วันเวลาปัจจุบัน 14 พ.ย. 2019, 00:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 212 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ... 15  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.พ. 2019, 18:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
เมื่อก่อนผมก็สงสัยไปมากมายหลายเรื่อง
แต่ตอนนี้แก้ความสงสัยได้ไปมากแล้ว เบาขึ้น
เยอะตั้งแต่ปัญญาเกิด พรรษาที่ ๒ ตอนบวช
ความคิดว่องไว แก้ปัญหาที่คาใจขาดหมดตอน
นั้น ยกปัญหาขึ้นมาคิดเห็นต้นเห็นปลายคลายความ
กังวนสงสัย แม้สิ่งที่ชาตินี้ไม่ได้เรียน พอมีคนถาม
ตอบไปพร้อมกับเหตุผลเรียบร้อยน่าแปลกยังกระโดน
ผีเข้าสิง แต่ไม่ใช่เพราะตอนนั้นรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเป็น
ใครทำอะไร และมาจากไหน ชื่ออะไร?

s006
เอ่

สงสัยค่ะ

ว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น

ตัวเองเข้าสิงเต็มๆ แทน ผีป่าว?

เอ่? s006


ดูช่วงนี้คุณ เม สงสัยบ่อยจริงนะครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2019, 01:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1772

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
เมื่อก่อนผมก็สงสัยไปมากมายหลายเรื่อง
แต่ตอนนี้แก้ความสงสัยได้ไปมากแล้ว เบาขึ้น
เยอะตั้งแต่ปัญญาเกิด พรรษาที่ ๒ ตอนบวช
ความคิดว่องไว แก้ปัญหาที่คาใจขาดหมดตอน
นั้น ยกปัญหาขึ้นมาคิดเห็นต้นเห็นปลายคลายความ
กังวนสงสัย แม้สิ่งที่ชาตินี้ไม่ได้เรียน พอมีคนถาม
ตอบไปพร้อมกับเหตุผลเรียบร้อยน่าแปลกยังกระโดน
ผีเข้าสิง แต่ไม่ใช่เพราะตอนนั้นรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเป็น
ใครทำอะไร และมาจากไหน ชื่ออะไร?

s006
เอ่

สงสัยค่ะ

ว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น

ตัวเองเข้าสิงเต็มๆ แทน ผีป่าว?

เอ่? s006


ดูช่วงนี้คุณ เม สงสัยบ่อยจริงนะครับ

s006 s006

เอ่?

นี่ เมสงสัยอยู่ ว่าสงสัยจริงๆหรือเปล่าน้อ

เอ่? s006


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2019, 07:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
เมื่อก่อนผมก็สงสัยไปมากมายหลายเรื่อง
แต่ตอนนี้แก้ความสงสัยได้ไปมากแล้ว เบาขึ้น
เยอะตั้งแต่ปัญญาเกิด พรรษาที่ ๒ ตอนบวช
ความคิดว่องไว แก้ปัญหาที่คาใจขาดหมดตอน
นั้น ยกปัญหาขึ้นมาคิดเห็นต้นเห็นปลายคลายความ
กังวนสงสัย แม้สิ่งที่ชาตินี้ไม่ได้เรียน พอมีคนถาม
ตอบไปพร้อมกับเหตุผลเรียบร้อยน่าแปลกยังกระโดน
ผีเข้าสิง แต่ไม่ใช่เพราะตอนนั้นรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเป็น
ใครทำอะไร และมาจากไหน ชื่ออะไร?

s006
เอ่

สงสัยค่ะ

ว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น

ตัวเองเข้าสิงเต็มๆ แทน ผีป่าว?

เอ่? s006


ดูช่วงนี้คุณ เม สงสัยบ่อยจริงนะครับ

s006 s006

เอ่?

นี่ เมสงสัยอยู่ ว่าสงสัยจริงๆหรือเปล่าน้อ

เอ่? s006


นั้นสิครับ แม้ตัวของคุณ เมยังไม่รู้แล้วผมจะรู้ได้อย่าง
ไร เพราะผมก็เป็นปุถุชนอยู่

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2019, 15:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 1772

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


sssboun เขียน:
โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
โลกสวย เขียน:
sssboun เขียน:
เมื่อก่อนผมก็สงสัยไปมากมายหลายเรื่อง
แต่ตอนนี้แก้ความสงสัยได้ไปมากแล้ว เบาขึ้น
เยอะตั้งแต่ปัญญาเกิด พรรษาที่ ๒ ตอนบวช
ความคิดว่องไว แก้ปัญหาที่คาใจขาดหมดตอน
นั้น ยกปัญหาขึ้นมาคิดเห็นต้นเห็นปลายคลายความ
กังวนสงสัย แม้สิ่งที่ชาตินี้ไม่ได้เรียน พอมีคนถาม
ตอบไปพร้อมกับเหตุผลเรียบร้อยน่าแปลกยังกระโดน
ผีเข้าสิง แต่ไม่ใช่เพราะตอนนั้นรู้สึกตัวทั่วพร้อมว่าเป็น
ใครทำอะไร และมาจากไหน ชื่ออะไร?

s006
เอ่

สงสัยค่ะ

ว่าความรู้สึกตัวทั่วพร้อมนั้น

ตัวเองเข้าสิงเต็มๆ แทน ผีป่าว?

เอ่? s006


ดูช่วงนี้คุณ เม สงสัยบ่อยจริงนะครับ

s006 s006

เอ่?

นี่ เมสงสัยอยู่ ว่าสงสัยจริงๆหรือเปล่าน้อ

เอ่? s006


นั้นสิครับ แม้ตัวของคุณ เมยังไม่รู้แล้วผมจะรู้ได้อย่าง
ไร เพราะผมก็เป็นปุถุชนอยู่


เอ่?
s006

สงสัยก็รู้ว่าสงสัย
ไม่สงสัยก็รู้ ว่าไม่สงสัย

เอ่?
รู้นั่นเป็นเช่นไรน๊อ
s006


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาพระยามิลินท์
นิทานเบื้องต้น


เดิมมีกษัตริย์ชาวโยนกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้ามิลินท์
เสวยราชสมบัติอยู่ในสาคลราชธานี พระองค์มีปรีชาเฉลียวฉลาดว่องไว
สามารถทรงทราบเหตุการณ์ได้ทันท่วงทีและมักพอพระราชหฤทัยในการ
ไล่เลียงลัทธิต่าง ๆ จนนักปราชญ์ ในสมัยนั้นครั่นคร้ามไม่กล้าจะทูลโต้ตอบ
พระราชปุจฉาได้

ก็ในสมัยนั้นมีพระเถระองค์หนึ่งชื่อว่า อัสสคุตอยู่ที่ถ้ำรักขิตคูหา ณ
ป่าหิมพานต์เมื่อได้ทราบพระเกียรติคุณของพระเจ้ามิลินท์ ดังนั้น จึงประชุม
สงฆ์ไต่ถามว่า รูปใดจะสามารถแก้ปัญหาถวายพระเจ้ามิลินท์ได้บ้าง สงฆ์
ทุกรูปต่างพากันนิ่ง พระอัสสคุตจึงว่า มีเทพบุตรฉลาดอยู่องค์หนึ่งชื่อว่า
มหาเสน อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นั่นแล จะเป็นผู้สามารถโต้ตอบกับ

พระเจ้ามิลินท์ได้ สังฆสมาคมจึงตกลงพร้อมกันขึ้นไปยังเทวโลก เล่าเรื่อง
และความประสงค์ให้พระอินทร์และมหาเสนเทพบุตรฟัง จนตลอด
ครั้นอัญเชิญมหาเสนเทพบุตรได้สมประสงค์แล้ว จึงพากันกลับมายัง
มนุษยโลก แล้วจัดให้พระโรหณเถระเข้าไปเพาะความนิยมนับถือให้แก่
ตระกูลโสณุตตรพราหมณ์ ซึ่งเป็นตระกูลที่มีมหาเสนเทพบุตรจะจุติ
ลงมาเกิด จนตระกูลนั้นเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

ฝ่ายมหาเสนเทพบุตร เมื่อรับอัญเชิญจากคณะสงฆ์แล้วก็จุติลงมาเกิด
ในตระกูลโสณุตตรพราหมณ์ ตำบลชังคลคามริมป่าหิมพานต์ ได้นามว่า
นาคเสนกุมาร เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้รับการศึกษาศิลปวิทยาจากสำนักครู
ทั้งหลาย ตลอดจนไตรเพท อันเป็นคัมภีร์สำคัญของพราหมณ์ก็ได้ศึกษา
จนชำนิชำนาญ ครั้นแล้วจึงมารำพึงว่า วิชาเหล่านี้ไม่มีแก่นสารอะไร
ก็เกิดความเบื่อหน่าย

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
อยู่มาวันหนึ่ง พระโรหณเถระเข้าไปฉันที่บ้านโสณุตตรพราหมณ์
พอนาคเสนกุมารเห็นก็นึกแปลกทันที จึงเรียนถามว่า ทำไมท่านจึงต้อง
โกนผมโกนหนวดและต้องนุ่งห่มผ้าเหลือง ครั้นรู้เหตุผล จึงเรียนถามอีกว่า
คนเพศเช่นท่านได้รับศึกษาวิชาอะไรบ้าง เมื่อได้รับตอบว่าได้รับศึกษา
วิชาอย่างสุงสุดในโลก จึงไปขออนุญาตต่อบิดามารดาบวชเรียนบ้าง

ครั้นบวชเป็นสามเณรแล้ว ก็เล่าเรียนพระไตรปิฎกในสำนักพระโรหณเถระ
พออายุเต็ม ๒๐ ก็บวชเป็นพระภิกษุ ศึกษาต่อไปจนเชี่ยวชาญแตกฉานใน
พระไตรปิฎก เมื่อพระอัสสคุตรู้ว่า พระนาคเสนเชี่ยวชาญดีแล้ว จึงนำไปหา
พระอายุปาลเถระ ที่สังเขยบริเวณ (ใกล้พระราชวังพระเจ้ามิลินท์) เพื่อจะได้
มีโอกาสถวายวิสัชนาพระราชปุจฉา

วันหนึ่งพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า
เห็นมีใครบ้างซึ่งพอจะโต้ตอบกับเราได้ เหล่าอำมาตย์จึงกราบทูลว่า
มีพระเถระอยู่รูปหนึ่ง ชื่อว่าอายุปาละ พอจะถวายวิสัชนา แก้ปัญหา
ของพระองค์ได้

เมื่อทรงทราบดังนั้นก็เสด็จไปหาพระอายุปาลเถระตรัสถามปัญหาแรก
พระอายุปาลเถระก็ถวาย วิสัชนาให้ทรงสิ้นสงสัยไม่ได้

ขณะนั้นเทวมันติยอำมาตย์จึงกราบทูลว่า ยังมีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งชื่อว่า
นาคเสนเป็นผู้มีปฏิภาณแตกฉานในพระไตรปิฎก พอพระเจ้ามิลินท์ทรงได้
ยินนามว่านาคเสน ก็ทรงหวาดพระราชหฤทัย เพราะว่า เมื่อครั้นศาสนา
พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้ามิลินท์บวชเป็นสามเณรอยู่ในสำนักของ
พระนาคเสน (ซึ่งในครั้นกระนั้น ท่านเป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง)

วันหนึ่งพระภิกษุรูปนั้น (คือพระนาคเสน) กวาดหยากเยื่อกองไว้
แล้วเรียกให้สามเณรมาขน สามเณรแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสีย ท่านจึง
บันดาลโทสะหยิบเอาไม้กวาดตีสามเณรๆ ก็จำใจขน ครั้นขนเสร็จแล้ว
จึงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลบุญแห่งการขนหยากเยื่อทิ้งนี้ ชาติต่อไป

ขอให้มีเดชศักดานุภาพใหญ่หลวง และขอให้มีปัญญาเฉียบแหลมกว่า
ชนทั้งปวง พระภิกษุรูปนั้นรู้ว่าสามเณรตั้งสัตยาธิษฐานเช่นนั้น จึงปรารถนา
บ้างว่า ด้วยเดชแห่งกุศลที่ข้าพเจ้าได้กวาดหยากเยื่อนี้ ชาติต่อไปขอให้มี
ปฏิภาณว่องไวสามารถโต้ตอบปัญหาแม้ของ สามเณรนี้ได้

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
เมื่อพระเจ้ามิลินท์ทรงทราบข่าวจากเทวมันติยอำมาตย์ดังนั้น
จึงเสด็จไปหาพระนาคเสนยังที่อยู่
ปัญหาที่ ๑
เมื่อพระเจ้ามิลินท์เสด็จเข้าไปถึงพระนาคเสน ทรงปราศรัยพระเถรเจ้า
แล้วจึงมีพระราชดำรัสว่า ข้าพเจ้ามีความประสงค์จะพูดด้วยเธอ
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ขอพระองค์จงตรัสมาเถิด
อาตมภาพก็ใคร่จะฟังอยู่

ม. ข้าพเจ้าพูดแล้ว เธอฟังเอาเถิด
น. อาตมาภาพฟังแล้ว พระองค์ตรัสมาเถิด
ม. เธอฟังได้ยินว่ากระไร
น. พระองค์ตรัสมาว่ากระไร
ม. ก็ข้าพเจ้าได้ถามเธอแล้ว
น. อาตมาภาพก็ได้ถวายวิสัชนาแล้ว
ม. เธอวิสัชนามาว่ากระไร
น. พระองค์ตรัสถามว่ากระไร

เมื่อต่างฝ่ายต่างลองดูไหวพริบแห่งกันและกันอยู่ฉะนี้ ประชาชนชาว
โยนกก็พากันซ้องสาธุการถวายพระนาคเสน แล้วกราบทูลพระเจ้ามิลินท์ว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงตรัสถามปัญหาในทันทีนี้เถิด

จึงพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระผู้เป็นเจ้าธรรมดาผู้ที่จะพูดกัน
ถ้าไม่รู้จักชื่อและสกุลก่อนแล้ว จะพูดกันอย่างไร เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอ
ทราบว่าเธอชื่อไร

พระนาคเสนทูลตอบว่า ชื่อของอาตมาภาพเพื่อนพรหมจารีเรียกว่า
นาคเสน แต่โยมทั้ง ๒ เรียกนาคเสนบ้าง วีรเสนบ้าง สุรเสนบ้าง สีหเสนบ้าง
ขอถวายพระพร อันคำชื่อเหล่านี้เป็นคำที่ตั้งขึ้นไว้สำหรับร้องเรียกกัน
เท่านั้น หามีตัวบุคคลที่จะพึงค้นได้ในชื่อนั้นไม่
ทันใดนั้นแล พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสประกาศกะบริษัทว่า

ท่านทั้งหลายจงเป็นพยานช่วยกันจำคำพระนาคเสนไว้ แล้วตรัสกะ
พระเถระว่า ดูกรพระนาคเสน ถ้าว่าคนเราไม่มีตัวตนจริงเช่นเธอว่านั้น
ก็ใคร่เล่าถวายบาตรจีวรแก่เธอ ใครเป็นผู้ใช้สอยบาตรจีวรนั้น และหากว่า
ใครฆ่าเธอ ก็คงจะไม่บาป, แล้วตรัสซักไซ้ต่อไปว่า ก็ที่เธอแสดงชื่อว่า

นาคเสนนั้น อะไรเล่าเป็นนาคเสน ผมหรือเป็นนาคเสนเมื่อพระเถระทูล
ตอบว่า มิใช่ ก็ตรัสถามต่อไปจนครบอาการ ๓๒ ทรงไล่เลียงไปแต่ละ
อย่างๆ ว่า เป็นนาคเสนหรือ พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า มิใช่ จึงตรัสไล่
รวมกันว่า หรือทั้ง ๕ ขันธ์เป็นนาคเสน หรือนาคเสนมีนอกออกไปจาก
ขันธ์ทั้ง ๕ นั้น พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า มิใช่ๆ ทุกข้อ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
พระเจ้ามิลินท์เห็นเป็นที จึงตรัสเย้ยว่า ข้าพเจ้าถามไล่เลียงเธอ ก็ไม่พบ
ว่า อะไรเป็นนาคเสน เธอพูดเหลวไหล ไม่มีส่วนที่เป็นนาคเสนสักหน่อย
ก่อนที่พระเจ้าเถรเจ้าจะถวายวิสัชนาแก้ปัญหานั้น ได้ทูลบรรยายเป็น
ฐานปราศรัย เพื่ออ้อมหาช่องให้พระเจ้ามิลินท์ตรัสเป็นทีเสียก่อนว่า
พระองค์เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เสด็จออกจากพระนครมาเวลาเที่ยง
กรวดทรายตามทางกำลังร้อนจัด ถ้าทรงดำเนินมา พระบาทคงจะพอง
พระราชหฤทัยคงจะอ่อนเพลียเป็นแน่

ขอถวายพระพร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยพระบาทหรือ
ด้วยราชพาหนะ จึงพระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า ข้าพเจ้าก็มาด้วยรถสิเธอ

พระนาคเสนเถรเจ้าเห็นได้ทีจึงทูลถามว่า ถ้าพระองค์เสด็จมาด้วยรถ
ขอพระองค์ได้ตรัสบอกกะอาตมภาพว่า อะไรเป็นรถ งอนหรือเป็นรถ
พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า มิใช่ พระเถรเจ้าจึงทูลถามต่อไปว่า หรือ
เครื่องอุปกรณ์อย่างอื่น เช่นเพลาล้อแอกแต่ละอย่างๆ เป็นรถ พระเจ้า

มิลินท์ก็ตรัสตอบว่า มิใช่ พระเถรเจ้าจึงถามอีกว่า หรือเครื่องอุปกรณ์
เหล่านั้นทั้งหมดเป็นรถ หรือว่ารถมีนอกออกไปจากเครื่องอุปกรณ์เหล่านั้น,
พระเจ้ามิลินท์ก็ตรัสตอบว่ามิใช่ๆ พระเถรเจ้าจึงทูลเย้ยว่า

อาตมาภาพทูลถามพระองค์ ก็ไม่พบว่าอะไรเป็นรถ พระองค์
ตรัสไม่สมกับพระดำรัสเบื้องต้น
ขณะนั้นเหล่าประชาชนชาวโยนกต่างก็ซ้องสาธุการถวายพระนาคเสน
แล้วกราบทูลพระเจ้ามิลินท์ว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้าขอพระองค์จงตรัสแก้เสียบัดนี้เถิด

พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนาคเสน คำว่ารถซึ่งข้าพเจ้า
ตอบเธอในเบื้องต้นนั้น เหตุอาศัยทั้งงอนทั้งเพลาเป็นต้น รวมกันเข้า
จึงมีชื่อเรียกเช่นนั้น
พระเถรเจ้าจึงทูลว่า พระองค์ตรัสถูกแล้ว

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ขอถวายพระพร แม้คำว่านาคเสนซึ่งเป็นชื่อของอาตมภาพก็เช่นนั้น
เหมือนกัน อาศัยทั้งผมทั้งขนเป็นต้น อาศัยทั้งรูปทั้งนามประชุมกันเข้า
จึงมีคำชื่อนี้ขึ้น แต่ว่าเมื่อพูดโดยปรมัตถ์แล้ว ก็หามีตัวบุคคลที่จะพึงค้น
ได้ในชื่อนั้นไม่

เมื่อพระเถรเจ้าถวายวิสัชนาแก้ปัญหาฉะนี้แล้ว พระเจ้ามิลินท์ก็
ตรัสชมเชยว่า น่าฟัง ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังเช่นนี้เลย เธอวิสัชนา
ปัญหาไพเราะจริง ถ้าว่าพระพุทธเจ้ายังเสด็จดำรงพระชนม์อยู่ ก็คง
จะประทานสาธุการเป็นแน่
จบนามปัญหา

ปัญหาที่ ๒
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน เธอบวชได้กี่ปีมาแล้ว
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพรได้ ๗ ปีมาแล้ว
ม. อะไรเป็นจำนวน ๗ ตัวเธอหรือๆ ว่าการนับเป็นจำนวน ๗

ก็ขณะนั้นเงาของพระเจ้ามิลินท์ฉายอยู่ที่พื้นดินและในหม้อน้ำ
เมื่อมีพระราชดำรัสถามดังนั้น พระนาคเสนจึงทูลว่านั้นเงาพระองค์
ไปปรากฏอยู่ที่พื้นดินและที่หม้อน้ำ อาตมภาพขอทูลถามว่า พระองค์เป็น
พระราชาหรือเงานั่นเป็นพระราชา

ม. ข้าพเจ้าสิเป็นราชา เงามิใช่ราชา ด้วยว่าเงานี้อาศัยตัวข้าพเจ้า
จึงปรากฏขึ้น
น. ขอถวายพระพร นี่ก็เป็นเช่นนั้นแล จำนวน ๗ ปี นี้มีขึ้นก็เพราะว่า
นับแต่อาตมภาพบวชมาจนบัดนี้ วันคืนได้ล่วงไปเป็นจำนวนปีเท่านั้น
ม. เธอช่างฉลาดจริงๆ
จบวัสสปัญหา

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๓
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน เธอบวชประสงค์อะไร
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ประสงค์จะดับทุกข์ และ
ประสงค์จะให้ เป็นประโยชน์สุขแก่คนทั่วไป
ม. ถ้ากระนั้น เธอจะยอมสละเวลาพูดกับข้าพเจ้าได้หรือไม่
น. ถ้าพระองค์ตรัสอย่างบัณฑิต อาตมภาพก็จักพูดด้วยได้ ถ้าตรัส
อย่างพระเจ้าแผ่นดิน อาตมภาพก็พูดด้วยไม่ได้

ม. บัณฑิตพูดกันอย่างไรเล่าเธอ
น. บัณฑิตพูดกัน ย่อมผูกเป็นปัญหาถามกันบ้าง แก้ปัญหากันบ้าง
พูดขู่บ้าง ยอมรับบ้าง พูดแข่งกันบ้าง อีกฝ่ายกลับพูดแข่งบ้าง และ
ย่อมไม่โกรธเพราะการพูดโต้เถียงกันนั้น ขอถวายพระพร บัณฑิต
พูดกันอย่างนี้

ม. ก็พระเจ้าแผ่นดินพูดอย่างไรเล่าเธอ
น. ขอถวายพระพร พระเจ้าแผ่นดินเมื่อทรงออกความเห็นเรื่องใด
เรื่องหนึ่งอยู่ ผู้ใดทูลคัดคค้านขึ้น ก็ลงพระราชอาชญาแก่ผู้นั้น พระเจ้า
แผ่นดินทั้งหลายตรัสอย่างนี้

ม. ข้าพเจ้าจักพูดอย่างบัณฑิต จะไม่พูดอย่างพระเจ้าแผ่นดิน
ขอเธอจงพูดตามสบายเหมือนอย่างพูดกะสามเณร หรือคนรักษาวัด
นั้นเถิด อย่าได้มีความเกรงกลัวเลย
น. ขอถวายพระพร เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง
ม. ข้าพเจ้าขออนุญาตซักถามเธอจะได้หรือไม่
น. ขอพระองค์จงตรัสถามเถิด

ม. ข้าพเจ้าได้ถามเธอแล้ว
น. อาตมภาพก็ได้ถวายวิสัชนาแล้ว
ม. เธอวิสัชนามาว่ากระไร
น. พระองค์ตรัสถามมาว่ากระไร
ม. เธอนี้สามารถจริง

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 07:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
จบติกขปริญญาปัญหา
ปัญหาที่ ๔
จึงพระเจ้ามิลินท์ทรงพระราชดำริว่า พระภิกษุรูปนี้มีปรีชาสามารถ
พูดโต้ตอบเราได้ ก็แต่ข้อที่เราจะต้องถามยังมีอยู่มาก วันนี้หมดเวลา
เสียแล้ว อย่ากระนั้นเลยพรุ่งนี้จึงพูดกันต่อไปในวังเถิด เมื่อทรงพระราช
ดำริฉะนี้แล้ว จึงตรัสสั่งเทวมันติยอำมาตย์ ให้อาราธนาพระเถรเจ้าเข้าไป
ในพระราชวังในวันรุ่งขึ้น แล้วเสด็จจากราชอาสน์ ตรัสลาพระเถรเจ้า
มาทรงม้าพระที่นั่งเสด็จกลับคืนเข้าสู่พระราชวัง ฝ่ายเทวมันติยะอำมาตย์
ก็อาราธนาพระเถรเจ้าตามรับสั่ง

ครั้นวันรุ่งขึ้น อำมาตย์ ๔ นาย คือ เนมิตติยอำมาตย์ ๑ อันตกายอำมาตย์ ๑
มังกุรอำมาตย์ ๑ สัพพทินนอำมาตย์ ๑ พร้อมกันเข้าไปทูลถามพระเจ้ามิลินท์ว่า
จะโปรดให้นิมนต์พระนาคเสนเข้ามาหรือยัง เมื่อตรัสอนุญาตแล้วจึงทูลถามว่า
จะโปรดให้มากับพระภิกษุสักกี่รูป, ตรัสว่า ท่านจะมากับพระภิกษุกี่รูปก็ตาม
ใจท่านเถิด จึงอำมาตย์ ๔ นายพากันไปเรียนพระเถรเจ้าตามพระราชดำรัส

ครั้นได้เวลาพระนาคเสนก็พาพระภิกษุสงฆ์เข้าไปสู่สาคลนคร ขณะเมื่อ
เดินไปตามทางอันตกายอำมาตย์ เข้าเดินเคียงพระนาคเสนแล้วถามขึ้นว่า
คำชื่อที่เธอแสดงว่า ' นาคเสน ' นั้นอะไรเป็นนาคเสน
พระนาคเสนถามว่า ก็ท่านเข้าใจว่ากระไรเล่า
อ. ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ลมหายใจเข้าออกนั่นแหละ เป็นนาคเสน
น. ก็ถ้าลมนั้น ออกมาแล้วไม่กลับเข้าไปอีก หรือเข้าไปแล้วไม่กลับ
ออกมาอีก คนนั้นจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกได้หรือไม่

อ. คนนั้นก็ตายสิท่าน
น. คนที่เป่าสังข์ เป่าขลุ่ยหรือเป่าเขนง ลมกลับเข้าไปอีกหรือ
อ. หามิได้
น. ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนเขาจึงไม่ตายเล่า
อ. เธอพูดจัดจ้านนัก ข้าพเจ้าไม่มีความสามารถพอที่จะพูดโต้ตอบได้
ขอเธอจงว่าให้ฟังทีเดียวเถิด

น. ลมหายใจเข้าออกนั้น ไม่ใช่ชีวิต เป็นแต่สำหรับปรนปรือร่างกาย
ให้เป็นอยู่เท่านั้น
อันตกายอำมาตย์ก็เลื่อมใส
จบอันตกายปัญหา

:b8: :b8: :b8:
มีต่อครับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๕
เมื่อพระนาคเสนไปถึงพระราชวัง พระเจ้ามิลินท์ก็ทรงประเคน
อาหารบิณฑบาตเลี้ยงและพระราชทานผ้าไตรแก่พระสงฆ์ทั่วทุกรูปแล้ว
มีพระราชดำรัสนิมนต์แต่พระนาคเสนกับพระภิกษุ ๑๐ รูปให้รออยู่ นอกนั้น
ให้กลับไป แล้วจึงตรัสถามว่าดูก่อนพระนาคเสน นี่เราจะพูดกันถึงเรื่องอะไรดี

พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร การพูดกันนี้ก็มีความประสงค์
อยู่แต่เนื้อความเท่านั้น เพราะฉะนั้น จงตรัสแต่โดยเนื้อความเถิด
ม. การบวชของเธอมีประโยชน์อย่างไรและมีอะไรเป็นคุณ
ซึ่งเธอต้องประสงค์อย่างยิ่ง

น. การบวชมีประโยชน์ที่จะได้รู้ว่า ทำอย่างไรจึงจะดับความทุกข์
ที่มีอยู่ได้ และจะไม่ให้ความทุกข์อย่างอื่นเกิดขึ้นอีก อนุปาทานนิพพาน
(การดับจนสิ้นเชื้อ) เป็นคุณซึ่งอาตมภาพต้องประสงค์อย่างยิ่ง
ม. บรรดานักบวช บวชมุ่งประโยชน์อย่างนั้นด้วยกันทั้งนั้นหรือ

น. หามิได้ บางพวกบวชเพื่อจะหนีพระเจ้าแผ่นดินหรือหนีโจร
บางพวกบวชเพราะกลัวภัย ขอถวายพระพร แต่บางพวกบวชดีด้วย
มุ่งประโยชน์อย่างนั้น
ม. ก็ตัวเธอเล่า บวชมุ่งประโยชน์อย่างนั้นหรือ

น. ขอถวายพระพร อาตมภาพบวชแต่ยังเป็นเด็ก ไม่ทราบว่าการบวช
เพื่อประโยชน์อย่างนั้น เป็นแต่คิดเห็นในขณะนั้นว่า พระสมณสากยบุตร
เป็นผู้มีปัญญา ท่านคงจะให้ศึกษาตาม เมื่อได้เล่าเรียนศึกษาตามท่าน
ต่อมาจึงทราบว่า การบวชนี้มีประโยชน์อย่างนั้น
ม. เธอว่านี้ฉลาดจริง
จบปัพพชาปัญหา

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๖
พระเจ้ามิลินท์ตรัสตามว่า ดูก่อนพระนาคเสน อันผู้ที่ตายไปแล้ว
มีบ้างหรือไม่ที่จักไม่กลับมาเกิดอีก
พระนาคเสนทูลตอบว่า มี,
ขอถวายพระพร ผู้ที่จักกลับมาอีกก็มี ผู้ที่จักไม่กลับมาเกิดอีกก็มี
ม. คือใครกันเธอที่จักกลับมาเกิดอีก และจักไม่กลับมาอีก
น. ผู้ที่ยังมีกิเลสจักกลับมาเกิดอีก ผู้ที่สิ้นกิเลสแล้วจักไม่กลับมาอีก
ม. ก็ตัวเธอเล่า จักกลับมาเกิดอีก หรือว่าจักไม่กลับมาอีก
น. ขอถวายพระพร ถ้าอาตมภาพยังมีอุปาทาน (กิเลสที่ยังเป็นเชื้อ) อยู่
ก็จักกลับมาเกิดอีก ถ้าไม่มีอุปาทานก็จักไม่กลับมา
ม. เธอฉลาดแก้ปัญหา
จบปฏิสนธิคหณปัญหา

ปัญหาที่ ๗
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน ผู้ที่จักไม่กลับมาเกิดอีก
เป็นเพราะโยนิโสมนสิการมิใช่หรือ
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร เป็นเพราะโยนิโสมนสิการ
ด้วย เพราะปัญญาด้วย เพราะกุศลธรรมเหล่าอื่นด้วย
ม. โยนิโสมนสิการก็คือปัญญามิใช่หรือ
น. มิใช่อย่างนั้น ขอถวายพระพร โยนิโสมนสิการในที่นี้ได้แก่
ความนึกชอบ ปัญญาได้แก่ความรู้ ความต่างกันนี้พึงเห็นเช่นสัตว์เดียรัจฉาน
มีแพะแกะโคกระบือเป็นต้นย่อมนึกสิ่งที่ดีที่ชอบได้ แต่หารอบรู้เหตุผล
แห่งความดีความชอบนั้นๆ ไม่
จบมนสิการปัญหา

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 20:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๘
พระเจ้ามิลินท์ตัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน ลักษณะแห่ง
โยนิโสมนสิการมีอย่างไร แห่งปัญญามีอย่างไร
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร โยนิโสมนสิการ
มีลักษณะยกขึ้น ปัญญามีลักษณะตัด
ม. ขอเธอ จงหาตัวอย่างมาเปรียบเทียบความต่าง แห่งลักษณะทั้ง ๒
นั้นให้ฟัง

น. ขอถวายพระพร ชาวนาเขาเกี่ยวข้าวกันอย่างไร
ม. เขาก็เอามือขวาจับเคียวตะล่อนข้าวรวมกันเข้าเป็นกำ แล้วเอา
มือซ้ายจับกำข้าวขึ้น แล้วเขาก็ตัดกำข้าวด้วยเคียวนั้น
น. นั่นแลฉันใด แม้ผู้ที่ฝึกฝนตนก็ฉันนั้นเหมือนกัน ใช้ความคิด
ความนึกยกเอาเหตุผล แห่งวิธีฝึกหัดทั้งหลายมารวมไต่สวนใช้ความ
รอบรู้เป็นผู้ชี้ขาดว่า จะควรฝึกหัดด้วยวิธีอย่างไร จึงจะมีผล
ขอถวายพระพร นี้แล เป็นความต่างแห่งลักษณะทั้ง ๒ นั้น
จบมนสิการลักขณปัญหา

ปัญหาที่ ๙
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน คำที่เธอว่าผู้ที่จักไม่กลับ
มาเกิดอีก เป็นเพราะกุศลธรรมเหล่าอื่นด้วยนั้น คือกุศลธรรมเหล่าไหน
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร คือกุศลธรรมเหล่านี้ ศีล
(ความสำรวมกายวาจา) ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ (ความเพียร) สติ
(ความระลึกได้) สมาธิ (ความตั้งใจมั่น) ปัญญา (ความรอบรู้)
ม. ก็ศีลมีลักษณะอย่างไรเล่าเธอ

น. ศีลเป็นที่เพาะปลูกคุณงามความดีอื่นๆ ให้งอกงามดังผู้ที่รักษาศีล
ผู้เป็นนิตย์ ย่อมปรากฏว่าเป็นผู้เต็มไปด้วยคุณธรรมเหล่าอื่น มีเมตตากรุณา
เป็นต้นด้วย ขอถวายพระพร ศีล มีลักษณะอย่างนี้
ม. เธอจงเปรียบให้ฟัง

น. ขอถวายพระพร คนทำการเพาะปลูกไม้ดอกไม้ผลจำต้องอาศัย
แผ่นดินเป็นที่เพาะเป็นที่ปลูกพืชพันธุ์นั้นจึงจะงอกงามขึ้นได้ หรือเช่น
การปลูกบ้านสร้างเรือน ก็จำต้องอาศัยแผ่นดินเป็นที่ขุดรากฝังเข็มเช่น
เดียวกัน นี้แลฉันใด แม้ผู้ที่จะอบรมคุณงามความดีอย่างอื่น ก็จำต้อง
รักษาศีลให้เป็นพื้นเสียก่อน คุณธรรมนั้นๆ จึงจะอยู่ประจำและงอกงาม

ขึ้นได้ ความข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ใจความว่า ผู้รักษาศีล
ย่อมทำให้สมาธิและปัญญางอกงามขึ้น เหตุว่าศีลนี้เป็นที่ตั้งอาศัยแห่ง
คุณธรรมทั้งหลาย ประหนึ่งว่าแผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัยแห่งมูลสัตว์
ม. เธอว่านี้ชอบแล้ว
จบศีลปติฏฐานลักขณปัญหา

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2019, 20:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 7540

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ปัญหาที่ ๑๐
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน ก็ศรัทธามีลักษณะอย่างไร
พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร มีลักษณะทำจิตให้ผ่องใส
และมีลักษณะจูงใจ
ม. ศรัทธาทำจิตให้ผ่องใสได้อย่างไร
น. ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมขับไล่นิวรณ์ (นิวรณ์ คือธรรมอันกวนจิตให้ขุ่น
ป้องกันไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ อย่าง คือ ๑ ความกำหนัดรักใคร่.

๒ ปองร้ายผู้อื่น. ๓ จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม. ๔ ฟุ้งซ่านและรำคาญ. ๕ ใจลังเล.)
ไปจากจิต จิตเมื่อปราศจากนิวรณ์ก็ย่อมผ่องใส
ม. เธอจงเปรียบให้ฟัง
น. เหมือนพระมหากษัตริย์ พร้อมด้วยจตุรงคเสนาเสด็จกรีธาทัพยกข้าม
แม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งไป ครั้นแล้วทรงกระหายน้ำ จึงสั่งตรัสให้ราชบุรุษไปตัก
น้ำมาถวาย ก็แก้วมณีมีเดชศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำให้ขุ่นให้ใสได้ของ
พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นมีอยู่ เมื่อราชบุรุษนั้นรับพระราชโองการแล้ว

ก็นำเอาแก้วมณีดวงนั้นไปแช่ในแม่น้ำอันน้อยนั้น พอแช่สาหร่ายจอกแหน
ก็หลีกออกไป ตมก็จมลง น้ำก็ใสขึ้น ราชบุรุษจึงตักน้ำนั้นมาถวายพระมหา
กษัตริย์ตามพระราชประสงค์ ขอถวายพระพร เปรียบจิตเหมือนน้ำ ผู้ทำ
ศรัทธาให้เกิด เหมือนราชบุรุษนิวรณ์เหมือนสาหร่ายและตม ศรัทธาเหมือน

แก้วมณี, อันจิตใจของคนเรา ย่อมถูกนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง ๕ อย่าง
นั้นกระทำให้เศร้าหมอง พึงเห็นคนที่มีพยาบาทคิดปองร้ายเขา ใจย่อมขุ่น
อยู่เสมอ ก็ถ้าในขณะนั้นเขาผ่อนใจให้ความคำนึงถึงเหตุผลจนเห็นโทษแห่ง
พยาบาทได้ก็ย่อมจะขจัดความพยาบาทเสียได้ทันที

เพราะเกิดศรัทธาความเชื่อขึ้นว่า ทำชั่วก็ได้รับผลชั่ว ตนก่อความพยาบาท
ตนก็ต้องรับผลของพยาบาท ซึ่งเป็นการก่อเวรก่อกรรทำลายประโยชน์สุขของ
ตนและผู้อื่น เมื่อนั้นใจก็จะจางขุ่นมีสภาพผ่องใสขึ้นโดยลำดับ

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ

สนทนาธรรมโปรดเคารพในพระธรรม และเพื่อนสมาชิกด้วย

เจริญ สติ และปัญญา


เพื่อลดละเลิก ป้องกันสิ่งที่เป็นอกุศลทาง กาย วาจา ใจ
เพื่อเจริญและรักษาไว้ชึ่งสิ่งที่เป็นกุศลทาง กาย วาจา ใจ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 212 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ... 15  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร