วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ย. 2019, 09:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 184 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 22:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


โรสลิน. 55. รู้จักโพชฌงค์มั่น องค์ตรัสรู้นะ. มีเกิดขึ้นบ้างมั้ย. อย่าแค่ตาเห็นแสง. หูได้ยืนอะไรเลย. สติส้มโพชฌงค์ ธรรมมะวิจยะสัมโพชฌค์. วิริยะส้มโพชฌงค์ ปีติส้มโพชฌงค์. ปันสัทธาส้มโพชฌงค์. สมาธิส้มโพชฌงค์. อุเบกขาส้มโพชฌงค์. รู้จักมั้ยเป็นอย่างไร. นี่องค์ตรัสรู้นะจ๊ะ.

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 22:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6304

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool
เมื่อไหร่จะเข้าใจ
ขณิกมรณะไม่มีลมหายใจแล้ว
ตอนนี้จิตเกิดดับถึงแสนล้านขณะจิตมันหายใจสะดุดๆไหม
:b32:
ภวังคจิตคืออากาศธาตุแทรกคั่นจิตทุกขณะและเป็นเวลาที่ไม่เกิดวิถีจิตเลย
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 22:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านดูนะจ๊ะโรสริน. จะได้ไม่ว่าไปนั่งหลับตา. พระองค์ตรัสเองนะ

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 22:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
cool
เมื่อไหร่จะเข้าใจ
ขณิกมรณะไม่มีลมหายใจแล้ว
ตอนนี้จิตเกิดดับถึงแสนล้านขณะจิตมันหายใจสะดุดๆไหม
:b32:
ภวังคจิตคืออากาศธาตุแทรกคั่นจิตทุกขณะและเป็นเวลาที่ไม่เกิดวิถีจิตเลย
:b32: :b32:

รู้แล้วได้อะไรเหรอขอรับ. คุณเคยเห็นมั้ยติตเกิดเับเป็นล้านๆขณะ. ขอถามกน่อย

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 22:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


นักวิจัยสมัยนี้เขาก็รู้แล้วว่าคนไม่มีอยู่จริงเซลเก่าตายเซลใหม่เกิดเป็นล้านๆครั้ง. รู้แล้วได้อะไรครับ.

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6304

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
cool
เมื่อไหร่จะเข้าใจ
ขณิกมรณะไม่มีลมหายใจแล้ว
ตอนนี้จิตเกิดดับถึงแสนล้านขณะจิตมันหายใจสะดุดๆไหม
:b32:
ภวังคจิตคืออากาศธาตุแทรกคั่นจิตทุกขณะและเป็นเวลาที่ไม่เกิดวิถีจิตเลย
:b32: :b32:

คำสอนคิดถูกตามได้เท่านั้น
ตอนนี้รู้ตรงทางขณะไหนอยู่
เห็นเป็นใหญ่เป็นประธานรู้แจ้ง...เห็นผิดไปหมดแม้แต่ลมหายใจก็ไม่มีแล้วตอนขณิกมรณะ555
:b32: :b32:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 14 พ.ค. 2019, 23:02, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง.จะได้รู้ ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6304

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรผูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง. ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

นั่งจนกายหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำไม่รู้ตามคำสอนแบบนั้นอีกเพราะนั่งไปก็ไม่รู้จักขณิกมรณะ555
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


นึกถึงตอนเรียนธรรมมะใหม่เลย 55

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรผูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง. ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

นั่งจนกายหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำไม่รู้ตามคำสอนแบบนั้นอีกเพราะนั่งไปก็ไม่รู้จักขณิกมรณะ555
:b32: :b32:

ภิกษุ ทั้งหลาย !
อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

ภิกษุ ทั้งหลาย
ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้
หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ค. 2019, 23:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


พรุ่งนี้ลองทำดูนะ.. กิเลสมาตอนไหนอย่าตามใจมัน ลองอุเบกขาดูเอาแบบสักเเดือนหนึ่งก่อนดูซิจะได้มั้ย. เลิกได้แล้วเห็นดับ ตายชั่วคราวอะไรนั้น. เลิกพิจารณาได้แล้วตัดการกิเลสเลยมันเป็นอนัตตาดูซิความรู้ที่มีมากมากอวดนัก. ลดละเลิกได้จริงมั้ย

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2019, 08:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6304

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรผูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง. ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

นั่งจนกายหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำไม่รู้ตามคำสอนแบบนั้นอีกเพราะนั่งไปก็ไม่รู้จักขณิกมรณะ555
:b32: :b32:

ภิกษุ ทั้งหลาย !
อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

ภิกษุ ทั้งหลาย
ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้
หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

คำสอนตรงจริงแปลตรงตัวอักษรตรงความหมาย
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ที่ไปนั่งหลับตาคิดเอง
ไม่ได้กำลังทำสติและปัญญาเพราะปัญญาแปลว่าเข้าใจ
สติ+ปัญญา=ระลึกตามคำสอนได้เข้าใจตามคำสอนไปนั่งทำไม่ฟัง
แปลว่าไม่ทำปัญญาตามลำดับรู้จักคำว่า...ตามลำดับไหม...ตรงปัจจุบันขณะด้วย
การนั่งหลับตาเองในที่เงียบๆไม่พึ่งคิดตามคำสอนไปทำฌานตบะที่เผาธัมมะฝ่ายตรงข้าม
ปัญญามีน้อยอยู่แล้วที่เกิดมาเนี่ยสิ่งที่มีที่ตัวรู้สึกตรงตามคำสอนได้ตอนกำลังฟังใครก็ฟังแทนไม่ได้
ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั่งหลับตาทำสมาธิตัวหายกายหายก็คิดว่าดีวิเศษรู้ความจริง555นั่นไม่ใช่ปัญญา
จะทำปัญญาตามคำสอนตามลำดับต้องเริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันรู้อารมณ์ตอนกำลังมีวิถีจิต6ทาง
ถ้าไม่เริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันอารมณ์แปลว่าไม่ได้ทำปัญญาคือการระลึกตามคำสอนเข้าใจถูกตาม
:b12:
อ่านเข้าใจไหมเนี่ย...ต้องแปลความตรงคำเข้าใจความหมายตรงคำไม่มีจิตและสัญญาจำอันเก่ามีแต่รู้ไม่ตรง
:b32: :b32:
ฟังบ้างนะจะได้เริ่มทำปัญญาตรงทางตามเสียงคำตถาคตตรงจริงที่กำลังมีที่ตัว
https://youtu.be/YItxfqGGrNc
:b20:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2019, 08:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรผูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง. ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

นั่งจนกายหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำไม่รู้ตามคำสอนแบบนั้นอีกเพราะนั่งไปก็ไม่รู้จักขณิกมรณะ555
:b32: :b32:

ภิกษุ ทั้งหลาย !
อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

ภิกษุ ทั้งหลาย
ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้
หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

คำสอนตรงจริงแปลตรงตัวอักษรตรงความหมาย
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ที่ไปนั่งหลับตาคิดเอง
ไม่ได้กำลังทำสติและปัญญาเพราะปัญญาแปลว่าเข้าใจ
สติ+ปัญญา=ระลึกตามคำสอนได้เข้าใจตามคำสอนไปนั่งทำไม่ฟัง
แปลว่าไม่ทำปัญญาตามลำดับรู้จักคำว่า...ตามลำดับไหม...ตรงปัจจุบันขณะด้วย
การนั่งหลับตาเองในที่เงียบๆไม่พึ่งคิดตามคำสอนไปทำฌานตบะที่เผาธัมมะฝ่ายตรงข้าม
ปัญญามีน้อยอยู่แล้วที่เกิดมาเนี่ยสิ่งที่มีที่ตัวรู้สึกตรงตามคำสอนได้ตอนกำลังฟังใครก็ฟังแทนไม่ได้
ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั่งหลับตาทำสมาธิตัวหายกายหายก็คิดว่าดีวิเศษรู้ความจริง555นั่นไม่ใช่ปัญญา
จะทำปัญญาตามคำสอนตามลำดับต้องเริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันรู้อารมณ์ตอนกำลังมีวิถีจิต6ทาง
ถ้าไม่เริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันอารมณ์แปลว่าไม่ได้ทำปัญญาคือการระลึกตามคำสอนเข้าใจถูกตาม
:b12:
อ่านเข้าใจไหมเนี่ย...ต้องแปลความตรงคำเข้าใจความหมายตรงคำไม่มีจิตและสัญญาจำอันเก่ามีแต่รู้ไม่ตรง
:b32: :b32:
ฟังบ้างนะจะได้เริ่มทำปัญญาตรงทางตามเสียงคำตถาคตตรงจริงที่กำลังมีที่ตัว
https://youtu.be/YItxfqGGrNc
:b20:
:b4: :b4:
คงนึกว่าเขาไปนั่งหลับตา เฉยๆหรอครับ. ลืมตาแบบคุณเขารู้กันนานแล้วอะไรคืออะไร. ยังงมโข่งอยู่ไม่หายอีก.จิตที่จะมีกำลังจริงทวารทั้งหกที่เปิดอยู่ไม่ควบคุมทวารสำรวมอินทรีย์ จิตคุณถึงรู้ได้แค่นั้น. การปฏิบัติเขาควบคุมเพื่อให้จิตเพ่งในอารมณ์เดียวเพื่อเกิดสมาธิระดับฌานจิตให้ได้ เพื่อทำกิจในองค์ความรู้ที่พิจารณาความจริงที่เกิดขึ้นมีขึ้นคือธรรมทั้งหลายล้วนเป้นอนิจจัง. ทุกขัง อนัตตา. เพื่อให้ความรู้นี้มีกำลังกำจัดกิเลสได้จริง พระองค์จึงกล่าวว่าสมถะวิปัสนานั้นตะต้องคู่กัน. องค์โพชฌงค์ทั้ง7จึงบริบูรณ์. การพิจารณาธรรมแบบคุณมันก็ความรู้ปรมัถตธรรมแบบผิวเผินสร้างโพชฌงค์ไม่ได้เลยแค่ไว้คุยเพื่อบันเทิงทางอารมณ์เท่านั้นกำจัดกิเลสไม่ได้เลย. สังเกตุตัวคุณดู. ผมไม่เสพกามเพศได้เพราะอะไรสมัยก่อนวันละ2-3อดไม่ได่เลยตอนนี้สบายไม่ต้องเสพนี่คือการหลุดพ้นจากกิเลสด้วยการปฏิบัติจริงง
ไม่ใช่พวกใบลานเปล่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2019, 08:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2012, 14:54
โพสต์: 2805


 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้าไม่มือบอดเป็นสาวกพระองค์จริง. อ่านพระสูตรนี้นะ. เขานั่งหบับตากันทำไมเดี๋ยวจะเป็นการหมิ่นพระอริยเจ้าหลายๆองค์

[๒๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย
เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง อากาส
นัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน เธอย่อม
พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมี
อยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค
เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาพาธ เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด
ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว เธอ
ย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่ง
สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด
ความดับ นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ
จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิย-
*สังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เปรียบเหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงรูปหุ่นที่ทำด้วย
หญ้าหรือกองก้อนดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ
ได้แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุปฐมฌาน เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็น
ทุกข์ ... ว่างเปล่าเป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้น
แล้วย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบ
แห่งสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไป
แห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็น
อุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ข้อที่
เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเพราะ
อาศัยปฐมฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยทุติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยตติยฌานบ้าง ฯลฯ เพราะ
อาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
ในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับ
โสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เธอย่อมพิจารณา
เห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะ
แห่งจตุตถฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็น
อนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อ
อมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ...
นิพพาน เธอตั้งอยู่ในจตุตถฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้า
ยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพาน
ในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕
สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนนายขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วย
หญ้าหรือกองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ
ได้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรลุจตุตถฌาน
ฯลฯ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา ฯลฯ มีอันไม่กลับ
มาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยจตุตถฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้
กล่าวแล้ว ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง
เพราะดับปฏิฆสัญญา และเพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจายตน-
*ฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศไม่มีที่สุด เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรม
ทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากาสา-
*นัญจาตนฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็นอนัตตา
เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ
ว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ... นิพพาน
เธอตั้งอยู่ในอากาสานัญจาตนฌานนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้า
ยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานใน
ภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
ด้วยความยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนาย
ขมังธนู หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือ
กองดิน ต่อมาเขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้ แม้
ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะล่วงรูปสัญญาโดย
ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา บรรลุ
อากาสานัญจาตนฌาน ... เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย ฯลฯ มีอันไม่กลับ
จากโลกนั้นเป็นธรรมดา ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่เรากล่าวว่า เรากล่าวความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยอากาสานัญจายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เรา
อาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เพราะอาศัยวิญญาณัญจายตนฌานบ้าง ฯลฯ อากิญจัญญายตนฌานบ้าง
ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะ
ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดย
คำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ หน่อยหนึ่งไม่มี เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้
ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่น
ประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ใน
อากิญจัญญายตนะนั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความ
สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอัน
ไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความ
ยินดีเพลิดเพลินในธรรมนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู
หรือลูกมือของนายขมังธนู เพียรยิงธนูไปยังรูปหุ่นที่ทำด้วยหญ้าหรือกองดิน ต่อมา
เขาเป็นผู้ยิงได้ไกล ยิงไม่พลาด และทำลายร่างใหญ่ๆ ได้ แม้ฉันใด ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดย
ประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อะไรๆ
หน่อยหนึ่งไม่มี เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งอากิญจัญญายตนฌานนั้น โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ... ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ในธรรม
เหล่านั้น ครั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุว่า นั่นสงบ นั่นประณีต คือ
ธรรมเป็นที่สงบสังขารทั้งปวง ... นิพพาน เธอตั้งอยู่ในอากิญจัญญายตนฌาน
นั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ทั้งหลาย เธอย่อมเป็นอุปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่พึงกลับจากโลก
นั้นเป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ด้วยความยินดีเพลิดเพลิน
ในธรรมนั้นๆ ข้อที่เรากล่าวว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่ง
อาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยอากิญจัญญายตนฌานบ้าง ดังนี้นั้น เราอาศัยข้อนี้
กล่าวแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล สัญญาสมาบัติมีเท่าใด สัญญา-
*ปฏิเวธก็มีเท่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย อายตนะ ๒ เหล่านี้ คือ เนวสัญญานา-
*สัญญายตนสมาบัติ ๑ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ ต่างอาศัยกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวว่า อายตนะ ๒ ประการนี้ อันภิกษุผู้เข้าฌานผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติ
และฉลาดในการออกจากสมาบัติ เข้าแล้วออกแล้ว พึงกล่าวได้โดยชอบ ฯ
จบสูตรที่ ๕

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ บรรทัดที่ ๙๐๔๑-๙๑๔๕ หน้าที่ ๓๙๐-๓๙๔.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.p ... agebreak=0
ฟังเนื้อความพระไตรปิฎก : [1], [2]
อ่านเทียบพ

.....................................................
อย่าลืมทำกิจในอริยสัจ
เราจะเดินให้สุดทาง http://www.thaidhamma.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2019, 14:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6304

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
Rosarin เขียน:
bigtoo เขียน:
ไปนั่งปฏิบัติซะ. จะได้เห็นในสิ่งที่คุณพูดรผูปนามเกิดดับดป็นล้านครั้ง. ที่บอกตายขั่วคราวมันเป็นยังไง.

นั่งจนกายหายแล้วไม่จำเป็นต้องไปนั่งทำไม่รู้ตามคำสอนแบบนั้นอีกเพราะนั่งไปก็ไม่รู้จักขณิกมรณะ555
:b32: :b32:

ภิกษุ ทั้งหลาย !
อานาปานสติอันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว
ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำ
ให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?

ภิกษุ ทั้งหลาย
ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้
หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก

คำสอนตรงจริงแปลตรงตัวอักษรตรงความหมาย
สติแปลว่าระลึกตามคำสอนได้ที่ไปนั่งหลับตาคิดเอง
ไม่ได้กำลังทำสติและปัญญาเพราะปัญญาแปลว่าเข้าใจ
สติ+ปัญญา=ระลึกตามคำสอนได้เข้าใจตามคำสอนไปนั่งทำไม่ฟัง
แปลว่าไม่ทำปัญญาตามลำดับรู้จักคำว่า...ตามลำดับไหม...ตรงปัจจุบันขณะด้วย
การนั่งหลับตาเองในที่เงียบๆไม่พึ่งคิดตามคำสอนไปทำฌานตบะที่เผาธัมมะฝ่ายตรงข้าม
ปัญญามีน้อยอยู่แล้วที่เกิดมาเนี่ยสิ่งที่มีที่ตัวรู้สึกตรงตามคำสอนได้ตอนกำลังฟังใครก็ฟังแทนไม่ได้
ปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั่งหลับตาทำสมาธิตัวหายกายหายก็คิดว่าดีวิเศษรู้ความจริง555นั่นไม่ใช่ปัญญา
จะทำปัญญาตามคำสอนตามลำดับต้องเริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันรู้อารมณ์ตอนกำลังมีวิถีจิต6ทาง
ถ้าไม่เริ่มต้นที่สุตมยปัญญาตรงปัจจุบันอารมณ์แปลว่าไม่ได้ทำปัญญาคือการระลึกตามคำสอนเข้าใจถูกตาม
:b12:
อ่านเข้าใจไหมเนี่ย...ต้องแปลความตรงคำเข้าใจความหมายตรงคำไม่มีจิตและสัญญาจำอันเก่ามีแต่รู้ไม่ตรง
:b32: :b32:
ฟังบ้างนะจะได้เริ่มทำปัญญาตรงทางตามเสียงคำตถาคตตรงจริงที่กำลังมีที่ตัว
https://youtu.be/YItxfqGGrNc
:b20:
:b4: :b4:
คงนึกว่าเขาไปนั่งหลับตา เฉยๆหรอครับ. ลืมตาแบบคุณเขารู้กันนานแล้วอะไรคืออะไร. ยังงมโข่งอยู่ไม่หายอีก.จิตที่จะมีกำลังจริงทวารทั้งหกที่เปิดอยู่ไม่ควบคุมทวารสำรวมอินทรีย์ จิตคุณถึงรู้ได้แค่นั้น. การปฏิบัติเขาควบคุมเพื่อให้จิตเพ่งในอารมณ์เดียวเพื่อเกิดสมาธิระดับฌานจิตให้ได้ เพื่อทำกิจในองค์ความรู้ที่พิจารณาความจริงที่เกิดขึ้นมีขึ้นคือธรรมทั้งหลายล้วนเป้นอนิจจัง. ทุกขัง อนัตตา. เพื่อให้ความรู้นี้มีกำลังกำจัดกิเลสได้จริง พระองค์จึงกล่าวว่าสมถะวิปัสนานั้นตะต้องคู่กัน. องค์โพชฌงค์ทั้ง7จึงบริบูรณ์. การพิจารณาธรรมแบบคุณมันก็ความรู้ปรมัถตธรรมแบบผิวเผินสร้างโพชฌงค์ไม่ได้เลยแค่ไว้คุยเพื่อบันเทิงทางอารมณ์เท่านั้นกำจัดกิเลสไม่ได้เลย. สังเกตุตัวคุณดู. ผมไม่เสพกามเพศได้เพราะอะไรสมัยก่อนวันละ2-3อดไม่ได่เลยตอนนี้สบายไม่ต้องเสพนี่คือการหลุดพ้นจากกิเลสด้วยการปฏิบัติจริงง
ไม่ใช่พวกใบลานเปล่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

โมฆะบุรุษคือเดี๋ยวนี้เข้าไม่ถึงปัจจุบันขณะ
รู้จักรอบรู้ในพระพุทธพจน์ทุกคำไหม
ไม่ใช่อ่านตรงไหนก็เลือกที่ชอบเอาไปทำ
รอบรู้ทีละคำตรงปัจจุบันอารมณ์ตรง1ทางที่กายมี
ลมหายใจไม่ดูก็รู้ว่ายังไม่ตายไม่เห็นเหรอมีตัวตนไปไหนนั่นน่ะ
ไปทำไม่รู้เพิ่มบอกไม่ฟังอดีตก็ฟังไม่รู้เรื่องมีแต่คิดอยากจะไปเลือกทำไม่รู้เพิ่ม
คำสอนของตถาคตเป็นการไตร่ตรองเหตุผลเพื่อละไม่รู้ไม่ใช่มีตัวตนไปทำแยกออกไปจากปกติที่กำลังมีไม่รู้
:b12:
บอกยังไงก็ไม่เข้าใจเอาแต่อ่านแล้วจำเอาไปทำบอกว่าวางอดีตสัญญาที่เห็นผิดๆลงแล้วเริ่มต้นฟังตรงปัจจุบัน
ปัจจุบันขณะของตัวเองน่ะมันสั้นมากสั้นจนแยกไม่ออกว่าเดี๋ยวนี้ลมหายใจไม่ติดต่อมันขาดตอนแล้วทุกขณะ
:b32: :b32:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 184 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร