่น เฉย สงบกว่าตติยฌานมาก ไพบูลย์กว่า สะอาดบริสุทธิ์กว่ามาก สงบกว่ามาก ตรงนี้บรรลุจตุตถฌาน แต่รักษาไม่ง่ายเลยมักตกได้ง่าย บางครั้งก็เข้ายากเพราะมักติดสุข



นี้ขึ้นสมถะ ถ้าเราจับจุดถูกว่าตอนนี้ความสงบขั้นไหนแล้ว จะไม่หลงทาง กำหนดองค์ฌานให้ได้ นิมิตอย่างอื่นให้ปล่อยวางเสีย สงบไปตามลำดับอย่างเดียว ขัั้นต่อไปก็ทำให้เกิดวสีคือความชำนาญ

อานาปานสติพระพุทธเจ้าแสดงไว้ 16 ขั้นพร้อมสมถะและวิปัสสนา มีคุณมาก แต่ลมเป็นสิ่งละเอียด บางท่านอาจเหมาะเพ่งสิ่งที่หยาบกว่า เช่น กสิณ


ดังนี้
๑. เมื่อหายใจเข้า-ออกยาว ก็รู้ว่า เราหายใจเข้า-ออกยาว
๒. เมื่อหายใจเข้า-ออกสั้น ก็รู้ว่า เราหายใจเข้า-ออกสั้น
๓. กำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า-ออก
๔. ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจเข้า-ออก

๕. กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า-ออก
๖. กำหนดรู้สุข หายใจเข้า-ออก
๗. กำหนดรู้สังขาร หายใจเข้า-ออก
๘. ทำจิตสังขารให้ระงับ หายใจเข้า-ออก

๙. กำหนดรู้จิต หายใจเข้า-ออก
๑๐. ทำจิตให้ปราโมทย์ หายใจเข้า-ออก
๑๑. ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า-ออก
๑๒. ทำจิตให้คลาย หายใจเข้า-ออก

๑๓. ตามเห็นอนิจจัง - ความไม่เที่ยง หายใจเข้า-ออก
๑๔. ตามเห็นวิราคะ - ความจางคลาย (คลายติด) หายใจเข้า-ออก
๑๕. ตามเห็นนิโรธ - ความดับโดยไม่มีเหลือ (ดับสนิท) หายใจเข้า-ออก
๑๖. ตามเป็นปฏินิสสัคคะ - ความสละคืน (ปล่อยวาง) หายใจเข้า-ออก


เจริญพร

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2021, 17:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


**คำถาม2.ตามที่เล่าไป..ที่โดยรวมก็คือเมื่อจิตตั้งมั่นจนเป็นผู้ดูผู้รู้อัตโนมัติแล้ว เมื่อทุกอย่างดำเนินไปแบบนั้นก็จะมีอีกสภาวะหนึ่งสลับเข้ามาคือ เมื่อตามดูตามรู้กันไป ก็จะมีจุดที่ผู้ดูผู้รู้ดับหายไปหมด น่าจะสักพักก็จะออกมารู้สึกตัว
ทำไมถึงเป็นแบบนี้? คืออะไร?
:b8:


ผู้รู้ดับหายไปหมดแบบไหนหนอ

ผู้รู้ที่หมายถึงจิต ดับมีสองกรณี คือ กรณีที่ดับด้วยอำนาจฌานอย่างพวกอสัญญีสัตว์ ที่เห็นโทษของนาม กับผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติ (ตามตำราท่านว่าไว้) นอกจากนี้ไม่มีจิตดับหายไปแบบนั้นไม่มี จิตเกิดดับสืบต่อกันตลอด

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2021, 22:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ย. 2020, 01:15
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สาธุๆๆ...ขอบคุณที่มาให้ความรู้และร่วมสนทนาค่ะ
:b41: :b41: :b41: :b41:


Kiss ผู้รู้ดับหายไปหมดแบบไหนหนอ
ผู้รู้ดับหายไปหมด คือหายไปเลยไม่เหลือผู้รู้ค่ะ
ตอนที่จะดับไปไม่รู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อคลายออกมารู้ตัวอีกครั้งขณะนั้นจึงรู้ตามได้
จิตก็จะตามดูตามรู้สภาพการทำงานของจิตภายในต่อไป ก็จะมีการดับผู้รู้คั่นไปอยู่เนื่องๆค่ะ
แต่ในขั้นตอนที่จะเห็นผู้รู้เขาดับไปจะเป็นช่วงท้ายๆที่จิตจะต้องมีความสงบมาก
แม้แต่ออกจากการนั่งสมาธิ
ยืนเดินนั่งนอนปกติจิตจะมีความดื่มดำนิ่งสงบมาก
ช่วงนั้นจะรู้สึกแม้รูปกายก็ไม่เป็นรูปร่างกายแต่เป็นฐานกายที่ขยายออกไปกว้างไม่มีขอบเขตค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ม.ค. 2021, 23:50 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ย. 2020, 01:15
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรณีที่ดับด้วยอำนาจฌานอย่างพวกอสัญญีสัตว์ ที่เห็นโทษของนาม

s007 ขอถามในกรณีดับด้วยอำนาจฌานอย่างพวกอสัญญีสัตว์ที่เห็นโทษของนาม
กับในกรณี "ผู้รู้ดับ"ที่บอกไป มันคงไม่ใช่ลักษณะ
ที่จะเป็นไปอย่างนั้นใช่ใหมคะ???? :b9:
เพราะที่เล่าไปเป็นลักษณะที่เราตามรู้เห็นรูปนามมีความเกิด-ดับตั้งแต่ต้น
ได้เห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
ได้เห็นแต่ความเสื่อมความสิ้นไปทุกขณะ
ได้เห็นไตรลักษณ์ก็น่าจะอยู่ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ได้เห็นจนสภาพจิตตอนนั้นมันทอดถอนใจอยู่เนืองๆ(ตรงนี้เข้าใจว่าคือลักษณะจิตที่เบื่อหน่ายค่ะ)
สิ่งที่ทำก็คือตามรู้ตามเห็นอยู่อย่างนี้ จนผู้รู้ก็ดับไปในระหว่างนั้น
ตอนจะไปจะไม่รู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อกลับมารู้ตัวอีกครั้งจึงรู้ว่าผู้รู้เขาเพิ่งดับไป
:b3:
ส่วนนิโรธสมาบัติ ถ้าเข้าใจไม่ผิดตามตำราที่ว่าเข้าได้ในพระอนาคามีกับพระอรหันต์ อันนั้นยังไม่ถึงค่ะ :b3:
:b8: เรื่องผู้รู้ดับ..ยังจะพอเป็นไปได้เพราะอะไรอีกใหมคะ??


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2021, 12:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


กลาง เขียน:
:b8: สาธุๆๆ...ขอบคุณที่มาให้ความรู้และร่วมสนทนาค่ะ
:b41: :b41: :b41: :b41:


Kiss ผู้รู้ดับหายไปหมดแบบไหนหนอ
ผู้รู้ดับหายไปหมด คือหายไปเลยไม่เหลือผู้รู้ค่ะ
ตอนที่จะดับไปไม่รู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อคลายออกมารู้ตัวอีกครั้งขณะนั้นจึงรู้ตามได้
จิตก็จะตามดูตามรู้สภาพการทำงานของจิตภายในต่อไป ก็จะมีการดับผู้รู้คั่นไปอยู่เนื่องๆค่ะ
แต่ในขั้นตอนที่จะเห็นผู้รู้เขาดับไปจะเป็นช่วงท้ายๆที่จิตจะต้องมีความสงบมาก
แม้แต่ออกจากการนั่งสมาธิ
ยืนเดินนั่งนอนปกติจิตจะมีความดื่มดำนิ่งสงบมาก
ช่วงนั้นจะรู้สึกแม้รูปกายก็ไม่เป็นรูปร่างกายแต่เป็นฐานกายที่ขยายออกไปกว้างไม่มีขอบเขตค่ะ


อ่านๆไปคล้ายๆ การเข้าจตุตถฌาน ของอสัญญีสัตว์มากเลยครับ ผมว่าใช่เลยแหละอาจไม่รู้สึกตัวนานเป็นชั่วโมงพอถอนสมาธิออกมาจึงระลึกได้ สติอ่อน ต้องเพิ่มสติสัมปชัญญะ

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


แก้ไขล่าสุดโดย ปฤษฎี เมื่อ 05 ม.ค. 2021, 12:15, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2021, 12:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


กลาง เขียน:
กรณีที่ดับด้วยอำนาจฌานอย่างพวกอสัญญีสัตว์ ที่เห็นโทษของนาม

s007 ขอถามในกรณีดับด้วยอำนาจฌานอย่างพวกอสัญญีสัตว์ที่เห็นโทษของนาม
กับในกรณี "ผู้รู้ดับ"ที่บอกไป มันคงไม่ใช่ลักษณะ
ที่จะเป็นไปอย่างนั้นใช่ใหมคะ???? :b9:
เพราะที่เล่าไปเป็นลักษณะที่เราตามรู้เห็นรูปนามมีความเกิด-ดับตั้งแต่ต้น
ได้เห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป
ได้เห็นแต่ความเสื่อมความสิ้นไปทุกขณะ
ได้เห็นไตรลักษณ์ก็น่าจะอยู่ในทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ได้เห็นจนสภาพจิตตอนนั้นมันทอดถอนใจอยู่เนืองๆ(ตรงนี้เข้าใจว่าคือลักษณะจิตที่เบื่อหน่ายค่ะ)
สิ่งที่ทำก็คือตามรู้ตามเห็นอยู่อย่างนี้ จนผู้รู้ก็ดับไปในระหว่างนั้น
ตอนจะไปจะไม่รู้ จะรู้ก็ต่อเมื่อกลับมารู้ตัวอีกครั้งจึงรู้ว่าผู้รู้เขาเพิ่งดับไป
:b3:
ส่วนนิโรธสมาบัติ ถ้าเข้าใจไม่ผิดตามตำราที่ว่าเข้าได้ในพระอนาคามีกับพระอรหันต์ อันนั้นยังไม่ถึงค่ะ :b3:
:b8: เรื่องผู้รู้ดับ..ยังจะพอเป็นไปได้เพราะอะไรอีกใหมคะ??


ในขณะแห่งวิปัสสนาญาณ ก็ไม่มีที่จิตจะหายไปเฉยๆได้เลย

ยกเว้นหลับครับ จิตตกจากวิถี เกิดภวังคจิตขึ้น สติอ่อนกำลัง

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2021, 12:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 พ.ย. 2020, 01:15
โพสต์: 7

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
ไม่น่าจะหายไปเป็นชั่วโมงค่ะ น่าจะแค่สักพักเดียว
แต่เป็นความรู้สึกที่เมื่อกลับมารู้ตามได้...ก็จะรู้ว่าเมื่อกี้ผู้รู้เขาดับหายไปแน่นอนชัดเจน
ช่วงที่เกิดขึ้นได้ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่จิตต้องมีความสงบมาก แต่ภายในยังมีสิ่งให้รู้และถูกรู้มากมายเกิดดับ
ในรูปนามขันธ์5 ที่เข้าใจว่าตอนนั้นเหมือนได้เห็นกระบวนการที่มันทำงานของมันเองอัตโนมัติไปเรื่อยๆ
**อันนี้เข้าใจเอาเองนะคะ ไปเข้ากรรมฐานแต่ละครั้งก็เหมือนได้ไปอาศัยสถานที่สัปปายะไม่ได้มีครูบาอาจารย์ให้สอบถามโดยตรง ผิดพลาดประการใดชีแนะด้วยค่ะ


ส่วนในเรื่องว่าหลับ ช่วงเริ่มต้นมีง่วง,เคลิ้ม,หลับ ความรู้สึกตัวจะขาดช่วงขาดตอนไปบ้างก็พอเข้าใจ
ซึ่งจะคนละอาการค่ะ
หรือบางทีจิตเขานิ่งเงียบไปเป็นพักจนเหมือนไม่รับรู้เหมือนไม่มีอะไรเหมือนขาดช่วงไปตรงนี้ก็พอเข้าใจได้
ซึ่งก็คนละอาการอีก
:b9: :b9: :b9:
ตอนนี้อยากรู้ว่าคืออาการอะไรมากเลยค่ะ
:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2021, 13:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.พ. 2011, 19:56
โพสต์: 1787


 ข้อมูลส่วนตัว


ลองถามท่านอื่นดูนะครับ ถ้าถามผม ผมว่า สติอ่อนกำลัง

.....................................................
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาเหนือบุคคลใดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ม.ค. 2021, 08:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6103


 ข้อมูลส่วนตัว


กลาง เขียน:
:b8:
ไม่น่าจะหายไปเป็นชั่วโมงค่ะ น่าจะแค่สักพักเดียว
แต่เป็นความรู้สึกที่เมื่อกลับมารู้ตามได้...ก็จะรู้ว่าเมื่อกี้ผู้รู้เขาดับหายไปแน่นอนชัดเจน
ช่วงที่เกิดขึ้นได้ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่จิตต้องมีความสงบมาก แต่ภายในยังมีสิ่งให้รู้และถูกรู้มากมายเกิดดับ
ในรูปนามขันธ์5 ที่เข้าใจว่าตอนนั้นเหมือนได้เห็นกระบวนการที่มันทำงานของมันเองอัตโนมัติไปเรื่อยๆ
**อันนี้เข้าใจเอาเองนะคะ ไปเข้ากรรมฐานแต่ละครั้งก็เหมือนได้ไปอาศัยสถานที่สัปปายะไม่ได้มีครูบาอาจารย์ให้สอบถามโดยตรง ผิดพลาดประการใดชีแนะด้วยค่ะ


ส่วนในเรื่องว่าหลับ ช่วงเริ่มต้นมีง่วง,เคลิ้ม,หลับ ความรู้สึกตัวจะขาดช่วงขาดตอนไปบ้างก็พอเข้าใจ
ซึ่งจะคนละอาการค่ะ
หรือบางทีจิตเขานิ่งเงียบไปเป็นพักจนเหมือนไม่รับรู้เหมือนไม่มีอะไรเหมือนขาดช่วงไปตรงนี้ก็พอเข้าใจได้
ซึ่งก็คนละอาการอีก
:b9: :b9: :b9:
ตอนนี้อยากรู้ว่าคืออาการอะไรมากเลยค่ะ
:b8:


คุณกลาง ถ้าคุณเข้าใจเรื่องวิถีจิต คุณรู้ได้เองเลยว่า จิตไม่ได้หายไปไหน ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจมันยากตรงที่คุณไม่ได้ศึกษาเรื่องวิจิต อธิบายไปมันก็นึกตามไม่ออก แล้วมันก็จะคิดไปต่างๆ นาๆ ตามความเข้าของตนเองแล้วมันก็ไม่ได้ความจริงสักที ดังนั้นการที่จะรู้ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นต้องอาศัยการศึกษาจากคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง เดี๋ยวนี้การสอนทางไลน์มีมาก สนใจ@ไลน์มาจะเชิญเข้าห้องเรียนครับ มีหนังสือแจกฟรีประกอบการเรียน

#ลงชื่อสมัครเรียน พระอภิธรรมออนไลน์
#ติดต่อ โดเรม่อน T.086-2781753
หรือ
#ไลน์ID 0862781753
#กดเพื่อสมัครเข้าห้องเรียน
https://line.me/ti/p/FSDJHt65qA

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2021, 10:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7422

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
โอกาสที่จะได้เกิดมาเป็นคนอีกยากนะคะ
เกิดมาพบคำสอนแล้วที่เคยทำมาก่อนให้หยุดเอาไว้ก่อน
เริ่มศึกษาเพื่อเข้าใจถูกจึงรู้ว่าความจริงไม่ต้องทำไม่มีใครคิดเองได้
เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงที่กำลังมีทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่มีตามปกติเป็นปกติที่ไม่มีตัวตนค่ะ
ทรงแสดงให้ทราบว่าที่กำลังมีคือมีจิตค่ะและจิตเกิดดับทีละ1ดวงจิตซึ่งปัจจุบันดับไปถึงแสนล้านดวงจิตแล้ว
ทั้งแสนล้านดวงจิตที่ดับไปแล้วตะกี้นี้คือมีกิเลสอวิชชาคือไม่รู้ความจริงทั้งหมดไปแล้วค่ะให้เริ่มฟังพระธรรม
viewtopic.php?f=1&t=59895
:b12:
:b20: :b20:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร