วันเวลาปัจจุบัน 02 ธ.ค. 2020, 04:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 41 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 05:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 05:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เบื้องต้นวางหลักให้เห็นภาพหน่อย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ยกตัวอย่างง่ายๆ นาย ก. เห็นเด็กคนหนึ่งกำลังคุ้ยหาเศษอาหารในถังขยะ เขาคิดว่าเด็กนี้คงหิวจึงซักถามจนได้ความแล้วว่าเด็กนี้ไม่ได้กินข้าวหลายวันแล้ว ก็จึงพาไปซื้่ออาหารให้กิน เขาเห็นเด็กเคี้ยวอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย เกิดความสุขใจสบายใจเกิดปีติว่าเออเราได้ให้ทาน (ให้ข้าวให้น้ำฯลฯ) แก่เด็กนี้เหมือนการให้กำลังเขา แม้กาลจะผ่านไปหลายๆวันแล้ว นึกถึงทีไร ก็เกิดปีติปลาบปลื้มใจสบายใจทุกที นี่เรียกว่า บุญ แล้ว

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 08:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอาให้หายสงสัยกันไปเลย นำหลักเทียบให้อีก



บำเพ็ญ ทำ, ทำด้วยความตั้งใจ, ปฏิบัติ, ทำให้เต็ม, ทำให้มีขึ้น, ทำให้สำเร็จผล (ใช้แก่สิ่งที่ดีงามเป็นบุญกุศล)


บุญกิริยาวัตถุ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี

บุญ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กรรมดี, ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และทางใจ, กุศลกรรม, ความสุข, กุศลธรรม

บุญกิริยาวัตถุ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี,

หมวด ๓ คือ
๑. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้

๒.สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลประพฤติดี

๓. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา

หมวด ๑๐ คือ
๑. ทานมัย

๒. สีลมัย

๓.ภาวนามัย

๔. อปจายนมัย ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม

๕. เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้

๖. ปัตติทานมัย ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น

๗. ปัตตานุโมทนามัย ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น

๘. ธัมมัสสวนมัย ด้วยการฟังธรรม

๙. ธัมมเทสนามัย ด้วยการสั่งสอนธรรม

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ ด้วยการทำความเห็นให้ตรง


ทำบุญ ทำความดี, ทำสิ่งที่ดีงาม, ประกอบกรรมดี ดังที่ท่านแสดงไว้ในบุญกิริยาวัตถุ ๓ หรือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แต่ที่พูดกันทั่วไป มักเพ่งที่การเลี้ยงพระ ตักบาตร ถวายจตุปัจจัยแก่พระสงฆ์ บริจาคบำรุงวัดและการก่อสร้างในวัดเป็นสำคัญ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 08:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ
:b13:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 10:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ


เฮ้ย....จริงป้าวนั้น..

ไม่ทราบว่า..ข้อความต้นกับท้าย..เป็นยังงัย...ก็หยุดการปรุงแต่งไปก่อนละกัน..

มาดูว่า...พระองค์กล่าวอย่างไร...เรื่อง..บุญ

หนึ่งในนั้น..คือ..ปุญญสูตร

อ้างคำพูด:
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

๒. ปุญญสูตร


[๒๐๐] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระ
ผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่ง
ความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรา
รู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตน
เสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน เราเจริญ
เมตตาจิตตลอด ๗ ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ
เมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า
เราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถ
เห็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ใน
วิมานพรหมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ๓๖ ครั้ง
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชามีสมุทรสาครสี่
เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วย
รัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง จะกล่าวใยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมาก
อย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น
ดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบาก
แห่งกรรม ๓ ประการของเรา คือ ทาน ๑ ทมะ ๑ สัญญมะ ๑ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาค
ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป
ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑
เมตตาจิต ๑ บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการอันเป็นเหตุ
เกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความ
เบียดเบียน เป็นสุข ฯ
เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว

ฉะนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๒



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 12:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บุญกิริยาวัตถุ ก็เป็นบารมีนะขอรับ เอ้าดู



บารมี คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวดเพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง


บารมี คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง, บารมีที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบรรลุโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มี ๑๐ คือ

๑. ทาน การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์

๒. ศีล ความประพฤติถูกต้อง สุจริต

๓. เนกขัมมะ ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ, การออกบวช

๔. ปัญญา ความรอบรู้ เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหา และดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ

๕. วิริยะ ความเพียรแกล้วกล้า บากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่

๖. ขันติ ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส

๗. สัจจะ ความจริง ซื่อสัตย์ จริงใจ จริงจัง

๘. อธิษฐาน ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่

๙. เมตตา ความรัก ความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข

๑๐. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง อยู่ในธรรม เรียบสงบสม่ำเสมอ ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ


บารมี ๑๐ นั้น จะบริบูรณ์ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญแต่ละบารมีครบสามขั้นหรือสามระดับ จึงแบ่งบารมีเป็น ๓ ระดับ คือ

๑. บารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นต้น

๒. อุปบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นจวนสูงสุด

๓. ปรมัตถบารมี คือ คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นสูงสุด

เกณฑ์ในการแบ่งระดับของบารมีนั้น มีหลายแง่หลายด้าน ขอยกเกณฑ์อย่างง่ายมาให้รู้พอเข้าใจ เช่น ในข้อทาน สละทรัพย์ภายนอกทุกอย่างได้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานบารมี
สละอวัยวะ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานอุปบารมี
สละชีวิต เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานปรมัตถบารมี

บารมีในแต่ละชั้นมี ๑๐ จึงแยกเป็น บารมี ๑๐ (ทศบารมี) อุปบารมี ๑๐ (ทศอุปบารมี) และปรมัตถบารมี ๑๐ (ทศปรมัตถบารมี) รวมทั้งสิ้น เป็นบารมี ๓๐ เรียกเป็นคำศัพท์ว่า สมดึงสบารมี (หรือสมติงสบารมี) แปลว่า บารมีสามสิบถ้วน หรือบารมีครบเต็มสามสิบ แต่ในภาษาไทย บางทีเรียกสืบๆ กันมาว่า "บารมี ๓๐ ทัศ"

บริจาค สละให้, เสียสละ, สละออกไปจากตัว, การสละให้หมดความเห็นแก่ตัว หรืออย่างมิให้มีความเห็นแก่ตน โดยมุ่งเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เพื่อความดีงาม หรือเพื่อการก้าวสูงขึ้นไปในธรรม เช่น ธนะบริจาค (การสละทรัพย์) ชีวิตบริจาค (การสละชีวิต) กามสุขบริจาค (การสละกามสุข) อกุศลบริจาค (การสละละอกุศล) , บัดนี้ มักหมายเฉพาะการร่วมให้หรือการสละเพื่อการบุญอย่างเป็นพิธี

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 12:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ


คุณโรสออกจากสำนักแม่บริหารฯ โดยเร็วแล้วเลิกฟังคลิปเขาโดยเด็ดขาด แล้วเลิกตั้งใจกะพริบตา ให้มันกะพริบของมันเองตามธรรมชาติ แล้วมาเรียนอภิธรรมกับกรัชกายด้วยมาฟังกรัชกายพูดด้วยนะนะ :b11:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 13:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
เบื้องต้นวางหลักให้เห็นภาพหน่อย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ยกตัวอย่างง่ายๆ นาย ก. เห็นเด็กคนหนึ่งกำลังคุ้ยหาเศษอาหารในถังขยะ เขาคิดว่าเด็กนี้คงหิวจึงซักถามจนได้ความแล้วว่าเด็กนี้ไม่ได้กินข้าวหลายวันแล้ว ก็จึงพาไปซื้่ออาหารให้กิน เขาเห็นเด็กเคี้ยวอาหารด้วยความเอร็ดอร่อย เกิดความสุขใจสบายใจเกิดปีติว่าเออเราได้ให้ทาน (ให้ข้าวให้น้ำฯลฯ) แก่เด็กนี้เหมือนการให้กำลังเขา แม้กาลจะผ่านไปหลายๆวันแล้ว นึกถึงทีไร ก็เกิดปีติปลาบปลื้มใจสบายใจทุกที นี่เรียกว่า บุญ แล้ว


เทวดาทูลถามว่า
บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ
ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ
และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถาม
พระองค์ ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยาน
พาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่าให้จักษุ และ
ผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัย ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอน
ธรรม ชื่อว่าให้อมฤตธรรม ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/read/v.ph ... =923&Z=933

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ส.ค. 2018, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

:b32:
ต้องตั้งต้นทำความเข้าใจให้ตรงกับภาพนะคะ
คุณกรัชกายคะเวลาจิตเกิดดับทีละ1ขณะนี้ค่ะ
บุญไม่ได้อยู่ที่สบายใจจริงๆนะคะดูนะคะ
บุญคือจิต+เวทนา+สัญญา+โสภณเจตสิก+รูปนะคะ

จิตคือวิญญญาณขันธ์1
+
เจตสิก1เวทนาขันธ์1สุขทุกข์เฉยๆโสมนัสโทรมนัสสบายใจอยู่ตรงนี้ค่ะ
+
เจตสิก2สัญญาขันธ์1มีหน้าที่จำคำสอนคือจำถูกหรือจำผิด
+
เจตสิก3สังขารขันธ์50มี2ฝ่ายไม่เกิดร่วมกันปรุงแต่งจิตค่ะบุญบาปคนละขณะจิตค่ะ
บุญอยู่ตรงนี้3.1โสภณเจตสิกฝ่ายดีงามที่ปรุงแต่งจิตค่ะกี่ประเภทจำไม่ได้ค่ะ
บาปอยู่ตรงนี้3.อกุศลเจตสิก14ประเภทเกิดบ่อยเพราะไม่รู้ตรงขณะก่อนดับ
บุญจึงไม่ใช่ความสบายใจนะคะเข้าใจไหมคะคนละสภาพธรรมกันค่ะกับสบายใจคนละเจตสิกค่ะ
:b12:
:b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 08:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

:b32:
ต้องตั้งต้นทำความเข้าใจให้ตรงกับภาพนะคะ
คุณกรัชกายคะเวลาจิตเกิดดับทีละ1ขณะนี้ค่ะ
บุญไม่ได้อยู่ที่สบายใจจริงๆนะคะดูนะคะ
บุญคือจิต+เวทนา+สัญญา+โสภณเจตสิก+รูปนะคะ

จิตคือวิญญญาณขันธ์1
+
เจตสิก1เวทนาขันธ์1สุขทุกข์เฉยๆโสมนัสโทรมนัสสบายใจอยู่ตรงนี้ค่ะ
+
เจตสิก2สัญญาขันธ์1มีหน้าที่จำคำสอนคือจำถูกหรือจำผิด
+
เจตสิก3สังขารขันธ์50มี2ฝ่ายไม่เกิดร่วมกันปรุงแต่งจิตค่ะบุญบาปคนละขณะจิตค่ะ
บุญอยู่ตรงนี้3.1โสภณเจตสิกฝ่ายดีงามที่ปรุงแต่งจิตค่ะกี่ประเภทจำไม่ได้ค่ะ
บาปอยู่ตรงนี้3.อกุศลเจตสิก14ประเภทเกิดบ่อยเพราะไม่รู้ตรงขณะก่อนดับ
บุญจึงไม่ใช่ความสบายใจนะคะเข้าใจไหมคะคนละสภาพธรรมกันค่ะกับสบายใจคนละเจตสิกค่ะ


คิกๆๆ คุณโรส คุณนี่หลงชีวิตไปไกลถึงดาวอังคารนะขอรับโผม :b32:

คคห.คุณนี่ มันโป้งปิดบัญชีแล้วขอรับ

อ้างคำพูด:
ถามคุณโรสนะขอรับโผม ในทุกๆวันเวลานาทีวินาทีทุกลมหายใจเข้าออก คุณโรสใช้จิตไหม

1. ใช้
2.ไม่ใช้

ตอบตรงๆชัดๆ ข้อไหน 1 หรือ 2



Rosarin
ไป ใช้ จิต ทำ ทำ ไม คะ จิต เกิด ดับ ตาม เหตุ ตาม ปัจจัย มีแล้ว ไม่ ต้อง ทำ ไง คะ


.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 11:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

:b32:
ต้องตั้งต้นทำความเข้าใจให้ตรงกับภาพนะคะ
คุณกรัชกายคะเวลาจิตเกิดดับทีละ1ขณะนี้ค่ะ
บุญไม่ได้อยู่ที่สบายใจจริงๆนะคะดูนะคะ
บุญคือจิต+เวทนา+สัญญา+โสภณเจตสิก+รูปนะคะ

จิตคือวิญญญาณขันธ์1
+
เจตสิก1เวทนาขันธ์1สุขทุกข์เฉยๆโสมนัสโทรมนัสสบายใจอยู่ตรงนี้ค่ะ
+
เจตสิก2สัญญาขันธ์1มีหน้าที่จำคำสอนคือจำถูกหรือจำผิด
+
เจตสิก3สังขารขันธ์50มี2ฝ่ายไม่เกิดร่วมกันปรุงแต่งจิตค่ะบุญบาปคนละขณะจิตค่ะ
บุญอยู่ตรงนี้3.1โสภณเจตสิกฝ่ายดีงามที่ปรุงแต่งจิตค่ะกี่ประเภทจำไม่ได้ค่ะ
บาปอยู่ตรงนี้3.อกุศลเจตสิก14ประเภทเกิดบ่อยเพราะไม่รู้ตรงขณะก่อนดับ
บุญจึงไม่ใช่ความสบายใจนะคะเข้าใจไหมคะคนละสภาพธรรมกันค่ะกับสบายใจคนละเจตสิกค่ะ


คิกๆๆ คุณโรส คุณนี่หลงชีวิตไปไกลถึงดาวอังคารนะขอรับโผม :b32:

คคห.คุณนี่ มันโป้งปิดบัญชีแล้วขอรับ

อ้างคำพูด:
ถามคุณโรสนะขอรับโผม ในทุกๆวันเวลานาทีวินาทีทุกลมหายใจเข้าออก คุณโรสใช้จิตไหม

1. ใช้
2.ไม่ใช้

ตอบตรงๆชัดๆ ข้อไหน 1 หรือ 2



Rosarin
ไป ใช้ จิต ทำ ทำ ไม คะ จิต เกิด ดับ ตาม เหตุ ตาม ปัจจัย มีแล้ว ไม่ ต้อง ทำ ไง คะ


:b16:
ก็คิดไตร่ตรองเหตุผลตามสิคะจะได้รู้คำตอบ
:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 11:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ


คุณโรสออกจากสำนักแม่บริหารฯ โดยเร็วแล้วเลิกฟังคลิปเขาโดยเด็ดขาด แล้วเลิกตั้งใจกะพริบตา ให้มันกะพริบของมันเองตามธรรมชาติ แล้วมาเรียนอภิธรรมกับกรัชกายด้วยมาฟังกรัชกายพูดด้วยนะนะ :b11:

Kiss
โรสก็ใช้ชีวิตตามปกตินี่คะ
แค่คลิกกูเกิ้ลดูคลิปแค่นั้น
เข้าใจถูกเห็นแม่เป้งอวิชชา
ที่พากันรับเงินเรี่ยไรเงินไงคะ
จะให้ว่าไงทำลายคำสอนก็คือ
ทำร้ายตนเองมีอบายภูมิรอเห็นๆ
มีให้ดูเต็มบ้านเต็มเมืองมองไม่เห็นรึ
ภิกษุในธรรมวินัยเอาแค่ข้อรับเงินก่อน
เรื่องอื่นเป็นอันว่ามีความเห็นผิดเป็นมิจฉา
สละเรือนขออนุญาตจำวัดเพื่อขัดเกลากิเลส
มากกว่าคฤหัสถ์ไม่สงเคราะห์ใครเพราะขอชาวบ้านกิน
เข้าใจไหมคะแจกซองขอเงินถูกไหมคะคิดตรงไหมคะตาไม่บอด
คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมาไม่มี2มาตรฐานรวมหัวกับอกุศลจ้ะ
คิดรอบคอบแค่สิกขาบทข้อ8ข้อเดียวนี้แหละปิดกั้นมรรคผลนิพพานแล้วค่ะ
แล้วเขาสอนให้ไปขอเงินคนอื่นแกมบังคับใช่ไหมใส่ชื่อเป็นเจ้าภาพนั้นน่าอยากได้บุญหรือคะบาปน๊า
:b12:
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 12:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ


คุณโรสออกจากสำนักแม่บริหารฯ โดยเร็วแล้วเลิกฟังคลิปเขาโดยเด็ดขาด แล้วเลิกตั้งใจกะพริบตา ให้มันกะพริบของมันเองตามธรรมชาติ แล้วมาเรียนอภิธรรมกับกรัชกายด้วยมาฟังกรัชกายพูดด้วยนะนะ :b11:

Kiss
โรสก็ใช้ชีวิตตามปกตินี่คะ
แค่คลิกกูเกิ้ลดูคลิปแค่นั้น
เข้าใจถูกเห็นแม่เป้งอวิชชา
ที่พากันรับเงินเรี่ยไรเงินไงคะ
จะให้ว่าไงทำลายคำสอนก็คือ
ทำร้ายตนเองมีอบายภูมิรอเห็นๆ
มีให้ดูเต็มบ้านเต็มเมืองมองไม่เห็นรึ
ภิกษุในธรรมวินัยเอาแค่ข้อรับเงินก่อน
เรื่องอื่นเป็นอันว่ามีความเห็นผิดเป็นมิจฉา
สละเรือนขออนุญาตจำวัดเพื่อขัดเกลากิเลส
มากกว่าคฤหัสถ์ไม่สงเคราะห์ใครเพราะขอชาวบ้านกิน
เข้าใจไหมคะแจกซองขอเงินถูกไหมคะคิดตรงไหมคะตาไม่บอด
คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมาไม่มี2มาตรฐานรวมหัวกับอกุศลจ้ะ
คิดรอบคอบแค่สิกขาบทข้อ8ข้อเดียวนี้แหละปิดกั้นมรรคผลนิพพานแล้วค่ะ
แล้วเขาสอนให้ไปขอเงินคนอื่นแกมบังคับใช่ไหมใส่ชื่อเป็นเจ้าภาพนั้นน่าอยากได้บุญหรือคะบาปน๊า
:b12:
:b32: :b32:

ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีไปเรี่ยไรใครมาสร้างวัดถวายตถาคตไหมคะ
:b13:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 12:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7383

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ


คุณโรสออกจากสำนักแม่บริหารฯ โดยเร็วแล้วเลิกฟังคลิปเขาโดยเด็ดขาด แล้วเลิกตั้งใจกะพริบตา ให้มันกะพริบของมันเองตามธรรมชาติ แล้วมาเรียนอภิธรรมกับกรัชกายด้วยมาฟังกรัชกายพูดด้วยนะนะ :b11:

Kiss
โรสก็ใช้ชีวิตตามปกตินี่คะ
แค่คลิกกูเกิ้ลดูคลิปแค่นั้น
เข้าใจถูกเห็นแม่เป้งอวิชชา
ที่พากันรับเงินเรี่ยไรเงินไงคะ
จะให้ว่าไงทำลายคำสอนก็คือ
ทำร้ายตนเองมีอบายภูมิรอเห็นๆ
มีให้ดูเต็มบ้านเต็มเมืองมองไม่เห็นรึ
ภิกษุในธรรมวินัยเอาแค่ข้อรับเงินก่อน
เรื่องอื่นเป็นอันว่ามีความเห็นผิดเป็นมิจฉา
สละเรือนขออนุญาตจำวัดเพื่อขัดเกลากิเลส
มากกว่าคฤหัสถ์ไม่สงเคราะห์ใครเพราะขอชาวบ้านกิน
เข้าใจไหมคะแจกซองขอเงินถูกไหมคะคิดตรงไหมคะตาไม่บอด
คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมาไม่มี2มาตรฐานรวมหัวกับอกุศลจ้ะ
คิดรอบคอบแค่สิกขาบทข้อ8ข้อเดียวนี้แหละปิดกั้นมรรคผลนิพพานแล้วค่ะ
แล้วเขาสอนให้ไปขอเงินคนอื่นแกมบังคับใช่ไหมใส่ชื่อเป็นเจ้าภาพนั้นน่าอยากได้บุญหรือคะบาปน๊า
:b12:
:b32: :b32:

ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีไปเรี่ยไรใครมาสร้างวัดถวายตถาคตไหมคะ
:b13:

:b12:
พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์ให้ผู้หญิงบวชไงคะ
ภิกษุณีจึงมีข้อประพฤติมากกว่าภิกษุไงคะ
ภิกษุมี227ข้อภิกษุณี311ข้อยุคนี้ไม่มีภิกษุณี
เพราะที่ทรงกำหนดภิกษุณีที่เป็นอุปัชฌาย์
บวชภิษุณีได้ปีละ1รูปและเว้นปีและต้องมี
สงฆ์ครบ2ฝ่ายทรงไม่ต้องการให้ผู้หญิงบวช
แล้วดูสิคะให้ผู้หญิงโกนหัวไปอยู่ในวัดผิดไหมคะ
พิจารณาตามคำสอนให้เห็นถูกตรงตามคำสอนก่อน
เป็นเพศไหนคฤหัสถ์หรือบรรพชิตและบรรพชิตเท่านั้น
ที่ได้รับอนุญาตตามการบรรพชาให้จำวัดคนอื่นไม่ได้ไงคะ
แม่ชีคือคฤหัสถ์ประเภทอุบาสิกาเข้าใจคำสอนก็กลับไปนอนบ้าน
เข้าใจไหมคะผู้ครองเรือนนอนที่บ้านคือนอนบ้านใครบ้านมันถูกไหมคะ
ไม่ใช่คิดอยากจะชวนใครไปนอนวัดก็ทำอย่างนั้นหรือคะตรงตามคำสอนไหม
ผู้หญิงแต่งงานออกเรือนเป็นสมบัติของสามีต้องดูแลความเรียบร้อยภายในเรือนไงค๊าาาาา
นี่ชวนให้เขาทิ้งบ้านเรือนมาอยู่กินหลับนอนที่วัดพระพุทธเจ้าอนุญาตไหมคะไม่มีกาลามสูตร10

:b12:
:b32: :b32:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 02 ส.ค. 2018, 12:43, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 12:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
สำนักนี้สอนมั่วชัดอีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องบุญ :b24:

รูปภาพ

เวลาอธิบายเขียนมันยาวเป็นเรื่องราวถูกไหม
แปลว่าอ่านแล้วจำเรื่องราวไม่รู้ความจริงที่ปรากฏ
เพราะจิตเกิดดับเร็วกว่าคิดนึกนะคะไม่มีใครเตรียม
ล่วงหน้าว่าจะให้เกิดปัญญาเองได้ที่ไปนั่งหลับตานั้นน่ะ
ทำมิจฉาสมาธิไงคะแม้ขณะนี้เองมีขณิกสมาธิกับจิตทุกดวง
ถ้าขาดการฟังก็เกิดแต่อกุศลเพราะขาดสติคือการระลึกตามตรงขณะ
บุญคือโสภณจิตเกิดจากมีโสภณเจตสิกหลายประเภทปรุงแต่งจิตดีงามไม่ใช่ตัวตน
ถ้ายังไปเราอยากไปเพราะชอบทำให้สบายคือมีโลภะติดข้องสถานที่ที่อยากไปสถานที่ไม่ใช่กัลยาณมิตร
แต่ไม่ต้องไปไหนแต่ละ1ขณะจิตไม่รู้เลยว่าชวนะ7ดับเป็นอกุศลจิตอกุศลเจตสิกหลายประเภทดับแล้วไม่มี
จิตเกิดดับแต่ละขณะ(นับไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ตอนกะพริบตา)จะอ่านไปตลอดชีวิตก็คือไม่มีปัญญาเกิดเลยไงคะ


คุณโรสออกจากสำนักแม่บริหารฯ โดยเร็วแล้วเลิกฟังคลิปเขาโดยเด็ดขาด แล้วเลิกตั้งใจกะพริบตา ให้มันกะพริบของมันเองตามธรรมชาติ แล้วมาเรียนอภิธรรมกับกรัชกายด้วยมาฟังกรัชกายพูดด้วยนะนะ :b11:

Kiss
โรสก็ใช้ชีวิตตามปกตินี่คะ
แค่คลิกกูเกิ้ลดูคลิปแค่นั้น
เข้าใจถูกเห็นแม่เป้งอวิชชา
ที่พากันรับเงินเรี่ยไรเงินไงคะ
จะให้ว่าไงทำลายคำสอนก็คือ
ทำร้ายตนเองมีอบายภูมิรอเห็นๆ
มีให้ดูเต็มบ้านเต็มเมืองมองไม่เห็นรึ
ภิกษุในธรรมวินัยเอาแค่ข้อรับเงินก่อน
เรื่องอื่นเป็นอันว่ามีความเห็นผิดเป็นมิจฉา
สละเรือนขออนุญาตจำวัดเพื่อขัดเกลากิเลส
มากกว่าคฤหัสถ์ไม่สงเคราะห์ใครเพราะขอชาวบ้านกิน
เข้าใจไหมคะแจกซองขอเงินถูกไหมคะคิดตรงไหมคะตาไม่บอด
คำสอนของพระพุทธเจ้าตรงไปตรงมาไม่มี2มาตรฐานรวมหัวกับอกุศลจ้ะ
คิดรอบคอบแค่สิกขาบทข้อ8ข้อเดียวนี้แหละปิดกั้นมรรคผลนิพพานแล้วค่ะ
แล้วเขาสอนให้ไปขอเงินคนอื่นแกมบังคับใช่ไหมใส่ชื่อเป็นเจ้าภาพนั้นน่าอยากได้บุญหรือคะบาปน๊า
:b12:
:b32: :b32:

ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีไปเรี่ยไรใครมาสร้างวัดถวายตถาคตไหมคะ
:b13:

:b12:
พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์ให้ผู้หญิงบวชไงคะ
ภิกษุณีจึงมีข้อประพฤติมากกว่าภิกษุไงคะ
ภิกษุมี227ข้อภิกษุณี311ข้อยุคนี้ไม่มีภิกษุณี
เพราะที่ทรงกำหนดภิกษุณีที่เป็นอุปัชฌาย์
บวชภิษุณีได้ปีละ1รูปและเว้นปีและต้องมี
สงฆ์ครบ2ฝ่ายทรงไม่ต้องการให้ผู้หญิงบวช
แล้วดูสิคะให้ผู้หญิงโกนหัวไปอยู่ในวัดผิดไหมคะ
พิจารณาตามคำสอนให้เห็นถูกตรงตามคำสอนก่อน
เป็นเพศไหนคฤหัสถ์หรือบรรพชิตและบรรพชิตเท่านั้น
ที่ได้รับอนุญาตตามการบรรพชาให้จำวัดคนอื่นไม่ได้ไงคะ
แม่ชีคือคฤหัสถ์ประเภทอุบาสิกาเข้าใจคำสอนก็กลับไปนอนบ้าน
เข้าใจไหมคะผู้ครองเรือนนอนที่บ้านคือนอนบ้านใครบ้านมันถูกไหมคะ
ไม่ใช่คิดอยากจะชวนใครไปนอนวัดก็ทำอย่างนั้นหรือคะตรงตามคำสอนไหม
ผู้หญิงแต่งงานออกเรือนเป็นสมบัติของสามีต้องดูแลความเรียบร้อยภายในเรือนไงค๊าาาาา
นี่ชวนให้เขาทิ้งบ้านเรือนมาอยู่กินหลับนอนที่วัดพระพุทธเจ้าอนุญาตไหมคะไม่มีกาลามสูตร10
:b12:
:b32: :b32:



อ้าวถ้ายังงั้น แล้วพระพุทธเจ้าเคยให้ผู้หญิงบวชไหม

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 41 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: รสมน และ บุคคลทั่วไป 9 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร