วันเวลาปัจจุบัน 17 ธ.ค. 2017, 01:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 21 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2009, 13:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4150

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระพุทธจริยา ประการ คือ

๑. โลกกัตถจริยา

ทรงทำประโยชน์ต่อชาวโลก ในฐานะที่ทรงเป็นสมาชิกคนหนึ่งในโลกนี้
พระองค์ได้สด็จไปในนิคมในชนบทราชธานีต่างๆเป็นอันมาก
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์

ในแต่ละปีพระพุทธเจ้าจะประทับประจำที่เฉพาะในพรรษาปีหนึ่ง ๓-๔ เดือน
นอกจากนั้น ๗-๘ เดือนจะเสด็จไปพบประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ
ทรงประกาศ ชี้แจงแสดงธรรม อันเป็นประโยชน์มีลักษณะเกื้อกูล
และสามารถอำนวยความสุขแก่ผู้ฟังตามสมควรแก่ฐานะ

ตามปกติคนที่เสด็จไปพบพระพุทธเจ้านั้น
ส่วนมากจะไม่นับถือพระพุทธศาสนามาก่อน
แต่หลังจากที่ได้พบปะ สนทนา ฟังเทศน์จากพระองค์
คนส่วนมากจะกล่าวสรรเสริญการแสดงธรมของพระพุทธเจ้าว่า

เป็นเหมือนทรงหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
และส่องประทีปในที่มืดให้คนตาบอดไม่บอดสามารถเห็นแสงสว่างได้


พระพุทธจริยาข้อนี้นำไปสู่พระพุทธกิจหลักในแต่ละวัน
ที่ทรงทำมาตลอดเวลา ๔๕ ปีทรงทำอย่างนี้ทุกวันคือ


๑. ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาต โปรดให้ช่าวบ้านได้บำเพ็ญความดีด้วยการถวายทาน
๒. ตอนเย็นทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คนที่เข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ
๓. ตอนหัวค่ำทรงประทานโอวาทแก่พระภิกษุ สามเณร
๔. ตอนเที่ยงคืนทรงตอบปัญหาแก่เทวดาที่มาเฝ้ากราบทูลถามปัญหา
๕. ตอนใกล้รุ่งของทุกคืน ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ คือ พระเนตรทิพย์


มีใครปรากฏในข่ายพระญาณก็จะเสด็จไปโปรด
โดยทรงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนที่จะเสด็จไปโปรด
ทรงทราบเป็นการล่วงหน้าว่าหลังจากจบพระธรรมเทศนา
คนเหล่านั้นได้รับผลจากธรรมะระดับใด

๒. ญาตัถจริยา

ทรงทำประโยชน์แก่พระประยูรญาติ
ในฐานะที่ทรงเป็นลูกหลานของราชสกุลศากยะ โกลยะ
ในฐานะความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด
บางครั้งพระญาติทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าก็สด็จไปโปรด
แม้พระญาติเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เสด็จไปดูแล

สำหรับพระเจ้าสุทโธทนะ
พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้วสอนอีก
จนถึงการดูแลรักษาพยาบาลไปทรงแนะนำธรรมไป
จบลงด้วยทรงบรรลุเป็นพระอรหันต์
แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน
โดยพระพุทธเจ้าทรงอำนวยการจัดงานถวายพระเพลิงด้วยพระองค์เอง

นี่คือการทำหน้าที่ของลูกหลานของตระกูล ครอบครัว
ให้คนได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง
อันเป็นการทำดีให้ลูกๆ ทั้งหลายได้ดูว่า
ลูกหลานที่ดีควรทำหน้าที่ต่อครอบครัวตระกูลวงศ์อย่างไร


๓. พุทธัตถจริยา

ทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า
ที่จะต้องทำต่อศาสนิกหรือสาวกของพระองค์
ทรงวางพระองค์เป็นกัลยาณมิตรของพุทธบริษัท

บางครั้งทรงเป็นเหมือนพี่ บางครั้งเป็นเหมือนครู
บางครั้งทรงเป็นหมือนพ่อ
พุทธบริษัททั้งฝ่ายนักบวชและชาวบ้าน
เข้าใกล้พระพุทธเจ้าแล้วรู้สึกสงบเย็น

สำนวนบาลีท่านใช้คำว่า สุขฉายา
คือ เข้าใกล้แล้วได้รับความสุข


ยุคที่ทรงพระชนม์อยู่ สังคมชาวพุทธเป็นสังคมที่อบอุ่น เป็นสุข
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูงมาก

การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้านั้น
แสดงว่าชาวโลกได้รับสิ่งสูงสุดเหนือรัตนะทั้งหลาย
แต่ว่าการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
พุทธบริษัทก็ได้สูญเสียพระองค์ไปในส่วนพระรูปกายตลอดนิรันดร
แต่กลับทรงดำรงอยู่ด้วยพระคุณโดยมี พระธรรมวินัย
ที่ทรงแสดงบัญญัติไว้แก่พุทธบริษัททั้งหลายทำหน้าที่องค์พระศาสดาแทน


ชาวพุทธมีความคุ้นเคยกับพุทธดำรัส
ที่ตรัสแก่พุทธบริษัททั้งหลายผ่านพระสงฆ์ทั้งปวง
ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานความว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้ทราบไว้
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด
องค์พระพุทธเจ้าทรงบรรลุความเป็นผู้ไม่ประมาทที่สมบูรณ์ให้เป็นตัวอย่างแล้ว


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ค. 2009, 13:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4150

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงอุดมชีวิตอย่างพระพุทธเจ้าก็คือ
การที่ทรงทำประโยชน์ส่วนพระองค์
และประโยชน์ส่วนคนอื่นได้อย่างสมบูรณ์
จนไม่มีใครจะทำได้ทัดเทียมกับพระองค์

ในพระพุทธคุณ ๓ บทนั้นเอง พึงสังเกตว่า

• พระปัญญาคุณ กับ
• พระบริสุทธิคุณ


เป็นพระคุณส่วนพระองค์
หมายความว่า ปัญญาก็ดี ความบริสุทธิ์ก็ดี
ใครต้องการให้เกิดขึ้นในชีวิต ก็เป็นกระบวนการของกรรม
ที่ทุกคนจะต้องลงมือสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง


แต่ที่ต้องสร้างจริงๆ คือปัญญาอันเป็นเหมือนแสงสว่าง
ความบริสุทธิ์นั้นในแง่ของความจริงแล้ว
คือปราศจากอวิชชาความมืดนั่นเอง
สิ่งที่ขจัดความมืดคือแสงสว่าง
ความบริสุทธิ์จึงเป็นผลต่อเนื่องมาจากปัญญา
อันเป็นลักษณะของเมื่อสว่างก็คือไม่มืด


สถานะทั้งสองนี้จะอยู่ร่วมกันจุดเดียวกันขณะเดียวกันไม่ได้
พระคุณส่วนนี้ท่านเรียกว่า อัตถคุณ หรือ อัตตสมบัติ
แปลว่าคุณส่วนพระองค์เอง หรือสมบัติส่วนของตนเอง


• กรุณาคุณ

ในแง่ของความจริงแล้วเป็นอาการต่อเนื่องมาจากปัญญา
ความบริสุทธิ์จากการที่พระทัยบริสุทธิ์จากสรรพกิเลส
ที่สืบเนื่องมาจากอวิชชา

ทำให้โลกทรรศน์ของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์
อยู่ตรงข้ามกับชาวโลกทั่วไปที่มากไปด้วยอวิชชา
อันนำไปสู่การเบียดเบียนกัน
จึงเกิดขึ้นเปี่ยมล้นภายในพระทัยของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้หลาย
ที่พระบาลีเรียกว่า

• กรุณามหณฺณโว

คือทรงกรุณาดุจท้องมหาสมุทร
ทรงสัมผัสโลกด้วยพระมหากรุณา
จนมีพระทัยเสมอกันหมดไม่ว่ากับใครก็ตาม
เพราะทรงมองคนสัตว์ด้วยกรุณาเพียงอย่างเดียว
ขนาดพระเทวทัตซึ่งทำตัวเป็นศัตรูกับพระพุทธเจ้ามาตลอดกาลยาวนาน
ก่อนจะตายยังประกาศแก่คนทั้งหลายว่า
พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาต่อคนสัตว์ทั้งหลายเสมอกันหมด

โดยท่านยกตัวอย่างคนสัตว์ที่สร้างปัญหา
ให้แก่พระพุทธเจ้ากับพระราหุลพุทธิชิโนรส
เช่น นายขมังธนูที่ไปซุ่มเพื่อฆ่าพระพุทธเจ้า
โจรองคุลิมาลที่ไล่ล่าพระพุทธเจ้าเพื่อฆ่าตัดนิ้ว
ช้างนาฬาคิรีที่พระเทวทัตมอมเหล้ายามตกมัน
เพื่อให้มาฆ่าพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยกอปรด้วยพระมหากรุณาต่อคนสัตว์เหล่านั้น
และสรรพสัตว์ทั้งปวงเสมอกัน


ที่เราสามารถทำความเข้าใจได้
แม้ด้วยการคิดจากศีลข้อแรก
คือ เจตนางดเว้นจากการทำสิ่งมีชีวิตให้ตาย เท่านั้น

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2009, 00:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4150

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สังคมไทยเรามีการเน้นย้ำเรื่องพระพุทธคุณด้วยนัยยะเป็นอันมาก

สมัยที่ยังเยาว์ท่านกำหนดเป็นคำกลอนสอนให้นำมาสวดสาธยาย
เพื่อสริมสร้างสำนึกเห็นพระคุณของพระองค์ เช่น

• องค์ใดพระสัมพุทธ์ สุวิสุทธิสันดาน
ตัดมูลกิเลสมาร บ่ มิหม่น มิหมองมัว

• หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคี บ่ พันพัว สุวคนธกำจร

• องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร

• ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานติ์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย

• พร้อมเบญจพิธจัก เจิดจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง

• กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปทั้งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ

• ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุณ ยะภาพนั้นนิรันดร


ในบททำวัตรเช้าสำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย
ท่านก็สรุปพระพุทธคณที่พรรณนาไว้ ๓ ประการไว้ว่า

พระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นผู้หมดจดดีแล้ว
มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ
มีพระปัญญาหมดจดโดยส่วนเดียว
ทรงฆ่าบาปและอุปกิเลสแห่งโลก
ข้าพระพุทธเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เป็นต้น

แม้พระพุทธเจ้าจะทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณมากอย่างไรก็ตาม
แต่พระคุณนั้นเป็นสิ่งสัมผัสส่วนพระองค์
แม้จะทรงกรุณาต่อสรรพสัตว์ไม่จำกัดว่าใครเป็นใคร
แต่การที่ชาวโลกจะได้รับประโยชน์จากพระองค์
ก็ต้องอาศัยการปรับสภาพจิตของตนให้เกิดความยอมรับนับถือ
ศรัทธา เชื่อฟัง และทำตามพระองค์เป็นฐานจิตที่สำคัญ


เพราะแม้จะทรงเป็นลักษณะแห่งความดี
ที่สะท้อนออกมาได้ทุกลักษณะ

เช่น การสอนในรูปแบบต่างๆ
การเคลื่อนไหวทุกอย่าง
ที่เป็นการสะท้อนพระคุณออกมาเป็นพุทธลีลา
ที่สามารถยึดถือเป็นแบบในการดำเนินชีวิต
ของคนที่ศรัทธาได้การครองชีวิตตลอดกาลยาวนาน

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2009, 00:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4150

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ไม่ว่าจะมองจากสมัยที่ทรงบำเพ็ญบารมีในภพชาติ
จากเรื่องชาดก การครองชีวิต โลกทรรศน์


การตัดสินใจเลือกสิ่งที่ทรงสัมผัส
ขณะที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก่อนเสด็จออกผนวช
ขณะครองเพศเป็นนักบวช จนถึงการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ทรงดำเนินพระองค์ พุทธจริยา ๓ ประการ ดังกล่าวเป็นต้น
ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นคุณค่าของธรรมหรือพระพุทธคุณได้ตลอด

แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระพุทธจริยาจากพระมหากรุณา
คล้ายฝนหลั่งจากฟ้าเป็นสำคัญ
คุณลักษณะเหล่านี้ท่านสะท้อนออกมาเป็นคำกลอนว่า


อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เป็นความดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แด่ผู้ให้และผู้รับสมถวิล


เมื่อมองจากฝนที่กำลังตก
กับคนที่จะได้ประโยชน์จากการตกของฝน แบบถาวร ยั่งยืน
กลับไปอยู่ที่สถานะท่าทีของคนเหล่านั้นว่า
สถานะของเขาเป็นเสมือนภาชนะประเภทใดใน ๔ ประเภท คือ

• ภาชนะที่คว่ำไว้
• ภาชนะที่ก้นทะลุแม้จะหงายรับน้ำ
• ภาชนะที่ไม่ทะลุจริงแต่กลับปิดฝาไว้
• ภาชนะที่ไม่ทะลุเปิดฝารับน้ำฝนไว้เต็มที่


แม้จะมีภาชนะ ๔ ประเภทนี้ก็จริง
แต่ภาชนะที่รับน้ำเก็บไว้ได้
ได้รับประโยชน์จากน้ำนั้นตามความต้องการ
คงมีเพียงพวกเดียว คือ
ภาชนะที่ไม่ทะลุ เปิดฝารองรับน้ำไว้เท่านั้น

เรามีการพูดถึงใจคน ๒ ประเภทหลักว่า
ใจบอด หรือ ใจไม่บอด


หากใจบอดคือไม่เห็นอะไร
มีพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นต้น
เขาก็คงไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพระรัตนตรัย


:b8: :b8: :b8:

หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้เขียนไว้เมื่อครั้งที่ พระเทพดิลก ยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชธรรมนิเทศ
(ระแบบ ฐิตญาโณ)


:b8: :b8: :b8:

(ที่มา : ศาสดา ใน “โลกและชีวิตในวิถีแห่งธรรม” : พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร รวบรวมและเรียบเรียง ; ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย จัดพิมพ์เพื่อแสดงมุทิตาจิตต่อ พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) ในวโรกาสที่ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพดิลก เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบนักษัตร ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒, หน้า ๑๖-๔๔)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ค. 2009, 01:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณครับ :b8:
เหมือนได้ทบทวนพุทธประวัติไปในตัว :b16:

สาธุ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ค. 2011, 06:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 588


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆขอบพระคุณค่ะ บุญรักษาค่ะ :b8: :b8: :b8:
:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 21 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร