วันเวลาปัจจุบัน 25 ก.ย. 2026, 01:19  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 128 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 9  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 11:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12230


 ข้อมูลส่วนตัว


เด้ว..รออโสกะ..มาบอกว่าตนทำถึงจุดไหนในพระสูตร...แล้วเจ้าลมหายใจเกิดดับของอโสกะสงเคราะห์ลงในพระสูตรได้จุดไหน..

ดีเลย...ถ้าอโสกะมา.จะได้ถามเพิ่ม...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 19:23 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว


grin
โธ่เอ๋ยพากันฟุ้งกระจายไปกันเสียไกลเลยทั้งกบทั้งกรัชกาย เรื่องง่ายๆมาโยงไปหาเรื่องยากๆ

กลับมาก่อนมาตอบว่า ลองทำแบบฝึกหัดสังเกตลมหายใจแล้วมีอะไรเกิดขึ้นที่กายบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นที่จิตบ้าง
ถ้าลงมือทำจริงๆพอกลั้นลมหายใจจะเห็นอาการที่กายซึ่งเป็นของหยาบก่อน คือ อึดอัด แน่นหน้าอกเหงื่อซึม หูอื้อ
หัวใจเต้นแรงอาจมีอาการอื่นๆอีกหลายอย่างตามแต่ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นรวมๆแล้วก็คือทุกข์ทางกายจะเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย จนเห็นความทุกข์ทางใจคือทุรนทุราย จิตดิ้นรน อยากหายใจออก บีบคั้น คับแค้น กลัวตายทนแทบไม่ได้ กลั้นใจสู้ต่อ สุดท้ายทุกข์สุดขีดทนกลั้นหายใจต่อไม่ได้ ปล่อยลมหายใจออกอย่างแรง

สังเกตต่อก็จะเห็นความเบา สบาย โล่ง หมดทุกข์หมดความบีบคั้น เป็นสุข

วิเคราะห์ผลการทดลองทำตามแบบฝึกหัดนี้โดยอิงหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทำให้ได้พบว่า

เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้วห้ามไม่ให้หายใจออก
ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกายและในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขังหรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันทีเมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที

มีอัตตาก็มีทุกข์ หมดอัตตาหรือใจเป็นอนัตตาสุขก็เกิดทันที

มีอัตตาไปขัดขวางธรรมชาติ ทุกข์ก็เกิดทันที หมดอัตตา สุขก็เกิดทันที และยิ่งซึ้งยิ่งขึ้นว่า ธรรมทั้งหมดทั่งปวงเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ ความโง่ ความเห็นผิด ยึดผิด ที่เรียกว่าอวิชชานี้เองที่ทำให้ไปหลงพยายามบังคับธรรมชาติที่บังคับไม่ได้ ทุกข์จึงเกิดตลอดกาล

เพียงแค่การทดลองปฏิบัติเรื่องการสังเกตลมหายใจนี้ เราก็สามารถลัดเข้าไปเห็นความจริงตัวอย่างตามธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อัตตา นิโรธ สุข ทุกข์ เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเป็นอย่างไร
เข้าใจจธรรมตามตัวอย่างนี้แล้วก็เก็บไว้เป็นหลักพิจารณาและปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริง

นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์คร่าวๆ แต่หากวิเคราะห์ให้ละเอียดลึกซึ้งจะได้เห็นแง่มุมของธรรมะตามอริยสัจ 4 อีกมากมายทำให้แตกฉานและง่ายต่อการปฏิบัติธรรมมากขึ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 19:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อโศกะ
เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้วห้ามไม่ให้หายใจออก
ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกายและในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขัง หรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง

ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันทีเมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที



อุต๊ะ ปัดติเถ เถนา คุณแม่ขอร้อง :b32:

อริยสัจ 4 ของท่านโศกเล่นกันซื่อๆเลยนะ คือ กลั้นลมหายใจ เป็นทุกข์ (คือหายใจไม่ออก) ทนไม่ไหวหายใจออกมา (รอดตาย) เป็นนิโรธ ฯลฯ

บอกแล้วว่า เสียเวลาเปล่า :b13:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 19:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
อโศกะ
เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้วห้ามไม่ให้หายใจออก
ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกายและในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขัง หรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง

ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันทีเมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที



อุต๊ะ ปัดติเถ เถนา คุณแม่ขอร้อง :b32:

อริยสัจ 4 ของท่านโศกเล่นกันซื่อๆเลยนะ คือ กลั้นลมหายใจ เป็นทุกข์ (คือหายใจไม่ออก) ทนไม่ไหวหายใจออกมา (รอดตาย) เป็นนิโรธ ฯลฯ

บอกแล้วว่า เสียเวลาเปล่า :b13:

:b12:
กรัชกายเอาจิตใจไปนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง บนกองความรู้ปริยัติเสียจน มองไม่เห็นความสำคัญและเรียบง่ายของสามัญธรรม พื้นๆที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายเสียแล้ว ยังงี้จะไปอธิบายธรรมให้ชาวบ้านชาวเมืองเข้าใจทราบซึ้งได้อย่างไร

เรื่องและบทเรียนง่ายๆนี้ทำให้คนเข้าใจอริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ 3 อันเป็นแก่นธรรม หัวใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามามากต่อมากแล้วนะครับ
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12230


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมว่าในประเด็น..ลมหายใจเข้าเกิดดับ
ลมหายใจออก..เกิดดับ

นะ...

รออโสกะ...สงเคราะห์ลงในแบบที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน..อยู่..

มาที่การกลั้นลมหายใจ..
อิอิ..

asoka เขียน:
grin
โธ่เอ๋ยพากันฟุ้งกระจายไปกันเสียไกลเลยทั้งกบทั้งกรัชกาย เรื่องง่ายๆมาโยงไปหาเรื่องยากๆ

กลับมาก่อนมาตอบว่า ลองทำแบบฝึกหัดสังเกตลมหายใจแล้วมีอะไรเกิดขึ้นที่กายบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นที่จิตบ้าง
ถ้าลงมือทำจริงๆพอกลั้นลมหายใจจะเห็นอาการที่กายซึ่งเป็นของหยาบก่อน คือ อึดอัด แน่นหน้าอกเหงื่อซึม หูอื้อ
หัวใจเต้นแรงอาจมีอาการอื่นๆอีกหลายอย่างตามแต่ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นรวมๆแล้วก็คือทุกข์ทางกายจะเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย จนเห็นความทุกข์ทางใจคือทุรนทุราย จิตดิ้นรน อยากหายใจออก บีบคั้น คับแค้น กลัวตายทนแทบไม่ได้ กลั้นใจสู้ต่อ สุดท้ายทุกข์สุดขีดทนกลั้นหายใจต่อไม่ได้ ปล่อยลมหายใจออกอย่างแรง

สังเกตต่อก็จะเห็นความเบา สบาย โล่ง หมดทุกข์หมดความบีบคั้น เป็นสุข

วิเคราะห์ผลการทดลองทำตามแบบฝึกหัดนี้โดยอิงหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทำให้ได้พบว่า

เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้วห้ามไม่ให้หายใจออก
ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกายและในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขังหรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันทีเมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที

มีอัตตาก็มีทุกข์ หมดอัตตาหรือใจเป็นอนัตตาสุขก็เกิดทันที

มีอัตตาไปขัดขวางธรรมชาติ ทุกข์ก็เกิดทันที หมดอัตตา สุขก็เกิดทันที และยิ่งซึ้งยิ่งขึ้นว่า ธรรมทั้งหมดทั่งปวงเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ ความโง่ ความเห็นผิด ยึดผิด ที่เรียกว่าอวิชชานี้เองที่ทำให้ไปหลงพยายามบังคับธรรมชาติที่บังคับไม่ได้ ทุกข์จึงเกิดตลอดกาล

เพียงแค่การทดลองปฏิบัติเรื่องการสังเกตลมหายใจนี้ เราก็สามารถลัดเข้าไปเห็นความจริงตัวอย่างตามธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อัตตา นิโรธ สุข ทุกข์ เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเป็นอย่างไร
เข้าใจจธรรมตามตัวอย่างนี้แล้วก็เก็บไว้เป็นหลักพิจารณาและปฏิบัติธรรมตามความเป็นจริง

นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์คร่าวๆ แต่หากวิเคราะห์ให้ละเอียดลึกซึ้งจะได้เห็นแง่มุมของธรรมะตามอริยสัจ 4 อีกมากมายทำให้แตกฉานและง่ายต่อการปฏิบัติธรรมมากขึ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
อโศกะ
เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้วห้ามไม่ให้หายใจออก
ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกายและในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขัง หรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง

ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันทีเมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที



อุต๊ะ ปัดติเถ เถนา คุณแม่ขอร้อง :b32:

อริยสัจ 4 ของท่านโศกเล่นกันซื่อๆเลยนะ คือ กลั้นลมหายใจ เป็นทุกข์ (คือหายใจไม่ออก) ทนไม่ไหวหายใจออกมา (รอดตาย) เป็นนิโรธ ฯลฯ

บอกแล้วว่า เสียเวลาเปล่า :b13:

:b12:
กรัชกายเอาจิตใจไปนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง บนกองความรู้ปริยัติเสียจน มองไม่เห็นความสำคัญและเรียบง่ายของสามัญธรรม พื้นๆที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายเสียแล้ว ยังงี้จะไปอธิบายธรรมให้ชาวบ้านชาวเมืองเข้าใจทราบซึ้งได้อย่างไร

เรื่องและบทเรียนง่ายๆนี้ทำให้คนเข้าใจอริยสัจ 4 ไตรลักษณ์ 3 อันเป็นแก่นธรรม หัวใจคำสอนของพระพุทธเจ้ามามากต่อมากแล้วนะครับ
onion




อ้างคำพูด:
กรัชกายเอาจิตใจไปนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง บนกองความรู้ปริยัติเสียจน มองไม่เห็นความสำคัญและเรียบง่ายของสามัญธรรม พื้นๆที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายเสียแล้ว ยังงี้จะไปอธิบายธรรมให้ชาวบ้านชาวเมืองเข้าใจทราบซึ้งได้อย่างไร


ถ้ายังงั้น ต้องพูดยังงี้ คือ เป็นอริยสัจจ์ ที่ท่านอโศกคิดขึ้นมาเองเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจ

แต่มันไม่ใช่อริยสัจจ์ที่พระพุทธเจ้าสอน พูดยังงี้ :b1: :b13:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อโศกะ

เริ่มต้นเอาอัตตา กู มาสั่งบังคับลมหายใจ ให้สูดเข้าปอดให้เต็มที่แล้ว ห้ามไม่ให้หายใจออก

ธรรมชาติของการหายใจถูกขัดขวาง จึงเกิดทุกขังขึ้นทั้งในกาย และในใจทวีแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดวิกฤต ทนอยู่ไม่ได้ ซึ่งก็คือตัวทุกขัง หรือทุกขสัจจะจริงๆนั่นเอง ในที่สุดก็ต้องปล่อยลมหายใจออกเป็นอนิจจัง ทันใดนั้น นิโรธ ความดับทุกข์หรือสุขก็เกิดขึ้นมาแทนทันที เมื่อปล่อยคำสั่งของอัตตา กู จิตใจตอนที่โล่ง โปร่งเบาสบายเป็นสุขนั้นเป็นตอนที่จิตเป็นอนัตตา ไม่มีกู นิโรธก็เกิดขึ้นแทนทันที


นำที่เขาทำเขาปฏิบัติจริงมาเทียบกับท่านอโศกกลั้นใจ จนถึงจุดวิกฤต (เกือบตาย) :b32:


อ้างคำพูด:
ผู้รู้ช่วยบอกหน่อยค่ะ เป็นอันตราย หรือปฏิบัติผิดทางไหมค่ะ เพราะฝึกทำเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์สอนค่ะ หนูฝึกดูจิตมาประมาณ 2 เดือนแล้วค่ะ แรกๆก็เห็นจิตฟุ้งซ่านมากช่วงหลังๆจิตเริ่มสงบ ไม่ไหลออกไปตามอารมณ์ข้างนอก แต่เริ่มเห็นจิต เฉยๆบ้าง สุขบ้าง บางครั้งรู้สึกหดหู่ เป็นทุกข์ เบื่อโลกมากๆเลยค่ะ มันเป็นของมันเองควบคุมอารมณ์นี้ไม่ได้ ได้แต่ตามดูเฉยๆ รู้สึกว่า มันไม่ใช่ของเราเหมือนเราไม่มีตัวตนเลยค่ะ

บางครั้งก็นอนดูจิตไปเรื่อยๆแล้วเหมือนว่าตัวเองจะเคลิ้มๆไป แต่ยังมีสติรู้สึกตัวค่ะ อยู่ดีๆจิตก็พูดว่า ลองหยุดหายใจตายดูหน่อยสิ แล้วหนูก็หยุดหายใจตามไปด้วย บังคับร่างกายไม่ได้เลยค่ะ ตอนนั้นขยับร่างกายไม่ได้ด้วยค่ะ รู้สึกเริ่มกลัวก็เลยพยายามฝืนจนหายใจได้ ตอนนั้นรู้สึกอึดอัดและรีบสูดลมหายใจเข้าปอดค่ะ ถ้าปล่อยไปนานกว่านี้คิดว่าตัวเองต้องตายจริงแน่ๆเลยค่ะ เกิดจากอะไรค่ะ หนูทำผิดทางไหมค่ะ ถ้าเกิดเป็นอีกจะทำอย่างไรดีค่ะ


ฉายอีกรอบหนึ่ง อิอิ :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 26 พ.ค. 2016, 20:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:34 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12:
งั้นกรัชกายลองมาให้ความหมายของอริยสัจ 4 แต่ละข้อในความหมายที่ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจให้ฟังหน่อยมันจะต่างกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร?

เพราะที่อโศกะเอามาพูดมันก็เรื่อง เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน มันจะต่างกันก็แต่เพียงว่าของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ที่อโศกะพูด บอก มันเป็นภาษาไทย สภาวธรรมแล้วมันเป็นอันเดียวกัน เป็นสากล
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b12:
งั้นกรัชกายลองมาให้ความหมายของอริยสัจ 4 แต่ละข้อในความหมายที่ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจให้ฟังหน่อยมันจะต่างกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร?

เพราะที่อโศกะเอามาพูดมันก็เรื่อง เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน มันจะต่างกันก็แต่เพียงว่าของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ที่อโศกะพูด บอก มันเป็นภาษาไทย สภาวธรรมแล้วมันเป็นอันเดียวกัน เป็นสากล
onion



ท่านอโศก ธรรมะก็ธรรมะ ต้องว่าไปตามหลักธรรม เราจะไปดัดแปลงเพื่อให้คนเข้าใจหาได้ไม่

หมายถึงหลักระดับปรมัตถ์นะ

แต่ถ้าเป็นโลกียธรรมระดับความประพฤติของหมู่ชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม อันนี้ อนุโลมได้ตามยุคสมัยและท้องถิ่น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 20:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4941


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
asoka เขียน:
:b12:
งั้นกรัชกายลองมาให้ความหมายของอริยสัจ 4 แต่ละข้อในความหมายที่ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจให้ฟังหน่อยมันจะต่างกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร?

เพราะที่อโศกะเอามาพูดมันก็เรื่อง เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน มันจะต่างกันก็แต่เพียงว่าของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ที่อโศกะพูด บอก มันเป็นภาษาไทย สภาวธรรมแล้วมันเป็นอันเดียวกัน เป็นสากล
onion



ท่านอโศก ธรรมะก็ธรรมะ ต้องว่าไปตามหลักธรรม เราจะไปดัดแปลงเพื่อให้คนเข้าใจหาได้ไม่

หมายถึงหลักระดับปรมัตถ์นะ

แต่ถ้าเป็นโลกียธรรมระดับความประพฤติของหมู่ชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม อันนี้ อนุโลมได้ตามยุคสมัยและท้องถิ่น

:b12:
กรัชกายเข้าใจธรรมะว่าเป็นไฉน

ธรรมะนี้มีมาคู่กับโลกและจักรวาลนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเพียงแต่ไปทรงค้นพบ ไปหยิบเอามาแค่เท่ากับใบไม้ในกำมือมาสอนไม่ได้เอามามากมายคือเอามาแต่เรื่อง
ทุกข์
เหตุเกิดทุกข์
ความดับทุกข์
และวิธีทำให้ถึงความดับทุกข์
เท่านี้เอง

ทุกขสัจจะ คือผล จากการกระทำเหตุทุกข์ในอดีตของแต่ละคนแต่ละจิตวิญญาณ
แปลเป็นภาษาสามัญชาวบ้านธรรมดาก็คือความบีบคั้นจนทนอยู่ไม่ได้ทั้งหลายนั่นเอง

หลักระดับปรมัตถ์ที่กรัชกายว่านั้นมันคืออะไรล่ะ
ไม่ใช่เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายซ้ำซากอย่างไม่รู้จบนี้หรือ
ในลองเล่าให้ฟังสิว่าธรรมะปรมัตถ์ของกรัชกายนั้นมันขนาดไหน

ความเจ็บ ปวด ดีใจ เสียใจ ร้องให้ หัวเราะ ชอบใจ ไม่ชอบใจเหล่านี้ไม่ใช่หรือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 21:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
กรัชกาย เขียน:
asoka เขียน:
:b12:
งั้นกรัชกายลองมาให้ความหมายของอริยสัจ 4 แต่ละข้อในความหมายที่ชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจให้ฟังหน่อยมันจะต่างกับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างไร?

เพราะที่อโศกะเอามาพูดมันก็เรื่อง เหตุทุกข์ ผลทุกข์ เหตุสุข ผลสุขเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน มันจะต่างกันก็แต่เพียงว่าของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ที่อโศกะพูด บอก มันเป็นภาษาไทย สภาวธรรมแล้วมันเป็นอันเดียวกัน เป็นสากล
onion



ท่านอโศก ธรรมะก็ธรรมะ ต้องว่าไปตามหลักธรรม เราจะไปดัดแปลงเพื่อให้คนเข้าใจหาได้ไม่

หมายถึงหลักระดับปรมัตถ์นะ

แต่ถ้าเป็นโลกียธรรมระดับความประพฤติของหมู่ชนที่อยู่ร่วมกันในสังคม อันนี้ อนุโลมได้ตามยุคสมัยและท้องถิ่น

:b12:
กรัชกายเข้าใจธรรมะว่าเป็นไฉน

ธรรมะนี้มีมาคู่กับโลกและจักรวาลนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเพียงแต่ไปทรงค้นพบ ไปหยิบเอามาแค่เท่ากับใบไม้ในกำมือมาสอนไม่ได้เอามามากมายคือเอามาแต่เรื่อง
ทุกข์
เหตุเกิดทุกข์
ความดับทุกข์
และวิธีทำให้ถึงความดับทุกข์


เท่านี้เอง

ทุกขสัจจะ คือผล จากการกระทำเหตุทุกข์ในอดีตของแต่ละคนแต่ละจิตวิญญาณ
แปลเป็นภาษาสามัญชาวบ้านธรรมดาก็คือความบีบคั้นจนทนอยู่ไม่ได้ทั้งหลายนั่นเอง

หลักระดับปรมัตถ์ที่กรัชกายว่านั้นมันคืออะไรล่ะ
ไม่ใช่เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายซ้ำซากอย่างไม่รู้จบนี้หรือ
ในลองเล่าให้ฟังสิว่าธรรมะปรมัตถ์ของกรัชกายนั้นมันขนาดไหน

ความเจ็บ ปวด ดีใจ เสียใจ ร้องให้ หัวเราะ ชอบใจ ไม่ชอบใจเหล่านี้ไม่ใช่หรือ



นี่คือหลักของเขาใช่

อ้างคำพูด:
ทุกข์
เหตุเกิดทุกข์
ความดับทุกข์
และวิธีทำให้ถึงความดับทุกข์


แต่ที่ท่านอโศกไปกลั้นลมหายใจ กลั้นไว้จนทนไม่ไหว แล้วก็ปล่อยลมออกมา ...อย่างที่ว่านั่นมันไม่ใช่อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ของเขา แต่เป็นของอโศกทำขึ้นเอง แล้วก็ว่าเป็นอริยสัจ 4 :b13: มันไม่ใช่ธรรม แต่มันเป็นอธรรม

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 21:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จะนำหลักอริยสัจในปฐมเทศนา ข้อ ทุกขอริยสัจ ให้ดูนะ

อ้างคำพูด:
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง
โสกะปริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุกปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ก็อริยสัจจ์ คือทุกข์นี้, มีอยู่, แม้ความเกิดเป็นทุกข์, ความแก่ก็เป็นทุกข์, ความตายก็เป็นทุกข์, ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์, ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์, มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์, โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์.
.

นี่เป็นการเทศน์ครั้งแรกของพระพุทธเจ้า แล้วก็เป็นการฟังเรื่องนี้ครั้งแรกของปัญจวัคคีย์ ดังนั้น พระพุทธเจ้า จึงปูพื้นฐานความเข้าใจทุกข์ที่คนเราเคยประสบพบเจอกันมาแล้ว หลังจากนั้นพระองค์ก็สรุปท้ายว่า โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์

แล้วพระองค์ก็แสดงเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย (คือ ตัณหา ๓) กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

แล้วที่นี้ท่านอโศก ก็มากลั้นลมหายใจ (ว่ามรรค) จนหน้าตาแดงกล่ำ นั่นแหละ ตัณหาล่ะ ไม่อยากเป็นนี่ ไม่อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ ไม่อยากจะเป็นนั่น :b32:

กลั้นลมจนถึงจุดวิกฤต แล้วก็ปล่อยสูดลมเข้าปอด ก็รู้สึกโล่ง (จะไม่โล่งได้ไงล่ะก็หายใจออกแล้วนี่) แล้วว่า เป็นนิโลด อึกอักๆ โลดขึ้นไปเลย :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 22:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีปฏิบัติอานาปานสติซึ่งเป็นพุทธวจนะ ให้ดูพอเป็นเห็นเค้า


“ดูกรราหุล เมื่อเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ แม้แต่ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ซึ่งมีในท้ายที่สุด ก็ดับไปโดยรู้ มิใช่ดับโดยไม่รู้”

พุทธพจน์แสดงวิธีปฏิบัติ

“ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ เจริญให้มากอย่างไร ทำให้มากอย่างไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?

มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

ฯลฯ

เมื่อหายใจออกยาว - ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว - ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น - ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น - รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว

ฯลฯ

...................


ไม่มีกลั้นลมหายใจ มีแต่บอกว่า ลมเข้า-ออก สั้นยาวให้ผู้ปฏิบัติรู้ตามที่มันเป็น (คือมันสั้นมันยาวก็รู้ไปตามนั้น)

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ค. 2016, 22:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33766

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อดูลมเข้า-ออก (อานาปานสติ) เป็นหลักอย่างนั้น จนจิตเริ่มสงบ เป็นสมาธิ เอาล่ะ สังขิตเตน ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

นี่แหละ ทุกขอริยสัจ :b1: เพราะคนไปยึดไปอุปาทานรูปนาม จึงเป็นทุกขา (ทุกข์ครับ คิกๆๆ)


อ้างคำพูด:
ผู้รู้ช่วยบอกหน่อยค่ะ เป็นอันตราย หรือปฏิบัติผิดทางไหมค่ะ เพราะฝึกทำเองโดยไม่มีครูบาอาจารย์สอนค่ะ หนูฝึกดูจิตมาประมาณ 2 เดือนแล้วค่ะ แรกๆก็เห็นจิตฟุ้งซ่านมากช่วงหลังๆจิตเริ่มสงบ ไม่ไหลออกไปตามอารมณ์ข้างนอก แต่เริ่มเห็นจิต เฉยๆบ้าง สุขบ้าง บางครั้งรู้สึกหดหู่ เป็นทุกข์ เบื่อโลกมากๆเลยค่ะ มันเป็นของมันเองควบคุมอารมณ์นี้ไม่ได้ ได้แต่ตามดูเฉยๆ รู้สึกว่า มันไม่ใช่ของเราเหมือนเราไม่มีตัวตนเลยค่ะ

บางครั้งก็นอนดูจิตไปเรื่อยๆแล้วเหมือนว่าตัวเองจะเคลิ้มๆไป แต่ยังมีสติรู้สึกตัวค่ะ อยู่ดีๆจิตก็พูดว่า ลองหยุดหายใจตายดูหน่อยสิ แล้วหนูก็หยุดหายใจตามไปด้วย บังคับร่างกายไม่ได้เลยค่ะ ตอนนั้นขยับร่างกายไม่ได้ด้วยค่ะ รู้สึกเริ่มกลัวก็เลยพยายามฝืนจนหายใจได้ ตอนนั้นรู้สึกอึดอัดและรีบสูดลมหายใจเข้าปอดค่ะ ถ้าปล่อยไปนานกว่านี้คิดว่าตัวเองต้องตายจริงแน่ๆเลยค่ะ เกิดจากอะไรค่ะ หนูทำผิดทางไหมค่ะ ถ้าเกิดเป็นอีกจะทำอย่างไรดีค่ะ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2016, 06:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12230


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
วิธีปฏิบัติอานาปานสติซึ่งเป็นพุทธวจนะ ให้ดูพอเป็นเห็นเค้า


“ดูกรราหุล เมื่อเจริญอานาปานสติแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ แม้แต่ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ซึ่งมีในท้ายที่สุด ก็ดับไปโดยรู้ มิใช่ดับโดยไม่รู้”

พุทธพจน์แสดงวิธีปฏิบัติ

“ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติ เจริญให้มากอย่างไร ทำให้มากอย่างไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?

มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

ฯลฯ

เมื่อหายใจออกยาว - ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาว - ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกสั้น - ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้น - รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว

ฯลฯ
...................

ไม่มีกลั้นลมหายใจ มีแต่บอกว่า ลมเข้า-ออก สั้นยาวให้ผู้ปฏิบัติรู้ตามที่มันเป็น (คือมันสั้นมันยาวก็รู้ไปตามนั้น)


บอกด้วยซี....
ลมหายใจเข้า...เกิดดับ
ลมหายจออก....เกิดดับ..

สงเคราะห์ลงตรงไหน...ในพระสูตร

อยากรู้....ถามอโสกะ...แก่คงไม่มาตอบ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 128 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 9  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 29 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร