วันเวลาปัจจุบัน 13 พ.ย. 2019, 14:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 482 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27 ... 33  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 08:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
rolleyes
รู้จักคำว่าฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญาไหมคะ
ทำเหตุตรงให้เกิดปัญญาตรงปัจจุบัน
เป็นอารมณ์ตรงขณะที่รู้ตรงสัจจะ
ขาดฟังเมื่อใดไหลเลยอวิชชา
รู้ไหมเพราะอะไรถึงไม่ดี
ก็เห็นแล้วคิดเองไงคะ
:b32:
รู้จักธัมมะไหม
ธัมมะอยู่ที่ไหน
ธัมมะเป็นธัมมะ
ธัมมะจึงไม่ใช่เรา
แต่เป็นเราคิดพูดทำ
ลืมฟังโทษใครได้ไหม
เพราะคิดพูดทำตามคิดเอง
ขาดการฟังเมื่อใดเหตุปัจจัยคืออวิชชา
เป็นสาวกต้องฟังมากพหูสูตรู้จักไหมว่าคำไหนที่จำเป็นต้องฟังเพื่อเข้าใจจนเห็นแจ้ง
:b12:
:b4: :b4:
https://youtu.be/gdv1baxOOsA

ทุกคนที่เป็นสาวกคือผู้ฟังคำสอนเข้าใจความจริงจนรู้สึกตัวว่ามีกิเลสมาก
ต้องอาศัยการฟังความจริงที่กำลังมีว่ามีกิเลสมากมหาศาลจนคิดเห็นถูก
เพราะเห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาที่อาศัยเกิดที่มหาภูตรูปดับทันที
เดี๋ยวนี้จิตแต่ละขณะอะไรเกิดก่อนเกิดหลังแยกไม่ออกกิเลสไหลแล้ว
เพราะผู้รู้ผู้ไม่หลงฟังคำสอนแล้วพิจารณาไตร่ตรองจนรู้ตามเป็นจริง
สัจจะตรงขณะแต่ความเห็นผิดเกิดจากการไม่ไตร่ตรองความจริง
ว่ากิเลสเกิดแล้วตั้งแต่หลงลืมสติไม่ระลึกตามคำสอนตรงสัจจะ
สมาธิคือความตั้งมั่นของจิตตรงทางแต่ละทางไม่ปนทางกัน
จิตเกิดดับสืบต่อเองตามเหตุปัจจัยตรงทางไม่ต้องทำเพิ่ม
ที่ต้องทำเพิ่มคือปัญญาและถ้าไม่เริ่มคิดถูกตรงตามเสียง
แปลว่าทำแต่กิเลสตนเองสะสมหมักหมมในขันธสันดาน
รู้จักธัมมะไหมว่าความจริงตรงทางตรงขณะแต่ไม่รู้ไง
จึงไปคิดค้นด้นเดาเอาจากการอ่านและเชื่อผู้อื่นบอก
ตถาคตบอกให้ฟังค่ะเข้าใจไหมว่าต้องทำปัญญาเพิ่ม
https://youtu.be/svphaHyPuxY
:b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 09:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


ฟังให้ดี..ย่อมมีประโยชน์..
https://m.youtube.com/watch?v=OMbDJuOPMgY



แก้ไขล่าสุดโดย กบนอกกะลา เมื่อ 13 ม.ค. 2019, 07:14, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 13:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2018, 00:52
โพสต์: 512

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:

ชุดนี้ครบครับ หลวงพ่อพุธ ดีมากครับ


ใช่ชุดนี้รึเปล่า

[/quote]


ครับ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
(จิตรู้สมมติ เป็นสมุทัย)
(ผลอันเกิดจากจิตรู้สมมติ เป็นทุกข์)
(จิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นมรรค)
(ผลอันเกิดจากจิตเห็นจริงต่างหากจากสมมติ เป็นนิโรธ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2019, 14:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงๆไม่มีอ้อมค้อม/ถูกคือถูก/ผิดคือผิด
การจะรู้ความจริงว่าตัวเองเห็นผิดยังไงก็คือลืมตาดูเห็นเป็นปกติ
ดูสิว่ากำลังเห็นอะไรนั่นแหละเรียกว่าเห็นผิดไม่แยกไปจากปกติ
ทีนี้จะคิดเห็นที่กำลังเห็นถูกตามคำสอนได้ต้องกำลังฟังเสียงอยู่
แล้วกำลังคิดตามเสียงถูกตามว่าตนเองเห็นผิดอย่างไรแล้วรู้ตัวไง
เรียกว่ากำลังมีสติคือกำลังระลึกตามคำสอนได้ตรงจริงที่กายใจมี
:b55: :b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


"ปฏิบัติ..ก็อย่างปฏิบัติแบบเลื่อนลอย..มีความสุขก็จริงแล่..แต่ได้ความสุขไม่จริง"

:b9: :b9: :b9:



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:32 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
rolleyes
รู้จักคำว่าฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญาไหมคะ
ทำเหตุตรงให้เกิดปัญญาตรงปัจจุบัน
เป็นอารมณ์ตรงขณะที่รู้ตรงสัจจะ
ขาดฟังเมื่อใดไหลเลยอวิชชา
รู้ไหมเพราะอะไรถึงไม่ดี
ก็เห็นแล้วคิดเองไงคะ
:b32:
รู้จักธัมมะไหม
ธัมมะอยู่ที่ไหน
ธัมมะเป็นธัมมะ
ธัมมะจึงไม่ใช่เรา
แต่เป็นเราคิดพูดทำ
ลืมฟังโทษใครได้ไหม
เพราะคิดพูดทำตามคิดเอง
ขาดการฟังเมื่อใดเหตุปัจจัยคืออวิชชา
เป็นสาวกต้องฟังมากพหูสูตรู้จักไหมว่าคำไหนที่จำเป็นต้องฟังเพื่อเข้าใจจนเห็นแจ้ง
:b12:
:b4: :b4:
https://youtu.be/gdv1baxOOsA

ทุกคนที่เป็นสาวกคือผู้ฟังคำสอนเข้าใจความจริงจนรู้สึกตัวว่ามีกิเลสมาก
ต้องอาศัยการฟังความจริงที่กำลังมีว่ามีกิเลสมากมหาศาลจนคิดเห็นถูก
เพราะเห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาที่อาศัยเกิดที่มหาภูตรูปดับทันที
เดี๋ยวนี้จิตแต่ละขณะอะไรเกิดก่อนเกิดหลังแยกไม่ออกกิเลสไหลแล้ว
เพราะผู้รู้ผู้ไม่หลงฟังคำสอนแล้วพิจารณาไตร่ตรองจนรู้ตามเป็นจริง
สัจจะตรงขณะแต่ความเห็นผิดเกิดจากการไม่ไตร่ตรองความจริง
ว่ากิเลสเกิดแล้วตั้งแต่หลงลืมสติไม่ระลึกตามคำสอนตรงสัจจะ
สมาธิคือความตั้งมั่นของจิตตรงทางแต่ละทางไม่ปนทางกัน
จิตเกิดดับสืบต่อเองตามเหตุปัจจัยตรงทางไม่ต้องทำเพิ่ม
ที่ต้องทำเพิ่มคือปัญญาและถ้าไม่เริ่มคิดถูกตรงตามเสียง
แปลว่าทำแต่กิเลสตนเองสะสมหมักหมมในขันธสันดาน
รู้จักธัมมะไหมว่าความจริงตรงทางตรงขณะแต่ไม่รู้ไง
จึงไปคิดค้นด้นเดาเอาจากการอ่านและเชื่อผู้อื่นบอก
ตถาคตบอกให้ฟังค่ะเข้าใจไหมว่าต้องทำปัญญาเพิ่ม
https://youtu.be/svphaHyPuxY
:b55: :b55: :b55:

คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงๆไม่มีอ้อมค้อม/ถูกคือถูก/ผิดคือผิด
การจะรู้ความจริงว่าตัวเองเห็นผิดยังไงก็คือลืมตาดูเห็นเป็นปกติ
ดูสิว่ากำลังเห็นอะไรนั่นแหละเรียกว่าเห็นผิดไม่แยกไปจากปกติ
ทีนี้จะคิดเห็นที่กำลังเห็นถูกตามคำสอนได้ต้องกำลังฟังเสียงอยู่
แล้วกำลังคิดตามเสียงถูกตามว่าตนเองเห็นผิดอย่างไรแล้วรู้ตัวไง
เรียกว่ากำลังมีสติคือกำลังระลึกตามคำสอนได้ตรงจริงที่กายใจมี
:b55: :b55: :b55: :b55:


ท่านเปสการี..ลูกสาวช่างทอผ้า...ฟังธรรมกี่ครั้ง...จนเป็นโสดาบัน?

เราเราฟังธรรม...กี่พันครั้งแล้ว..แล้วได้มรรคผลอะไรบ้าง?..


http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=23&p=7


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:

ท่านเปสการี..ลูกสาวช่างทอผ้า...ฟังธรรมกี่ครั้ง...จนเป็นโสดาบัน?

เราเราฟังธรรม...กี่พันครั้งแล้ว..แล้วได้มรรคผลอะไรบ้าง?..


http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... 5&i=23&p=7


อ้างคำพูด:
๗. เรื่องธิดานายช่างหูก [๑๔๓]
ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในเจดีย์ชื่อว่าอัคคาฬวะ ทรงปรารภธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อนฺธภูโต อยํ โลโก" เป็นต้น.

คนเจริญมรณสติไม่กลัวตาย

ความพิสดารว่า วันหนึ่ง พวกชาวเมืองอาฬวี เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงเมืองอาฬวีแล้ว ได้ทูลนิมนต์ถวายทานแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจ จึงตรัสว่า
"ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า 'ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความตายของเราแน่นอน เราพึงตายแน่แท้, ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตของเราไม่เที่ยง, ความตายเที่ยง’
ก็มรณะอันชนทั้งหลายใดไม่เจริญแล้ว, ในกาลที่สุด ชนทั้งหลายนั้นย่อมถึงความสะดุ้ง ร้องอย่างขลาดกลัวอยู่ทำกาละ เหมือนบุรุษเห็นอสรพิษแล้วกลัว ฉะนั้น.
ส่วนมรณะอันชนทั้งหลายใดเจริญแล้ว ชนทั้งหลายนั้นย่อมไม่สะดุ้งในกาลที่สุด ดุจบุรุษเห็นอสรพิษแต่ไกลเทียว แล้วก็เอาท่อนไม้เขี่ยทิ้งไปยืนอยู่ฉะนั้น เพราะฉะนั้น มรณสติอันท่านทั้งหลายพึงเจริญ."

พระศาสดาเสด็จประทานโอวาทธิดาช่างหูก

พวกชนที่เหลือฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้เป็นผู้ขวนขวายในกิจของตนอย่างเดียว. ส่วนธิดาของนายช่างหูกอายุ ๑๖ ปีคนหนึ่ง คิดว่า "โอ ธรรมดาถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอัศจรรย์, เราเจริญมรณสติจึงควร" ดังนี้แล้ว ก็เจริญมรณสติอย่างเดียวตลอดทั้งกลางวันกลางคืน.
ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากเมืองอาฬวีแล้ว ก็ได้เสด็จไปพระเชตวัน.

นางกุมาริกาแม้นั้น ก็เจริญมรณสติสิ้น ๓ ปีทีเดียว.

ต่อมาวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูโลก ในเวลาใกล้รุ่งทรงเห็นนางกุมาริกานั้น เข้าไปในภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญว่า "เหตุอะไรหนอ? จักมี" ทรงทราบว่า "นางกุมาริกานี้เจริญมรณสติแล้วสิ้น ๓ ปี ตั้งแต่วันที่ฟังธรรมเทศนาของเรา บัดนี้ เราไปในที่นั้นแล้ว ถามปัญหา ๔ ข้อกะนางกุมาริกานี้ เมื่อนางแก้ปัญหาอยู่ จักให้สาธุการในฐานะ ๔ แล้วภาษิตคาถานี้ ในเวลาจบคาถา นางกุมาริกานั้นจักตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เพราะอาศัยนางกุมาริกานั้น เทศนาจักมีประโยชน์แม้แก่มหาชน"
ดังนี้แล้ว มีภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้เสด็จออกจากพระเชตวัน ไปสู่อัคคาฬววิหารโดยลำดับ. ชาวเมืองอาฬวีทราบว่า "พระศาสดาเสด็จมาแล้ว" จึงไปวิหาร ทูลนิมนต์แล้ว. แม้นางกุมาริกานั้นทราบการเสด็จมาของพระศาสดา มีใจยินดีว่า "ข่าวว่า พระมหาโคดมพุทธเจ้าผู้พระบิดา ผู้เป็นใหญ่ เป็นพระอาจารย์ ผู้มีพระพักตร์ดังพระจันทร์เพ็ญของเราเสด็จมาแล้ว" จึงคิดว่า "พระศาสดาผู้มีวรรณะดังทองคำ อันเราเคยเห็น ในที่สุด ๓ ปี แต่วันนี้ บัดนี้ เราจักได้เห็นพระสรีระซึ่งมีวรรณะดังทองคำ และฟังธรรมอันเป็นโอวาท ซึ่งมีโอชะอันไพเราะ (จับใจ) ของพระศาสดานั้น."
ฝ่ายบิดาของนาง เมื่อจะไปสู่โรงหูก ได้สั่งไว้ว่า "แม่ ผ้าสาฎกซึ่งเป็นของคนอื่น เรายกขึ้นไว้ (กำลังทอ), ผ้านั้นประมาณคืบหนึ่ง ยังไม่สำเร็จ. เราจะให้ผ้านั้นเสร็จในวันนี้ เจ้ากรอด้ายหลอดแล้ว พึงนำมาให้แก่พ่อโดยเร็ว."
นางกุมาริกานั้นคิดว่า "เราใคร่จะฟังธรรมของพระศาสดา ก็บิดาสั่งเราไว้อย่างนี้ เราจะฟังธรรมของพระศาสดาหรือหนอแล หรือจะกรอด้ายหลอดแล้วนำไปให้แก่บิดา?" ครั้งนั้น นางกุมาริกานั้นได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า "เมื่อเราไม่นำด้ายหลอดไปให้บิดาพึงโบยเราบ้าง พึงตีเราบ้าง เพราะฉะนั้น เรากรอด้ายหลอดให้แก่ท่านแล้ว จึงจักฟังธรรมในภายหลัง" ดังนี้แล้ว จึงนั่งกรอด้ายหลอดอยู่บนตั่ง.
แม้พวกชาวเมืองอาฬวีอังคาสพระศาสดาแล้ว ได้รับบาตร ยืนอยู่เพื่อต้องการอนุโมทนา. พระศาสดาประทับนิ่งแล้ว ด้วยทรงดำริว่า
"เราอาศัยกุลธิดาใดมาแล้วสิ้นทาง ๓๐ โยชน์ กุลธิดานั้นไม่มีโอกาสแม้ในวันนี้ เมื่อกุลธิดานั้นได้โอกาส เราจักทำอนุโมทนา."
ก็ใครๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ย่อมไม่อาจเพื่อจะทูลอะไรๆ กะพระศาสดาผู้ทรงนิ่งอย่างนั้นได้. แม้นางกุมาริกานั้นแล กรอด้ายหลอดแล้วใส่ในกระเช้า เดินไปสู่สำนักของบิดา ถึงที่สุดของบริษัทแล้ว ก็ได้เดินแลดูพระศาสดาไป.
แม้พระศาสดาก็ทรงชะเง้อ๑- ทอดพระเนตรนางกุมาริกานั้น. ถึงนางกุมาริกานั้นก็ได้ทราบแล้ว โดยอาการที่พระศาสดาทอดพระเนตรเหมือนกันว่า "พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้น ทอดพระเนตรเราอยู่ ย่อมทรงหวังการมาของเรา ย่อมทรงหวังการมาสู่สำนักของพระองค์ทีเดียว."
นางวางกระเช้าด้ายหลอด แล้วได้ไปยังสำนักของพระศาสดา.
____________________________
๑- คีวํ อุกฺขิปิตฺวา.

ถามว่า "ก็เพราะเหตุอะไร? พระศาสดาจึงทอดพระเนตรนางกุมาริกานั้น."
แก้ว่า "ได้ยินว่า พระองค์ได้ทรงปริวิตกอย่างนี้ว่า ‘นางกุมาริกานั้น เมื่อไปจากที่นี้ ทำกาลกิริยาอย่างปุถุชนแล้ว จักเป็นผู้มีคติไม่แน่นอน, แต่มาสู่สำนักของเราแล้วไปอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว จักเป็นผู้มีคติแน่นอน เกิดในดุสิตวิมาน." นัยว่า ในวันนั้น ชื่อว่าความพ้นจากความตายไม่มีแก่นางกุมาริกานั้น.
นางกุมาริกานั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเครื่องหมายอันพระศาสดาทอดพระเนตรนั่นแล เข้าไปสู่ระหว่างแห่งรัศมีมีพรรณะ ๖ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.

พระศาสดาตรัสถามปัญหากะธิดาช่างหูก

ในขณะที่นางกุมาริกานั้นถวายบังคมพระศาสดาผู้ประทับนั่งนิ่งในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้นแล้ว ยืนอยู่นั่นแล พระศาสดาตรัสกะนางว่า "กุมาริกา เธอมาจากไหน?"
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอจักไป ณ ที่ไหน?
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอไม่ทราบหรือ?
กุมาริกา. ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เธอทราบหรือ?
กุมาริกา. ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะนางกุมาริกานั้น ด้วยประการฉะนี้.
มหาชนโพนทะนาว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดู ธิดาของช่างหูกนี้พูดคำอันตนปรารถนาแล้วๆ กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ‘เธอมาจากไหน?’ ธิดาของช่างหูกนี้ควรพูดว่า ‘จากเรือนของช่างหูก’ เมื่อตรัสว่า ‘เธอจะไปไหน ?’ ก็ควรกล่าวว่า ‘ไปโรงของช่างหูก’ มิใช่หรือ?"
พระศาสดาทรงกระทำมหาชนให้เงียบเสียงแล้ว ตรัสถามว่า "กุมาริกา เธอ เมื่อเรากล่าวว่า ‘มาจากไหน?’ เพราะเหตุไร เธอจึงตอบว่า ‘ไม่ทราบ’".
กุมาริกา. "พระเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบความที่หม่อมฉันมาจากเรือนช่างหูก แต่พระองค์ เมื่อตรัสถามว่า ‘เธอมาจากไหน?’ ย่อมตรัสถามว่า ‘เธอมาจากที่ไหน จึงเกิดแล้วในที่นี้?’ แต่หม่อมฉันย่อมไม่ทราบว่า ‘ก็เรามาแล้วจากไหน จึงเกิดในที่นี้?"
ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการเป็นครั้งแรกแก่นางกุมาริกานั้นว่า "ดีละ ดีละ กุมาริกา ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล อันเธอแก้ได้แล้ว" แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เธอ อันเราถามแล้วว่า ‘เธอจะไป ณ ที่ไหน?’ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ‘ไม่ทราบ?’"
กุมาริกา. "พระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบหม่อมฉันผู้ถือกระเช้าด้ายหลอดเดินไปยังโรงของช่างหูก, พระองค์ย่อมตรัสถามว่า ‘ก็เธอไปจากโลกนี้แล้ว จักเกิดในที่ไหน?’ ก็หม่อมฉันจุติจากโลกนี้แล้วย่อมไม่ทราบว่า ‘จักไปเกิดในที่ไหน?’"
ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า "ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว" แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เมื่อเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ‘ไม่ทราบหรือ?’ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ‘ทราบ?’"
กุมาริกา. พระเจ้าข้า หม่อมฉันย่อมทราบภาวะคือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น เหตุนั้น จึงกราบทูลอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๓ ว่า "ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว" แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอ อันเราถามว่า ‘เธอย่อมทราบหรือ?’ เพราะเหตุไร จึงพูดว่า ‘ไม่ทราบ?’"
กุมาริกา. หม่อมฉันย่อมทราบแต่ภาวะ คือความตายของหม่อมฉันเท่านั้น พระเจ้าข้า แต่ย่อมไม่ทราบว่า "จักตายในเวลากลางคืน กลางวันหรือเวลาเช้าเป็นต้น ในกาลชื่อโน้น เพราะเหตุนั้น จึงพูดอย่างนั้น."

คนมีปัญญาชื่อว่ามีจักษุ
ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการครั้งที่ ๔ แก่นางว่า
"ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล เธอแก้ได้แล้ว" แล้วตรัสเตือนบริษัทว่า "พวกท่านย่อมไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้ ที่นางกุมาริกานี้กล่าวแล้ว ย่อมโพนทะนาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะจักษุ คือปัญญาของชนเหล่าใดไม่มี ชนเหล่านั้นเป็น (ดุจ) คนบอดทีเดียว จักษุ คือปัญญาของชนเหล่าใดมีอยู่ ชนเหล่านั้นนั่นแล เป็นผู้มีจักษุ"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๗.
อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุนฺโต๑- ชาลมุตฺโตว อปฺโป สคฺคาย คจฺฉติ.
สัตว์โลกนี้เป็นเหมือนคนตาบอด ในโลกนี้
น้อยคนนักจะเห็นแจ้ง, น้อยคนนักจะไปสวรรค์
เหมือนนกหลุดแล้วจากข่าย (มีน้อย) ฉะนั้น
.

____________________________


คำตอบของท่านเปสการีที่ตอบบรมพระศาสดา..ไปจำไปฟังใครมาตอบหรือ?.....

กลับมาที่เราเรา..

ฟังธรรม...กี่พันครั้งแล้ว..แล้วได้มรรคผลอะไรบ้าง?.

หากไม่นับรวมพวกที่กล่าวผิดธรรม..เพ้อเจ่อ...เหลวไหล..นะ

มี 2 ปัจจัย...ที่ฟังธรรมเป็นพันพันครั้งแต่ไม่มีมรรคผลอะไร..คือ..

1. ผู้ฟังธรรม...มีบุญบารมี ไม่พอ
2. ผู้พูดธรรม..ไม่มีพลังดี พอ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 07:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


มาฟัง..คนที่มีพลังดี...พอ...จะดีกว่านะ ครับ
:b12: :b12: :b12:

อินทรีย์ สำคัญ...
สมาธิวิปัสสนากรรมฐานแบบเข้าใจง่าย



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 12:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
rolleyes
รู้จักคำว่าฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญาไหมคะ
ทำเหตุตรงให้เกิดปัญญาตรงปัจจุบัน
เป็นอารมณ์ตรงขณะที่รู้ตรงสัจจะ
ขาดฟังเมื่อใดไหลเลยอวิชชา
รู้ไหมเพราะอะไรถึงไม่ดี
ก็เห็นแล้วคิดเองไงคะ
:b32:
รู้จักธัมมะไหม
ธัมมะอยู่ที่ไหน
ธัมมะเป็นธัมมะ
ธัมมะจึงไม่ใช่เรา
แต่เป็นเราคิดพูดทำ
ลืมฟังโทษใครได้ไหม
เพราะคิดพูดทำตามคิดเอง
ขาดการฟังเมื่อใดเหตุปัจจัยคืออวิชชา
เป็นสาวกต้องฟังมากพหูสูตรู้จักไหมว่าคำไหนที่จำเป็นต้องฟังเพื่อเข้าใจจนเห็นแจ้ง
:b12:
:b4: :b4:
https://youtu.be/gdv1baxOOsA

ทุกคนที่เป็นสาวกคือผู้ฟังคำสอนเข้าใจความจริงจนรู้สึกตัวว่ามีกิเลสมาก
ต้องอาศัยการฟังความจริงที่กำลังมีว่ามีกิเลสมากมหาศาลจนคิดเห็นถูก
เพราะเห็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาที่อาศัยเกิดที่มหาภูตรูปดับทันที
เดี๋ยวนี้จิตแต่ละขณะอะไรเกิดก่อนเกิดหลังแยกไม่ออกกิเลสไหลแล้ว
เพราะผู้รู้ผู้ไม่หลงฟังคำสอนแล้วพิจารณาไตร่ตรองจนรู้ตามเป็นจริง
สัจจะตรงขณะแต่ความเห็นผิดเกิดจากการไม่ไตร่ตรองความจริง
ว่ากิเลสเกิดแล้วตั้งแต่หลงลืมสติไม่ระลึกตามคำสอนตรงสัจจะ
สมาธิคือความตั้งมั่นของจิตตรงทางแต่ละทางไม่ปนทางกัน
จิตเกิดดับสืบต่อเองตามเหตุปัจจัยตรงทางไม่ต้องทำเพิ่ม
ที่ต้องทำเพิ่มคือปัญญาและถ้าไม่เริ่มคิดถูกตรงตามเสียง
แปลว่าทำแต่กิเลสตนเองสะสมหมักหมมในขันธสันดาน
รู้จักธัมมะไหมว่าความจริงตรงทางตรงขณะแต่ไม่รู้ไง
จึงไปคิดค้นด้นเดาเอาจากการอ่านและเชื่อผู้อื่นบอก
ตถาคตบอกให้ฟังค่ะเข้าใจไหมว่าต้องทำปัญญาเพิ่ม
https://youtu.be/svphaHyPuxY
:b55: :b55: :b55:

คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงๆไม่มีอ้อมค้อม/ถูกคือถูก/ผิดคือผิด
การจะรู้ความจริงว่าตัวเองเห็นผิดยังไงก็คือลืมตาดูเห็นเป็นปกติ
ดูสิว่ากำลังเห็นอะไรนั่นแหละเรียกว่าเห็นผิดไม่แยกไปจากปกติ
ทีนี้จะคิดเห็นที่กำลังเห็นถูกตามคำสอนได้ต้องกำลังฟังเสียงอยู่
แล้วกำลังคิดตามเสียงถูกตามว่าตนเองเห็นผิดอย่างไรแล้วรู้ตัวไง
เรียกว่ากำลังมีสติคือกำลังระลึกตามคำสอนได้ตรงจริงที่กายใจมี
:b55: :b55: :b55: :b55:

มีพระรัตนตรัยสูงสุดเป็นที่พึ่งคือพึ่งการฟังคำสอนไม่เข้าใจหรือคะ
อัตตาหิ อัตโนนาโถ พึ่งคิดตามคำสอนโดยใช้หูฟังและดูความจริง
มองดูโลกตามปกติภพภูมิให้เข้าใจถูกตอนลืมตาดูใช้หูฟังเป็นไหม
เห็นตามปกติยังแยกไม่ออกเลยว่าอะไรถูกอะไรผิดยังหลงไปทำอีก
ที่ทำแบบไหนก็เป็นแบบนั้นมานับชาติไม่ถ้วนแล้วหัดฟังสะสมปัญญาซะบ้างนะคะ
https://youtu.be/6iBFHlVrX08
:b55: :b55: :b55: :b55: :b55:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 18:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
มีพระรัตนตรัยสูงสุดเป็นที่พึ่งคือพึ่งการฟังคำสอนไม่เข้าใจหรือคะ
อัตตาหิ อัตโนนาโถ พึ่งคิดตามคำสอนโดยใช้หูฟังและดูความจริง



ฟังคนไม่เข้าใจพูด....แล้วคนที่ไปฟัง..จะเข้าใจในอะไร..

:b13: :b13: :b13:

มา..มะ.. มาฟังคนที่เข้าใจ..พูด...มะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 19:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
Rosarin เขียน:
มีพระรัตนตรัยสูงสุดเป็นที่พึ่งคือพึ่งการฟังคำสอนไม่เข้าใจหรือคะ
อัตตาหิ อัตโนนาโถ พึ่งคิดตามคำสอนโดยใช้หูฟังและดูความจริง



ฟังคนไม่เข้าใจพูด....แล้วคนที่ไปฟัง..จะเข้าใจในอะไร..

:b13: :b13: :b13:

มา..มะ.. มาฟังคนที่เข้าใจ..พูด...มะ

cool
อ่านแล้วตีความให้ถูกว่าความหมายของพระพุทธศาสนาคืออะไร
พระ=ผู้ประเสริฐ/พุทธะ=ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน/ศาสนา=คำสอน=ศาสดา
รวมความหมายหลังเท่ากับคือคำสอนของผู้ประเสริฐผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
และพระศาสดาชื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายกคำสอนขึ้นแทนศาสดา
มีความหมายเป็นตัวบุคคลนอกเหนือจากคำสอนของพระพุทธเจ้าไหมคะ
:b17: :b17:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 20:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:

คำตอบของท่านเปสการีที่ตอบบรมพระศาสดา..ไปจำไปฟังใครมาตอบหรือ?.....

กลับมาที่เราเรา..

ฟังธรรม...กี่พันครั้งแล้ว..แล้วได้มรรคผลอะไรบ้าง?.

หากไม่นับรวมพวกที่กล่าวผิดธรรม..เพ้อเจ่อ...เหลวไหล..นะ

มี 2 ปัจจัย...ที่ฟังธรรมเป็นพันพันครั้งแต่ไม่มีมรรคผลอะไร..คือ..

1. ผู้ฟังธรรม...มีบุญบารมี ไม่พอ
2. ผู้พูดธรรม..ไม่มีพลังดี พอ..


:b13: :b13: :b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2019, 21:00 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


ฟังเป็นพันครั้ง...แต่ไม่ก้าวไปไหน..เพราะมีสิ่งขัดขวางอยู่

มา..มะ..มาฟัง...ว่าเพราะอะไร

รู้จักกับสิ่งที่กั้นจิตใจ ไม่ให้ได้ !! บรรลุธรรม



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2019, 23:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6290

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool
กบนอกกะลา เขียน:
ฟังเป็นพันครั้ง...แต่ไม่ก้าวไปไหน..เพราะมีสิ่งขัดขวางอยู่

มา..มะ..มาฟัง...ว่าเพราะอะไร

รู้จักกับสิ่งที่กั้นจิตใจ ไม่ให้ได้ !! บรรลุธรรม


:b32:
ถ้าดูจอคอมก็จอดับ

ดูจอไอแพดก็แบตหมด

สีกระทบจักขุปสาทะดับแล้ว

ยังคิดว่าตัวเองเห็นจอคอมจอไอแพดอยู่หรือ

คิดให้ตรงสิว่ากำลังคิดเห็นผิดเกินจากความจริง

ตามคำสอนบอกว่าจิตเห็นสีดับแล้วมืดต่ออีก3ขณะกิเลสไหลแล้วยังไม่ครบ6ทางเลย555
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2019, 01:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12214


 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
cool
กบนอกกะลา เขียน:
ฟังเป็นพันครั้ง...แต่ไม่ก้าวไปไหน..เพราะมีสิ่งขัดขวางอยู่

มา..มะ..มาฟัง...ว่าเพราะอะไร

รู้จักกับสิ่งที่กั้นจิตใจ ไม่ให้ได้ !! บรรลุธรรม


:b32:
ถ้าดูจอคอมก็จอดับ

ดูจอไอแพดก็แบตหมด

สีกระทบจักขุปสาทะดับแล้ว

ยังคิดว่าตัวเองเห็นจอคอมจอไอแพดอยู่หรือ

คิดให้ตรงสิว่ากำลังคิดเห็นผิดเกินจากความจริง

ตามคำสอนบอกว่าจิตเห็นสีดับแล้วมืดต่ออีก3ขณะกิเลสไหลแล้วยังไม่ครบ6ทางเลย555
:b32: :b32:


ใครให้ดู..จอคอมฯ หรือ?

ให้ฟัง....ป้าก็มาพูด..ยังกะว่าใครให้ดู

ให้ดู...ป้าก็จะพูดว่า..ต้องฟัง..


ทำไมถึงเป็นคน..ไม่อยู่กะร่องกะรอย..อย่างนี้? :b7: :b7:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 482 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 21, 22, 23, 24, 25, 26, 27 ... 33  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร