วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.ย. 2019, 09:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2016, 08:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 44.77 KiB | เปิดดู 3235 ครั้ง ]
ในจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้รอบๆ ภูเขาสิเนรุมีมนุษย์อาศัยอยู่ ๔ ทวีป คือ

๑. บุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศ ตะวันออก ของภูเขาสิเนรุ
๒. อปรโคยานทวีป อยู่ทางทิศ ตะวันตก ของภูเขาสิเนรุ
๓. ชมพูทวีป อยู่ทางทิศ ใต้ ของภูเขาสิเนรุ
๔. อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศ เหนือ ของภูเขาสิเนรุ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2016, 12:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 40.59 KiB | เปิดดู 3207 ครั้ง ]
มีเรื่องเล่าว่ามนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป
อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเขาสิเนรุ ระหว่างเขาอัสสกัณณ์กับเขาจักรวาล มีน้ำล้อมรอบ เป็นทวีปใหญ่ ๘,๐๐๐ โยชน์ มีทวีปน้อย ๕๐๐ เป็นบริวาร
อุตรกุรุทวีปได้รับแสงจากทองคำบนไหล่เขาสิเนรุ พื้นดิน แผ่นน้ำ และต้นไม้ในทวีปนี้จึงมีสีเหลืองคล้ายทอง
อุตรกุรุทวีปเป็นทวีปที่อยู่ของมนุษย์ผู้มีบุญ มีความสุขเหมือนชาวสวรรค์ มนุษย์ทวีปนี้มีใบหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีรูปร่างสวยงาม ทุกคนสูงเท่าๆ กัน ไม่มีใครสูงเกินไป ไม่มีใครเตี้ยเกินไป ผิวก็ขาวพอๆ กัน ไม่มีใครขาวเกินไปหรือดำเกินไป ทุกคนมีผิวกายละเอียดอ่อน เส้นผมเล็กละเอียดอ่อนมาก มีขนาดเพียงแค่ ๑ ใน ๘ ของเส้นผมมนุษย์เท่านั้น
ผืนแผ่นดินในอุตรกุรุทวีปมีแต่ที่ราบเสมอกัน พื้นดินปูลาดด้วยหญ้าอ่อนนุ่ม มีต้นไม้ที่ร่มรื่น มีอากาศเย็นสบายไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป ไม่มีฝนฟ้าร้องให้ต้องตกใจกลัว ไม่มีภัยจากธรรมชาติ ไม่มีภัยจากน้ำ ลม ไฟ และไม่มีภัยจากสัตว์ร้าย มนุษย์ในอุตรกุรุทวีปไม่ต้องเหนื่อยยากไถนาหรือหว่านข้าวเพราะมีข้าวสาลีที่เกิดขึ้นเอง เจริญเติบโตไร้หนอนและแมลง ออกรวงเป็นข้าวเมล็ดโต ไม่มีเปลือกไม่มีรำ มีกลิ่นหอม เมื่อต้องการหุงก็เพียงแต่เด็ดไปวางบนแผ่นศิลาโชติ แผ่นศิลาโชติจะลุกโพลงและดับลงเองเมื่อข้าวสาลีสุก เป็นข้าวสวยที่มีรสอร่อย บริโภคได้โดยไม่ต้องมีกับข้าว นอกจากนี้ยังมีต้นกัลปพฤกษ์ที่บันดาลสิ่งของได้ทุกอย่างที่ปรารถนา ใครอยากได้สิ่งของอะไรก็ไปขอจากต้นกัลปพฤกษ์ มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปจึงสมบูรณ์พูนสุขไม่มีภาระต้องทำการงานใดๆ เลย
มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปไม่ใช้ไฟ แสงสว่างในเวลากลางคืนได้จากแสงของดวงแก้วมณีที่มีแสงนวลไม่แสบตา เปรียบเทียบกับแสงในโลกมนุษย์แล้วจะนุ่มนวลกว่ากันมาก แสงในโลกมนุษย์นั้นทำให้มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปแสบตาจนน้ำตาไหล
มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปทุกคนมีรูปร่างสวย หน้าตาละม้ายคล้ายกันไปหมดทุกคน มนุษย์ทวีปนี้จึงไม่หวงแหนว่าคนนี้เป็นคนรัก คนนี้เป็นสามี คนนี้เป็นภรรยา หรือคนนี้เป็นบุตรธิดาของตน
ในอุตตรกุรุทวีปไม่มีโจรผู้ร้าย เพราะทุกคนเป็นคนดี จิตใจดีงาม อ่อนโยน มีสติ เป็นผู้รักษาศีล ไม่มีตัณหา ไม่ทะยานอยาก ไม่ยึดติดหวงแหนว่าสิ่งนี้เป็นของของเรา ไม่ว่าจะเป็นผ้าอาภรณ์น้ำดื่มหรือของบริโภค ใครจะหยิบเอาไปกินไปใช้ก็ได้เพราะของเหล่านี้หาได้ง่าย มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปจึงไม่หวงแหนและไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองหรือข้าวของเครื่องใช้ ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปนี้ยังไม่สร้างบ้านเรือนเป็นของตนเองด้วย เวลาง่วงก็ล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มและปลอดภัย จึงเรียกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปว่า นระ หรือนรา แปลว่า ผู้นอนบนพื้นดิน
มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีปทุกคนมีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคเบียดเบียน และด้วยความที่มีความดีเสมอกัน อายุขัยของมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปจึงยืนยาวเท่ากัน คือ ๑,๐๐๐ ปี และเมื่อสิ้นชีวิตแล้วทุกคนมีคติแน่นอนคือจะได้ไปอุบัติในสวรรค์เท่านั้น ไม่มีหลงทางไปภพภูมิอื่น
มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปไม่มีการจัดงานศพ เมื่อมีมนุษย์คนหนึ่งตายคนอื่นก็ไม่เสียใจ เพียงแค่เอาผ้าสิเวยยกะสีแดงมาพันศพทิ้งไว้ นกหัสดีลิงค์เห็นผ้าสีแดงพันเป็นก้อนเข้าใจว่าเป็นชิ้นเนื้อก็จะบินมาคาบเอาไป
มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปเป็นผู้มีบุญมาก หญิงชาวอุตรกุรุทวีปเป็นผู้มีบุญเพียงพอที่จะเป็นนางแก้วยามเมื่อมีพระเจ้าจักรพรรดิมาอุบัติในโลก

ในครั้งพุทธกาล ปรากฏเรื่องราวของหญิงชาวอุตรกุรุทวีปนางหนึ่ง ชื่อว่า สตุลกายา ซึ่งเป็นภรรยาของโชติกเศรษฐี
โชติกเศรษฐี เป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ในกรุงราชคฤห์ ด้วยกุศลกรรมเก่าที่สร้างทำไว้มากมายในอดีตชาติจึงเกิดมีทรัพย์สมบัติและแก้วมณีมากมายผุดขึ้นในบ้าน บ้านของโชติกเศรษฐีท้าวสักกเทวราชก็เป็นผู้มาเนรมิตให้ เมื่อโชติกเศรษฐีจะมีภรรยา เทวดาก็ไปพา นางสตุลกายา หญิงชาวอุตรกุรุทวีปมาให้เป็นภรรยา
นางสตุลกายานั้น เมื่อมาจากอุตรกุรุทวีป นางได้นำเอาข้าวสาลีมาทะนานหนึ่ง นำศิลาโชติมา ๓ แผ่น และนำดวงแก้วมณีมาด้วย
ดวงแก้วมณีนั้นให้แสงสว่างนุ่มนวลตาทั้งทิวาและราตรี ส่วนทะนานข้าวสาลีนั้นตวงข้าวออกเท่าไรก็ไม่หมดไม่พร่องจากทะนาน เมื่อจะหุงก็เพียงแต่หยิบใส่หม้อ ตั้งบนศิลาโชติ ศิลาโชติจะลุกโพลงและดับลงเองเมื่อข้าวสุก เมื่อจะหุงอาหารอย่างอื่นก็ทำแบบเดียวกัน
ข้าวสาลีจากอุตรกุรุทวีปนั้นรสชาดอร่อยมาก เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาชมสมบัติบ้านโชติกเศรษฐี พระองค์ติดใจรสอร่อยของข้าวสาลีและเสวยไปมากจนลืมอิ่ม โชติกเศรษฐีต้องทูลเตือนให้พอได้แล้ว
ต่อมาเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นครองเมืองแทนพระเจ้าพิมพิสาร พระองค์อิจฉาความร่ำรวยที่เกินหน้าเกินตาของโชติกเศรษฐี จึงส่งทหารมายึดทรัพย์สมบัติของเขาทั้งหมด แต่ก็ยึดเอาอะไรไปไม่ได้เพราะมียักษ์และเทวดาช่วยคุ้มครองสมบัติไว้เหมือนมีกองทัพรักษาอยู่รอบบ้าน โชติกเศรษฐีแสดงให้พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายของเขานั้นใครๆ ก็ยึดครองไม่ได้ แม้แต่แหวนที่สวมนิ้วมืออยู่ถ้าเศรษฐีไม่ให้ก็ไม่มีใครสามารถดึงแหวนออกจากนิ้วได้ แต่ถ้าจะให้ แค่สลัดนิ้วมือแหวนก็จะหลุดออกจากนิ้วอย่างง่ายดาย
โชติกเศรษฐีเกิดความเบื่อหน่ายภัยที่เกิดจากทรัพย์ทางโลก จึงออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ส่วนนางสตุลกายา เทวดาพานางกลับไปส่งที่อุตรกุรุทวีปดังเดิม

[ ไตรภูมิพระร่วงมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในอุตรกุรุทวีปนั้นเมื่อหญิงชายรักกันก็จะอยู่เป็นผัวเมียเสพเมถุนกันเพียง ๗ วัน แล้วแยกจากกันไปไม่มีห่วงหาอาวรณ์ระหว่างสามีภรรยาอีก
ต่อมาเมื่อหญิงตั้งครรภ์ก็ไม่มีอาการแพ้ท้อง เวลาคลอดก็คลอดง่ายไม่มีความเจ็บปวด โดยจะคลอดบุตรทิ้งไว้บนแผ่นหินเพราะไม่มีบ้านเรือน คลอดแล้วก็ทิ้งไปไม่มีห่วงใยต้องเลี้ยงดู ทารกที่คลอดใหม่จะสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเลือดฝาดและเปลือกคาว ผู้คนที่ผ่านไปมาเห็นมีทารกคลอดใหม่นอนอยู่ริมทางก็เอานิ้วมือป้อน จะมีนมออกจากนิ้วมือเลี้ยงทารกนั้นให้โต
เมื่อทารกโตแล้วถ้าเป็นชายก็ไปอยู่ในหมู่ชาย เป็นหญิงในหมู่หญิง แม้ภายหลังได้พบหน้าพ่อแม่ตัวเองก็จะไม่รู้จักกัน จึงสมาคมกันเหมือนเป็นเพื่อนเพราะรูปร่างหน้าตาเป็นหนุ่มสาวเสมอกันหมด ]

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2016, 02:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2778

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านแล้วอัศจรรย์ใจมากเลยครับว่ามีภพอย่างนี้ปรากฎอยู่

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2016, 05:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่รู้ว่าชาวอุตรกุรุทวีป...ทำบุญด้วยอะไร..กับใคร...นะ..ถึงได้เกิดมาในสภาพนั้นได้

ไม่รู้ว่ามีพระให้เขาได้ทำบุญ..รึเปล่า?
:b12: :b12: :b12:

มีเทวดาไปเอาชาวอุตรกุรุทวีป..มาได้ด้วย...ซึ่งต้องมีเหตุมีผล...ละนะ

:b16: :b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2016, 12:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




1437878344-1213801043-o.jpg
1437878344-1213801043-o.jpg [ 70.62 KiB | เปิดดู 3145 ครั้ง ]
student เขียน:
อ่านแล้วอัศจรรย์ใจมากเลยครับว่ามีภพอย่างนี้ปรากฎอยู่

กบนอกกะลา เขียน:
ไม่รู้ว่าชาวอุตรกุรุทวีป...ทำบุญด้วยอะไร..กับใคร...นะ..ถึงได้เกิดมาในสภาพนั้นได้

ไม่รู้ว่ามีพระให้เขาได้ทำบุญ..รึเปล่า?
:b12: :b12: :b12:

มีเทวดาไปเอาชาวอุตรกุรุทวีป..มาได้ด้วย...ซึ่งต้องมีเหตุมีผล...ละนะ

:b16: :b16: :b16:

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สัตว์ที่จุติจากโลกนี้ไปเกิดในโลกอื่นก็มี
สัตว์ที่จุติจากโลกอื่นมาเกิดในโลกนี้ก็มี”
ถ้าถือตามพระพุทธพจน์นี้แล้วก็แสดงว่า เราสามารถไปเกิดในทวีปทั้ง ๓
มีปุพพวิเทหทวีปเป็นต้นได้ และคนในทวีปทั้ง ๓ ก็สามารถมาเกิดในชมพูทวีปได้เช่นกัน
แต่ถ้าจะถามหาตัวอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ หรือแม้อรรถกถาแสดงไว้
ก็ต้องเรียนว่าได้พบตัวอย่างจริงๆ ที่ท่านแสดงไว้ว่า กษัตริย์บางองค์ หรือเศรษฐีบางท่านมีภรรยา
เป็นชาวอุตตรกุรุทวีป อย่างเช่นโชติกเศรษฐี ซึ่งตามเรื่องกล่าวว่า หญิงนั้นเคยทำบุญร่วมกับท่าน
ในชาติอดีตแล้วไปบังเกิดในอุตตรกุรุทวีป นี่ก็แสดงว่า คนที่เคยทำบุญแล้วไปเกิดในอุตตรกุรุทวีป
มีแน่นอน ดังภรรยาของท่านโชติกเศรษฐีนี้เอง ซึ่งท่านเศรษฐีนี้ ในตอนหลังท่านออกบวชบรรลุ
เป็นพระอรหันต์ ส่วนภรรยาของท่านซึ่งเทวดาพามาให้จากอุตตรกุรุทวีปนั้น เทวดาก็พากลับไป
ส่งยังอุตตรกุรุทวีปดังเดิม
นอกจากนั้น ในอรรถกถา ท่านยังกล่าวถึงแคว้นกุรุซึ่งเป็นแคว้นหนึ่ง ในบรรดา ๑๖ แคว้น
ในสมัยพุทธกาลว่า คนที่อยู่ในแคว้นกุรุนั้นเดิมทีเดียวเป็นคนที่มาจากอุตตรกุรุทวีป เพราะฉะนั้น
แคว้นนั้นจึงมีชื่อเรียกว่าแคว้นกุรุ ตามชื่อของคนที่มาจากอุตตรกุรุทวีปนั่นเอง
สำหรับเรื่องนี้ก็คงจะเรียนให้ทราบได้เพียงเท่านี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2016, 13:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


และนี้ก็เป็นหลักฐานอีกสูตรหนึ่งที่พระองค์ได้แสดงไว้ว่า
สำหรับในโลกมนุษย์นั้น พระองค์ได้ทรงแสดงแก่ พระสารีบุตรเป็นองค์ แรก
คือในระหว่างที่ทรงแสดงธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น พอได้เวลาบิณฑบาต
พระองค์ก็ทรงเนรมิตพุทธนิมิตขึ้น แสดงธรรมแทนพระองค์ แล้วพระองค์ก็เสด็จไปบิณฑบาต

ในหมู่ชนชาวอุตตรกุรุ เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว ก็เสด็จไปยังป่าไม้จันทน์ ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าหิมวันต์
ใกล้กับสระ อโนดาต เพื่อเสวยพระกระยาหาร โดยมีพระสารีบุตรเถระ มาเฝ้าทุกวัน
หลังจากที่ทรงเสวยแล้ว ก็ทรงสรุปเนื้อหาของพระอภิธรรม ที่พระองค์ได้ทรงแสดงแก่เหล่าเทวดา
และพรหม ให้พระสารีบุตรฟังวันต่อวัน เสร็จแล้วพระองค์จึงเสด็จกลับขึ้นสู่ดาวดึงส์เทวโลก

เพื่อแสดงธรรมต่อไป ทรง กระทำเช่นนี้ทุกวันตลอด ๓ เดือน เมื่อการแสดงพระอภิธรรมบนเทวโลก
จบสมบูรณ์แล้ว การแสดงพระอภิธรรมแก่พระสารีบุตร ก็จบสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน
เมื่อจบพระอภิธรรมเทศนาเทวดา และพรหม ๘๐๐,๐๐๐ โกฏิได้ บรรลุธรรม และสันดุสิตเทพบุตร
(พุทธมารดา) ได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันบุคคลพระพุทธองค์ทรงแสดงพระอภิธรรม

โปรดพระพุทธมารดา โดยนัยนี้เรื่อยไปตลอดพรรษา ในเวลาบิณฑบาต พระพุทธองค์ทรงเนรมิต
พระพุทธนิรมิต ทรงอธิษฐานว่าพระพุทธนิรมิต จงแสดงธรรมชื่อนี้ๆจนกว่าเราจะกลับมา
แล้วเสด็จไปป่าหิมพานต์ทรงเคี้ยวไม้สีฟันชื่อนาคลดา บ้วนพระโอษฐ์ที่สระอโนดาต
นำบิณฑบาตมาจากอุตตรกุรุทวีป ประทับนั่งกระทำภัตกิจในโรงกว้างใหญ่ ท่านพระสารีบุตร
กระทำวัตรปฏิบัติแก่พระศาสดาในที่นั้น

ครั้นเสร็จภัตกิจ ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า "วันนี้เราภาษิตธรรมคัมภีร์นี้ แก่พระพุทธมารดา
เธอจงบอกธรรมนั้นแก่นิสิต ๕๐๐ ของเธอ" แล้วเสด็จกลับไปสู่เทวโลก ทรงแสดงธรรมต่อจาก
พระพุทธนิรมิตแสดงไว้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2016, 05:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 58.33 KiB | เปิดดู 3106 ครั้ง ]
การกำเนิดขึ้นของ จักรวาล โลก หรือมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวงนี้
เป็นคำสอนหรือความรู้ในพระพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นอาจจะมีบางท่าน
ที่เคยศึกษาแล้วอาจจะไม่เห็นด้วย หรือมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในใจ ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งแปลกแต่อย่างใด
ที่การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะรู้สึกปฏิเสธหรือต่อต้านในสิ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่ตนเคยรู้เคยได้ยินมา
หรือแม้กระทั่งผิดไปจากสิ่งที่ตนเชื่อมั่นหรือคาดหวัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีอยู่ว่า
จะต้องมีผู้ที่ไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ใช่อุปสรรคเลย

พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่บังคับให้ใคร ๆ เชื่อในคำสอน ไม่ได้ใส่ใจว่าผู้ใดจะศรัทธา
หรือไม่แต่อย่างใด แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผล
และสิ่งที่พระพุทธองค์แสดงนั้นเป็นเพราะทรงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น และคำสอนที่แสดงนั้น
ก็ไม่ได้ให้ผู้ฟังเชื่อตาม แต่ทรงให้พิจารณาไตร่ตรองและให้พิสูจน์ว่าสิ่งที่พระองค์แสดงนั้น
จริงเท็จอย่างไรด้วยตัวของผู้นั้นเอง ดังที่ได้แสดงแก่ชนทั้งหลายในการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ที่ชาวบ้านกาลาม ในกาลามสูตรว่า

ควรแล้วท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง
ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา
อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ ๆ อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา
อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ถือโดยชอบใจว่า
ต้องกันกับลัทธิของตน อย่าได้ถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ถือโดยความนับถือว่า
สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์
เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2016, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.พ. 2009, 05:07
โพสต์: 372


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุครับ ลุงหมาน เพิ่มเติม เรื่องจักรวาล ครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

จูฬนีสูตร

พ. ดูกรอานนท์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ท่านพระอานนท์ทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร
อานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศ
สว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์
พันดวง มีอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มี
อปรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มี
มหาสมุทรสี่พัน มีท้าวมหาราชสี่พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มี
เทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพัน
หนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสตีพันหนึ่ง มี
พรหมโลกพันหนึ่ง ดูกรอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลก
คูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุ
อย่างกลางมีล้านจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุ อย่างกลางมีล้าน
จักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ดูกรอานนท์
ตถาคตมุ่งหมายอยู่ พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฏิจักรวาลให้รู้แจ้งได้
ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย ฯ

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ บรรทัดที่ ๕๙๘๕ - ๖๐๕๖. หน้าที่ ๒๕๖ - ๒๕๘.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=520
*********************************************************
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

สุริยสูตร (บางส่วน : พระสูตรนี้กล่าวถึง ระบบสุริยะจักรวาล ในอนาคต จะถูกทำลายด้วยไฟ ที่เกิดจากการขยายตัวของดวงอาทิตย์ ๗ ดวง)

[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพปาลีวัน ใกล้
พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควร
เบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลง
ในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มี
กาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝน
ไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยว
แห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่
น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนดควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขาร
ทั้งปวง ฯ

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ บรรทัดที่ ๒๑๖๒ - ๒๒๕๙. หน้าที่ ๙๕ - ๙๘.
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v ... agebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=63
**************************************************************

http://www.sriprawat.net/5.7.htm

ความลับของจักรวาล ในพระไตรปิฏก ขนาดของจักรวาล จักรวาลอันหนึ่ง โดยยาวและโดยกว้าง ประมาณ ๑,๒๐๓,๔๕๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร) ส่วนโดยรอบปริมณฑลทั้งสิ้น (ของจักรวาลนั้น) ประมาณ ๓,๖๑๐,๓๕๐ โยชน์ ขนาดหนาของแผ่นดิน ในจักรวาลนั้น แผ่นดินนี้ กล่าวโดยความหนา มีประมาณถึงเท่านี้ คือ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์

************************************************************

จากหนังสือ ซอกตู้พระไตรปิฏก ที่เล่าถึงภพภูมิต่าง ๆ (จากการบรรยายของท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี เรื่องภพภูมิต่าง ๆ ประกอบการบรรยายพระอภิธัมมัตสังคหะ ปริเฉทที่ ๕ วิถีมุตตสังคหวิภาค ในหมวดที่ ๑ ภูมิจตุกะ)



อุตตรกุรุทวีป อายุขัย ๑,๐๐๐ ปี มีความเป็นอยู่สุขสบายมาก เพราะเกิดด้วยอำนาจบุญอันแรง คือ ทำบุญแก่กล้ามาก แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ข้าวก็ไม่ต้องปลูก(เมล็ดใหญ่มาก ๆ เมล็ดเดียวอิ่ม) เมื่อเด็ดไป ก็งอกขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องปรุง ที่นั้นมีหินชนิดหนึ่ง กลางวันให้ความร้อน นำไปปรุงอาหารได้ กลางคืนให้ความสว่าง ใบหน้าของเขาเป็นรูปสี่เหลี่ยมตัดหมด

เมื่อจุติจากอุตตรกุรุทวีปจะปฏิสนธิเป็นเทวดาหรือไม่ก็นางฟ้าไปเป็นภูมิรองรับแน่นอนเลย ในชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ ๒ ชั้นเท่านั้น เพราะบุญที่ทำไว้นี่แรงมาก แล้วอยู่ที่นั่นมีโมหะ แต่ไม่มีโอกาสทำบาป เมื่อหมดบุญจากเทวดา ส่วนใหญ่จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะชีวิตที่เป็นอยู่เป็นโมหะตลอด

คนที่นี้ความเป็นอยู่สุขสบาย เพราะว่าเกิดด้วยอำนาจบุญอันแรง คือทำบุญแก่กล้ามาก แต่เป็นบุญที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เช่น ทำบุญสร้างโบสถ์คนเดียวไม่ยอมให้ใครร่วมเลย



บุพเพวิทหทวีป อายุขัย ๗๐๐ ปี ใบหน้ารูปทรงบาตรหน้าตัด ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดิ้นรน มีแต่ภูเขา ส่วนใหญ่เป็นกลางคืนและมืดมากเนื่องจากได้รับแสงอาทิตย์ค่อนข้างน้อย ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สมสู่กันตลอดเวลา ออกลูกแฝดและเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่

ตายจากที่นี้จะไปนรกเสียมาก เพราะการเกิดได้ที่บุพพวิเทหทวีปนี่มีปัญญาพอดี แต่เป็นปัญญาทางโลก คือนักวิจัย นักค้นคว้า แล้วก็ไม่มีบุญ เพราะพวกนี้เห็นไหม การทำนี่มันจะต้องทุ่มเทชีวิตอยู่ในห้องวิจัย โอกาสจะแสวงหาบุญก็ไม่มี

อปรโคยานทวีป ไม่มีบุญแล้วก็ไม่มีปัญญา ความเป็นอยู่แบบป่าเถื่อน ชอบกินของสด ๆ คาว ๆ ชอบกินเนื้อคน ไม่กินเนื้อสัตว์อื่น ออกลูกแล้วกินลูกตัวเองเป็นอาหาร บางคนต้องหลบหนีไปออกลูกบนเขา

สองพวกนี้ คือมนุษย์ในบุพพวิเทหทวีป และ อปรโคยานทวีป ในพระไตรปิฏกไม่ได้อธิบายมากมาย เพราะว่าไม่เป็นเรื่องน่านิยม อุตตรกุรุทวีปนี่เป็นเรื่องน่าศึกษาเพราะไปด้วยบุญและมีโอกาสไปเป็นเทวดา และเผื่อตั้งตนไว้ชอบ ไปเจออาจารย์ดีมันก็มีโอกาสเปลี่ยนจริต ส่วนอีก ๒ ทวีปนั้นมีโมหจริตและวิตกจริตเสียมาก ไม่มีโอกาสที่จะแก้ไข ห่างไกลรัศมีพระธรรม ถึงมีโอกาสเกิดในชมพูทวีป ตอนพระพุทธเจ้าประกาสศาสนาก็จะเป็นพวกเดียรถีย์หรือไม่ก็นิยตมิจฉาทิฏฐิเสียมาก

.....................................................
สมถะ (ฌาน, สมาธิ) ที่เป็นบาทของวิปัสสนา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=21049

ผู้บรรลุธรรม จากสมถะ มีจำนวนน้อยกว่าผู้ไม่มี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=21062

การเจริญสติปัฏฐานหมวดพิจารณาอิริยาบถ ๔ จากพระไตรปิฏก อรรถกถา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=29201

ควรศึกษาอัตตโนมติ ของท่านพุทธทาสหรือไม่ ?
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17187


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2018, 05:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




yun.GIF
yun.GIF [ 46.54 KiB | เปิดดู 1710 ครั้ง ]
Kiss Kiss Kiss

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 9 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร