วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.ย. 2020, 07:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มี.ค. 2020, 18:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4984

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

ทุกคนมันตกอยู่ภายใต้ “กฎแห่งธรรมดา” เหมือนกันหมด ให้พากันรู้ไว้ กฎธรรมดานี่เราจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นแล้วก็จะบังคับให้เป็นไปตามใจหวังไม่ได้ ที่ท่านกล่าวว่ากฎธรรมดานี้หมายความว่า สิ่งที่มันเป็นขึ้นแล้วนั้นมันจะบังคับให้มันเป็นไปตามใจหวังไม่ได้ มันต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน

เราต้องพิจารณาดูว่า ดวงจิตนี่แหละเรียกว่าอยู่ใต้อำนาจแห่งกฎธรรมดาเหล่านี้ เหตุดังนั้นมันถึงได้เป็นทุกข์ เพราะกฎธรรมดาเหล่านี้มันไม่เที่ยง เมื่อมันไม่เที่ยงแล้วมันก็ต้องแปรผัน เมื่อมันแปรผันหวั่นไหวไปมามันก็กระทบกระทั่งกับดวงจิตนี้ดวงจิตนี้ก็เป็นทุกข์ทีนี้นะเพราะมันได้กระทบกับสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน เหมือนอย่างเช่นว่า เราไปยืนอยู่สะพานไม้อันเดียวอย่างนี้นะ มันก็โอนเอนอยู่อย่างนั้นจะตกแหล่มิตกแหล่ แล้วก็ทางที่ตกนั้นมันมากกว่านะทางที่จะยืนอยู่ได้ อันนี้ฉันใดก็อย่างนั้น ไอ้จิตใจที่มาอาศัยอยู่ในร่างกายนี้มันก็เป็นอยู่เหมือนกับไปยืนอยู่ไม้กลมๆ ไม้สะพาน ไม้ลำเดียวระหว่างห้วยนั่นแหละแล้วไม่มีราวจะจับ อันนี้ฉันใดก็อย่างนั้น จิตที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี่เราก็ไม่มีหวังพึ่งร่างกายนี่ได้ตลอดไป มันจะวิบัติแปรผันไปวันไหนก็ได้ตามกาลเวลาของมัน เราจะบังคับว่าให้อยู่ไปก่อน ให้มั่นคงไปก่อนอย่างนี้ มันก็ไม่เป็นไปตามใจหวังได้ ต้องพิจารณาดูให้ดี

นี่แหละจึงว่า ดวงจิตนี่มาอาศัยอยู่ในของไม่เที่ยง อยากให้พุทธบริษัททั้งหลายได้รู้จักตรงนี้ให้มากๆ ทีเดียว เพราะเมื่อมันรุ้อย่างนี้แล้วมันจะได้เบื่อหน่ายต่อความเป็นอยู่ในโลกนี้ว่าอยู่ด้วยความง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่มั่นคงอะไรเลย เพราะคนไม่รู้อย่างนี้แหละมันจึงหลงจึงเมาอยู่กับโลกสันนิวาสอันนี้ จึงไม่หาทางออกเลย

อันผู้ที่ครองเรือนทั้งหลายหากแต่เอาใจใส่กับการบุญการกุศลกับวัดวาศาสนาเข้าเต็มความสามารถอย่างนี้ก็แสดงว่า ผู้นั้นน่ะเห็นโทษของวัฏสงสารอันนี้แล้ว อยากจะออกจากวัฏสงสารอันนี้ เราจะออกโดยทางอื่นก็ไม่ได้ต้องอาศัยบุญกุศลเป็นพาหนะ นำดวงจิตออกจากโลกแห่งความทุกข์อันนี้ไป มันถึงไปได้ ไม่เหมือนอย่างรูปกายอันนี้ รูปกายสมัยปัจจุบันนี้เรียกว่ามียานพาหนะ เช่น รถ เช่น เรือ เครื่องบินเป็นวัตถุที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางได้โดยไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากมาย ก็นั่งไปเฉยๆ อันนี้ส่วนรูปกายมันก็มีพาหนะนำไป

ส่วนดวงจิตนี่ซิ..แม้ว่าจะนั่งยานพาหนะอันใดไปอยู่ในโลกนี้มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นแหละเมื่อร่างกายอันนี้มันวิบัติไม่เที่ยง นี่มันจะได้ความสบายอยู่ตลอดไปไม่มีดอก เรื่องมันน่ะ ส่วนจิตใจ บุคคลผู้ใดสั่งสมบุญกุศลให้มากขึ้นเท่าใดนั่นก็เรียกว่าเป็นผู้สร้างยานพาหนะสำหรับรองรับดวงจิตนี้เพื่อยานพาหนะคือบุญกุศลนั้นจะนำไปสู่ความสุขความเจริญอันมั่นคงได้ มีทางเดียวเท่านี้ ไม่มีทางอื่นที่จะนำดวงจิตนี้ไปสู่ความสุขความเจริญได้


:b45: :b45:

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“กฎธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม”


◇◆ ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” ◆◇
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

:b44: ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์ของ
“พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร