วันเวลาปัจจุบัน 15 พ.ย. 2019, 22:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2015, 23:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 1 ธรรมชาติ
ธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เป็นไปตามความเป็นธรรมดาของสิ่งๆนั้น ก็โดยธรรมซึ่งคือสภาวะทั้งปวงสามารถแบ่งธรรมชาติออกเป็นสองชนิด คือ ธรรมชาติที่ปรุงแต่งเป็นอัตตาตัวตนและธรรมชาติที่ว่างเปล่าไร้ความหมายแห่งความเป็นอัตตาตัวตน
1. ธรรมชาติที่ปรุงแต่งเป็นอัตตาตัวตน หมายถึง ธรรมชาติที่มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา เป็นความเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งอวิชชาความไม่รู้และเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามีสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นและปรุงแต่งไปในความหมายแห่งความเป็นอัตตาตัวตนในความเป็นเราเป็นเขาเป็นสิ่งๆนั้นและมีสภาพแปรปรวนไม่คงที่มีความดับไปเป็นธรรมดาตามสภาพของมันเองอยู่อย่างนั้น
2.ธรรมชาติที่ว่างเปล่าไร้ความหมายแห่งความเป็นอัตตาตัวตน หมายถึง ธรรมชาติที่ไม่มีความเกิดขึ้นและการดับไป แต่มันคือความเป็นธรรมดาของความว่างเปล่าไร้ความหมายแห่งความเป็นอัตตาตัวตนตามสภาพของมันแบบนั้นด้วยความเป็นเช่นนั้นของมันเองอยู่อย่างนั้นอยู่แล้ว เป็นความคงที่ถาวรในความเป็นธรรมชาติของมันโดยไม่สามารถแปรผันไปในความเป็นอย่างอื่นได้อีกเลย


แก้ไขล่าสุดโดย เมฆ โซะระคุโมะ เมื่อ 03 ต.ค. 2015, 00:05, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ต.ค. 2015, 23:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 2 ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
ก็เพราะความเป็นธรรมชาติของอนันตจักรวาลที่ถือกำเนิดขึ้นและมีความเป็นไปแห่งมัน มันเป็นพื้นที่ในห้วงอวกาศแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็ด้วยความเป็นธรรมชาตินี้เองมันจึงก่อให้เกิดจักรวาลและโลกของเราแห่งนี้ด้วย ในยุคแรกเริ่มเดิมทีโลกของเรายังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นแต่เมื่อมีเหตุและปัจจัยเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงเหมาะสมจึงปรากฏสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในธาตุน้ำเป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีวิวัฒนาการในความเป็นมันเองแบบก้าวหน้าจนกระทั่งสัตว์เหล่านี้ได้พัฒนารูปแบบชีวิตของมันขึ้นมาอยู่บนดินซึ่งคือผืนโลกได้สำเร็จและมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีความโชคดีอย่างมากได้ถูกธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นให้มีความโดดเด่นในคุณลักษณะและคุณสมบัติแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น ก็เพราะสัตว์ชนิดนี้มีกายภาพพิเศษเป็นสัตว์มีสมองที่มีคุณภาพอย่างดีเยี่ยมมันจึงสามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมันเองไปอย่างก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง สมองของสัตว์พวกนี้มีศักยภาพมันจึงทำให้สามารถมีความนึกคิดได้อย่างเป็นเหตุและผลเป็นไปด้วยความลึกซึ้งในความหมายต่างๆและมีความซับซ้อน สัตว์ชนิดนี้ได้พัฒนาความเป็นชีวิตของพวกมันจนกระทั่งมีรูปลักษณ์ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆพวกมันมีความสามารถที่จะตั้งกายของตนเองไม่ให้ขนานไปกับพื้นและสามารถทรงลำตัวให้อยู่ในแนวตั้งด้วยฐานของขาทั้งสองข้างโดยมีความคล่องแคล่วในการก้าวเดินและอยู่รวมกันเป็นสังคมขึ้น มันเป็นสัตว์สังคมประเภทชั้นหนึ่งเพราะเหตุแห่งการสร้างปฏิสัมพันธ์ในสังคมของพวกมันเองการอยู่รวมกันด้วยคุณสมบัติแห่งพวกมันที่แต่ละสรรพสัตว์ก็สามารถคิดในเชิงเป็นเหตุและผลได้อย่างดีเยี่ยมนั้นมันจึงก่อเกิดการพัฒนาในความเป็นไปใน "ข้อตกลง" ที่มีต่อกันด้วยการยอมรับของทุกคนบนความมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันนั้น ก็เพราะสัญชาตญาณของสัตว์ทุกชนิดซึ่งคือความรู้ที่มีมาแต่กําเนิดของสัตว์ทั้งหลายที่ทําให้มีความรู้สึกและกระทําได้เองโดยไม่ต้องมีใครสั่งสอนมันย่อมดำรงชีวิตอยู่บนความสุขเท่าที่ความสามารถของพวกมันจะมีและพึงสามารถกระทำได้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นความสุขเท่าที่จะยังชีวิตของพวกมันให้อยู่รอด เช่น การหากินเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายประทังชีวิต การปรับตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในความร้อนและความเย็นของชั้นบรรยากาศผืนเปลือกโลก การหาสถานที่อยู่อาศัยเพื่อหลีกเร้นกายตนให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้างในช่วงระยะเวลาหนึ่งของแต่ละวัน การหาสิ่งที่จะมาช่วยซ่อมเสริมร่างกายของตนที่ชำรุดบกพร่องไปให้ดีขึ้นมาเหมือนเดิมเท่าที่จะหามาได้ การสืบพันธุ์ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นความสุขขั้นพื้นฐานที่ติดตัวมาทุกสรรพสัตว์ในความเป็นสัญชาตญาณที่เป็นความสามารถจะทำให้ชีวิตและสายพันธุ์ของพวกมันได้อยู่รอดบนโลกใบนี้ สัตว์สังคมที่ได้กล่าวถึงข้างต้นก็เช่นกันพวกมันล้วนมีสัญชาตญาณที่จะทำให้เผ่าพันธุ์ของพวกมันดำรงและปรากฏอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างยาวนานตลอดไปด้วยความยั่งยืน ก็เพราะศักยภาพของพวกมันที่มีอยู่อย่างมากด้วยความสามารถในด้านความเป็นเหตุและผลสัญชาตญาณที่มีอยู่จึงถูกสัตว์ชนิดนี้พัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นรูปแบบแห่งการดำรงชีวิตอยู่บนบรรทัดฐานแห่งความสุขขั้นพื้นฐานนั้นเอง "ข้อตกลง" ที่มีต่อกันด้วยการยอมรับของทุกคนบนความมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันซึ่งเป็นความสุขที่ทุกคนมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในความเป็นสัตว์แห่งตนและต่างก็หยิบยื่นให้แก่กันด้วยความเต็มใจนั้นมันจึงถูกพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับปฏิบัติสืบต่อกันมาและฝังรากหยั่งลึกกลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกแสดงถึงความปรากฏคุณงามความดีทั้งหลายในสังคมของสัตว์ชนิดนี้ไปแล้ว ด้วยความที่ต่างสมัครใจเลือกเอา "ความดีในหัวใจของพวกตนซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ" นั้นมาเป็นบรรทัดฐานในการดำรงชีวิตได้อย่างเป็นแบบแผนและปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างไม่มีวันสูญสลายขาดหายไปก็ด้วยศิลปะแห่งการดำรงชีวิตของพวกตนได้อย่างมีมาตรฐานสูงส่งสัตว์ชนิดนี้จึงเรียกเผ่าพันธุ์ตนเองว่าพวกตนคือ "มนุษย์" ซึ่งแปลได้ว่าเป็นสัตว์ที่มีใจสูงและประเสริฐยิ่งตามที่เป็น "ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์" ซึ่งได้ปรากฏมาอยู่แล้วแบบนั้น
ก็เพราะ "ธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์" ที่ก่อให้เกิดความความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรปรารถนาดีต่อกันเสมอมาจึงทำให้สัตว์มนุษย์สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ตนเองให้ปรากฏอยู่บนโลกใบนี้มาได้อย่างยาวนานตราบจนถึงทุกวันนี้ แต่ถ้าหากในยุคเริ่มแรกนั้นสัตว์ชนิดนี้ได้ตัดสินใจผิดเลือกเอาความไม่ดีงามมาเป็นบรรทัดฐานในชีวิตและสังคมของพวกตนสัตว์พวกนี้ก็จะไม่สามารถเรียกตนเองได้ว่าตนคือมนุษย์เพราะเหตุแห่งใจที่ต่ำทรามซึ่งยังเสมอเหมือนไม่แตกต่างในความเป็นสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ความไม่ดีทั้งหลายก็จะก่อให้เกิดการเบียดเบียนกันอย่างหนักไม่มีที่สิ้นสุดในทุกรูปแบบจนในท้ายที่สุดสัตว์ชนิดนี้ก็จะเข้าประหัตประหารฆ่าฟันชีวิตกันเองจนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของพวกตนและไม่ปรากฏมาในโลกตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว


แก้ไขล่าสุดโดย เมฆ โซะระคุโมะ เมื่อ 03 ต.ค. 2015, 00:08, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 3 หน้าที่
เพราะมนุษย์ทุกคนที่อยู่รวมกันในสังคมต่างก็ดำรงชีวิตไปบนพื้นฐานแห่งความเป็นปกติสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วที่สามารถอบรมตนเองและเรียนรู้ชีวิตในกรอบคุณงามความดีที่ปรากฏมาในความเป็นขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและวัฒนธรรมแห่งสังคมที่ตนเองได้อาศัยอยู่ ความเป็นปกติแห่งจิตใจนั้นมันคือความเป็นธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีอยู่แล้วในความเป็นตัวเองซึ่งมิใช่เป็นเรื่องการถูกบังคับด้วยความไม่เต็มใจที่จะต้องถือเอากฎข้อระเบียบหรือสิ่งใดๆมาบีบคั้นให้ตนต้องยอมจำนนต่อสิ่งนั้นๆและต้องฝืนใจอย่างมากเพื่อยอมรับปฏิบัติตาม ก็เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีปัญญาคือความสามารถในการพิจารณาถึงเหตุและผลในความเป็นตัวตนของตัวเองที่ได้ก่อเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาและได้ตะหนักชัดถึงความมีคุณค่าแห่งชีวิตอันประเสริฐยิ่งจึงทำให้มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มี "อุดมคติ" ซึ่งเป็นแนวทางเป้าหมายในการพาชีวิตของตนให้ดำรงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมอย่างมีคุณค่ามันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงซึ่งเป็นหน้าที่ที่ทุกคนเต็มใจยอมรับและเดินไปบนเส้นทางแห่งความดีทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความผาสุกในใจของตนมาอย่างช้านานแล้ว ความเป็นปกติแห่งจิตใจที่มันคือความบริสุทธิ์อันหมายถึงความเป็นไปในความดีทั้งหลายแต่ฝ่ายเดียวมันจึงทำให้มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีธรรมชาติในการหล่อหลอมชีวิตของตนให้สมบูรณ์แบบตามที่ตัวเองได้ตั้งความปรารถนาไว้จึงทำให้สามารถแสดงออกทาง กาย วาจา และใจ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างดีและเหมาะสม
แต่อาจจะมีในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพราะ "ความประมาท" ของมนุษย์ผู้ซึ่งไม่รู้จักหน้าที่แห่งตนมนุษย์เหล่านี้จึงได้กระทำให้เกิดความบกพร่องไม่ปกติในความเป็นธรรมชาติของตนขึ้นมา ใจมนุษย์จึงได้เกิดมลทินมัวหมองและเป็นต้นตอแห่งการกระทำทางกาย วาจา ใจอย่างไม่เหมาะสมออกมาและที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ทุกคนในสังคมล้วนแต่ยอมรับเอาความไม่ดีทั้งหลายมาเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตตนจนสังคมได้เกิดความตกต่ำมนุษย์ล้วนแต่เบียดเบียนซึ่งกันและกันจนสังคมถึงแก่การณ์ล่มสลาย ในบางยุคมนุษย์ได้รับเคราะห์บาปกรรมจนทำให้ความเป็นชีวิตของพวกตนต้องล้มหายตายจากไปด้วยผลแห่งกรรมวิบากที่เกิดขึ้นในแต่ละคราว ก็เพราะความประมาททั้งหลายจึงทำให้บดบังความมีปัญญาอันคือความสามารถของมนุษย์ไปเสียสิ้นมนุษย์ในยุคต่ำทรามจึงใช้ชีวิตของตนไปอย่างไม่มีแบบแผนและตกเป็นทาสแห่งตัณหา อุปาทาน ของตนอยู่เสมอมนุษย์ในยุคนั้นจึงด้อยความสามารถในการพิจารณาเลือกเฟ้น แยกแยะ คัดสรรสิ่งดีๆมาสู่ชีวิตตนอันบ่งบอกได้ว่ามนุษย์ขาดสิ้นซึ่งปัญญาอันคือเครื่องมืออย่างแท้จริงที่จะนำความเจริญมาสู่ชีวิตและสังคมของพวกตนได้ดังเดิม
เพราะความเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งประกอบไปด้วยขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาประชุมรวมกันและก่อให้เกิดความเป็นชีวิตขึ้นคุณสมบัติของความเป็นขันธ์เหล่านี้จึงทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้และใช้ชีวิตด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของตนไม่เหมือนสัตว์อื่นๆ ประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ชีวิตทำให้มนุษย์มีทักษะในการที่จะพิจารณาไตร่ตรองเพื่อแยกแยะคัดเลือกสิ่งๆหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตนเองและฝึกที่จะเรียนรู้ในความเป็นไปทุกแง่ทุกมุมของความเป็นสิ่งนั้นอย่างถ้วนทั่วจนสามารถคิดนึกมโนภาพถึงสิ่งๆนั้นได้อย่างครบถ้วนในความเป็นมันด้วยความเข้าใจและชัดเจนในจิตของตน ก็เพราะความเป็นจิตที่บ่งบอกถึงความมีคุณค่าในเชิงอุดมคติซึ่งได้อาศัยหล่อเลี้ยงความเป็นชีวิตให้ดำรงอยู่ได้จึงทำให้มนุษย์ตัดสินใจที่จะเลือกสิ่งๆหนึ่งซึ่งมีประโยชน์มาเป็นบรรทัดฐานให้กับตนเองด้วยการหมั่นระลึกถึงความเป็นสิ่งนั้นอยู่เสมอๆจนสามารถตั้งมั่นไว้ในใจตนได้ด้วยความไม่คลอนแคลนและด้วยความเพียรพยายามไม่ย่อท้อจนกระทั่งสิ่งๆนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในความเป็นธรรมชาติของตนได้ในที่สุด ซึ่งมันคือกระบวนการแห่งการใช้ความมีปัญญา ความมีสติ สมาธิความตั้งมั่นและความเพียรพยายาม อันเป็นคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพราะความเป็นขันธ์เหล่านั้นและการฝึกฝนตนเองด้วยทักษะแห่งการเรียนรู้ชีวิต ความสามารถนี้เองที่จะช่วยให้มนุษย์ได้สำนึกถึงสิ่งผิดพลาดที่ตนได้กระทำไปด้วยความประมาทอันเป็น "ความสำนึก" ในห้วงลึกแห่งใจที่ยังคงตระหนักได้ถึงความมีคุณค่าแห่งชีวิตตนที่ได้เกิดมาและควรที่จะแก้ไขพัฒนาปรับปรุงด้วยการทำหน้าที่ของตนเองให้กลับคืนไปสู่ความเป็นปกติตามธรรมชาติให้ได้ดังเดิม








โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


บทที่ 4 ธรรมอันประเสริฐ
เพราะมนุษย์มีความสามารถมากพออันเกิดจากการพิจารณาเรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆที่จิตมนุษย์ได้ปรุงแต่งขึ้นเป็นสภาวะธรรมซึ่งคือ "ธรรมชาติแห่งการปรุงแต่งเป็นอัตตาตัวตน" ธรรมเหล่านี้ได้ส่งผลให้มนุษย์ได้ไปเวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆมานานแสนนานมากแล้ว ปัญญาที่ทำให้มนุษย์รู้จักเรียนรู้และสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดมีโทษมีประโยชน์แก่ชีวิตตนจึงทำให้มนุษย์ได้รู้จัก "กรรมและผลแห่งกรรม" มนุษย์ในยุคแรกจึงใช้ความเป็นบัณฑิตของตนเข้าไปศึกษาพิจารณาเรื่อง "กฎแห่งกรรม" โดยพยายามศึกษารื้อค้นถึงโทษและประโยชน์แห่งการกระทำกรรมและผลแห่งกรรมที่จะได้รับซึ่งส่งผลต่อชีวิตของตนเองและสังคมโดยส่วนรวมจนได้ข้อสรุปอย่างไม่มีข้อสงสัยในธรรมใดๆในส่วนนี้อีกต่อไป ก็ด้วยปัญญาของมนุษย์นี้เองที่พยายามจะพัฒนาชีวิตของตนให้ไปสู่เป้าหมายซึ่งได้เลือกและตั้งใจไว้อย่างดีแล้วอันเป็นอุดมคติของสัตว์ผู้มีใจสูงบัณฑิตเหล่านี้จึงได้ใช้ความสามารถอันคือศิลปะในการดำรงชีวิตนำธรรมที่มีคุณประโยชน์ต่อมวลหมู่มนุษย์มาประพฤติปฏิบัติเป็นข้อวัตรในชีวิตประจำวันของตนจนกระทั่งธรรมที่ตนเองได้อบรมอยู่เสมอๆนั้นมันได้กลายมาเป็นอุปนิสัยอันคือธรรมชาติที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของตนเองได้อย่างแท้จริงซึ่งบ่งบอกถึงความสามารถที่ทำให้เข้าถึงความเป็นปกติในธรรมชาติของตนโดยฐานะเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัทธรรมอันมีคุณค่ามากมายนี้จึงเป็นแบบแผนที่บัณฑิตทั้งหลายได้น้อมนำมาปฏิบัติและได้รับผลแห่งการกระทำบนเส้นทางแห่งความเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้นมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นธรรมที่มนุษย์ได้ยอมรับปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างไม่ขาดสายตราบถึงทุกวันนี้ ธรรมอันประเสริฐนั้นเองก็คือ "หนทาง" ที่จะทำให้มนุษย์ได้พบกับความสุขในชีวิตและทำอุดมคติแห่งตนให้เป็นจริงขึ้นมาและอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างผาสุก หากผู้ใดได้ประพฤติธรรมอันคือปัญญาบารมีสามสิบทัศนี้ตามกำลังแห่งตนให้บังเกิดย่อมประสบสมบัติ 3 ประการคือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ หลักธรรมมี 10 ประการมีดังนี้ คือ ปัญญาบารมี ทานบารมี ศีลบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี อุเบกขาบารมี เนกขัมมะบารมี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 5 ปัญญาบารมี
เพราะความที่มนุษย์มีคุณสมบัติอันหมายถึงความมีศักยภาพความสามารถที่ดีเลิศกว่าสัตว์ชนิดอื่นมนุษย์จึงใช้ลักษณะจำเพาะที่มีอยู่เฉพาะในเผ่าพันธุ์ตนเท่านั้นนำมาพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ร่วมกัน เพราะมนุษย์สามารถนึกคิดได้อย่างลึกซึ้งซึ่งคือความหมายต่างๆที่อยู่บนความเป็นเหตุและผลได้อย่างตรงต่อความเป็นจริงจึงทำให้มนุษย์มีประสบการณ์ในองค์ความรู้ทุกๆแขนงซึ่งเป็นความรอบรู้ในเรื่องต่างๆและก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นแก่ชีวิตมนุษย์เอง ความรู้และทักษะในการฝึกฝนตนเองเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นจริงตามผลแห่งการกระทำนั้น "ความดีอันคืออรรถประโยชน์สูงสุด" ที่มนุษย์ได้ใช้ปัญญาของตนเองพิจารณาและเลือกเอามาเป็นบรรทัดฐานทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นอุดมคติซึ่งคือหลักธรรมที่เป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตและด้วยธรรมชาติของมนุษย์แห่งความมีปัญญาอย่างถึงที่สุดซึ่งเป็นปัญญาที่ได้พิจารณาถึงความเป็นจริงในเหตุและผลของทุกสรรพสิ่งทั้งปวงได้อย่างหมดจดจนไม่มีข้ออันเป็นที่น่าสงสัยซึ่งเป็นโมหะทำให้หลงทางอีกต่อไป "ปัญญาบารมี" นี้เองที่ทำให้มนุษย์ได้เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของทุกสรรพสิ่งที่ว่างเปล่าไร้ความหมายแห่งความเป็นอัตตาตัวตนของมันอยู่อย่างนั้นซึ่งเป็นความสมบูรณ์พร้อมในความเป็นธรรมชาติแห่งตนที่สามารถนำพาชีวิตก้าวพ้นออกมาจากความทุกข์ทั้งปวงได้สำเร็จและดำรงชีวิตอยู่รวมกันในสังคมได้เป็นปกติสุขอย่างยั่งยืนถาวร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 6 ทานบารมี
ด้วยธรรมชาติแห่งการต้องดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์เพื่อยังสายพันธุ์ความเป็นสัตว์ของตนมิให้สูญหายไปอย่างน้อยสัญชาตญาณอันเป็นความรู้ตามธรรมชาติแห่งการได้ก่อเกิดขึ้นมาเป็นชีวิตซึ่งสามารถเรียนรู้ได้เองตามพฤติกรรมของทุกสรรพสัตว์นั้นสัตว์ทุกชีวิตรวมทั้งมนุษย์ย่อมต้องดิ้นรนในทุกวิถีทางเพื่อแสวงหาบางสิ่งบางอย่างมาหล่อเลี้ยงชีวิตของตนอันเป็นพื้นฐานที่เป็นปัจจัยในความจำเป็นอย่างแท้จริงที่ทำให้ชีวิตคงอยู่รอดได้ ถึงแม้กาลต่อมามนุษย์ได้มีวิวัฒนาการรูปแบบในการดำรงชีวิตขึ้นมาจนเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองได้อย่างเหมาะสมแต่ชีวิตของมนุษย์ก็ยังคงมีความสุขโดยอิงอาศัยปัจจัยขั้นพื้นฐานทั้งสี่คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ซึ่งเป็นความสุขอย่างเพียงพอแล้วเพื่อให้ชีวิตดำรงให้อยู่รอดได้ในแต่ละวันซึ่งมันมิใช่การไขว่คว้าทะยานอยากให้ได้มาซึ่งเกินความจำเป็นของความเป็นชีวิตแต่อย่างใดมันจึงเป็นวิถีทางของความเป็นมนุษย์ที่นำพาชีวิตดำเนินไปตามธรรมชาติแห่งตนด้วยความผาสุกที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนสิ่งเหล่านี้จึงจัดเป็นความอุดมสมบูรณ์พร้อมจริงๆอันมนุษย์ทุกคนพึงสามารถแสวงหามาได้ตามความสามารถของตนกันอย่างถ้วนหน้า แต่ถึงกระนั้นด้วยความพร่องแห่งจิตใจที่มนุษย์ได้กระทำซึ่งการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นในเรื่องปัจจัยขั้นพื้นฐานทั้งสี่นี้เองก็อาจทำให้ประสบปัญหาขึ้นมาบางชีวิตก็หาความสุขแห่งตนแทบไม่ได้เพราะต้องทนรับกรรมวิบากที่ได้ส่งผลในแต่ละภพชาติเป็นชีวิตที่อดมื้อกินมื้อต้องเร่ร่อนไปไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเมื่อเจ็บป่วยหนักขึ้นมาก็ต้องล้มหายตายจากเพราะความขาดแคลนขัดสนไม่สะดวกสบายในสิ่งจำเป็นที่จะยังชีวิตให้คงอยู่ต่อไปได้ มนุษย์จึงเริ่มเรียนรู้ที่จะสละสิ่งของแบ่งปันให้กับผู้อื่นเป็นทานทั้งนี้ก็เพื่อผลแห่งกรรมที่จะนำพาให้ตนเองไม่ขัดสนในเรื่องเหล่านี้ในภายภาคหน้าและเป็นการฝึกขัดเกลาจิตใจตนเองมิให้ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นสิ่งนั้นด้วยความเป็นอัตตาตัวตนในความละโมบโลภมากเกินไปอีกด้วย ด้วยความตระหนักถึงความจำเป็นของชีวิตและได้อบรมบ่มนิสัยในการให้ทานแก่คนอื่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติแห่งตนไปด้วยความเป็นปกตินั้น "ทานบารมี" ที่เต็มเปี่ยมแล้วจึงทำให้ในวันหนึ่งสังคมมนุษย์จึงมีแต่ความบริบูรณ์ถึงพร้อมเป็นความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องปัจจัยขั้นพื้นฐานทั้งสี่อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย ในยุคที่มนุษย์ได้อบรมจิตใจตนเองในทุกด้านจนมีความสูงส่งเป็นบุญกุศลฝ่ายเดียวจึงส่งผลทำให้ธรรมชาติสามารถทำหน้าที่แห่งตนหล่อเลี้ยงมนุษย์ในยุคนั้นให้มีชีวิตอยู่รอดได้ "ทุกชีวิต" อาหารการกินก็จะปรากฏเป็นข้าวสาลีทิพย์ขึ้นอยู่เกลื่อนกลาดทั่วไปในที่ๆมิใช่มีใครเป็นเจ้าของมนุษย์ผู้มีบุญก็ทำหน้าที่เพียงแต่เอามือแห่งตนไปรูดรวงข้าวเอาเมล็ดมาหุงกินพอประทังชีวิตให้หายจากทุกขเวทนาคือความหิวในแต่ละมื้อแต่ละวันเป็นการกินเพื่อมีชีวิตอยู่ตามหน้าที่อย่างแท้จริงเท่านั้น ด้วยความช่างสังเกตอันเกิดจากปัญญาการเรียนรู้ของมนุษย์จึงทำให้สามารถประดิษฐ์คิดค้นทักทอเสื้อผ้าเพื่อเป็นเครื่องนุ่งห่มกันความร้อนความหนาวเย็นในส่วนที่สัตว์มนุษย์ยังไม่มีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไปของชั้นบรรยากาศโลกเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆและเมื่อมนุษย์เริ่มมีสังคมโดยการสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อกันในเชิงกว้างขวางสังคมมนุษย์เริ่มใหญ่ขึ้นการนุ่งห่มเสื้อผ้าจึงเป็นการปกปิดร่างกายบางส่วนเพื่อให้เกิดความละอายซึ่งกันและกันในความเป็นเพศที่แตกต่างอีกทั้งมนุษย์ก็ยังมีความสามารถผลิตเครื่องนุ่งห่มให้กับตนเองและผู้คนในสังคมได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศและตามความเป็นประเพณีนิยมแห่งสังคมด้วยและเมื่อบุญของมวลมนุษย์ได้เต็มเปี่ยมไปในทุกด้านความเป็นของทิพย์ก็จะบังเกิดขึ้นและธรรมชาติแห่งบุญก็จะดลบันดาลข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มรวมทั้งที่อยู่อาศัยเพื่อหลบแดดหลบฝนให้สมความปรารถนาตามกำลังแห่งบุญของผู้คนในยุคนั้นนั่นเอง ก็ด้วยธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ที่มีจิตเป็นเมตตาต่อบรรดาสรรพสัตว์ที่อยู่ร่วมในสังคมด้วยความเอื้ออาทรต่อกันเสมอๆเป็นการละเว้นการเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันด้วยความมุ่งหมายในความที่ชีวิตต้องดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าที่ทุกคนก็สามารถตระหนักได้ถึงบุญกุศลนี้ ทำให้มนุษย์มีความพยายามที่จะรักษาชีวิตของตนให้ยืนยาวตราบเท่าที่ความสามารถของตนเองมีอยู่ด้วยการรักษาสภาพจิตใจของตนให้เป็นปกติในความเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้นก็เพราะเหตุแห่งการได้ความยืนยาวของอายุมนุษย์ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยในสภาพจิตของมนุษย์แต่อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อคราวที่บุญกุศลเต็มเปี่ยมอายุมนุษย์ในยุคนั้นสามารถยืนยาวได้ถึงแสนปีและมากกว่าจนถึงอสงไขยเวลาทั้งนี้เป็นเพราะกำลังบุญของมนุษย์ที่ได้ตั้งใจไว้แล้วอย่างเต็มเปี่ยมนั้นมันส่งผลทำให้มนุษย์มีระยะเวลาที่จะใช้ชีวิตอยู่บนโลกในความเป็นภพชาติเพื่อเสวยบุญของตนเท่าที่ตนเองได้ทำมาแล้วอย่างยาวนานเพราะเหตุแห่งการสะสมบุญมาอย่างมากมายตั้งแต่ครั้งในอดีตนั่นเอง บุญที่ได้ตั้งใจไว้อย่างดีแล้วทุกครั้งที่ได้กระทำไปอันบ่งบอกถึงธรรมชาติแห่งความเป็นปกติของจิตใจมนุษย์มันก็คือยารักษาชีวิตมนุษย์ให้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริงในแต่ละภพชาติที่ได้เกิดมา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 7 ศีลบารมี
เพราะอุดมคติที่มนุษย์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในชีวิตของพวกตนเป็นความมีคุณค่าอันเกิดจากประสบการณ์ในการเรียนรู้และมีความพากเพียรฝึกฝนตนเองไปในทิศทางที่ตนได้ตั้งความปรารถนาไว้อย่างดีแล้วนั้นความดีทั้งหลายที่ถูกบันทึกไว้ในหัวใจของมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตและแสดงออกมาในรูปแบบแห่งการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนั้นมันจึงบ่งบอกได้ถึงสภาพที่เป็นความปกติจริงๆในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีปัญญาอันลึกซึ้งสามารถเข้าถึงความเป็นเหตุและผลในการที่จะหล่อหลอมความเป็นชีวิตของตนความสามารถดังกล่าวนี้จึงทำให้มนุษย์รู้จักความหมายแห่งคำว่า "หน้าที่" ที่ตนเองมีอยู่อย่างถูกต้อง เพราะมนุษย์มีศักดิ์ศรีและมีความหยิ่งทะนงในความเป็นสัตว์ประเสริฐของพวกตนด้วยเหตุนี้จึงทำให้มนุษย์มีความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกันในความเป็นชาติพันธุ์เดียวกันสิ่งเหล่านี้เป็นขนบธรรมเนียมที่ยอมรับสืบต่อกันมาอันก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนที่มีต่อกันในสังคม "สิทธิและหน้าที่" จึงเป็นสัญลักษณ์ในเชิงที่บอกได้ถึงความมีอิสระทางกายและใจที่มนุษย์มีอยู่และเต็มใจหยิบยื่นภาวะแห่งการดำรงชีวิตในลักษณะนี้ให้แก่ตนเองและผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง ความมีอิสระจึงเป็นธรรมชาติอันคืออุปนิสัยความชอบของมนุษย์มาอย่างช้านานและก็ด้วยลักษณะในความเป็นธรรมชาตินี้เองทำให้มนุษย์ซึ่งรู้จักหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดีแล้วจึงล้วนแต่มีธรรมชาติแห่งการทำให้จิตใจตนไม่ตกอยู่ในสภาพการถูกบังคับและขาดความเป็นอิสระภาพไป ศีลอันคือข้อห้ามมิให้กระทำความชั่วนั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จสมหวังในทุกๆด้านของชีวิตและมีความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันอย่างศานติศีลจึงมิใช่กฎหรือข้อบังคับที่จะทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกไม่เต็มใจและเสมือนถูกบีบบังคับที่จะต้องนำมาปฏิบัติด้วยความที่ขัดต่อความเป็นธรรมชาติแห่งนิสัยตนแต่อย่างใด เพราะความมีอิสระตามธรรมชาติอย่างแท้จริงและความตรงต่อธรรมชาติในหน้าที่แห่งตนจึงทำให้มนุษย์ได้ตระหนักถึงความมีคุณค่าแห่งจิตใจและเต็มใจที่จะขัดเกลาฝึกฝนตนเองให้ถึงความสมบูรณ์พร้อมในความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์นั้น เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ผู้มีปัญญามากธรรมชาติของมนุษย์จึงไม่ต้องการเอากฎระเบียบหรือกฎเกณฑ์ใดๆมากดหัวตัวเองเพื่อขีดเส้นบังคับให้ตนต้องเดินไปในทางนั้นด้วยการฝืนใจอย่างยิ่งปัญญาจะทำให้มนุษย์เข้าถึงความเป็นเหตุและผลในความหมายของศีลที่แท้จริง ศีลจึงเป็นเพียงข้อเตือนใจให้บัณฑิตทั้งหลายพึงระวังและสำรวมกายวาจาและใจของตนให้อยู่ในสภาพปกติตามความเป็นธรรมชาติแห่งความดีงามทั้งหลายที่มีอยู่ด้วยความเป็นธรรมดาของมันเองอยู่อย่างนั้น "ศีลบารมี" จึงเป็นบุญกุศลที่มนุษย์ทุกคนสามารถรักษาไว้ในความเป็นมนุษย์สมบัติของตนได้อยู่แล้วศีลจึงเป็นพื้นฐานของความเป็นชีวิตที่สามารถทำให้เราไม่ตกไปสู่วาระกรรมแห่งการต้องไปเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิที่ลำบากด้วยสภาพแห่งจิตใจที่ตกต่ำ


แก้ไขล่าสุดโดย เมฆ โซะระคุโมะ เมื่อ 03 ต.ค. 2015, 00:36, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 8 สัจจะบารมี
การตั้งใจที่จะฝึกฝนตนเองบนพื้นฐานแห่งการใฝ่ศึกษาและเรียนรู้เพื่อให้ได้ความเป็นจริงตามธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ปรากฏขึ้นมาในความเข้าใจอย่างชัดเจนดีแล้วของตนโดยหมดความเคลือบแคลงลังเลสงสัยในธรรมนั้นรวมทั้งประสบการณ์แห่งการเรียนรู้ชีวิตที่ต้องประสบพบเจอบนวิถีแห่งความเป็นจริงของกฎแห่งกรรมที่ว่าทำดีต้องได้รับผลแห่งกรรมดีทำชั่วต้องได้รับผลแห่งกรรมชั่วอยู่เสมอแบบนั้นไม่เป็นอย่างอื่นไปได้เลยสิ่งเหล่านี้ทำให้บัณฑิตทั้งหลายที่ยอมปวารณาตนเอาไว้บนเส้นทางแห่งความมีคุณค่าของชีวิตได้เกิดความมั่นใจว่าตนเองได้เดินมาบนหนทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริงแล้ว สัจจะอันคือความจริงที่ทำหน้าที่ของมันได้ตรงต่อความเป็นเหตุและผลอยู่อย่างนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่บัณฑิตทั้งหลายได้น้อมนำธรรมข้อนี้มาเป็นสรณะที่พึ่งของตนเพื่อประโยชน์อันคือความผาสุกให้เกิดขึ้นในชีวิตตลอดไป ก็ธรรมอันคือ "สัจจะบารมี" นี้เองที่ทำให้บัณฑิตทุกคนเกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งตนได้กระทำความดีมาโดยตลอดว่ามันจะเป็นต้นทุนของชีวิตได้จริงๆที่จะพาตนก้าวย่างต่อไปในวันข้างหน้าด้วยกำลังบุญที่สั่งสมไว้อย่างดีและจะไม่ไปสู่ในวิถีที่ตกต่ำได้อีกความเป็นจริงแห่งธรรมอันคือธรรมชาติที่ปรากฏมาในหัวใจที่มั่นคงดีแล้วของนักบุญคนนั้นก็จะทำให้ไม่เกิดความหวาดหวั่นถึงแม้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิตเขาอาจจะต้องพบเจอแต่เรื่องเลวร้ายอันเป็นกรรมวิบากที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อนและอาจเป็นภยันตรายถึงแก่ชีวิตแต่เพราะ "อานุภาพแห่งธรรม"ก็ส่งผลทำให้บัณฑิตคนนั้นมีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าต่อกรรมของตนด้วยความไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อยเพราะใจที่ได้ถูกอบรมมาอย่างดีแล้วจึงทำให้ชีวิตนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความมีคุณค่าและความหมายแห่งตนตราบจนลมหายใจสุดท้ายที่กำลังจะขาดห้วงไปเพราะความตายกำลังมาเยือนอยู่ตรงหน้านั่นเอง ความเป็นเหตุและผลของธรรมที่ได้ซึมซาบภายในจิตใจอยู่ตลอดเวลานั้นมันจึงเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ได้เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของตนได้อย่างแน่นอนในวันข้างหน้าและมันเป็นตัวแทนที่แสดงถึงความมีปฏิญญาอันคือคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตนเองด้วยสภาพแห่งธรรมนั้นว่าจะธำรงชีวิตไว้ด้วยสัจจะธรรมความเป็นจริงเช่นนี้ตลอดไปและจักจะทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ชีวิตของบรรดาสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เคยได้สร้างบุญร่วมกันมาจนได้รับผลบุญอันคือความร่มเย็นแห่งธรรมกันถ้วนหน้าและส่งผลให้สังคมนั้นได้ดำรงสถิตอยู่อย่างถาวรในความมีธรรมเป็นใหญ่ตลอดไปไม่เสื่อมถอย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 9 อธิษฐานบารมี
ปัญญาที่อบรมมาอย่างดีแล้วในความเป็นธาตุแห่งธรรมอันเป็นเหตุและผลนี้เองจึงทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในธรรมทั้งปวงได้ ก็เพราะสัจจะอันคือธรรมชาตินั้นทำให้บัณฑิตทั้งหลายได้เรียนรู้ว่าตนเองควรเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยสันโดษเป็นบุคคลผู้สงัดไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะก็เพราะด้วยความตระหนักชัดแล้วว่าชีวิตที่เกิดมาล้วนมีคุณค่าประเสริฐยิ่งไม่ควรนำพาชีวิตของตนไปในหนทางแห่งความประมาททั้งหลายอีกการเข้าใจในความเป็นชีวิตที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์นั้นที่เพียงแค่ได้อาศัยความสุขที่เกิดจากปัจจัยขั้นพื้นฐานทั้งสี่ที่ได้รับอย่างเพียงพอในแต่ละวันมันเป็นความสุขที่เป็นความจำเป็นจริงๆที่จะทำให้ชีวิตพอดำรงอยู่รอดได้มันมิได้เป็นความปรารถนาที่มากเกินไปจนอาจทำให้ใจเกิดความทะยานอยากในตัณหาอุปาทานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและควรจะหลีกเร้นตนเองเพื่อแสวงหาความสงบสุขที่แท้จริงให้กับชีวิตและด้วยอนุสัยที่หมักดองมาในกมลสันดานแห่งตนหลายภพหลายชาติจนทำให้ต้องตกเป็นทาสแก่ใจตนเองอยู่เสมอๆนั้นมันจึงมิใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกลับไปสู่ความเป็นตนเองให้ได้เป็นปกติตามธรรมชาติแห่งธรรมนั้นโดยเร็ววันต้องอาศัยความเพียรพยายามที่ไม่ย่อท้อต้องอาศัยความมีสติสมาธิที่ตั้งมั่นและปัญญาที่แท้จริงที่จะทำให้เราพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงได้ในสักวันหนึ่ง ด้วยความตกผลึกในความเป็นเหตุและผลของธรรมอย่างดีแล้วจึงทำให้เกิดความมั่นใจหมดความลังเลสงสัยและมีจิตแน่วแน่อย่างสูงสุดอันคือ "อธิษฐานบารมี" ที่เราได้ตั้งจิตไว้อันจะทำให้ตนเองเดินไปบนเส้นทางธรรมนั้นจนถึงจุดหมายปลายทางด้วยความตรงต่อสัจธรรมจริงๆโดยไม่หลงไปในทิศทางอื่นอีกเลย ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขตนเองด้วยความเป็นบัณฑิตเท่าที่ความสามารถตนมีอยู่และจะทำให้ถึงที่สุดแห่งความพยายามนั้นธรรมอันประเสริฐนี้ก็จะส่งผลให้ผู้ใฝ่ดีทั้งหลายย่อมได้รับความสุขในปัจจุบันและไม่เดือดร้อนในภายหลังบุญกุศลทั้งหลายที่ได้กระทำลงไปด้วยความภาคภูมิใจแห่งการประพฤติธรรมอย่างสม่ำเสมอด้วยความสำรวมและการฝึกอินทรีย์แห่งตนนั้นย่อมเป็นทรัพย์ภายในที่จะติดตามไปทุกภพทุกชาติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 10 เมตตาบารมี
ความดีทั้งหลายซึ่งมนุษย์ได้เลือกเอามาขัดเกลาจิตใจตนเองเพื่อให้มี "ความอ่อนโยน" ไม่ก้าวร้าวเหมือนพฤติกรรมของสัตว์เดรัจฉานทั่วไปจึงทำให้มนุษย์มีใจที่งดงาม มนุษย์ทั้งหลายจึงได้ร่วมกันสร้างขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีศีลธรรมอันดีและวัฒนธรรมของพวกตนขึ้นมาบนพื้นฐานความมีคุณค่าทางด้านจิตใจซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงความเป็นรูปแบบเฉพาะของสัตว์ที่ได้พัฒนาจิตใจตนเองมาอย่างดีแล้วจนกระทั่งทำให้เผ่าพันธุ์ของพวกตนได้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข เพราะใจที่อ่อนโยนจึงทำให้มนุษย์มีความรักความปรารถนาดีต่อกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นจิตใจที่ประกอบไปด้วยความมีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเองความรักความเมตตาความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นได้สุขจึงทำให้สัตว์มนุษย์เรียนรู้ที่จะเคารพนับถือและให้เกียรติต่อกันตามฐานะที่แต่ละคนพึงมีหน้าที่ในสังคมจึงทำให้มนุษย์มีธรรมชาติแห่งการละเว้นไม่เบียดเบียนประหัตประหารชีวิตกันเอง สัตว์เดรัจฉานทั่วไปที่ไม่สามารถพัฒนาความเป็นสัตว์แห่งตนให้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้สัตว์พวกนี้จึงใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณที่มีอยู่และก็ยังคงมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวใช้กำลังเป็นใหญ่เพราะขาดวิวัฒนาการทางด้านจิตใจการทำทุกวิถีทางเพื่อยังชีวิตและสายพันธุ์ของพวกมันให้อยู่รอดได้สัตว์พวกนี้จึงเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันจึงทำให้สัตว์หลายพันธุ์ได้ล้มตายสูญหายไปจากโลกใบนี้เป็นจำนวนมากแล้ว แต่มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีปัญญาจึงทำให้มนุษย์รู้จักปรับตัวเองเข้าหากันและส่งผลทำให้สัตว์มนุษย์อยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะ "เมตตาบารมี" ที่มวลหมู่มนุษย์ชาติต่างก็ร่วมกันบำเพ็ญมาจึงทำให้สังคมที่ทุกคนร่วมใจกันสร้างขึ้นเป็นสถานที่ที่รื่นรมย์น่าอยู่เปรียบประดุจสวรรค์วิมานดินที่ได้ตั้งอยู่บนผืนโลก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 11 วิริยะบารมี
ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวบนเส้นทางกฎแห่งกรรมซึ่งคือประสบการณ์ต่างๆทั้งทางด้านดีและด้านร้ายซึ่งมันล้วนแต่เป็นบทเรียนที่สอนให้มนุษย์ได้รู้จักกับความเป็นจริงแห่งชีวิตตนมันจึงเป็นบทพิสูจน์หัวใจของมนุษย์ทุกคนที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง ประสบการณ์ซึ่งคือความทุกข์ยากทั้งหลายล้วนทำให้บัณฑิตแต่ละคนได้ตระหนักถึงความมีคุณค่าอันประเสริฐยิ่งที่ได้นำพาชีวิตตนเองมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ด้วยความภาคภูมิใจที่ตนเองได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ถึงที่สุดแล้วไม่ขาดตกบกพร่อง ก็เพราะความเป็นบัณฑิตซึ่งหมายถึงผู้มีปัญญาที่สามารถพิจารณาถึงความเป็นเหตุและผลของธรรมต่างๆได้อย่างชัดเจนจนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าความหมายที่แท้จริงของความมีชีวิตที่ได้ก่อเกิดขึ้นมาแล้วคืออะไรและมีวินัยที่จะฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตนเองไปสู่ความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบได้นั้นมันจะทำให้มนุษย์ทุกคนล้วนแต่มีปณิธานอันสูงส่งเป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าอันคือคุณงามความดีทั้งหลายที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจได้ตั้งไว้เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตที่จะพาให้บัณฑิตเหล่านั้นได้ฝ่าฟันอุปสรรคนำชีวิตตนเองให้รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวงได้ ก็ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งไม่ย่อท้อก็ทำให้บัณฑิตคนนั้นไม่หวั่นไหวและยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในเส้นทางปกติแห่งความเป็นธรรมชาติของตนเองได้อย่างมั่นคงไม่คลอนแคลนเมื่อในบางขณะของชีวิตต้องผจญแรงกรรมอันเป็นกรรมวิบากอย่างใหญ่หลวง ความเพียรอันคือ "วิริยะบารมี" จึงทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคมรสุมของชีวิตนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ตามปณิธานแห่งตนจนบังเกิดความสำเร็จสมความมุ่งมาดปรารถนาได้ในสักวันหนึ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 00:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 12 ขันติบารมี
เมื่อวาระแห่งการต้องชดใช้กรรมที่ได้กระทำไว้ตั้งแต่ครั้งในอดีตได้มาเยือนอีกคราหนึ่งก็ขอให้บัณฑิตทั้งหลายเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อรับมือผลแห่งการกระทำของตนเองเอาไว้ให้ดี กรรมเป็นกฎแห่งการกระทำที่มันทำหน้าที่ได้ตรงต่อความเป็นเนื้อหาของมันเองได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนยามที่ได้เสวยสุขเพราะผลกรรมอันคือบุญก็ขอให้พึงระลึกว่ามันเป็นความสุขเพียงชั่วคราวที่เป็นความอนิจจังไม่เที่ยงแท้มีความแปรผันไปอยู่เสมอมันอยู่กับเราได้ไม่นานสักวันหนึ่งมันก็ต้องจากเราไปเมื่อหมดเหตุและปัจจัยในความเป็นกรรมชนิดนั้นและพึงเตือนตนเองว่าตนควรทำหน้าที่ในความเป็นมนุษย์ให้ดีที่สุดตราบเท่าที่ความสามารถของตนมีอยู่พึงประกอบคุณงามความดีให้แก่ตนเองและบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอเป็นนิตย์พึงมีความไม่ประมาทสำรวมกายวาจาและใจมีความตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตไปด้วยความเป็นปกติผาสุกในความเรียบง่ายแห่งความเป็นบัณฑิตผู้ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีแล้วไม่ไขว่คว้าเอาใจตนทะยานอยากไปในความสุขที่ได้รับจนกลายเป็นตัณหาอุปาทานความอยากอันเป็นส่วนเกินในความจำเป็นของชีวิตมากเกินไปและยามที่ได้เสวยทุกข์เพราะกรรมวิบากที่ติดตัวมาก็ให้พึงทำใจว่ากรรมมันจะต้องส่งผลเป็นทุกขเวทนามาบีบคั้นชีวิตของเราตามเนื้อหาแห่งมันที่เป็นแรงกรรมเท่าที่เราจะต้องก้มหน้าแบกรับผลของมันไปก็เพราะความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ย่อมต้องการให้ชีวิตของตนประสบแต่ความสุขอยู่เรื่อยไปแต่เมื่อต้องผจญกับความทุกข์เพราะกรรมวิบากนั้นก็ย่อมไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถทนอยู่กับความทุกข์ยากนั้นได้นานๆ แต่เพราะกรรมมันทำหน้าที่ของมันได้อย่างเที่ยงตรงไม่เคยหย่อนผ่อนปรนให้กับใครหน้าไหนและไม่สามารถต่อรองอะไรกับมันได้เลยยามที่มันต้องแสดงเนื้อหาของมันเพื่อส่งผลแห่งกรรมมันก็จะทำหน้าที่ของมันได้อย่าง "สาสมแก่ใจ" ของผู้ที่เคยได้กระทำกรรมไม่ดีนั้นไว้ จงก้มหน้ารับกรรมนั้นไปเถิดและขอให้มีขันติความอดทนอดกลั้นเมื่อกำลังผจญเสวยผลความทุกข์ยากแห่งใจนั้นอยู่ ความอดทนอันคือ "ขันติบารมี" จะทำให้เราไม่ก้าวพลาดไปสู่การกระทำกรรมไม่ดีนั้นซ้ำขึ้นมาอีกด้วยเหตุผลที่มีความเข้าใจในชีวิตของตนอย่างแท้จริงแล้วว่าชีวิตที่เกิดมาของมนุษย์ทุกคนนั้นล้วนแต่มีกรรมทั้งดีและชั่วติดตัวมาแต่ด้วยความสำนึกในความเป็นบัณฑิตของตนที่จะดำเนินชีวิตไปด้วยความมีคุณค่าและเต็มใจที่จะละเว้นเบียดเบียนชีวิตของตนเองและผู้อื่นทั้งทางกายวาจาและใจจึงทำให้บัณฑิตทั้งหลายมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะยอมอดทนต่อความทุกข์ยากนั้นและพยายามแก้ไขในสิ่งที่เคยเป็นความผิดพลาดของตนให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งนี้เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันข้างหน้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 01:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 13 อุเบกขาบารมี
การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมอย่างถ่องแท้และนำความรู้ดังกล่าวมาปฏิบัติให้เข้ากับชีวิตของเราเองที่ได้ดำเนินไปในแต่ละวันนั้นการมีสติเพื่อระลึกถึงสิ่งดีงามทั้งหลายแต่ฝ่ายเดียวที่บัณฑิตทุกคนได้ตั้งความปรารถนาไว้มันก็ล้วนแต่คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับชีวิตเป็นการระลึกเพื่อยังธรรมชาติแห่งตนในฐานะมนุษย์ให้มันสมบูรณ์แบบตามที่มันควรจะเป็น กุศลธรรมที่สามารถระลึกได้ด้วยความสามารถที่ตนเองได้อบรมบ่มนิสัยมาอย่างดีแล้วมันบ่งบอกได้ถึงความที่บัณฑิตคนนั้นตั้งใจที่จะขัดเกลาจิตใจและมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาชีวิตตนก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ถอยหลังกลับไปสู่จุดที่ตกต่ำอีกถึงแม้อกุศลธรรมอันคือธรรมอันเป็นบาปฝ่ายชั่วที่ยังเกิดขึ้นภายในจิตใจของบัณฑิตเพราะติดตัวมาด้วยความที่อนุสัยพฤติกรรมทางจิตชนิดนี้ยังคงมีอยู่ละได้ไม่หมดมันก็จะถูกสลัดออกไปด้วยความไม่เข้าไปเนิ่นช้าในความหมายแห่งอัตตาตัวตนเหล่านี้และทำใจวางเฉยได้เพราะได้ตระหนักชัดในขณะนั้นแล้วว่ามันพึงมีแต่โทษ อุเบกขาคือการวางเฉยได้ต่อภาวะธรรมที่เราเลือกแล้วว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีและจะไม่เอาจิตใจตนเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวปรุงแต่งขึ้นมาอีกด้วยการสลัดทิ้งและพึงมีสติตั้งไว้ในคุณงามความดีแห่งตนอยู่อย่างนั้นมันจึงเป็น "อุเบกขาบารมี" ที่ทำให้เราไม่ต้องตกต่ำไปในวิถีแห่งบาปกรรมด้วยจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในอกุศลธรรมนั้น อุเบกขาจึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความมีมาตรฐานในการดำเนินชีวิตของบัณฑิตทั้งหลายที่สามารถยังชีวิตของตนให้อยู่บนเส้นทางแห่งความดีงามได้อย่างมั่นคงตลอดมา ด้วยอินทรีย์ที่อบรมมาอย่างดีแล้วและประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านบททดสอบซึ่งเป็นข้อสอบที่ยากสำหรับบุคคลที่ใจมีแต่ความอ่อนแอท้อถอยและมีความประมาทในชีวิตแต่บทเรียนที่ยากทุกบทเรียนกลับทำให้บัณฑิตผู้มีปัญญามีความเพียรไม่ย่อท้อและมีความมั่นคงในเป้าหมายแห่งชีวิตตนสามารถนำพาตนเองผ่านบททดสอบอันคือวาระแห่งกรรมที่หนักหนาสาหัสนั้นได้และประสพความสำเร็จในชีวิตด้วยความเป็นบัณฑิตที่แท้จริงของตนนั่นเอง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2015, 01:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 14 เนกขัมมะบารมี
ชีวิตคือวาระกรรมที่ทำให้มนุษย์ทุกคนต้องมาเวียนว่ายตายเกิดเพื่อชดใช้กรรมตามที่จิตของตนได้บันทึกไว้และด้วยความเป็นธรรมชาติแห่งการปรุงแต่งเป็นอัตตาตัวตนในสภาพจิตนั้นเองด้วยผลแห่งมันจึงพาให้ชีวิตทุกชีวิตต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความทุกข์ยากที่ต้องผจญรับมันอยู่และหนีออกจากมันไม่ได้จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตที่ได้เกิดมาและความบีบคั้นที่ใจรับไว้จึงทำให้มนุษย์เกิดความดิ้นรนที่จะหนีออกจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายแห่งจิตใจเพื่อแสวงหาความสงบสุขอย่างแท้จริงในชีวิต ด้วยตัณหาอุปาทานอันเป็นกามราคะผูกใจสัตว์ให้ติดไว้ในภพชาติมันเป็นโทษทุกข์อย่างยิ่งทำให้มนุษย์พยายามใช้ปัญญาของตนแสวงหาหนทางที่จะปลดปล่อยตนเองออกจากความทุกข์ยากนี้ให้ได้ "ความดำริ" ที่จะนำพาตนออกจากกามทั้งหลายซึ่งเป็นต้นทางแสงสว่างในชีวิตจึงทำให้บัณฑิตพยายามปลดเปลื้องตนเองออกจากสังคมเพื่อปลีกวิเวกแสวงหาหนทางที่จะทำให้ตนเองพ้นทุกข์ได้ในสักวันหนึ่ง ฌานหรือสมถ กรรมฐานคือเครื่องมือที่มีมาตั้งแต่โบราณอันจะทำให้มนุษย์สามารถหยุดความวุ่นวายฟุ้งซ่านต่างๆในจิตตนไปสู่ภาวะอันประณีตของจิตซึ่งเกิดจากการฝึกฝนด้วยการใช้สติระลึกถึงองค์ภาวนาที่ตั้งไว้เป็นอุบายในรูปแบบต่างๆของความเป็นกรรมฐานชนิดนั้นๆการรักษาจิตใจตนเองให้เป็นปกติในความมีศีลและประพฤติพรหมจรรย์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเสพกามคุณการอบรมจิตใจตนให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหารธรรมทั้งสี่คือ เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา สิ่งเหล่านี้ก็พอจะทำให้บัณฑิตทั้งหลายพบกับความสงบสุขของชีวิตได้ในระดับหนึ่งแล้ว "เนกขัมมะบารมี" คือหนทางที่ทำให้เราพยายามแสวงหาสัจธรรมอันจะทำให้ออกจากกามคุณได้จึงเป็นบาทฐานของชีวิตที่ทุกคนพึงน้อมนำมาปฏิบัติให้เกิดเป็นอุปนิสัยติดตัวตนเองไปทุกภพทุกชาติและในกาลข้างหน้าบุญแห่งเนกขัมมะที่ได้อบรมทำมาไว้ดีแล้วก็จะเป็นเหตุและปัจจัยอันแท้จริงที่จะนำชีวิตเราให้พบกับหนทางที่จะพาออกจากกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงในสักวันหนึ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2015, 04:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ส.ค. 2012, 21:53
โพสต์: 235

สิ่งที่ชื่นชอบ: ใจต่อใจในการฝึกตน
ชื่อเล่น: เมฆ
อายุ: 43

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

บทที่ 15 กำลังจิต
เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาทุกภพทุกชาติ
ถึงแม้จะเป็นเส้นทางแห่งบุญที่ตั้งใจไว้อย่างดีมาตลอด
ในความเป็นสัมมาทิฐิแห่งพระพุทธศาสนา
แต่ด้วยความที่มีโมหะบางเรื่องจึงทำให้ลุแก่อำนาจโทสะ
และติดอยู่ในวังวนแห่งกามราคะอยู่เสมอ
ฐานะแห่ง "สักกะเทวราช" มันก็เป็นเพียงชื่อของนักบุญ
ที่ยังไม่สามารถขัดเกลาจิตใจของตนเองได้หมด
กำลังแห่งบุญที่สะสมไว้และปรากฎในชาตินี้
จึงยังไม่มากพอต่อความเป็นจริง

ธรรมอันประเสริฐ
ที่เป็นธรรมซึ่งทำให้ตนเองแสดงตนเป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา
เป็นธรรมอันถือเป็นบุญสูงสุดที่ตนเองได้น้อมนำมาประพฤติและปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาเสมอๆ
ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะ
หากข้าพเจ้าได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว
ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ธรรมอันประเสริฐนี้อีกครั้งหนึ่ง
ด้วยการระลึกถึงธรรมนี้ได้อย่างทันทีแบบไม่ขาดตกบกพร่อง
เพื่อความเที่ยงแท้แน่นอนในความมั่นคงแห่งกำลังจิตที่พึงจะได้รับตลอดไป
ความเสถียรในความเป็นกำลังจิตจะแสดงกำลังแห่งมันไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดแห่งชีวิต
ภยันตรายแห่งชีวิตคือ มีบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาคือพวกเทพเทวาทั้งหลายคอยเบียดเบียนชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา มารพวกนี้เบียดเบียนชีวิตเราไม่หยุดหย่อนมันคอยเบียดเบียนเราทุกๆวินาทีในทุกรูปแบบทั้งทางกาย วาจา และใจ ขอให้นั่งระลึกดูเอาเองเถิด ขนาดอโหสิกรรมให้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ไม่ยอมหยุดเบียดเบียนให้เพราะความมืดโมหะของพวกมัน มารพวกนี้ต่อให้ถูกฆ่าถูกทรมานมันก็ไม่เคยคิดจะกลับใจ อย่าได้คบหาและเป็นมิตรกับหมู่มารที่คอยบีบคั้นชีวิตเรา พวกมันเคยรุมฆ่าเรามาหลายครั้งแล้วตั้งแต่ครั้งเป็นสักกะอยู่บนสวรรค์ พวกนี้เป็นพวกหลุดพ้น พรหม และเทวาทั้งที่เป็นคนใกล้ชิดเราด้วย เหตุเพราะมันเข้าสู่กลียุคและคนพวกนี้บารมีน้อยไม่สามารถนำพาชีวิตตนเองไปสู่ยุคที่สมบูรณ์แบบทางด้านจิตวิญญาณให้ ขอให้ระวังตัวเองและพึงสำรวมสังวรอินทรีย์ให้ดีอย่าให้กำลังจิตกำลังอาตมันตกต่ำ
กำลังจิตที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้เปรียบเทียบเป็นอัตตาส่วนต่อดวงจิตอื่นๆ
คือ เรา 10 พวกเขามีไม่เกิน 4
แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยหากเราประมาทออกนอกเส้นทางบุญแห่งธรรมอันประเสริฐนี้
หากสมมุติว่ากำลังจิตของเราต่ำกว่าคนอื่นก็จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตตนเองทันที
เพราะโลกใบนี้มีแต่ความโหดร้าย
เพราะมนุษย์ที่นี่ถือทิฐิ "ฆ่า" มนุษย์ด้วยกันเองอยู่ตลอดเวลา

บทความนี้จึงเป็นสิ่งที่เตือนใจตนเอง
หากในกาลข้างหน้าเมื่อระลึกชาติถึงบทความนี้ได้
ก็ขอให้ นายราเชนทร์ สิมะสุนทร
พึงมีสติระลึกถึงคุณงามความดีแห่งตนและอย่าละทิ้งธรรมอันประเสริฐนี้เป็นอันขาด
จงตั้งใจประพฤติธรรมนี้
และตั้งใจรักษาพรหมจรรย์ไม่เสพกามคุณอย่างเด็ดขาดแม้แต่สักครั้งเดียว
เพื่อคงไว้ซึ่งความเสถียรในกำลังจิตของตนให้มากยิ่งๆขึ้นไปอย่างไม่มีจุดจบ
จาก 10 ต่อ 4
ก็จะกลายเป็น 10 ต่อ 3 หรือ 10 ต่อ 2
เพราะความเสถียรแห่งกำลังจิตของเราที่มีมากกว่า
และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆโดยไม่ถดถอย
ในชาติปัจจุบันนี้เราสามารถประพฤติธรรมอันประเสริฐนี้ให้สมบูรณ์ครบถ้วน
คิดเป็น 95 เปอร์เซนต์ขึ้นไปของความสามารถที่ตนเองมีศักยภาพประพฤติปฎิบัติธรรมอันประเสริฐนี้ได้เกือบครบทุกบารมี
ในกาลข้างหน้าหากระลึกชาติได้
ก็ขอให้ตนเองมีความตั้งใจที่จะดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางแห่งความประเสริฐนี้
ด้วยความสามารถที่ตนเองพึงมีและขอให้มีความตั้งใจที่จะประพฤติธรรมอันประเสริฐนี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ถึง 100 เปอร์เซนต์ในความเป็นธรรมนั้นๆ
และให้มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตของตนไปอย่างปกติผาสุก
ในความเป็นธรรมนี้อยู่ตลอดไปอย่างหาที่สิ้นสุดมิได้
อีกทั้งตั้งใจที่จะรักษาพรหมจรรย์ไม่เสพกามคุณอย่างเด็ดขาดแม้แต่สักครั้งเดียว
เพราะมันจะส่งผลทำให้กำลังจิตตกต่ำไปอย่างน่าใจหาย
ให้เตือนตนเองอย่างทันทีว่าอย่าออกนอกเส้นทางนี้อย่างเด็ดขาด



และด้วยความที่มีศัตรูคอยปองร้ายอยู่ตลอดเวลาทั้งในโลกธาตุนี้และจากโลกธาตุอื่นเป็นจำนวนมาก ขอให้พึงระมัดระวังในการออกลงมาสู่โลกมนุษย์
เพื่อความปลอดภัยขอให้เก็บตัวบังตัวและบำเพ็ญบารมี
จนกว่ากำลังอาตมันจะเป็น 20 เท่า นับแต่ได้นิพพานแล้ว
จะใช้เวลากี่ปีก็ตามก็ต้องมีความใจเย็นที่จะรอคอยได้
เพื่อให้กำลังอาตมันสูงกว่าคนอื่นและดูแลตนเองได้ลงมาทำงานบนโลกได้สะดวกจริงๆ




ยังต้องดำรงขันธ์นี้อยู่เสมอ
ถึงแม้จะนิพพานแล้วก็ตาม
การดำริใช้ขันธ์ไปในทางทุจริต......ทำให้เศร้าหมอง
ในวันหนึ่งๆดำริออกมาเป็นพันๆดำริแบบผิดๆนี้
ก็มีแต่จะทำให้ศูนย์เสียกำลังจิตหรืออาตมันไปอย่างที่ไม่มีวันจะกลับคืน
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจ
การดำรงตนให้อยู่ในกุศลบทกรรม 10 หรือ สจุริตสาม หรือ ธรรมอันประเสริฐ
ให้เป็นไปในความเป็นปกติสมบูรณ์แบบจริงๆ
ในความเป็นธรรมชาติแห่งธรรมนั้นๆ
ล้วนแต่ทำให้เกิดธรรมสมบูรณ์เป็นความผ่องใสของจิต
เป็นกำลังจิตที่มีความเสถียรและมีกำลังเพิ่มพูนอย่างมากมาย



ในความว่างเปล่านั้น
เรางดดำริ..ในทุกเรื่องราว
เป็นความว่างแบบเงียบเชียบ
ไม่เคยนึกถึงเรื่องราวใดๆ
การงดดำริ......มีผลต่อกำลังจิต
หากเรื่องที่ดำรินั้นเป็นไปในส่วนแห่งกรรมวิบากที่เคยทำไว้
ก็ใช้วิธีสำนึกผิดและอโหสิกรรมต่อเรื่องราวเหล่านั้น
เมื่อเรื่องที่สำนึกผิดได้ผ่านเข้ามาในความดำริแห่งจิตอีกครั้ง.....
จิตเราจักจะไม่เศร้าหมองไป
การงดดำริทุกเรื่องราวและความว่างที่อยู่บนพื้นฐานแห่งสุจริตสาม คือ กายวาจาใจปกติจริงๆ
ก็จะทำให้จิตใจเราเป็นปกติไม่หวั่นไหวไปกับเรื่องใดๆ
กำลังจิตก็จะเป็นปกติในกุศลกรรมและมีกำลังสะสมเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด


การที่ดำริถึงอกุศลทุกชนิดทำให้จิตเศร้าหมองทันทีหรือแม้กระทั่งในส่วนลึกๆซึ่งเป็นรากเหง้าของจิตแม้เราคิดคำนึงนิดๆหน่อยๆก็เป็นความเศร้าหมองของจิตทันทีเช่นกัน
กำลังจิตสูงสุดในขณะที่ดำรงจิตอยู่แบ่งออกเป็น 10 ส่วน
การดำริถึงอกุศลรวมทั้งความเป็นรากเหง้าจิตแต่ละครั้ง กำลังจิตจะลดลงทันที 0.03-0.05
ของ 1 ส่วนใน 10 ส่วนหรือลดลงมากกว่านั้น
หากประมาทในวันหนึ่งอาจดำริถึงอกุศล 100 ดำริขึ้นไป
ส่งผลให้กำลังจิตลดลงไปถึง 1-2 ส่วนใน 10 ส่วน
ความไม่ประมาทเราไม่ควรดำริถึงอกุศลใดๆ
ควรอยู่ในอิริยาบถทั้งสี่ คือ ยืน นั่ง เดินและนอน ในความเป็นสุญตาที่เป็นความสมบูรณ์พร้อมของจิตอยู่แล้วอยู่ตลอดเวลา
การที่อยู่ในสุญตาโดยไม่ดำริถึงอกุศลมันเป็นกำลังของจิตที่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
พยายามทำให้จิตมีกำลังสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซนต์
โดยไม่ดำริถึงอกุศลสักดำริเดียว
นี่คือความอยู่รอดทางเดียวเท่านั้น



การยืน นั่ง เดินและนอน ให้เป็นไปในความเป็นสุญตาที่เป็นความสมบูรณ์พร้อมของจิตอยู่แล้ว สุญตานั่นเองเป็นการประคองจิตให้สมบูรณ์พร้อมอยู่อย่างนั้นอยู่แล้วเป็นการกั้นจิตมิให้ตกไปสู่ความทุจริตทั้งปวงไปในตัว ต่อให้มีใครมาแนบจิตให้เป็นไปในทางอื่นหรือต่อให้มีเหตุปัจจัยใดๆจรเข้ามา สุญตาที่เป็นความสมบูรณ์พร้อมก็ไม่สามารถแปรผันไปเป็นอย่างอื่นได้



ขอให้การระลึกชาติเป็นไปด้วยความรู้ที่แท้จริงเหมือนเช่นความรู้ที่ได้รู้แล้วอย่างสมบูรณ์แบบในชาตินี้
ขอให้คำตั้งสัจจะเป็นความจริงทุกประการ


แก้ไขล่าสุดโดย เมฆ โซะระคุโมะ เมื่อ 02 มี.ค. 2016, 19:22, แก้ไขแล้ว 4 ครั้ง.

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 24 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร