วันเวลาปัจจุบัน 21 ส.ค. 2019, 05:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ค. 2010, 17:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


...ทีนี้ส่วนความทุกข์ก็เหมือนกัน เราจะเป็นทุกข์เองก็ตาม หรือคนอื่นเขาจะเป็นทุกข์เองก็ตาม ถ้าคนใดเป็นศัตรูแก่เราเป็นทุกข์ สาธุ ให้มันตยฉิบหายเร็วๆ เถิด ดวงจิตมันเอียง ถ้าคนใดป็นเพื่อนเป็นมิตร เราได้ทราบข่าวว่า เขารวย เขามั่งเขามี อย่างนี้เราก็ดีใจ ถ้าหากเป็นลูกเป็นหลานเรา เจ็บหนักเราก็เสียใจ นี่เรียกว่าดวงจิตเราล้มไปกับความทุกข์ มีความทุกข์ใจ ไปที่นั้นโดนทุกข์ ทำไมถึงโดน เพราะไม่มีวิชา เพราะจิตไม่ตั้งคือดวงจิตไม่เป็นสัมมาสมาธิ เราต้องรักษาจิตของเรา อย่าให้มันแยกไปในความทุกข์ มันจะทุกข์ก็ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ คนในโลกมันจะทุกข์ก็ตาม แต่กูไม่ทุกข์ไปกับมัน ร่างกายมันจะมีทุกข์เกิดขึ้น แต่ใจไม่ทุกข์ไปกับมัน มันจะทุกข์ก็ทุกข์ไป แต่ใจไม่ทุกข์ ทำจิตใจให้เป็นกลาง ไม่ดีใจในความสุขที่มีอยู่ในตน สุขมันก็ทุกข์ทำไมมันทุกข์ ความสุขมันแปรได้ มันขึ้นมันลง มันสูงมันต่ำแปรได้ คือมันทนไม่ไหว นั่นแหละคือทุกข์ ความเดือดร้อนก็ทุกข์ มันมีทุกข์สองทุกข์
...เมื่อดวงจิตเห็นแจ้งชัดในกองทุกข์เช่นนี้ คือเห็นทุกข์ เป็นตัววิปัสสนาเกิดขึ้นในดวงจิต ส่วนอนัตตา มาพิจารณาถึงสิ่งสภาพทั้งหมดเราไม่ยึดสิทธิ เราไม่แสดงอำนาจ ไม่แสดงอิทธิพลว่าเก่งกาจสามารถทำลายสิ่งที่เป็นอนัตตานั้นให้อยู่ในอำนาจ เราจะไปกีดกันกั้นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่สำเร็จ เมื่อไม่สำเร็จ ทีนี้มันจะแก่ก็ให้มันแก่ไป มันจะเจ็บก็ให้มันเจ็บไป มันจะตายก็ให้มันตายไปไม่แสดงความดีใจในความตายของตนและคนอื่น ไม่แสดงความเสียใจในความตายของตนและของคนอื่น ทำจิตเป็นกลางวางเฉยเป็นสังขารุเบกขาญาน ปล่อยสังขารตามสภาพ ดวงจิตนั้นเป็นดวงจิตที่อยู่ในวิปัสสนา นี่เรียกว่าเป็นวิชาข้อหหนึ่ง เป็นตัววิปัสสนาโดยสั้น เห็นสังขารเป็นของไม่เที่ยง เห็นสังขารเป็นทุกข์ เห็นสังขารไม่ใช่ตัวตน เราก็ปลดสังขารไปจากความยึดความถือ ปล่อยวางไปตามสภาพ ทีนี้ละก็ดีละซี ดีอย่างไร เราไม่ต้องไปเหนื่อยแบกสังขาร อนิจจังของไม่เที่ยงเอาไว้ข้างหลัง อนัตตาของไม่ใช่ตัวตนเอาไปไว้ข้างหน้า อุปาทานคนแบกทุกข์เอาไว้ในปัจจุบัน เอาละซีทีนี้ ตาขี้ทุกข์ ยายขี้ทุกข์ หาบกันไปบางทีแหละ อนัตตามันหนักข้างหน้า หกขเมนเทนเท่ หัวปักดิน บางทีอนิจจังมันหนักข้างหลัง หงายท้อง ทุกขังถ่วงหนัก ขลุกขลักตกปลักจมดิน กลายเป็นพระเทวทัตแผ่นดินสูบ นี่จึงเรียกว่าขี้ทุกข์ คนขี้ทุกข์คนนี้ยาก แต่อวดมั่งอวดมี มีคานสี่เล่ม มีตระกร้าสี่ใบ ใบข้างหน้า ใบข้างหลัง แบกใส่บ่าอุปาทานคือคานหาบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2010, 10:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....อุปาทานขันธ์มีห้าอย่าง รูปูปาทานักขันโธ หาบรูปนี้นั้นคานหนึ่ง เวทนูปาทานักขันโธ เวทนาขันธ์ที่เราไปยึด เป็คานอีก สัญญูปาทานักขันโธ สัญญาความเข้าไปจำได้หมายรู้ ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นคานหามคานหาบ สังขารูปาทานักขันโธ ยึดถือสังขารความคิดนึกว่าเป็นตัวเป็นตน วิญญานูปาทานักขันโธ ถือวิญญานว่าเป็นตัวเป็นตนหาบกันล่ะซิทีนี้ คานหนึ่งเอามาขนาบขาซ้ายให้เข่ามันหาบ คานหนึ่งเอาขนาบขาขวาให้เข่ามันหาบ คานหนึ่งเข้าไปใส่ไหล่ซ้ายให้ไหล่มันหาบ คานหนึ่งใส่ไหล่ขวาให้ไหล่มันหาบ อีกคานก็ใส่บนหัวหาบไปเถิด ทีนี้อิรุงตุงนัง พะรุงพะรัง
.....ภารา หเว ปัญจักขันธา หาบกันไปเถิด ขันธ์ ๕ มันเป็นของหนัก ภารหาโจ จปุคคโล บุคคลพากันหาบไป อย่างนี้ก็มี เป็นภาระอันหนัก ภาราทานัง ทุกขัง โลเก หาบไปเถิดรอบทิศ เรามัวเป็นทุกข์ในโลกนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนว่า ผู้ไม่มีปัญญา ผู้ไม่มีวิชา ผู้ไม่เจริญสมาธิ ภาวนาให้เกิดวิปัสสนาญานขึ้น จะต้องหาบทุกข์หาบคานกันอยู่อย่างนี้เป็นเนืองนิตย์ น่าทุเรศ น่าสงสาร จะไปไหนก็ไปไม่รอด พากันหาบอย่างนี้ มันทุเรศทุรังมาก ขาก็หาบ ไหล่ก็หาบ ไม่รู้จะหาบไปไหนกัน หาบกันไปข้างหน้า หาบกันมาข้างหลัง ก้าวข้างหน้าสามก้าว ถอยหลังสองก้าว ชักคะเย่อกันอยู่อย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็ท้อถอย เดี๋ยวก็เกิดความขยันหมั่นเพียรขึ้น
......นี่เมื่อใครมาพิจารณาเห็นอนิจจัง สังขารทั้งหลายภายในภายนอก เป็นของไม่แน่ มาพิจารณาสังขารให้เห็นเป็นทุกข์ มาพิจารณาสังขารให้เห็น ไม่เป็นตัวเป็นตน มันวนเวียนอยู่ในตัวเหล่านี้ เมื่อเห็นเช่นนี้ก็วางภาระ วางคานเสีย คือความยึดความถือ วางสัญญาอดีต คือความเป็นห่วงเป็นใย วางสัญญาอนาคต ความอาลัยอาวรณ์ วางสัญญาในปัจจุบัน ความถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน เมื่อตระกร้าสามลูกหลุดจากข้างหน้า หลุดจากข้างหลัง หลุดจากไหล่ เดินไปอย่างสบาย ทีนี้จะรำไปก็ไปได้ เอาขารำไปก็ไปได้ นี่มันก็งามซิทีนี้ ที่เขาเรียกว่านางงาม ไปที่ไหนก็มีคนชอบ ทำไมจึงชอบล่ะ คนมันไม่มีความรุงรัง จะทำอะไรก็สบาย แม้จะวิ่ง จะเดินจะเหิน แม้จะรำจะร้องสนุก มันสนุกทั้งนั้น นี่เป็นนางงามของพระพุทธศาสนา เป็นกัลยาณชนคนดี แม้จะไปอยู่ในสังคมใดก็ดี มีความสวยความงามเพลิดเพลินเจริญจิต ไม่ติดหาบติดคอน มันก็สบายล่ะคนเรา นี่เรียกว่าวิปัสสนาญานข้อแรก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ค. 2010, 10:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


...และเมื่อมาถึงอาสวักขยญาน มาทำความคิดให้แจ่มใส ทำใจให้สะอาด มาล้างกวาดอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ออกจากจิต ไม่ให้อวิชชาเข้ามาเกิดในดวงจิต ไม่มีตัณหาเข้ามาเป็นเจ้าเรือนในดวงจิต ไม่มีความยึดถือ เมื่อบุคคลผู้ใดมาคลายกิเลสของตน กามชะโห ไม่ติดในกิเลสกาม ไม่ติดในพัสดุกาม ทิฏฐิชะโห ไม่ติดในความคิดความเห็นอวิชชาชะโห ไม่หลงไปเห็นว่าอวิชชาเป็นวิชชา ปล่อยวางเสียได้ ไม่ยึดไม่ถือ ความชั่วก็ไม่ยึดไม่ถือ ความดีมีอยู่ในตนก็ไม่ยึดไม่ถือ ปล่อยดี คายความดี คายความชั่วออก ไม่ยึดชั่วเป็นของตน ไม่ยึดดีเป็นของตน ปล่อยวางตามสภาพ นั่นชื่อว่า อาสวักขยญาน จิตนั้นนั้นก็ไม่มีอาสวะกิเลส นี่เรียกว่าเป็นตัว นิโรธสัจจะ สำเร็จด้วยการประพฤติปฏิบัติให้เกิดวิชา นี่วิชาเกิดขึ้นจากภาวนาเป็นอย่างนี้ เป็นวิชาพิเศษ เป็นอุปะริมวิชา เป็นวิชาเบื้องสูงสำหรับศาสนา สบายล่ะทีนี้ เราจะตายก็สบาย ไม่ต้องไปสร้างจรวดขึ้นไปบนพระอังคาร อยู่ในโลกนี่แหละ แต่ไม่มีสิ่งใดสังหารได้ คือรู้ว่าสิ่งใดเป็นภัย เป็นโทษ ไม่แตะต้อง คนนั้นก็จะอยู่อย่างสบาย ดวงใจก็จะมีความเบิกบานแจ่มใสอยู่อย่างนี้เป็นนิจ.....ฉะนั้นพวกเราควรจะพากันฝึกหัด เข้มงวดพากันกวดขันขมักเขม้น เอาใจใส่ในข้อปฏิบัติ ก็จะเป็นไปด้วยความสำเร็จตามความมุ่งมาดปรารถนาของตนทุกรูปทุกนาม นี่แสดงถึงเรื่องวิชา โดยใจความสั้นๆ ถ้าจะพรรณาให้พิศดารไปนั้น ก็มีอาการมากมาย วิชาทั้งหมด สรุปแล้วก็เกิดจากความสงบ เมื่อจิตไม่สงบก็ไม่เกิดวิชา อย่างเก่งก็จะเกิดจากสุตะ ฉลาดจากการฟัง ฉลาดจากการพูด จินตะ ฉลาดในการคิด การไตร่ตรอง แต่คนเลิกคิดเลิกนึก หม่ต้องคิดต้องตรอง แต่ฉลาดนั้นเป็นสิ่งอรรศจรรย์มาก เป็นสิ่งทวนกระแสของโลก ธรรมดาโลกต้องศึกษาต้องเรียน ต้องเขียนต้องอ่าน ต้องคิดต้องนึก จึงจะเกิดความฉลาด แต่ในทางธรรม หยุดคิด หยุดนึก หยุดขีด หยุดเขียน หยุดจำ หยุดทำ จึงเกิดวิชาชั้นสูงได้เป็นของทวนกระแสโลก ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายทำได้ยาก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: :b42: จิตคือพุทธะ :b42: :b42:
:b48: :b48: พระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) :b48: :b48:

........พระพุทธเจ้าทั้งปวง และสัตว์โลกทั้งสิ้นไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นเพียงจิตหนึ่งแล้ว มิได้มีอะไรตังอยู่เลย จิตหนึ่งซึ่งปราศจากการตั้งตันนี้ เป็นสิ่งที่มิได้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้
มันไม่ใช่เป็นของที่มีสีเขียว หรือสีเหลือง และไม่มีทั้งรูป ไม่มีทั้งการปรากฏ ไม่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาสิ่งที่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการตั้งอยู่ ไม่อาจจะลงความเห็นว่า เป็นของใหม่หรือของเก่า ไม่ใช่ของยาวหรือของสั้น ของใหญ่หรือของเล็ก
....ทั้งนี้เพราะมันอยู่เหนือขอบเขต เหนือการวัด เหนือการตั้งชื่อ เหนือการทิ้งร่องรอยไว้ และเหนือการเปรียบเทียบทั้งหมด
......จิตหนึ่งนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นตำตาเราอยู่แท้ๆ แต่จงลองไปใช้เหตุผล(ว่ามันป็นอะไร) กับมันเข้าสิ เราจะหล่นลงไปสู่ความผิดพลาดทันที สิ่งนี้เป็นเหมือนความว่าง อันปราศจากขอบทุกๆด้าน ซึ่งไม่อาจจะหยั่งหรือวัดได้
......จิตหนึ่งนี้เท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะกับโลกทั้งหลาย เพียงแต่ว่าสัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆเสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง ทำให้เขาพลาดจากพุทธะภาวะ การทำเช่นนั้นกับการใช้สิ่งที่เป็นพุทธะ ให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้น จะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขาอยู่ตั้งกัปป์หนึ่งเต็มๆ เขาก็ไม่สามารถลุถึงพุทธะภาวะได้เลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 13:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....เขาไม่รู้ว่าถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะความแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็ปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่าจิตนี้คือพุทธะนั่นเอง และพุทธะคือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง สิ่งๆนี้เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่
.....สำหรับการบำเพ็ญปารมิตาทั้ง ๖ ก็ดี การบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติที่คล้ายๆกันอีกเป็นจำนวนมากก็ดี หรือการได้บุญมากมายนับไม่ถ้วน เหมือนจำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาก็ดี เหล่านี้นั้นจงคิดดูเถิด เมื่อเราเป็นผู้สมบูรณ์โดยสัจจะพื้นฐานในทุกกรณีอยู่แล้ว เราก็ไม่ควรพยายามจะเพิ่มเติมอะไรให้แก่สิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วนั้น ด้วยการบำเพ็ญเพียรวัตรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไร้ความหมายเหล่านั้นมิใช่หรือ เมื่อไหร่โอกาสอำนวยให้ทำก็ทำมันไป และเมื่อโอกาสผ่านไปแล้ว อยู่เฉยๆก็แล้วกัน
....ถ้าเรายังไม่เห็นตระหนักอย่างเด็ดขาดลงไปว่า จิตนั้นคือพุทธะก็ดี และถ้าเรายังยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมต่างๆอยู่ก็ดี ต่อวัตรปฏิบัติต่างๆ ก็ดี และต่อวิธีบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆ ก็ดี แนวความคิดของเรายังคงผิดพลาดอยู่ และไม่เข้าร่องเข้ารอยกันกับทางโน้นเสียเลย

.....จิตหนึ่งนั่นแหละ คือพุทธะ ไม่มีพุทธะอื่นใดที่ไหนอีก ไม่มีจิตอื่นใดที่ไหนอีก มันแจ่มจ้าและไร้ตำหนิเช่นเดียวกับความว่าง คือมันไม่มีรูปร่างหรือปรากฏการณ์ใดๆเลยถ้าเราใช้จิตของเราให้ปรุงแต่งความคิดความฝันต่างๆนั้น เท่ากับเราทิ้งเนื้อหาอันเป็นสาระเสีย แล้วไปผูกพันตังเองอยู่กับโลกธรรมซึ่งเป็นเหมือนกับเปลือก พุทธะ ซึ่งมีอยู่ตลอดกาลนั้นไม่ใช่พุทธะของความยึดมั่นถือมั่น
....การปฏิบัติปารมิตาทั้ง ๖ และการบำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติต่างๆที่คล้ายคลึงกันอีกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยเจตนาที่จะเป็นพุทธะองค์หนึ่งนั้นเป็นการปฏิบัติชนิดที่คืบหน้าทีละขั้นๆ แต่พุทธะที่มีอยู่ตลอดกาลดังที่กล่าวมาแล้วนั้น หาใช่พุทธะที่ลุถึงได้ด้วยการปฏิบัติเป็นขั้นๆเช่นนั้นไม่ เรื่งมันเป็นเพียงแต่ตื่น และลืมตา ต่อจิตหนึ่งนั้นเท่านั้น และไม่มีอะไรที่จะต้องบรรลุถึงอะไร นี่แหละคือพุทธะที่แท้จริง พุทธะและสัตว์โลกทั้งหลาย คือจิตหนึ่งนี้เท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกไปจากนี้เลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 14:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....จิตเป็นเหมือนกับความว่าง ซึ่งภายในนั้นย่อมไม่มีความสับสนและความไม่ดีต่างๆ ดังจะเห็นได้ในเมื่อดวงอาทิตย์ผ่านไปในที่ว่างนั้นๆ ย่อมส่องแสงไปได้ทั้งสี่มุมโลก เพราะว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นย่อมให้ความสว่างทั่วทั้งพื้นโลก ความสว่างที่แท้จริงนั้น มันก็ไม่ได้สว่างขึ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ตกความว่างก็ไม่ได้มืดลง ปรากฏการณ์ของความสว่างและความมืดย่อมสับเปลี่ยนซึ่งกันและกัน แต่ธรรมชาติของความว่างนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง จิตของพุทธะและของสัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น
....ถ้าเรามองดูพุทธะ ว่าเป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่บริสุทธิ์ผ่องใสและรู้แจ้งก็ดี หรือมองสัตว์โลกทั้งหลายว่า เป็นผู้แสดงออกซึ่งความปรากฏของสิ่งที่โง่เง่า มืดมน และมีอาการสลบไสลก็ดี ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ อันเป็นผลเกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่นต่อรูปธรรมนั้น จะกันเราไว้เสียจากความรู้อันสูงสุด
ถึงแม้ว่าเราจะได้ปฏิบัติมาตลอดกี่กัปป์นับไม่ถ้วน ประดุจเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาแวก็ตาม มีแต่จิตหนึ่งเท่านั้น และไม่มีสิ่งอื่นใดแม้แต่อนุภาคเดียวที่จะอิงอาศัยกันได้ เพราะจิตนั้นเองคือพุทธะ
......เมื่อพวกเราที่เป็นนักศึกษาเรื่อง ทาง ทางโน้นไม่ลืมตาต่อสิ่งซึ่งเป็นสาระ กล่าวคือ จิตนี้ พวกเราจะปิดบังจิตนั้นเสียด้วยความคิดปรุงแต่งของเราเอง พวกเราจะเที่ยวแสวงหาพุทธะนอกตัวเราเอง พวกเรายังคงยึดมั่นต่อรูปธรรมทั้งหลายต่อการปฏิบัติเมาบุญต่างๆ และสิ่งอื่นๆทำนองนั้น ทั้งหมดนี้เป็นอันตราย และไม่ใช่หนทางอันนำไปสู่ความรู้อันสูงสุดที่กล่าวมาแล้วนั้นแต่อย่างใด
.....เนื้อแท้แห่งสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น โดยภายในแล้วย่อมเหมือนกับไม้หรือก้อนหิน คือ ภายในนั้นปราศจากการเคลื่อนไหว และโดยภายนอกแล้วย่อมเหมือนกับความว่าง กล่าวคือ ปราศจากขอบเขตหรือสิ่งกีดขวางใดๆ สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นฝ่ายนามธรรมหรือฝ่ายรูปธรรม มันไม่มีที่ตั้งเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง และไม่อาจจะหายไปได้เลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 14:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....จิตนี้ไม่ใช่จิตที่เป็นความคิดปรุงแต่ง มันเป็นสิ่งซึ่งอยู่ต่างหาก ปราศจากการเกี่ยวข้องกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสัตว์โลกทั้งปวงก็เป็นเช่นกัน พวกเราเพียงแต่สามารถปลดเปลือ้งตนเองออกจากความคิดปรุงแต่งเท่านั้น พวกเราจะประสบผลสำเร็จทุกอย่าง
....หลักธรรมที่แท้จริงก็คือจิตนั่นเอง ซึ่งถ้านอกไปจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีหลักธรรมใดๆอีกจิตนั่นแหละคือหลักธรรม ซึ่งนอกไปจากนั้นแล้วมันก็ไม่ใช่จิต จิตนั้นโดยตัวมันเอง ก็ไม่ใช่จิต แต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ใช่จิต การที่จะกล่าวว่าจิตนั้นไม่ใช่จิต ดีงนี้นั้นแหละย่อมหมายถึงสิ่งบางสิ่งซึ่งมีอยู่จริง สิ่งนี้มันอยู่เหนือคำพูด ขอจงเลิกละการคิดและการอธิบายเสียให้หมดสิ้น เมื่อนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า คลองแห่งคำพูดก็ได้ถูกตัดขาดไปแล้ว และพฤติของจิต ก็ถูกเพิกถอนขึ้นสิ้นเชิงแล้ว
.....จิตนี้ คือพุทธโยนิ อันบริสุทธิ์ ซึ่งมีประจำอยู่แล้วในคนทุกคน สัตว์ซึ่งมีความรู้สึกนึกคิดกระดุกกระดิกได้ทั้งหมดก็ดี พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงก็ดี ล้วนแต่เป็นของแห่งธรรมชาติอันหนึ่งนี้เท่านั้น และไม่แตกต่างกันเลย ความแตกต่างทั้งหลายเกิดขึ้นจากเราคิดผิดๆเท่านั้น ย่อมนำเราไปสู่การก่อสร้างกรรมทั้งหลายทั้งปวงทุกชนิดไม่มีหยุด
....ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะดั้งเดิมของเรานั้น โดยความจริงอันสูงสุดแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวตนแม้แต่สักปรมาณูเดียว สิ่งนั้นคือความว่าง เป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ทุกแห่งสงบเงียบและไม่มีอะไรเจือปน มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับ และก็หมดกันเพียงเท่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 14:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....จงเข้าไปสู่สิ่งๆนี้ได้ลึกซึ้ง โดยการลืมตาต่อสิ่งนี้ด้วยตัวของเราเอง สิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานี้แหละคือ สิ่ง สิ่งนั้น ในอัตราที่เต็มที่ทั้งหมดทั้งสิ้นและสมบูรณ์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรนอกไปจากนี้อีกแล้ว
....จิต คือพุทธะ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด นับแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นที่สุดในเบื้องสูงลงไปจนกระทั่งถึงสัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตวเลื้อยคลานอยู่ด้วยอก และแมลงต่างๆเป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งมันย่อมมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะเท่ากันหมด และทุกสิ่งนี้มีเนื้อหาเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับพุทธะอยู่ตลอดเวลา
.
...ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองนี้ได้สำเร็จ แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ด้วยความเข้าใจอันนั้นเท่านั้น มันก็จะเป็นที่แน่นอนว่า ไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นที่จะแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย
....จิตของเรานั้นถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดให้ได้เสียจริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะพบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆที่ไหนแม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย
...ในการทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆนั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมาเป็นปรากฏการณ์ต่างๆ เพื่อสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือ ไม่ได้เป็นตัวสติปัญญาที่นึกคิด หรือสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่จะบัญญัติว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือไม่ใช่ความมีอยู่
....ยิ่งไปกว่านั้นอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนองต่อกฏของความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวาร อยู่นั่นเอง ถ้าเราทราบความเป็นจริงข้อนี้ เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไร ในขณะนั้นพวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้นเราควรเจริญจิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 15:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....มูลธาตุทั้ง ๔ ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญานนั้น เป็นของว่างเปล่า และมูลธาตุทั้ง๔ ของรูปกายนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวของเรา จิตจริงแท้นั้น ไม่มีรูปร่าง และไม่มีอาการมาหรืออาการไป ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั้นเป็นสิ่งๆหนึ่ง ซึ่งไม่มีการตั้งต้นที่การเกิด และไม่มีการสิ้นสุดลงที่การตาย แต่เป็นของสิ่งเดียวกันรวด และปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆ ในส่วนลึกจริงๆของมันทั้งหมด
....จิตของเรากับสิ่งต่างๆ ซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าเราทำความเข้าใจได้ตามนี้จริงๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้งเห็นแจ้งได้โดยแวบเดียวในขณะนั้น และเราเป็นผู้ไม่ต้องเกี่ยวข้องในโลกทั้งสามอีกต่อไป เราจะเป็นผู้อยู่เหนือโลก เราไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นตัวของเราเองท่านั้น ปราศจากความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่งๆเดียวกับสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น เราจะได้ลุถึงภาวะแห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ฉะนั้นนี่แหละคือหลักธรรมะที่เป็นหลักมูลฐานอยู่ในที่นี้
....สัมมาสัมโพธิ เป็นชื่อของการเห็นแจ้งชัดว่าไม่มีธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของหลอกลวงทั้งหลายจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา

....ปรัชญา คือ ความรู้แจ้ง ความรู้แจ้ง คือจิตต้นกำเนิดดั้งเดิม ซึ่งปราศจากรูป ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำ คือจิตและวัตถุเป็นสิ่งๆเดียวกันนั่นแหละ จะนำเราไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งและลึกลับเหนือคำพูด และโดยความเข้าใจอันนั้นเอง พวกเราจะได้ลืมตาต่อสัจธรรมที่แท้จริงด้วยตัวของเราเอง
....สัจธรรมที่แท้จริงของเรานั้น ไม่ได้หายไปจากเรา แม้ในขณะที่เรากำลังหลงผิดอยู่ด้วยอวิชชา และไม่ได้รับกลับมา ในขณะที่เรามีการตรัสรู้ มันเป็นธรรมชาติแห่งภูตัตตถาในธรรมชาตินี้ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฏฐิ มันเต็มอยู่ในความว่าง เป็นเนื้อหาอันแท้จริงของจิตนั้น เมื่อเป็นดังนั้นแล้วอารมณ์ต่างๆ ที่จิตเราได้สร้างขึ้นมา ทั้งฝ่ายนามธรรมและฝ่ายรูปธรรม จะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกความว่างนั้นได้อย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่างนั้นเป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่างๆ แห่งการกินเนื้อที่ คือปราศจากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชา และปราศจากสัมมาทิฏฐิ พวกเราต้องทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเลย ไม่มีมนุษย์สามัญ ไม่มีพุทธะทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนั้นไม่มีอะไรบรรจุอยู่แม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่สุด อันเป็นสิ่งซึ่งจะสามารถมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฏแห่งการกินเนื้อที่เลย มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด มันเป็นความงามที่ไร้ตำหนิ เป็นสิ่งซึ่งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการตีค่าทั้งปวงเสียจริงๆ เราต้องแยก "รูปถอด" ด้วยวิชชา มรรคจิตเหตุ ต้องละ ผลต้องละ ใช้หนี้ ก็หมด พ้นเหตุเกิด
......สิ่งมีชีวิตและไม่มีวิตในจักรวาลมีนับไม่ถ้วน รวมแล้วมีรูปกับนามสองอย่างเท่านั้น นามเดิมก็คือ ความว่างของจักรวาลเข้าคู่กันเป็นเหตุเกิดของตัวอวิชชา เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูปที่นั่นต้องมีนาม ที่ใดมีนามที่นั่นต้องมีรูป รูปนามรวมกัน เป็นเหตุเกิดปฏิกิริยา ให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือ รูปย่อมมีความดึงดูดซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหว และหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหวได้ต้องมีนาม ความว่าง คั่นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้

.....เมื่อสภาวะธรรมเป็นอย่งนี้ สรรพสิ่งของวัตถุ สสารมีชีวิตและไม่มีชีวิต จึงเปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิดดับสืบต่อทุกขณะจิตไม่มีวันหยุดนิ่ง ให้คงทนเป็นปัจจุบัน ปัจจุบันได้
....จิต วิญญาน ก็เกิดมาจากรูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวง แล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีชีวิต เปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต จากรูปนามที่มีชีวิต มาเป็นรูปนามที่มีชีวิตที่มีจิตวิญญาน แล้วจิตวิญญานก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่ "นามว่างที่ปราศจากรูป" นี้เป็นจุดสุดยอดของการหลอกลวงของรูปนาม
....ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิด "รูปรามพิภพ"ต่างๆ ตลอดจนดวงดาวนับไม่ถ้วน เพราะไม่มีที่สิ้นสุด รูปนามพิภพต่างๆ เป็นเหหตุให้เกิด "รูปนามพืช" รูปนามพืช เป็นเหตุให้เกิด"รูปนามสัตว์" เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งมีชีวิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 15:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....ความจริงรูปนามจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต มันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนามเป็นเหตุ เป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาอยู่ในตัว ให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และ (เกิด) การเปลี่ยนแปลง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
....เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็น รูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้นชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิด จิต วิญญาน การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม
....สัตว์ชาติแรก มีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์ และ (มี) ความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุ ตามปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ อย่าง ไปกระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ๕ อย่าง แล้วมาประทับบรรจุบันทึกถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณู ซึ่งเป็นสุขุมรูป แฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาได้ ที่แฝงอยู่ในความว่าง ระวางคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นไว้ได้หมดสิ้น
....เมื่อสัตว์ชาติแรกเกิดนี้ได้ตายลง มีกรรมชั่วอย่างเดียว เป็นเหตุให้สัตว์ต้องเกิดอีก เพื่อให้สัตว์ต้องใช้หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ แต่สัตว์เกิดขึ้นมาแล้วหายอมใช้หนี้เกิดกันไม่ มันกลับเพิ่มหนี้ ให้เป็นเหตุเกิดทวีคูณ ด้วยเพศผู้เพศเมีย เกิดเป็นสุขุมรูปติดอยู่ใน ๕ กองนี้ เป็นทวีคูณจนปัจจุบันชาติ
....ดังนั้นด้วยอำนาจกรรมชั่วในสุขุมรูป ๕ กองก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็น "รูปปรมาณูกลม" คงรูปอยู่ได้ด้วยการหมุนรอบตัวเอง มีหยุดนิ่งคูหาให้จิตใจได้อาศัยอยู่ข้างใน เรียกว่า "รูปวิญญาน" หรือจะเรียกว่า"รูปถอด" ก็ได้ เพราะถอดมาจากกนามระหว่างคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง รูปวิญญานจึงมีชีวิตอยู่คงทนอยู่ยืนยาวกว่ารูปหยาบ มีกรรมชั่วคอยรักษาให้หมุนคงรูปอยู่ ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดฆ่าให้ตายได้ นอกจากนิพพานเท่านั้น รูปวิญญานจึงจะสลาย
...ส่วนการแสดงกรรมของสัตว์ที่ประทับอยู่ในสุขุมรูป มีรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง ๕ กองนั้นรวมกันเข้าเรียกว่าจิต จึงมีสำนักงานจิตติดอยู่ในวิญญาน ๕ กอง รวมกันเป็นที่ทำงานของจิตกลาง แล้วไปติดต่อกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก ซึ่งเป็นสื่อติดต่อของจิต ดังนั้นจิตกับวิญญานจึงไม่เหมือนกัน จิตเป็นผู้รู้สึกนึกคิด ส่วนวิญญานนั้นเป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่ และเป็นยานพาหนะพาจิตไปเกิด หรือจะไปไหนๆก็ได้ เป็นผู้รักษา "สุขุมรูป" รูปที่ถอดจากรูปหยาบ มีรูปเพศผู้เพศเมีย รูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ในวิญญานไว้ได้ เป็นเหตุเกิดสืบภพสืบชาติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2010, 16:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....เมื่อสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพภูมิชาตินั้นๆก็หมดไปตามอายุขัย (ของ) ชีวิต ร่างกายหยาบของภูมิชาตินั้นๆ ส่วนชีวิตแท้ รูป-ปรมาณู-วิญญานจะไม่ตายสลายตาม จะต้องไปเกิดตามภพภูมิต่างๆตามเหตุปัจจัยของวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนไป
....ชีวิตแท้ รูปถอดหรือวิญญานหมุนรอบตัวเองนี้ เป็นเหตุให้จิตเกิด ดับ สืบต่อคอยรับเหตุการณ์ภายนอกภายในที่มากระทบจะดีหรือชั่วก็สะสมเข้าไว้เป็นทุน เหตุเกิด เหตุดับ หรือปรุงแต่งต่อไป จนกว่ากรรมชั่วเหตุเกิดจะหมดไป ชีวิตแท้ รูปถอดหรือวิญญานก็จะหยุดการหมุน รูปสุขุม "รูปวิญญาน" ซึ่งเกิดมาจากกรรมชั่ว สืบต่อมาแต่ชาติแรกเกิด ก็จะสลายแยกออกจากกันไป คงรูปอยู่ไม่ได้มันก็กระจายไป ส่วนกิจกรรมดี ธรรมะที่ติดอยู่กับวิญญานมันก็จะกระจายไปกับรูปปรมาณู คงเหลือแต่ความว่างที่คั่นช่องว่างของรูปปรมาณูทุกๆช่องฉะนั้น โดยปราศจากรูปปรมาณู ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาล เดิมเข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่า "นิพพาน"
...เมือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงสร้างชีวิตพระพุทธศาสนา ให้ก่อเกิดเป็นชีวิตอย่างบริบูรณ์ดังพระประสงค์แล้ว พระพุทธองค์จึงได้ทรงละวิภวตัณหานั้น เสด็จสู่อนุปาทิเลสนิพพานคือ เป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบโดยลักษณาการแห่งอนุปาทิเลสนิพพานของกระพุทธองค์ก็คือ ลำดับแรก ก็เจริญฌานดิ่งสนิทเข้าไปจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ คือเข้าไปดับลึกสุดอยู่เหนือ"อรูปฌาน"
.....ในวาระแรกนั้น พระองค์ยังไม่ได้ขันธ์ต่างๆ ให้สิ้นสนิทเป็นเด็ดขาดแต่อย่างใด ยังเพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการสู่นิพพานหรือนิโรธ เป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต พูดง่ายๆก็คือสู่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ได้ทรงพากเพียรก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่างไว้ เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่า สิ่งอันเกิดจากที่พระองค์ได้ยอมอยู่กับธุลีทุกกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดา (เป็น) ผู้มีจิตหยาบเกินกว่าจะสัมผัสว่ามันเป็นทุกข์


แก้ไขล่าสุดโดย ศรีสมบัติ เมื่อ 04 ก.ค. 2010, 12:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ค. 2010, 12:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


....นี่แหละกระบวนการกระทำจิตตนให้ถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น เป็นกระบวนการที่พระอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้เป็นยอดแห่งศาสดาในโลกเท่านั้นที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีแผ่เผย แจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เมื่อทรงสิ่งซึ่งสุดท้าย จึงได้ถอยกลับมาสู่ภาวะต้น คือ ปฐมฌาน แล้วจึงตัดสินพระทัยสุดท้าย เสด็จดับขันธ์ต่างๆ ไปทีละขันธ์ วิญญานขันธ์แห่งชีวิตและร่างกายนั้นได้ดับไปเสียตั้งแต่ก่อนจะสู่ปฐมฌานนานแล้ว เพราะต้องดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นแรกเสียก่อน วิญญานขันธ์จึงได้ดับ ดังนั้นจึงไม่มีเชื้อใดเหลืออยู่แห่งวิญญานขันธ์ที่หยาบนั้น
.....พระองค์เริ่มดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมชั้นในสุดอีกที อันจะส่งผลให้ก่อวิภวตัณหาได้ชั้นหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงได้เลื่อนเข้าสู่ทุติยญาน แล้วจึงดับสัญญาขันธ์ เลื่อนเข้าสู่ตติฌาน เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมชั้นในสุดอีกที ก็เป็นอันเลื่อนเข้าสู่จตุตถฌาน คงมีแต่เวทนาขันธ์สุดท้ายแห่งชีวิตนั้นแล คือลักษณาการแห่งขั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้นไม่เหลือ
....เมื่อพระองค์ดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมใหญ่สุดท้ายที่มีทั้งสิ้นแล้ว แล้วมาดับเวทนาขันธ์อันเป็น จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ที่ในจิตส่วนใน คือ ภวังคจิต เสียก่อน แล้วจึงได้ออกจากจตุตถฌานพร้อมกับมาดับจิตขันธ์ หรือนามขันธ์ สุดท้ายจริงๆของพระองค์เสียลงเพียงนั้น
.......นี้พระองค์เข้าสู่นิพพานอย่างจริงๆอยู่ตรงนี้ พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนดอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่นคือ พระองค์ดับเวทนาขันธ์ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตปกติของมนุษย์ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใดๆทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์
......เมื่อเวทนาขันธ์สุดท้ายแท้จริงๆได้ถูกทำลายลงอย่างสนิท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์ หมดสิ้นแล้วซึ่งสังขารธรรม และหมดเชื้อ จิตขันธ์ หรือนามขันธ์ ทั้งปวงใดๆในพระองค์ท่านไม่มีเหลือ คงทิ้งแต่รูปขันธ์ อันจะมีชีวิตนั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่มีชีวิต หากสิ้นนามเสียแล้ว ก็คือแท่ง คือก้อนวัตถุหนึ่งเท่านั้นเอง
...นั่นแล คือลำดับฌาน ที่พระอนุรุทธเถระเจ้าได้นำฌานจิตเข้าไปดู เป็นวิธีการดับโดยแท้ ดับโดยจริง โดยพระองค์เป็นผู้ดับเองเสียด้วย


....ที่มาพระป่า....
ผศ.จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี และ นภาเดช กาญจนะ
ธรรมสภาจัดพิมพ์เผยแพร่ เพื่อความเจริญแพร่หลายแห่งธรรมและความเจริญงอกงามแห่งปัญญา

(ผศ. จุฑาทิพย์ อุมวิชนี..ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)


แก้ไขล่าสุดโดย ศรีสมบัติ เมื่อ 04 ก.ค. 2010, 12:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร