วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2019, 17:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 130 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2014, 03:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


bbby เขียน:
คุณโสมฯเขียน

อ้างคำพูด:
สติ ก็เป็นสังขารขันธ์ การเจริญสติปัฏฐานนั่นแหละค่ะช่วยได้



การเจริญสติปัฏฐานกับการทำ
อานาปานสติ ใช่แบบเดียวกันหรือปล่าวค่ะคุณโสมฯ :b1:

เพราะเท่าที่เราอ่านดูจะคล้ายๆกัน ถ้าไม่ใช่
แตกต่างกันอย่างไรค่ะ :b41: :b55: :b47:


ขอแย่งคิว
การเจริญสติปัฏฐาน หมายถึงเอาบทใดบทหนึ่งใน ๔ บทมี กาย เวทนา จิต ธรรม
เป็นการเจริญวิปัสสนาที่มีรูปนามอารมณ์

อานาปานสติ (อานะ หายใจออก - ปานะ หายใจเข้า - สะติ ความระลึก )
เป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา ถ้าไปกำหนดอารมณ์คือหายใจอยู่ที่เดียวไม่ให้ย้ายไปไหน
หรือถ้าย้ายไปก็ดีงมาอยู่ที่เก่าเช่นนี้เป็นการทำสมถะเพื่อให้เกิดสมาธิจนถึงขั้นได้ ฌานอภิญญา

ถ้ากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกสั้นยาวรู้ตามลม ลมที่กระทบจมูกมีความร้อนหรือเย็น
หรือรู้ว่าตัวลมเป็นรูป ตัวรู้ลมเป็นนาม อย่างนี้เป็นวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ถึงสภาพ
ที่เป็นจริงของไตรลักษณ์

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2014, 18:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b12:
มาช้าหน่อยนะครับแต่ก็มาแล้ว
:b12:
เห็นพูดและสงสัยกันเรื่องปัจจุบันเลยขออุณุญาตแจมหน่อยนะครับว่า

ถ้าจะอธิบายเรื่องปัจจุบัน ต้องอธิบายด้วยหลักอภิธรรมแต่ไม่ยักมีใครที่เก่งอภิธรรมมาเล่าสู่กันฟัง ผมก็ไม่เก่งอภิธรรมแต่ไปพบข้อแนะนำของพระอาจารย์ผ้เปี่ยมเมตตาท่านหนึ่งเล่าว่า

จิตของเรานี้เปรียบเหมือนห้องว่างห้องหนึ่ง มันจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราใส่เข้าไปในห้องนั้นเช่น

ใส่เก้าอี้รับแขกเข้าไป เป็น ห้องรับแขก
ใส่เตียง ที่หลับที่นอนเข้าไป เป็น ห้องนอน
ใส่เคื่องครัวเข้าไป เป็น ห้องครัว
ใส่หนังสือเข้าไป เป็น ห้องสมุด
ใส่เครื่องกีฬาเข้าไป เป็น ห้องกีฬา
ตอนไม่มีอะไรเรียก ห้องว่าง

จิตมีธรรมชาติสำคัญคือ "รู้อารมณ์เดียว"

จากเรื่องนี้ทำให้เราประยุกต์คิดและได้คำตอบหลายอย่างว่า

สิ่งที่ใส่และกำลังตั้งรู้อยู่ในจิตนั้นเราเรียกว่า "อารมณ์" เรียกชื่อเต็มว่า "ปัจจุบันอารมณ์"

สิ่งที่ถูกย้ายออกจากห้องจิตไปแล้วเรียกว่า "อดีตอารมณ์"

สิ่งที่ยังไม่ได้เข้ามาตั้งรู้ในจิต เรียกว่า "อนาคตอารมณ์"

ปัจจุบันอารมณ์ ถ้ามองด้วยจิตหยาบหรือจิตปุถุชน ดูเหมือนตั้งอยู่นาน

แต่ถ้ามองด้วยตาญาณหรือตาปัญญาแล้ว ปัจจุบันอารมณ์ตั้งอยูเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่ากับความเร็วในการเกิด ดับของจิตใน 1 วินาที สันตติ ความสืบต่อต่างหากที่ทำให้เราดูเหมือนเห็นอารมณ์นั้นๆทรงอยู่นาน

เพราะฉนั้นชีวิตจริงที่แก้ไขได้ของสัตว์โลกจึงมีอยู่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

มรรค ผล นิพพาน ก็อาศัยเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียวของปัจจุบันอารมณ์นี้เอง
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2014, 18:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2004, 12:30
โพสต์: 147


 ข้อมูลส่วนตัว www


หาก จิต อุปมาเหมือน น้ำไหล

ใจ ก็อุปมาเหมือน น้ำนิ่ง

มี จิต ก็ คือมี "ภพ"

ใจ ไม่ถือมั่นในอารมณ์ ปรุงแต่งใดๆ (พิจารณาไตรลักษณ์-เหมือนทองที่ถลุง จนไม่มีสิ่งใดแยกต่อไปได้อีก) - สูญญัง - เตสังวูปสโม สุโข

กับ ใจ ที่ยังมี ก้อนเวทนา โดยเห็นความประภัสสร ว่าดี ในวงพระป่า จึงเรียกจิตประภัสสร ว่า "จิตโง่"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ย. 2014, 23:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว




o-INFINITY-facebook.jpg
o-INFINITY-facebook.jpg [ 48.1 KiB | เปิดดู 1884 ครั้ง ]
:b1: :b1: :b1:

:b48: :b48: นี่คือ ปัจจุบัน :b48: :b48:

:b54: ใครพอจะอธิบายได้บ้าง :b54:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 06:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
:b1: :b1: :b1:

:b48: :b48: นี่คือ ปัจจุบัน :b48: :b48:

:b54: ใครพอจะอธิบายได้บ้าง :b54:


ไม่รู้จะตรงกับธงที่ตั้งไว้หรือเปล่านะ แต่ขอตอบตามสภาวะของปัจจุบัน

ปัจจุบันมี ๒ อย่าง

๑. ปัจจุบันขณะ ๒. กับปัจจุบันสันตติ

๑. ปัจุบันขณะ ก็หมายถึงขณะที่อารมณ์มากระทบกับทวารใดทวารหนึ่ง
เป็นดังในภาพที่ยกมานั้น คือ ภาพที่เห็นอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นปัจจุบันขณะ
และต่อจากปัจจุบันขณะไปก็เป็นการรู้เรื่องราวต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ทางทวารใจที่จะปรุงแต่ง
ปัจจุบันขณะทางตาที่เห็นนั้นก็เป็นอดีตไป

๒. ปัจจุบันสันตติ ก็หมายถึงการเห็นภาพได้นานๆ ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง นี้เป็นปัจจุบันสันตติ
ดูเหมือนว่าเห็นด้วย รู้เรื่องราวด้วย แท้ที่จริงที่เป็นเช่นนี้ได้ก็ด้วยความไวของจิตที่เกิดดับ
ติดต่อกัน เมื่อสิ้นสุดวิถีจิตแล้วก็ดับ แล้วก็มาขึ้นต้นใหม่ที่เคยเป็นปัจจุบันอีก
แต่ถ้าเขียนภาพออกมาจะเป็นภาพที่เป็นวงกลมครับ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 12:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ภพปัจจุบันจิตดวงนี้หล่นมาในอาศัยในภพมนุษย์ มีชาติปัจจุบันเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมไทยใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกัน อาศัยอาหารการกินที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในท้องถิ่นไทย

เมื่อจิตดวงนี้หล่นลงมาในภพนี้ อาศัยกายมนุษย์ (โชคดีที่ไม่หล่นไปในรูปสัตว์) ก็ต้องอาศัยอยู่ในท้องแม่อีกประมาณ ๑๐ เดือน พอออกมาก็ต้องอาศัยพ่อแม่อุปถัมภ์เลี้ยงดูทารกให้กายที่จิตดวงนี้เติบโตขึ้นด้วยต้องอาศัยธาตุนอกไปหล่อเลี้ยงธาตุใน ให้กายนี้เติบใหญ่ เมื่อกายนี้เติบใหญ่ก็ต้องอาศัยพ่อแม่ครูบาอาจารย์สั่งสอนให้ความรู้ศิลปะทักษะในการใช้กาย ใข้สมองคิด เพื่อทำมาหากินหล่อเลี้ยงชีวิตในภพมนุษย์มีกายเป็นมนุษย์ พออาศัยกายมนุษย์มาจนรูปแก่ ก็จำรูปตอนเด็กไม่ได้ จำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้ พอถึงรูปแก่นี้ความจำไม่ค่อยดีแม้คนที่อยู่ด้วยกันนานมา บางครั้งยังนึกชื่อไม่ออก เหมือนสัญญานั้ถูกตัด อาจเป็นลางว่าวันหนึ่งต้องพลัดพรากกัน

รูปมนุษย์ มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง รูปที่อยูในท้อง รูปทารก รูปเด็ก รูปหนุ่มรูปสาว รูปเจ็บ รูปแก่ รูปตาย เมื่อเรามาอาศัยรุปที่ไม่เที่ยงนี้ ตั้งขึ้นมา ภาวะของรูปปัจจุบันที่เราอาสัยก็มีให้เราพิจารณา ว่าอยู่ตรงรูปไหน แล้วรูปนี้จะเดินทางต่อทางไหน ถึงเราไม่อยากให้รูปนี้เปลี่ยนแปลงหรือจะทำให้มันคงที่มันก็เป็นไปไม่ได้ บังคับบัญชาการเปลี่ยนแปลงของรูปไม่ได้

ปัจจุบันอาศัยรูปนี้ขณะนี้จะเป็นรูปที่อยู่ในท้อง รูปทารก รูปเด็ก รูปหนุ่มรูปสาว รูปเจ็บ รูปแก่ ขอไม่กล่าวถึงรูปตายเพราะรูปนี้หมดประโยชน์ใช้งานอีกแล้วทิ้งให้ใครก็ไม่อยากได้ แม้แต่คนใกล้ชิดเคยรักเคยชอบกันก็ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะอาจจะกลัวว่ารูปนี้จะเปิดเผยรูปที่แท้จริงที่ตัวเองไปหลงยึดไว้ รูปปัจจุบันของใครอยูในภาวะใด ก็ไม่ควรประมาท ควรใช้ให้เป็นประโยชน์ทำในสิ่งที่เป็นคุณ เพื่อเป็นสะพานข้ามรูปของหมู่สัตว์ที่เราพบเห็นด้วยสายตาเช่นรูปหมูหมากาไก่จิ้งจกตุ๊กแก หากเผลอทำเวรทำกรรม โดยไม่พิจารณาบุญบาปคุณและโทษ เหมือนจิตดวงนี้หล่นลงมาในภพมนุษย์ ไม่สร้างคุณธรรมให้สมกับการได้เกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์คือผู้รู้จักดีรู้จักชั่ว เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ใช้รูปไม่สมฐานะของรูปนี้เกิดให้เป็นคุณ ก็สมดวรไปอาศัยรูปที่ปิดโอกาสในการทำดี ให้ไปกินไปนอนในรูปสัตว์มีสุขมีทุกข์ในรูปที่จิตดวงนี้ตกไปอาศัย

เมื่อใช้กายเคลื่อนไหว อยู่ในโลกบางขณะก็คิดดี มีสุข บางขณะก็คิดชั่ว บางขณะก็โกรธ บางขณะก็หลง บางขณะก็กลั่นแกล้งเขา บางขณะอิจฉาริษยาเขา บางขณะก็อยากได้ของอันนั้นอันนี้ บางขณะก็กลุ้มใจเงินทองไม่พอใช้ บางขณะก็อยากพบคนนั้นอยากคุยกับคนนี้ บางขณะก็ไม่ชอบคนนี้(อาจจะเคยรักกันมาก็ได้) ปัจจุบันของจิตแต่ละดวงนั้นกำลังรับกรรมอะไรอยู่ ขณะนี้กำลังเกิดอารมณ์อะไรกำลังนำจิตนำรูปนี้ไปสร้างกรรมหรือสร้างบุญกุศล ต้องถามใจถามจิตของตัวเอง อารมณ์เกิดที่ตนก็อย่าไปยึดอารมณ์เป็นจิต หรือปล่อยให้อารมณ์นั้นเหนือจิต ต้องฝึกหรือฝืนให้จิตเหนืออารมณ์หรือให้อารมณ์ละลายคลายไป ไม่ใช่ปล่อยอารมณ์นำจิตนำรูปไปสร้างกรรมสำเร็จแล้วอารมณ์นั้นสงบไป อย่างนี้เรียกว่ากรรมนั้นกระทำสำเร็จแล้วด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ครบทั้งสามหมู่ ก็ต้องเตรียมรับผลของกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 14:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2004, 12:30
โพสต์: 147


 ข้อมูลส่วนตัว www


อยู่ที่กายกับลมหายใจ ก็พอใช้ได้ ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 23:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่มีธงค่ะ ไม่มีอะไร

เพียงแต่ว่า
ทุกครั้งที่นึกถึงการทรงตัวอยู่กับปัจจุบันอารมณ์
เอกอนก็จะเห็นอารมณ์ที่มีลักษณะของความเป็น infinity ขึ้นมาทันทีทุกครั้ง

และถ้าจะวางจิตให้ตั้งอยู่กับปัจจุบันขณะ ปัจจุบันอารมณ์
เอกอนก็จะน้อมลักษณะความเป็น infinity เข้ามาเป็นอารมณ์ทันที

ซึ่งเอกอนก็ไม่รู้ว่าทำไมน่ะ

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2014, 06:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
ไม่มีธงค่ะ ไม่มีอะไร

เพียงแต่ว่า
ทุกครั้งที่นึกถึงการทรงตัวอยู่กับปัจจุบันอารมณ์
เอกอนก็จะเห็นอารมณ์ที่มีลักษณะของความเป็น infinity ขึ้นมาทันทีทุกครั้ง

และถ้าจะวางจิตให้ตั้งอยู่กับปัจจุบันขณะ ปัจจุบันอารมณ์
เอกอนก็จะน้อมลักษณะความเป็น infinity เข้ามาเป็นอารมณ์ทันที

ซึ่งเอกอนก็ไม่รู้ว่าทำไมน่ะ

:b1:


ปัจจุบันขณะมันก็ตรงที่"ผัสสะ"นั่นแหละครับ คือ มีอารมณ์กับจิต
ความเป็น infinity ความไม่มีที่สิ้นสุด,ความไม่มีขอบเขต,สิ่งที่ใหญ่โตเหลือเกิน,
จำนวนที่ไม่มีที่สิ้นสุด,จักรวาล, สิ่งทั้งมวล, สากล, เอกภาพ, มนุษย์ชาติทั้งหลาย,
โลกทั้งหมด,ปรากฎการณ์ทั้งหลาย, สัตว์ทั้งหลาย.
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิดมันเป็นอจิณไตย

(ต้องฝึกหัดใหม่นะ)

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ย. 2014, 08:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว




Limitless2(640x480) (240x180).jpg
Limitless2(640x480) (240x180).jpg [ 70.91 KiB | เปิดดู 1800 ครั้ง ]
:b41: :b41: :b41:

นึกออกสิ่งที่เอกอนจะอธิบายแล้ว

อารมณ์ที่ปรากฎในผัสสะ มันคล้ายกับหนังเรื่องนี้น่ะ

ตอนที่เอกอนดู ยังรู้สึกทึ่งว่า

เขาสะท้อนโทนภาพอย่างนั้นออกมาได้อย่างไร

โทนสีต่าง ๆ ที่ผู้กำกับใช้เมื่ออารมณ์ของตัวละครได้ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป



:b1:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2014, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2009, 19:25
โพสต์: 579

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คำว่าปัจจุบันสามารถจะมีได้หลายระดับ

เช่นชาติที่แล้วคืออดีต ขณะมีชีวิตก็คือปัจจุบัน ตายไปคืออนาคต

และเช่นเมื่อวานนี้คืออดีต วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้อนาคต

และเช่นชั่วโมงที่แล้วนาทีที่แล้ว วินาทีที่แล้วคืออดีต ชั่วโมงนี้นาทีนี้วินาทีนี้คือปัจจุบัน
ชั่วโมงหน้านาทีหน้าวินาทีหน้าคืออนาคต

แต่ในสภาพธรรมตามที่เป็นจริงชนิดซึ่งเป็นการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของนามรูป
ธรรมชาตินี้มีระยะเกิดดับที่ไม่อาจหาช่องว่างของปัจจุบันได้เพราะทุกสิ่งกำลังไหลเวียนไปข้างหน้าอยู่ถ่ายเดียว

ถ้าพระพุทธองค์จะสื่อความหมายว่าให้ละอดีต อย่าไปกังวลอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน
ก็หน้าจะหมายถึงอดีตปัจจุบันอนาคต ที่มีระยะห่างให้รู้ได้เช่น ชั่วโมง วัน เดือน ปี และชาติ

แต่ถ้าหากพระองค์จะให้ผู้ปฏิบัติอยู่กับการศึกษาธรรมด้วยตามสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
พระองค์จะไม่ใช้คำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน

แต่ท่านใช้คำว่าให้อยู่กับธรรมอันปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าครับ

onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2014, 23:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2778

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


บัวศกล เขียน:
คำว่าปัจจุบันสามารถจะมีได้หลายระดับ

เช่นชาติที่แล้วคืออดีต ขณะมีชีวิตก็คือปัจจุบัน ตายไปคืออนาคต

และเช่นเมื่อวานนี้คืออดีต วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้อนาคต

และเช่นชั่วโมงที่แล้วนาทีที่แล้ว วินาทีที่แล้วคืออดีต ชั่วโมงนี้นาทีนี้วินาทีนี้คือปัจจุบัน
ชั่วโมงหน้านาทีหน้าวินาทีหน้าคืออนาคต

แต่ในสภาพธรรมตามที่เป็นจริงชนิดซึ่งเป็นการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของนามรูป
ธรรมชาตินี้มีระยะเกิดดับที่ไม่อาจหาช่องว่างของปัจจุบันได้เพราะทุกสิ่งกำลังไหลเวียนไปข้างหน้าอยู่ถ่ายเดียว

ถ้าพระพุทธองค์จะสื่อความหมายว่าให้ละอดีต อย่าไปกังวลอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน
ก็หน้าจะหมายถึงอดีตปัจจุบันอนาคต ที่มีระยะห่างให้รู้ได้เช่น ชั่วโมง วัน เดือน ปี และชาติ

แต่ถ้าหากพระองค์จะให้ผู้ปฏิบัติอยู่กับการศึกษาธรรมด้วยตามสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
พระองค์จะไม่ใช้คำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน

แต่ท่านใช้คำว่าให้อยู่กับธรรมอันปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าครับ

onion


อนุโมทนาครับ
เห็นด้วยครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2014, 09:16 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




IMG_2708514154600.jpeg
IMG_2708514154600.jpeg [ 40.74 KiB | เปิดดู 1671 ครั้ง ]
บัวศกล เขียน:
คำว่าปัจจุบันสามารถจะมีได้หลายระดับ

เช่นชาติที่แล้วคืออดีต ขณะมีชีวิตก็คือปัจจุบัน ตายไปคืออนาคต

และเช่นเมื่อวานนี้คืออดีต วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้อนาคต

และเช่นชั่วโมงที่แล้วนาทีที่แล้ว วินาทีที่แล้วคืออดีต ชั่วโมงนี้นาทีนี้วินาทีนี้คือปัจจุบัน
ชั่วโมงหน้านาทีหน้าวินาทีหน้าคืออนาคต

แต่ในสภาพธรรมตามที่เป็นจริงชนิดซึ่งเป็นการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของนามรูป
ธรรมชาตินี้มีระยะเกิดดับที่ไม่อาจหาช่องว่างของปัจจุบันได้เพราะทุกสิ่งกำลังไหลเวียนไปข้างหน้าอยู่ถ่ายเดียว

ถ้าพระพุทธองค์จะสื่อความหมายว่าให้ละอดีต อย่าไปกังวลอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน
ก็หน้าจะหมายถึงอดีตปัจจุบันอนาคต ที่มีระยะห่างให้รู้ได้เช่น ชั่วโมง วัน เดือน ปี และชาติ

แต่ถ้าหากพระองค์จะให้ผู้ปฏิบัติอยู่กับการศึกษาธรรมด้วยตามสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ
พระองค์จะไม่ใช้คำว่าให้อยู่กับปัจจุบัน

แต่ท่านใช้คำว่าให้อยู่กับธรรมอันปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าครับ

onion

:b12:
นี่คือศาสตร์ของการแปลภาษาหรือให้ความหมาย

"ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมัง ตัตถะตัตถะ วิปัสสติ อสังหิรัง อะสังกุปปัง ตังวิทธรามนุพรูหเย"

สังเกตให้ดีนะครับ พระบรมศาสดาตรัสว่า "ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมัง" ชัดเจนมาก

"ธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า"เป็นคำแปลไทยที่ดูเหมือนดิ้นได้ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีและลึกซึ้ง เฉพาะหน้าก็คือปัจจุบันอารมณ์นั้นเลยทีเดียว

การที่เรายังทำจิตให้ถึงความละเอียดอ่อนจนทันสันตติของจิตไม่ได้ จึงไม่พึงตัดสินความไปด้วยจิตอันหยาบ จะทำให้เสียคุณค่าของธรรมที่แท้ไปนะครับ
onion
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2014, 11:49 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4964


 ข้อมูลส่วนตัว


:b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ม.ค. 2015, 16:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ส.ค. 2011, 13:22
โพสต์: 80


 ข้อมูลส่วนตัว


Re: ปัจจุบันมันมีระยะเวลา ชั่วขณะ นานเท่าไร

ขออนุญาตเอาฮา เคยถามนาฬิกามันไม่ตอบ แต่พอจ้องดูนาฬิกา วันๆมันเดินวนไปมาไม่รู้กี่รอบ
นาฬืกาแบบตัวเลข เลขชั่วโมงก็เดินไม่ถึงร้อยซักที 24 แล้ว 00 หรือเวลามันเคลื่อนที่ของมันอยู่แล้ว คนเรามาใส่ตัวเลขเอง แม้ลบตัวเลขบนนาฬิกาแบบวงกลมออก เข็มมันก็เดินปกติมันไม่สนมีตัวเลขอยู่หรือเปล่า พอถ่านนาฬิกาหมดเข็มก็หยุดเดิน ดวงอาทิตย์ดันเดินมืดและสว่างเหมือนเดิม เอะเราไม่เคยดูตัวเองเลยว่าไปสนใจคนอื่นเขาทำไม เขาเป็นของเขาอยู่แล้ว มีอยุ่แล้ว ดูตัวเองดีกว่า ก็เลยพอหายสงสัยบ้างว่าเราก็เหมือนเขานั้นแหละมี รัก โลภ โกรธ หลง ประมาทเหมือนๆกัน555+


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 130 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร