วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.ค. 2019, 23:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

รูปภาพ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

:b39:

นิสัยนุ่มนวลไม่มีใครเกินท่านอาจารย์ฝั้น

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


นิสัยนุ่มนวลไม่มีใครเกินท่านอาจารย์ฝั้นนะ นิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนุ่มนวลมากทีเดียว ไม่ว่าชั้นไหนนิสัยท่าน ท่านเดินนี่เหมือนช้างเดินผ่านทุ่งนา เดินสวยงามมากท่านอาจารย์ฝั้นนะ กิริยาท่าทางทุกอย่างนิ่มไปหมด เราไปเห็นท่านเราก็ชอบนะ เห็นนิสัยกิริยาท่าทางของท่านที่แสดงออกนี่สวยงามมาก เราก็ชอบ แต่ลิงเรามันอยู่นี่อยู่บนคอ เข้าใจไหมลิงอยู่บนคอ พอออกจากท่านไปลิงเราก็ออกลวดลาย มันไม่ได้เป็นแบบท่าน แบบท่านสวยงามตลอด แบบเรานี้ออกจากท่านไปลิงกอดคออยู่นี้ มันก็เป็นแบบลิงไป เป็นนิสัย เรียกว่านิสัย มองเห็นท่านก็สวยงามแต่ยึดไม่ได้นะ มันสู้ลิงไม่ได้ คือลิงหมายถึงว่านิสัยของตัวเอง ใครมีนิสัยอย่างไรมันก็แสดงออกตามนั้นๆ ละ

เด่นคนละทาง

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


ครูบาอาจารย์บางองค์เด่นคนละทางๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายในสมัยปัจจุบันนี้ที่ท่านเพิ่งล่วงลับไป อย่างท่านอาจารย์ชอบกับเสือกับงูเด่นมาก เหมือนว่าเป็นเพื่อนสหายเดียวกัน หลวงปู่ผาง อันนี้พวกงูพวกนาค หลวงปู่ขาวนี่ช้าง เด่นคนละทางๆ หลวงปู่ฝั้นมีแปลกๆ

ท่านอาจารยฝั้นนี่พวกเสือพวกอะไร พวกสัตว์ลึกลับที่มองไม่เห็นด้วยตา ท่านเด่นมากอยู่นะท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเล่าให้ฟังเองท่านมาอยู่ปากช่อง ท่านอยู่ในย่านกลางดงไม่มีบ้านคนแต่ก่อน มีสองสามหลังคาเรือนพอบิณฑบาตได้ เขาก็นิมนต์ให้ท่านไปพักด้วย ท่านก็ไปพัก อยู่กลางดง หินดาน โล่ง ท่านไปพักอยู่นู้นแล้วออกมาบิณฑบาตกับทับเขา เขาอยู่ปลูกเป็นทับเป็นอะไรอย่างนั้นละ เขาไปทำอะไรอยู่ที่นั่น เวลาออกมาเสือยังไม่มา พอรับบิณฑบาตพอสมควรแล้วก็กลับมา ก็มาเห็นมันนอนอยู่บนหินดานหินลาดอะไรนี่ กลางแจ้ง มองไปอะไรเหลืองๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ มองไป เขานอนสบาย มองไปเห็นแต่เหลืองๆ ไม่มองเห็นลาย ส่วนใหญ่มองไปจะเห็นเหลืองมากกว่า ดำเลยไม่ปรากฏ เอ๊ นี่มันอะไร ท่านก็เดินไปเรื่อย พอไปใกล้ๆ ถึงรู้ว่าเสือ มันนอนตากแดดผิงแดด เสือโคร่งนะ ท่านเดินไปแล้วก็ว่า มึงมาอะไรที่นี่ มันร้องโฮกแล้วเปิดเลย วิ่งเข้าป่าเลย อย่างนั้นแหละ มึงมานอนอะไรที่นี่ไอ้นี่น่ะ

แปลกๆ อันหนึ่งก็คือ ท่านไปพักอยู่ที่ทางภาคอีสานเขาเรียกว่าผีกองกอย มันร้องกลางคืน เขาว่าถ้าผีชนิดนี้มาเยี่ยมบ่อยๆ คนมักตายบ่อยๆ มันกินคนอย่างลึกลับ เขาเรียกผีกองกอย ท่านก็ไปพักอยู่ที่นั่น คนที่มาพักเขาก็บอกว่า ที่แถวนี้มีผีกองกอย เขาเล่าให้ท่านฟัง ตอนนั้นดูว่าท่านมีพระไปด้วย เป็นสององค์กับท่าน แล้วก็มีตาปะขาวคนหนึ่งรวมเป็นสามไปพักอยู่นั้น พอสามทุ่มล่วงไปแล้ว คืออยู่ในป่ามันเหมือนดึกนะ เขาบอกว่าแถวนี้มีผีกองกอย ถ้าผีกองกอยเที่ยวไปแถวไหนแล้วคนมักจะเป็นไข้ป่วยแล้วตาย เขาว่าผีพวกนี้มันกินตับคน เขาเล่ากันไปอย่างนั้นแหละท่านก็ฟังไป จึงได้เห็นผีนี้ชัดเจน นั่นเห็นไหมล่ะ

พอมันร้อง ตาปะขาวอยู่ที่นั่น ตรงนั้นละ สามทุ่มกว่าๆ ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ เสียงกองกอยๆ มา ได้ยินชัดเจนเงียบๆ กลางคืน ที่เขาว่าเสียงกองกอยๆ มันเสียงอย่างนั้นจริงๆ เขาเรียกผีกองกอย พอมาถึงตาปะขาว ท่านก็วิตกถึงตาปะขาว กลัวมันจะมาทำไมตาปะขาวเพราะมันเป็นสัตว์ลึกลับ มองด้วยตาไม่เห็น พอมันมาได้จังหวะแล้วท่านก็กำหนดจิตดู ท่านพูดเองนะ โอ๋ย มันตัวเหมือนลิงท่านว่า มันเหมือนลิง พอจิตท่านส่งไป โอ๋ย มันกลัวมากที่สุดเลย พอตามันรับกับใจของท่าน เหมือนว่าตามันรับกับตาเราว่างั้นเถอะ แต่ตาเราเป็นตาใจ พอมองเห็นปั๊บวิ่งปรู๊ดเลย กลัวมากที่สุดเลย กลัวอย่างมากทีเดียว

เราเห็นมัน จ้องดูอยู่นี่ พอมันแพล็บเข้ามามองเห็นเรานี้ปรู๊ดวิ่งเลย ตั้งแต่วันนั้นเงียบเลย โอ๋ ได้เห็นแล้วมันเหมือนลิง ท่านว่างั้น สัตว์ตัวนี้เหมือนลิง คือมันไม่ได้เป็นรูปวัตถุนะ รูปเป็นนามธรรมแต่เหมือนลิง ท่านว่างั้น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเล่าให้ฟัง ท่านรู้สึกพิสดารเกี่ยวกับพวกเปรตพวกผี พวกเทวบุตรเทวดา ท่านอาจารย์ฝั้นเด่นอยู่องค์หนึ่ง นั่นละเด่นไปคนละทางๆ บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นนักภาวนาด้วยกัน มีนิสัยวาสนาเด่นทางไหนก็เป็นไปทางนั้นๆ จะเป็นขึ้นมาเองรู้เอง

ครูบาอาจารย์ที่เป็นนักภาวนา ท่านรู้ของท่านธรรมดาๆ แต่เรื่องของโลกมันกีดมันขวาง ท่านจึงไม่นำออกมาใช้ ไม่พูด พูดก็มีแต่การแนะนำสั่งสอนไปธรรมดาที่อยู่ในฐานะซึ่งควรจะสอนได้ แต่เรื่องภายในแล้วท่านไม่พูด เฉย นอกจากพวกเดียวกัน ถ้าพวกเดียวกันท่านพูดเสมอ ไปอยู่ที่นั่นมีอย่างนั้นๆ เช่นอย่างในถ้ำ มีผีมีเทวดารักษา ท่านรู้ แต่ท่านพูดในวงของท่านเองพวกนักภาวนากรรมฐานด้วยกัน คือใจนี้เป็นนักรู้ เมื่อเปิดออกๆ นิสัยวาสนาของใครจะเด่นทางไหนๆ มันจะรู้ของมันเห็นของมันไปตามนั้น จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา ไปคนละทิศละทาง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ฤทธิ์ของท่านอาจารย์ฝั้น

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ (ค่ำ)
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


สำหรับท่านอาจารย์ฝั้นรู้สึกท่านเมตตามากนะกับเรา เมตตาจริงๆ เราพูดถึงเรื่อง ที่มันแสดงปาฏิหาริย์เต็มที่นะ วันนั้นจนถึงเราออกปากพูดดังโก้กเลยทีเดียว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เพราะพิลึกพิลั่นเหลือเกิน สะเทือนใจมาสามหนนี้แล้ว วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอน เอาคอยฟังไปนะ นี่กระเทือนถึงสามหนนี้แล้ว คือตอนกลางคืน หกโมงห้าสิบนาทีเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์ฝั้นล่วงเสียชีวิตสิ้นลมหายใจ หกโมงกับห้าสิบนาที ดูเหมือนเป็นวันที่ ๒๐ หรืออะไร นั่นละตั้งแต่นั้นละเริ่มแสดงนะกับเรา

พอตื่นเช้ามาเราจะออกเดินทาง เพราะสั่งแล้วรถเขาจะมาตามนั้นละ รถมารับเราแล้วเราไปถึงอุดรแล้ว วันหลังเราจะเอาของไปบังสุกุลทอดผ้าป่า มีจักรเป็นต้น ที่วัดหนองกอง กลางคืนนี้ฝนกระหน่ำ น้ำท่วมหมดเลยนะ ผิดสายหูสายตา เพราะเดือนยี่ไม่น่าฝนจะตกขนาดนั้น ท่วมหมดเลยกลางทุ่งนา รถจะไปไม่ได้แล้ว ก็เลยสั่งท่านทุยไปเอง เป็นผู้จัดการทำหน้าที่เพื่อเรา ท่านไปบอกโยมอุปัฏฐากท่านที่วัดบ้านนาขาม จะมารับท่านอาจารย์นี้เป็นรถเก๋ง มันจะข้ามทุ่งนานี้ไปไม่ได้ ให้เอารถของเราอยู่ในบ้านนี้มีสองคันไปรับท่านมา ตอนฉันเสร็จแล้วให้ไปรับท่านมา แล้วมาขึ้นรถเก๋งคันนี้

รถเก๋งคันนี้ให้บอกเขาว่าให้เขารออยู่ที่บ้านหลังนี้ ไม่ให้ข้ามทุ่งนาไป มันไปไม่ได้ ว่าอย่างนั้นนะ ท่านมาสั่งเสียเรียบร้อย เป็นท่านทุยเองสั่ง ครั้นเวลามารถเก๋งมาก็ให้อยู่ที่นั่น แต่ว่าท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง ฟังซิน่ะ ก็ทางนี้บอกว่าให้เอารถที่บ้านของเรานี้ไปรับท่านมาขึ้นรถเก๋งคันนี้กลับอุดร นี่ท่านทุยสั่ง แต่พวกนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอรถเก๋งมาบอกให้รถเก๋งที่นี่ ท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง มาขึ้นรถที่นี่ แทนที่จะเอารถไปรับเรามาขึ้นรถคันนี้ต่อกลับไม่ทำ เสียเวลานาน ห้าโมงเช้าแล้วคนขับรถเดินดูทางไป เอ๊ นี่พอจะมาได้ ทำไมจึงมาไม่ได้ พอเข้าไปก็ถามเขา รู้เรื่องว่ารถทางนั้นเขาไม่มารับตามที่ท่านทุยสั่งให้มารับเราไปขึ้นรถเก๋ง เขาไม่มา นี่กลับตาลปัตรแล้วนี่ ท่านทุยก็บึ่งเลยเชียว มาบ้านนาขาม มาที่นั่น

เราเลยจำได้หมดนะ ในบ้านนั้นมีรถ ๗ คัน หายหมดไม่มีรถเหลืออยู่ในบ้านสักคันเดียวเลย ออกไปตลาดปากคาดหมดเลย ท่านทุยไปรออยู่ตั้งสองชั่วโมง ถึงได้เห็นรถสองแถวคันหนึ่ง แค้กๆ ๆ เข้ามา ท่านก็เอารถคันนี้ไป ไปหาเรา ทำให้เสียเวลาเรื่อยๆ นะ นี่คือท่านอาจารย์ฝั้น ไม่ใช่อะไรนะ ท่านเอียนไปจากกรุงเทพฯ นี้แล้ว ไปพักฉันจังหันที่บ้านตังล้ง ก็ได้ทราบข่าวท่านอาจารย์ฝั้นเสียเมื่อคืนนี้ตามเวลานั้น จากบ้านตังล้ง ตังล้งเขาบอก ท่านเอียนฉันแล้วก็ไปดงศรีชมพู จึงนำเรื่องนี้ไปหาเรา เรื่องราวเป็นอย่างนั้น

ทีนี้พอไปถึงวัดแล้ว รถสองแถวไปติดเครื่องอย่างไรมันก็ไม่ติด นี่เห็นไหมฤทธิ์ของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นอย่างนั้นนะ ถามรถดีๆ อยู่เหรอ รถดีๆ อยู่นี่แหละ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ทราบ แล้วติดปึดๆๆ ดับปุ๊บหายเงียบๆ มันกระเทือนใจเรื่อย เราก็พูดออกมาทันที นี่มันจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาคอยฟัง เกิดแน่นอนเราบอก สามหนแล้วกระเทือนใจ ก็พอดีรถท่านเอียนนี่ไปจากอุดร นั่งรถไปเข้าไปวัดดงศรีชมพู พอลงรถปั๊บท่านเอียนวิ่งเข้ามาหาเรา เรากำลังนั่งรถ เครื่องมันไม่ติด เราก็นั่งรออยู่ มากระซิบว่านี่ท่านอาจารย์ฝั้นเสียแล้วเมื่อคืนนี้ตอนหกโมงห้าสิบนาที เอาละทีนี้ได้ความ

นี่ละเหตุการณ์ได้ความแล้วทีนี้ เอาติดเครื่อง ปืดๆ ไปเลย ไม่อยากอะไร ออกจากนี้ปั๊บเราก็ตรงไปนู้นเลย ไปวัดอุดมสมพร ไปถึงนู่นแล้วมืด ไปวัดอุดมสมพร นี่ละเรื่องท่านอาจารย์ฝั้น ท่านบังคับไม่ให้ติดเครื่อง เครื่องก็ไม่ติด เราทราบข่าวว่าท่านเสียเท่านั้นนะ ติดเดี๋ยวนั้นเลย ไปเลย เราก็ต้องไปวัดท่านอาจารย์ฝั้น นี่เรื่องราวเป็นอย่างนั้น นี่ท่านน่าตั้งหน้าปฏิบัติต่อเรา คืออย่างไรต้องให้เราไปก่อน งานศพนี้ความหมายว่าอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องราวสำคัญอันหนึ่ง

---------------------------------------------------------------
ท่านอาจารย์ฝั้น กับ ท่านอาจารย์ลี พลังจิตแรง
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=41774
---------------------------------------------------------------

ท่านอาจารย์ฝั้นกับแมว

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


ท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวนี้ถูกกันมากนะ แมวก็มีแต่แมวใหญ่เสียด้วยนะ ท่านไปอยู่ถ้ำขาม เขาเอาแมวใหญ่มาจากไหนไม่รู้ไปปล่อยที่ถ้ำขาม ก็ไปอยู่กับท่าน ป่วนเปี้ยนอยู่กับท่าน ติดกับท่านนะ ไม่ติดองค์ไหน ติดกับท่านอาจารย์ฝั้น ท่านไปไหนมันตามไปเรื่อย พอไปข้างหน้าปั๊บล้มแผละ หงายท้องขึ้นฟ้า มันทำความเคารพท่าน ท่านบอกนี่มันเคารพ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เขากราบไม่เป็น นี่ละวิธีแมวกราบ กราบอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ คือเขานอนแผ่สองสลึง แผ่อย่างนี้เลยนะ ท่านไปแล้วเขาไปล้มแผละอยู่ข้างหน้าและก็หงายท้อง นี่เขากราบ ท่านว่าอย่างนั้น เขาเคารพเรา แมวเคารพ เคารพอย่างนี้หรือ เคารพอย่างนี้แหละท่านว่า ขบขันดีนะ

สักเดี๋ยวไปกับท่านนั่นละ ทีนี้ตอนจังหันนะ มันสำคัญอยู่ แปลกที่ตอนจังหัน เอ๊มันรู้ภาษาคนจริงๆ นะ ทีนี้พอฉันจังหัน จัดไว้มันมีแมวอยู่สามตัว ตัวใหญ่ที่สุดคือตัวหัวหน้า ท่านจัดจานข้าว จัดอย่างนี้ใส่ไว้สามจาน ท่านนั่งอยู่นี้ก็จานข้าวแมวๆๆ สามตัว จัดไว้ให้ ทุกวันเราก็ไม่ได้สังเกตุนะ วันนั้นท่านพูดขึ้น เราจึงได้สังเกตุ บทเวลาท่านจะพูด เขากินแล้วนะนั่น พอเขากินแล้วท่านนั่งกำลังพิจารณา ท่านว่านี่มันอย่างไรนี่ แมวสามตัวนี่มันไม่มีปฏิสังขาเหรอ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ฟาดแล้ว ท่านพูดอย่างนี้ละ ฟาดแล้วพระยังไม่ได้ฉัน ทำไมฟาดแล้ว เขาหยุดนะ เขาหยุดแล้วมองดูหน้าท่าน

นี่ที่น่าคิดนะ เขากำลังกินอยู่นะ สามตัว ตัวใหญ่ พอท่านว่าอย่างนั้นเขาเลยหยุด พอหยุดแล้วก็มองดูหน้าท่าน นี่อย่างไรกันนี่พระท่านยังไม่ฉัน ทำไมเราฟาดก่อนแล้ว ไม่มีปฏิสังขาหรือนี่น่ะ เขาก็มองดูท่าน ท่านก็เริ่มฉัน ฉันแล้วเขายังมองดูท่านอยู่นะ เขาไม่กล้ากิน พอหลังจากนั้นแล้วเห็นเขานั่งมองดูท่านอยู่ตลอด เขาไม่กินอีกนะ พอท่านฉันไปๆ เอากินซิทีนี้ พระท่านฉันแล้วนั่นน่ะ เห็นกินก่อนพระก็ว่าให้บ้างละ พระเป็นอาจารย์ของเรา ไม่ถึงไหนเราฟาดแล้ว ท่านพูดหยอกสัตว์น่ารักด้วยนะ คำพูดท่านก็ดี พระท่านยังไม่ฉันเราฟาดแล้ว ท่านว่าอย่างนั้น จากนั้นเอากินทีนี้ พอว่าอย่างนั้นเขาก็หันมากิน

วันหลังอีก พอจัดอาหารเสร็จแล้วเขาไม่กล้ากินนะ จัดอาหารสามจานเสร็จ นั่งต่างคนต่างหมอบ เฝ้าอยู่นี่ ที่น่ารักมากก็คือเขาเฝ้าแล้วเขาดูจานข้าวแล้วเขาดูปากพระ มันน่าขบขันดีนะ เขาดูปากพระแล้วเขาก็ดูจานข้าว พระท่านยังไม่ฉันเขาก็ดูอยู่นั่นละ จนกระทั่งพระท่านเริ่มลงมือฉัน เขาเห็นพระท่านฉันเขาก็กลับมากินของเขา ตั้งแต่วันนั้นเขาจะรอ จนกระทั่งพระท่านฉันเสร็จแล้ว เขาถึงจะกิน ก่อนที่เขาจะกินเขาต้องดูปากพระเสียก่อน ถ้าปากพระท่านยังไม่กินเขาก็ยังไม่กิน มันรู้ภาษาคนหรือไงน้า แมวสามตัว ตัวใหญ่นี่ละ มันรู้ภาษาดี เพราะท่านว่าตัวใหญ่นี้ตัวใหญ่ก็หยุด

นี่ก็วัดอาจารย์ฝั้น วัดอุดมสมพร นี่ก็มีแมวใหญ่ตัวหนึ่งอีกละ อู๊ยใหญ่ ท่านอยู่ที่ไหนมีแต่แมวใหญ่ๆ อยู่วัดอรุณนครก็มีแมวใหญ่ตัวหนึ่งอยู่นั้น ท่านเลี้ยงเอาไว้นั่นละ แล้วอยู่ถ้ำขามก็มีแมวใหญ่ คนละตัวนะหากใหญ่เหมือนกัน ทีนี้พอมาวัดอุดมสมพรก็พอดีได้จังหวะ พระศาลาเก่าหลังนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ศาลาหลังนั้นะ พระท่านฉันอยู่นั้นละ แมวตัวนั้นเลี้ยงเอาไว้ มันอยู่หน้าศาลา มันหมอบของมันตามภาษาของมัน เงียบ เพราะสัตว์อันนี้เป็นสัตว์เชื่อง สัตว์สงบ ไม่ค่อยคึกคะนอง เขาก็หมอบของเขาเฉย พอดีพวกเขาขายน้ำย้อมน้ำสีกระป๋องๆ เข้ามาในวัด เขามีลิงตัวหนึ่ง ขึ้นขี่คอเขามา

เขาก็ปล่อยลิง ลิงก็โดดลงจากคอ แล้วไปมองเห็นแมว นี่มันขบขันดี ทีแรกก็มีท่าที ไอ้ลิงตัวนั้นน่ะ ไปเห็นแมวแล้วมองดูท่าทีของแมว แล้วก็เดินฉากนู้นฉากนี้มา มาดูแมว แมวเขาก็เฉยอยู่ เขาไม่สนใจอะไรละ ทีนี้ดูใกล้เข้ามาๆ มาข้างหลัง มาจับหางเสียก่อน จับเบาๆ เขาเป็นขั้นทดลองเขา เขามาจับหางแมว แมวก็เฉยเลย ทีนี้ก็ใกล้เข้ามา เห็นท่าว่าได้การ คงว่าอย่างนั้นนะ คงว่าได้การ จับหางแมว แมวก็เฉย แล้วก็ไปข้างหน้า ไปจับนั้นจับนี้เฉย แล้วไปจับข้างหน้าซี มันก็ “แม้ว” ทีเดียว มันฟาดเอาหน้าผาก มันเอาทีเดียวเท่านั้นละ พอ “แม้ว” เสร็จมันตบเลย ตบหน้าผาก ฟังเสียงลิงร้องกี้ๆๆ โดดขึ้นต้นไม้

แมวตัวนี้พอมันตบแล้วมันก็วิ่งหนีไปอยู่ทางนู้น มันตบ “แม้ว” ทีเดียวเท่านั้น มันใส่เอาหน้าผากลิง ลิงตัวนี้ก็เจ็บ เพราะมันตบแรงนี่นะ โดดไปขึ้นต้นไม้ ขึ้นไปแล้วก็ร้องจี๊กๆ อยู่ข้างบน คงเจ็บลิงตัวนั้น ทีนี้มองไปมองมาแล้วไปเห็นแมวตัวนั้นไปหมอบอยู่ทางนู้น ตัวนี้เขามองไปเห็นเขาก็ลง นี่เขาแก้ลำกันนะ พอลงแล้วเขาก็ไปข้างหลัง ด้อมไป เขาจะไปแก้ลำกัน ไปก็ค่อยแอบไป ไม่ไปข้างหน้า แอบไปข้างหลัง จับหางแมวกระตุก แมวก็ “แม้ว” แมวก็วิ่ง เขาก็วิ่งขึ้นต้นไม้ เสียงกอกๆ แสดงว่ากูแก้ลำได้แล้ว
แมวมันก็หนี มันไม่สนใจอะไร มันไม่เหมือนลิง ลิงตัวนั้นมันเจ็บหน้ามัน ถูกตบหน้า ตบอย่างแรงเสียด้วย มันจึงตามไปแก้ลำกัน พอไปคราวหลังไปจับหางกระตุก แมวก็ “แม้ว” มันก็วิ่งหนีเลย ทางนี้ก็โดดขึ้นต้นไม้ เสียงกอกๆ แสดงว่าแก้ลำได้แล้ว ความหมายว่าอย่างนั้น แล้วเป็นอย่างไรพวกเรา ไอ้กิเลสมันเหมือนลิงได้แก้ลำมันบ้างไหม เวลาไหนก็มีแต่มันฟัดเอาๆ หรือ ก็ต้อง “แม้ว” บ้างซิ ฟาดให้กิเลสมันหงายบ้าง นี่ไม่มีกิเลสตัวไหนหงาย มีแต่คนน่ะหงาย เข้าใจไหมละ ลงมาหากิเลสมันเร็วเหมือนลิง ปั๊บๆ มันเอาเลย

นี่พูดถึงเรื่องแมวท่านอาจารย์ฝั้น ท่านกับแมวถูกกันดี นิสัยท่านกับแมวไปไหนล้มแผละเลย แผ่สองสลึง แล้วมันทำไมอย่างนี้ละ นี่มันเคารพพระ ทำไมเคารพอย่างนี้ นี่ละเขากราบ ท่านพูดท่านสอนเราด้วยนะ นี่เขากราบเขากราบอย่างนี้ แมวกราบครูบาอาจารย์กราบพระกราบอย่างนี้เอง กราบอย่างนี้แหละ สั่งสอนเราด้วย เราก็เหมือนลิงตัวหนึ่ง เวลาเห็นท่านวิ่งไปข้างหน้า ล้มนอนแผ่สองสลึง พอท่านไปแล้วเขาก็ลุกตามท่านไปนะ แมวใหญ่ จบแล้วละแมว เท่านั้นพอ พูดอะไรนักหนา

มันไปเกี่ยวโยงกันเรื่องท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวถูกกันมาก เมตตา ถูกกันมาก รู้ภาษา ทีนี้อาหารที่ว่าจัดไว้สามจาน เขาจะดูอาหารแล้วเขาดูปากพระ ถ้าพระยังไม่ฉันเขาจะดูเขายังไม่กิน จนกระทั่งพระลงมือกินแล้วทีนี้เขาเริ่มลงมือกินอย่างนี้เป็นประจำ ถ้าพระยังไม่ฉันเขาจะดูจานข้าวเขาแล้วดูปากพระ จนกระทั่งพระลงมือฉันแล้วเขาถึงจะกิน เขารู้ภาษาคนหรือไงน่า ทีแรกเขาใส่เลยละ ท่านบอกนี่มันไม่มีปฏิสังขาหรือนี่น่ะ พระยังไม่ได้ฉันมันฟาดแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมาต้องดูจานข้าวและดูปากพระ จนกระทั่งพระเริ่มฉันแล้วเขาก็มากินของเขาเป็นประจำนะ เขาไม่กินก่อนตั้งแต่วันนั้นแล้ว ก็ท่านอาจารย์ฝั้นละสอนเขา ท่านอาจารย์ฝั้นกับแมวนี่ถูกกันมาก

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


หอมอะไรนา

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ (เวลา ๑๓.๓๐ น.)
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


อย่างหลวงปู่ฝั้นพลังจิตเก่งมาก ยกให้เลยสมัยปัจจุบัน แล้วยังมีรู้ด้วยสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น วันนั้นจวนจะเข้าพรรษา ท่านจะพาลูกศิษย์ลูกหาไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่หนองผือ เรามันเป็นอย่างนั้นละ ถ้ามีครูบาอาจารย์องค์ใดมาเราจะเข้าถึงก่อนแล้ว เข้าถึงดูทุกสิ่งทุกอย่างก่อนๆๆๆ เรื่อยเลย พอวันนั้นไปท่านขึ้นไป เราก็นั่งอยู่นั้นแล้ว คอย ครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่านชั้นผู้ใหญ่มาแต่ละองค์ๆ ท่านปฏิบัติปฏิสันถารต้อนรับภายในภายนอกเรื่องศีลเรื่องธรรมอย่างไรบ้างๆ ท่านจะไม่ปฏิบัติเหมือนกันนะ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี้ องค์นี้ขึ้นมามีกิริยามารยาทอรรถธรรมเป็นอย่างนั้น องค์นี้ขึ้นมามีกิริยามารยาทอรรถธรรมเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ซ้ำกันนะ

พอดีวันนั้นท่านขึ้นมากราบ พอกราบลงไปท่านยิ้ม เพราะนิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนี่ท่านยิ้ม ยิ้มสวยงามมากนะ ไม่เหมือนหลวงตาบัวยิ้ม ถ้าหลวงตาบัวยิ้มนี้ศาลาแตกฮือเลยเข้าใจไหม ท่านอาจารย์ฝั้นยิ้มสวยงามมากนะ พอกราบลงๆ ท่านมอง “เออวันนี้มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูป” ทางนั้น“เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน” เท่านั้นพอ พอท่านกราบลงไปเสร็จแล้ว ท่านยิ้มๆ “เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน” ทางนั้นท่านตอบรับ “เออใช่แล้ว” เท่านั้นพอ

พอท่านกราบลงไปเสร็จแล้วท่านยิ้มๆ “เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน” ทางนั้นท่านตอบรับ เออใช่แล้ว เวลานั้นท่านไม่มีโอกาสที่จะถามท่านได้ “จากนั้นแล้วขึ้นไปหาท่านโดยเฉพาะ แล้วเป็นอย่างไรเวลาท่านอาจารย์ฝั้นมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์มีลักษณะยิ้มๆ แล้วว่า วันนี้มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปมันหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ารุกขเทพเต็มหมด ท่านบอกเออใช่แล้ว รุกขเทพมาเคารพบูชาครูบาอาจารย์เต็มไปหมด ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านตอบปึ๋งเลยนะพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น แต่เวลาจะพูดได้ขนาดนั้นก็เออใช่แล้ว เรางงเป็นบ้าอยู่ เป็นบ้าอยู่นาน พอได้โอกาส ท่านออกทันทีเลย พวกเทวดาเต็มมาคอยฟังเทศน์ท่าน นานๆ จะมีทีหนึ่ง เวลาพ่อแม่ครูอาจารย์ตอบนะนี่นะ ท่านบอกว่าเออใช่แล้วเท่านั้นละไม่มาก เวลาเราไปถามธรรมท่านตอบออกมาอย่างนั้นจึงชัดเจนมาก

เป็นไปตามนิสัยวาสนา

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


หลวงปู่ฝั้นนี่ก็แน่ว่าจะเป็น ตอนสนทนาธรรมะนั่น ท่านเข้าช่องแล้ว พูดตรงๆ อย่างนี้นะ เราพูดตรงๆ อย่างนี้ นี่แหละภาษาธรรม เวลาท่านพูดของท่าน เราก็ฟัง ว่าจะคุยกับท่านโดยเฉพาะ ยังไม่ค่อยมีเวลา ท่านไม่ค่อยอยู่คนเดียวนะ ไม่เหมือนเรา เรานี่ใครมาศอกงัดๆ ถ้าว่าจะอยู่คนเดียว ใครมายุ่งไม่ได้นะ ท่านไม่มีอย่างนั้น มีแต่อาๆ เรื่อย จะคุยธรรมะเฉพาะไม่ได้สักที แต่มาจับเอาแย็บที่ท่านพูดออกมา ท่านเล่าเรื่องจิตของท่านให้ฟังๆ นั่น เข้าช่องแล้ว ตอนนั้นปี ๒๕๐๖ พอจำได้ ที่พอจะไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา แล้วก็ไปแวะที่วัดภูธรพิทักษ์

ท่านพักอยู่นั้น หมอเขาห้ามไม่ให้รับแขก ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระนั่นซี เวลาเราเข้าไป เราจะคุยธรรมะโดยเฉพาะ พระก็อยู่กับท่านเสีย เราเลยไม่ได้คุย จับได้แง่หนึ่ง จับได้จุดนี้เข้าช่องแล้วแน่ เข้าช่องต้องพุ่ง ให้ถอยไม่มี นับวันจะพุ่งอย่างเดียว ถ้าลงได้เข้านี้แล้วปั๊บ ชี้เลยต้องเข้าเรื่อยๆๆ เป็นอย่างนั้น นี่แหละพระอนาคามี ท่านเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขั้นพระอนาคามี จึงเป็นขั้นที่แน่นอน ที่จะหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวในไม่ช้า นี่ท่านเข้าช่องตรงนั้นแล้วจะพุ่งแหละ เราจึงแน่ใจว่า ถึงยังไม่เป็นก็จะเป็น อาจจะเป็นช้าก็ได้

คืออัฐิกลายเป็นพระธาตุนี่ มีอยู่หลายประเภท หนึ่ง พอผู้สำเร็จแล้วไม่นานนิพพานไปเสีย นี่ก็อัฐิจะนานหน่อยกลายเป็นพระธาตุ ทีนี้อีกข้อหนึ่งที่มารับกันนี้ก็คือว่า ผู้ที่สำเร็จแล้วไม่นานนิพพานไปเสีย ท่านอาจอบรมมาเป็นลำดับลำดาเป็นเวลานานแล้ว พอสำเร็จแล้วนิพพานไปเสีย อัฐิก็กลายเป็นพระธาตุได้ง่ายเหมือนกัน เพราะหนุนกันมาอยู่แล้ว ต่างกันอย่างนี้ ถ้าผู้ที่อยู่นานๆ สำเร็จแล้วอยู่นานๆ อยู่ในธาตุขันธ์นี้ จิตที่บริสุทธิ์นี้ซักฟอกธาตุขันธ์โดยอัตโนมัติของมัน คือจิตที่บริสุทธิ์ครองขันธ์นี้ ขันธ์จะกลายเป็นขันธ์ละเอียดเข้าไปๆ เพราะฉะนั้นเวลาท่านมรณภาพไปแล้ว อัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุ คือขันธ์ก็สะอาดเต็มที่ของขันธ์ ในส่วนสมมุติไปอย่างนี้แหละ มีหลายขั้นที่จะสำเร็จไปนี้

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อัฐิของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นพระธาตุ

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๕
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


หลวงปู่ฝั้นเราพูดให้ฟังชัดๆ ที่เราแน่ใจต่อท่านว่าต้องเป็นพระธาตุนี่นะ คือท่านจะเข้าจุดแล้ว เวลาไปคุยธรรมะกัน พยายามหาเวลาจะเข้าไปคุยกับท่านโดยเฉพาะ เข้าไปคุยทีไรๆ มันก็หากมีอยู่นั้นละ เพราะนิสัยวาสนาต่างกัน หมอเขาไม่ให้รับแขก ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระ มันเลยไม่มีเวลา เราเข้าไปหาท่าน ท่านก็เลยเล่าให้ฟัง ไปเผาศพหลวงปู่มั่นมาแล้วท่านว่าท่านจะเป็นจะตายจริงๆ ท่านก็มากำหนดภาวนา ทีนี้มันจะไปท่านว่าอย่างนั้น พิจารณาปั๊บเข้าไปตรงนี้ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็จับปุ๊บ นี่เห็นไหมมันมีสูงมีต่ำเมื่อไร มันนึกถึงครูบาอาจารย์นะ พอเข้าไปถึงจุดนั้นปั๊บ ทางนี้ขึ้นเลยทันที เหอ.ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นู่นนะฟังซิมันว่านะ ธรรมว่าให้ธรรมเป็นอะไรไป

เราไม่ได้ว่าให้ครูบาอาจารย์ใช่ไหมล่ะ เราว่าให้ธรรมอยู่ในหัวใจครูบาอาจารย์ ท่านไปอยู่ตรงนั้น ทางนี้ดูอยู่ตลอดพิจารณาตลอด พอไปถึงนั้นท่านก็หยุดของท่าน เรียกว่าภูมิของท่านในระยะนั้นอยู่ตรงนั้น ทางนี้มันก็ออกรับกันซิ ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นี่มันเป็นในจิตนะ ถ้าหากว่าไม่มีใครเลยนี้จะเอากันตอนนั้นเลย ผางทันทีเลย นี่ละธรรมเป็นอย่างนั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นภูมินั้นเป็นสมมุติอันหนึ่ง หลักธรรมชาตินี้เป็นธรรมไม่มีสูงมีต่ำ เช่นท่านพูดออกวันนั้นทางนี้ยังขึ้น ก็เลยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง พอท่านพูดถึงจุดนั้นท่านไปอยู่ตรงนั้นเสีย ยังนอนตายอยู่นี้เหรอ นู้นนะ นึกว่าไปถึงไหนแล้ว เราว่าอย่างนั้นนะความหมาย

แต่จากนั้นเป็นที่แน่ไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นมาตั้ง ๒๐ ปี ท่านก็มรณภาพ คือ พ.ศ. ๒๕๒๐ ปีท่านมรณภาพ ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เราไปเผาศพท่านอาจารย์กงมา นั่นละเข้าไปแวะท่านปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านก็เล่าเรื่องภูมิธรรมภูมิจิตให้เราฟัง เพราะเราพยายามจะเข้าหาท่านทีไร ท่านไม่รับแขกแต่ท่านรับพระอยู่ตลอด มันไม่มีเวลาละซิ ท่านเลยเล่าเรื่องของท่านออกมาๆ เราก็จับเอาจนได้ ยังเสียใจอยู่ ถ้าได้แย็บออกสักนิดหนึ่งก็จะได้ประโยชน์มากมาย พอไปถึงที่นั่น มันกระเทือนใจมาก ความหมายว่าอย่างนั้นนะ พอท่านไปพูดถึงนั้นท่านตายใจแล้วนี่ ทางนี้ก็ขึ้นรับ ฮึ ยังนอนตายอยู่นี้เหรอนึกว่าไปถึงไหนแล้ว แต่จากนั้นไปแล้วภูมิจิตของท่านจะดิ่งแล้วเราก็รู้แล้วนี่นะ ทีนี้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาถึง ๒๕๒๐ ก็หลายปี

เพราะฉะนั้นเราถึงแน่ใจ แต่ก็มีพยานแล้วนะ พอท่านมรณภาพไปนาน อัฐิของท่านเราเป็นประธานกรรมการที่จะเก็บรักษาจ่ายไปที่ไหนๆ เราเป็นคนไปตรวจไปดู เสร็จแล้วเราก็หาอุบายวิธีการเพราะเป็นประธานนี่ว่าไง อันนี้เอาไว้บรรจุนั้นๆ อันนี้ไม่เอา เราทำท่าไม่เอา อันนี้จำเป็นมากกว่า คือความหมายว่าจะแจกลูกศิษย์ เราก็บอกพระ อันนี้ไม่เอาแหละ โอ๋ย รุมเลย นี่ละที่เขาเอาไปแล้วกลายเป็นพระธาตุอยู่ในบ้านของเขา เขาก็มาเล่าให้ฟัง ว่าอัฐิของท่านอาจารย์ฝั้นเป็นพระธาตุแล้ว เรายอมรับทันที นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนั้น จึงหาอุบายให้ลูกศิษย์ ก็เราเป็นประธานกรรมการนี่วะ อันไหนสมควรๆ เราก็แยกออก อันนี้ไม่จำเป็นแล้ว พอว่าไม่จำเป็นแล้วลูกศิษย์รุมเลยหมดเลย เขาได้อันนี้ละ ที่เอามาอวดเราว่าเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว เป็นมากต่อมากนี่ก็อย่างนั้นแหละ ถ้าเข้าตรงนั้นแล้วไม่เป็นอื่น ช้ากับเร็วเท่านั้นเอง นี่ละองค์หนึ่ง

เจดีย์ท่านอาจารย์ฝั้น

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐
เทศน์อบรม ณ สวนแสงธรรม ถ.พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพฯ


ท่านอาจารย์ฝั้นนี้ชุ่มเย็นมาก ท่านอาจารย์ฝั้นเป็นพระที่ชุ่มเย็นมากทีเดียว เป็นฝ่ายเรานะโจมตีท่าน ท่านไม่ว่าอะไรเราแหละ เห็นเรามานี้ ท่านกำลังแจกเหรียญอะไรให้เขาอยู่ พอเห็นเราไป หยุด จะพูดธรรมะ ปิดทันทีเลย ไม่ให้เราเห็นนะ จะถูกโจมตีใช่ไหมล่ะ แจกของขลังน่ะ ขลังตั้งแต่ภายนอกภายในไม่ได้ขลัง นั่น จะเอากันตรงนั้น ท่านเห็นเรา มีแต่เราละเป็นฝ่ายโจมตี ไปหาครูบาอาจารย์องค์ไหนก็เหมือนกัน เพราะเรามันนิสัยอย่างนี้ ว่ากล้าก็กล้าจริงๆ กล้าโดยอรรถโดยธรรม กลัวโดยอรรถโดยธรรมละเรา

บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็มีแต่เราละเป็นฝ่ายโจมตี ค้านไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์ฝั้นท่านกำลังแจกของขลังเหรียญอะไรๆ พอเห็นเราโผล่เข้ามานี้ หยุดๆ จะพูดธรรมะ หยุดทันทีเลย ปิดปุ๊บเลยทันที ไม่งั้นเอาจริงๆ นะนั่น นี่หรือของขลัง จะซัดกันเลยนะนั่น เห็นท่านเราก็ไม่ว่า แต่ท่านเป็นฝ่ายระวังเรา เราเป็นฝ่ายโจมตีท่าน กับเรานี้สนิทกันมากนะ ท่านอาจารย์ฝั้น ท่านกลัวเราก็จริงแต่กลัวเป็นธรรมนะ เพราะเราเอาจริงนี่ กำลังแจกของขลังอยู่ เหรียญนั้นเหรียญนี้ แจกนั้นแจกนี้ พอเห็นเราโผล่เข้าไป หยุดๆ จะพูดธรรมะ หยุดทันทีเลย ไม่ให้ออกเลย ไม่งั้นจะถูกโจมตี เราก็ไม่ว่าอะไร รู้แล้วว่าท่านระวัง ท่านอาจารย์ฝั้น

แต่กับเรานี่เป็นยังไงไม่รู้นะ เจดีย์ของท่านก็เรานั่นละสร้างให้ ๑๒ ล้านนะ เจดีย์ของท่านอาจารย์ฝั้น เราละเป็นคนสร้างให้ พอท่านมรณภาพก็ประกาศลั่นกันขึ้นเลยว่าจะสร้างเจดีย์ เราก็ประกาศทันทีเลยว่าสร้างก็สร้าง แต่อย่าให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องนะ เราทำมีแต่ทำให้หลวงปู่มั่นเรียบร้อยแล้ว นี่เราแก่แล้ว เราไม่เป็นประธานละ เขามาให้เราไปเกี่ยวข้องก็คือเป็นประธาน เป็นประธานมันหนักมาก ไม่ใช่เล่นๆ ทีนี้ทำไงมันก็ไม่ขึ้นน่ะซี ฟาดเสีย ๓ ปี นู่นน่ะเห็นไหมล่ะ ประชุมกันแล้วประชุมกันเล่า ปีที่สามนี้มาประชุมกันมีคณะกรรมการมา ๕ คน หมดหวังละ

ก็ท่านสุวัจน์กับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจสกลนครมาเลย กับพวกญาติโยมผู้มีเกียรติแห่กันมาเลย ไปกุฏิเรา เพราะเราปัดแล้วตั้งแต่ต้น เราไม่เอา มาก็มาพูดเรื่องสุดๆ สิ้นๆ ให้ฟัง แล้วเราเคารพท่านอาจารย์ฝั้น เคารพมากนะ ทั้งรักทั้งเคารพ แต่โจมตีเป็นฝ่ายเรา รักและเคารพ ท่านก็ระวัง แต่ท่านก็เมตตาเรามากนะ ท่านอาจารย์ฝั้นน่ะ ท่านเมตตาเรามากอยู่ ทีนี้ถึงวาระนั้นสุดท้าย ๓ ปียังไม่ขึ้น มีคณะกรรมการมาประชุมเพียง ๕ คน เป็นอันว่าล้มเหลว ท่านสุวัจน์นั่นละเป็นหัวหน้า ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจพากันมา พวกประชาชนญาติโยมผู้มีเกียรติละมา แห่กันมา ก็มาพูดเรื่องความสุดๆ สิ้นๆ เรื่องเจดีย์ท่านอาจารย์ฝั้นให้ฟัง แล้วก็ไม่มีที่ไหน ก็มองเห็นแต่ท่านอาจารย์เท่านั้นละ ถ้าท่านอาจารย์หยุดเสียเลยอย่างเดียวแล้วก็เป็นอันว่าล้มไปเลย

ทีนี้ความเคารพท่านก็เต็มหัวใจเรา ท่านอาจารย์ฝั้นเราเคารพมากนะ แต่โจมตีเป็นฝ่ายเราโจมตีท่าน แล้วท่านก็เมตตาเรามากอยู่นะ แปลกอยู่ มาเล่าให้ฟังสุดสิ้นแล้ว ไม่มีทางแล้ว ตกลงเราก็เลยรับเป็นประธานให้ พอเรารับเท่านั้น ออกไปก็ไปประกาศกันลั่นเลย ขึ้นทันทีเลย เจดีย์ ๑๒ ล้านนะ เราหาเงินให้ทั้งหมดเลย เจดีย์ท่านอาจารย์ฝั้น ๑๒ ล้าน เราเป็นประธาน แล้วก็หาเงินให้ด้วย ๑๒ ล้าน พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว เงิน ๑๒ ล้านเศษไปแปดแสน ยังเหลือแปดแสน แปดแสนนี่ก็มอบให้วัดอุดมสมพร วัดอุดมสมพรนี่รับเป็นรับตายอยู่นี้หมดละ บรรดาเรื่องของท่านอาจารย์ฝั้นจะอยู่ที่วัดอุดมสมพร อันนี้เงินมันเหลืออยู่สร้างเจดีย์แปดแสน มอบให้วัดอุดมสมพรเลย คณะกรรมการว่าไง พวกคณะกรรมการก็ยอมรับตามเรา ก็มอบเงินแปดแสนให้วัดอุดมสมพร ๑๒ ล้านเป็นเจดีย์ทั้งหมด แล้วก็เรียบร้อยมาเลยอย่างงั้นแหละ

ทีนี้เวลาท่านมรณภาพ ท่านเกี่ยวกับเราตั้งแต่วันท่านมรณภาพนะ ท่านอาจารย์ฝั้น รู้สึกเมตตามาเกี่ยวข้องกับเรา เราไปอยู่ที่วัดดงศรีชมภู คือเราจะออกเดินทาง อย่างพรุ่งนี้ละ กลางคืนนี่ท่านเสียแล้ว พอท่านเสียก็ฝนตกทั้งคืนละวันนั้น เราจะออกเดินทางไป ขัดข้องทั้งหมดเลย นี่อำนาจเมตตาธรรมของท่านมาเกี่ยวโยงกับเรา ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะออกเดินทางขัดไปหมดเลย จนกระทั่งเราได้ออกพูดเสียงลั่นโก้กขึ้นมาเลย วันนี้จะมีเหตุการณ์อะไรแน่นอนนะคอยดู สะเทือนใจมา ๓ หน นี้หนที่สาม ทีนี้พูดได้ละคอยดูก็แล้วกัน อะไรมันขัดไปหมดเลย เรื่องของเราที่จะกลับวัดอุดมสมพร

เริ่มแรกตั้งแต่ไปรถเขา มันพลิกตาลปัตรไปเลย จะว่าเป็นธรรมไม่เป็นธรรมก็ตาม แต่ความดลบันดาลจิตใจของท่านมาเกี่ยวกับเรา เราจะมาวันนั้นก็รถติดขัดไปหมดเลย รถที่จะไปรับเราไปไม่ได้ น้ำท่วมหมดตามทุ่งนา ตกลงเขาก็ต้องเดินทางไปเองไปหาเรา เดินทางไปจากบ้านนาขามไปวัด เดินทางไปเอง คือรถไปไม่ได้

นั่นก็ท่านทุยเป็นผู้จัดการให้เราทุกอย่าง ขัดไปหมดเลย มันแปลกอยู่นะ รถที่จะมารับท่านพลิกตาลปัตร ท่านทุยไปสั่งว่า รถที่จะมารับท่านอาจารย์วันนี้เป็นรถเก๋งนะ มานี้จะเข้าไม่ได้รถเก๋ง ข้ามทุ่งนาไม่ได้ ให้เอารถที่บ้านเราว่างั้นนะ ท่านไปบอกเองท่านทุย ที่บ้านเราคือบ้านโยมอุปัฏฐากท่าน มีรถอยู่สองคัน ให้เอารถที่บ้านเราไปรับท่านอาจารย์มาขึ้นรถเก๋งคันนี้กลับอุดรว่างั้นนะ ท่านทุยสั่งเรียบร้อยแล้ว พอรถมาก็พลิกตาลปัตร บอกว่ารถมานี้ให้รออยู่นี้ รถเก๋งมาก็ให้รออยู่นี้ ท่านจะเดินทางมาเอง ดูซิน่ะ

บ้านที่ท่านทุยไปสั่ง เขามีรถอยู่สองคัน ให้เอารถที่บ้านไปรับท่านอาจารย์มา เพราะรถนี่มันบุกน้ำได้ว่างั้นเถอะ ครั้นมานี้ก็บอกรถคันนี้ว่าท่านอาจารย์จะเดินทางมาเอง ดูซิน่ะเดินทางมาเอง แน่ะมันขัดขนาดไหน ตกลงก็เลยไม่ได้ จนสายคนขับรถเก๋งเขาก็เดินทางไปหาเรา เขาดูทางไป พอเล่าให้ฟังอย่างนั้นแล้ว อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็เราสั่งอย่างนั้นๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ทราบเหมือนกันมันหากเป็นอย่างนี้ ตายๆ ท่านทุยก็เดินจีวรปลิวมาเลยละ จะมาเอารถที่ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว มันไม่ได้อย่างนั้นซิ

ครั้นมาบ้านนี่แล้วรถในบ้านไม่มีสักคันเดียว จนกระทั่งบ่ายสองโมงรถจึงไปจากปากคาด รถสองแถวคันหนึ่ง มาก็ลากเอารถสองแถวไปรับเรา นี่ก็คิดดูซิ ตั้งบ่ายสองโมงแล้ว เราจะมาอุดรมาไม่ได้รถติดขัด ครั้นไม่ได้รถนี่แล้วท่านกลับไปอีก พอมาถึงบ้านนาขาม รอรถอีกตั้งบ่ายสองโมงไม่มีรถคันไหนเข้ามาเลย รถที่ว่าเหลวไปหมดเลยจะทำไง พอบ่ายสองโมงมีรถสองแถวคันหนึ่งเข้าไป แต่เข้าไปแล้วติดเครื่องยังไงก็ไม่ติด นั่นเห็นไหมล่ะ เห็นชัดเจนมาก เราเป็นคนนั่งรถอยู่ ติดเครื่องยังไงมันก็ไม่ติด ดับปุ๊บๆ อยู่อย่างนั้น มันสะเทือนใจเรื่อย ถึงหนที่สามเลยพูดป้างออกมา วันนี้จะมีเหตุการณ์นะ มีแน่ๆ กระเทือนใจถึงสามหนแล้ว คอยฟังก็แล้วกันนะวันนี้จะมีเหตุละ

รถนี่มันไปไม่ได้อย่างนี้ ขึ้นนั่งรถแล้วติดเครื่องไม่ติด พอดีท่านเอียนก็ไปจากอุดร ไปฉันจังหันบ้านตังล้ง ได้ทราบข่าวท่านอาจารย์ฝั้นมรณภาพจากนั้นท่านเอียนก็ไปหาเรา นี่ละรอข่าวท่านเอียนเอาข่าวท่านอาจารย์ฝั้นไปหาเรา เห็นไหมติดขัดตลอด พอเราพูดอย่างนั้นแล้วมันจะมีเหตุอะไรแน่นอนวันนี้คอยดูก็แล้วกัน พอท่านเอียนได้ข่าวนี้เรียบร้อยแล้วก็ไป เอาข่าวนี้ไปหาเรา เราต้องรอข่าวนี้ตลอด นั่นน่ะอำนาจท่านอาจารย์ฝั้นนะเกี่ยวกับเรา พูดง่ายๆ ว่าเกี่ยวกับเรา จะไม่ให้เรากลับอุดร จะให้ไปอุดมสมพรก่อนท่า

พอท่านเอียนไปจากอุดร ท่านลงรถปั๊บวิ่งมาหาเรา รถกำลังจะไปติดเครื่องไม่ได้อยู่นั่นละ พอท่านเอียนวิ่งมาปั๊บก็มากระซิบว่า ท่านอาจารย์ฝั้นเสียแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ดูว่า ๖ โมง ๕๐ นาที ท่านเสียแล้วเมื่อวานนี้ นี่ละเรื่องราว พอว่างั้น เออ เอาละเข้าใจ เอาไม่ต้องติดเครื่องก็ได้ที่นี่เราว่างั้นเลย เหยียบคันเร่งเลยเราบอก ก็มันมีเรื่องอันเดียวนี่เข้าใจไหม บอกว่าไม่ต้องติดเครื่องรถนี่น่ะ เหยียบคันเร่งไปเลย พอติดเครื่องปุ๊บผึงไปเลยจริงๆ ออกไปนี้ นู่นฟาดไปวัดอุดมสมพร แทนที่จะมาอุดรไม่มานะ ไปวัดอุดมสมพร ทางนู้นก็รอเราอยู่แล้วเอาอีกแหละ นั่นละเรื่องราวท่านอาจารย์ฝั้น พลิกตาลปัตรกับเรานะ เราเลยต้องไปวัดอุดมสมพร ทางโน้นก็รอเราอยู่แล้ว

ไปเราก็สั่งเสียเรื่องนั้นเรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราถึงได้มาจากวัดอุดมสมพรตรงมาอุดรทีเดียว เราไปวัดหนองกอง จะไปทอดผ้าป่าไปไม่ได้ ท่านอาจารย์ฝั้นขวางตลอดเลย เราเลยว่าจะเกิดเหตุอะไรวันนี้คอยดูก็แล้วกัน เป็นจริงๆ พอทราบว่าท่านอาจารย์ฝั้นเสียแล้วเมื่อวานเวลาเท่านั้น เออ ไปได้ รถนี้ไม่ต้องติดเครื่อง เหยียบคันเร่งเลยคราวนี้ ไปได้เลย ติดเครื่องปึ๊งก็ไปเลย ก็เลยถาม รถนั้นมันเป็นยังไงแต่ก่อน ก็ดีๆ ธรรมดา แต่วันนี้เป็นอย่างนี้ นั่นละเรื่องราวท่านอาจารย์ฝั้นน่ะ

จึงได้ไปโน้นกลับมาจึงได้ไปหนองกอง จากนั้นแล้วก็เป็นภาระของเราทั้งหมดเลย สุดท้ายสร้างเจดีย์ขึ้นมาก็เป็นเราหาเงินให้ด้วย ๑๒ ล้าน เจดีย์ก็เราเป็นประธาน หาที่ไหนไม่ได้ๆ สุดท้ายมีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจและประชาชนชาวสกลนครแห่ไปหาเรา ไปพูดถึงเรื่องจะล้มเหลวเรื่องการสร้างเจดีย์ เราเคารพท่านมาก ตกลงเราก็เลยรับให้ พอรับให้ปั๊บก็ขึ้นเลยทันที เป็นอย่างนั้นละ เรื่องท่านอาจารย์ฝั้นเกี่ยวข้องกับเรานี้เกี่ยวจริงๆ เกี่ยวอย่างเห็นได้ชัดเลย

รถติดเครื่องจะติดไม่ติด อะไรมันก็ไม่ติด จนร้องโก้กขึ้นเลยมันจะมีเรื่องวันนี้คอยดู พอทราบข่าวท่านอาจารย์ฝั้น ท่านเอียนไปเล่าให้ฟังเท่านั้น เอ้า ทีนี้เหยียบคันเร่งเลยไม่ต้องติดเครื่อง ไปเลย เป็นอย่างนั้นนะ เรื่องธรรมใครคาดไม่ถึง อย่าไปคาดนะเรื่องธรรม ยกตัวอย่างท่านอาจารย์ฝั้นกับเรานี่แหละ คือท่านเกี่ยวข้องกับเรา ท่านเมตตาให้เราเป็นภาระ ความหมายว่างั้น พอทราบเรื่องของท่านแล้วก็เป็นเราทั้งหมด จนกระทั่งก่อเจดงเจดีย์ เราทำให้ท่านทั้งหมดเลย นี่พูดถึงเรื่องธรรมบันดาล ใครไปคาดไม่ได้นะคาดธรรม ยกตัวอย่างอย่างท่านอาจารย์ฝั้นเสียนี่ อำนาจธรรมของท่านอำนาจใจของท่านมาเกี่ยวข้องกับเรา บังคับไว้หมด ไปไม่ได้เลย

พอทราบเรื่องของท่านเท่านั้น เอ้าที่นี่ไม่ต้องติดเครื่อง เหยียบคันเร่งเลย ปึ๋งเลยไปเลย ก็อย่างนั้นแหละ มันไปไม่ได้ ติดแล้วมันดับๆ อยู่งั้น มันไปไม่ได้ พอทราบท่านอาจารย์ฝั้นเท่านั้นปั๊บ เอ้า เหยียบคันเร่งเลยที่นี่ไม่ต้องติดเครื่อง เราว่างั้น มันมีอันเดียวนี้ละที่เป็นเหตุ ที่เราบอกว่าวันนี้จะมีเหตุอะไรแน่นอนคอยฟังนะ มีแล้วนี่น่ะ ทราบแล้วที่นี่ เอ้าเหยียบคันเร่งเลยไม่ต้องติดเครื่อง พอติดเครื่องปึ๊งก็ไปเลย อย่างนั้นแหละอำนาจธรรมของท่าน

ท่านอาจารย์ฝั้นท่านมีนิสัยทางด้านจิตตานุภาพนะ อานุภาพของใจท่านเก่งมาก รถวิ่งไปนี้ให้หยุดหยุดเลย ไม่ให้ไปก็ไปไม่ได้แหละท่านอาจารย์ฝั้น


:b8: :b44: ขอขอบพระคุณที่มาของเนื้อหา : http://www.luangta.com

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 14:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

รูปภาพ
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ

:b39:

“ทิพยอำนาจ” แห่งพระอริยเถระ
บันทึกโดย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ


:b49: :b49:

มีเรื่องเกี่ยวกับ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร บันทึกโดยหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นเรื่องหนึ่งที่กล่าวขวัญกันมากในบรรดาศิษย์ขององค์ท่าน เรื่องมีอยู่ว่า

ในระหว่างที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พำนักอยู่ในถ้ำพระบนภูวัว ครั้งนั้นท่านได้ประสบอุบัติเหตุที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในชีวิตของท่าน กล่าวคือ วันหนึ่งได้มีญาติโยมบ้านดอนเสียดและบ้านโสกก่ามพากันขึ้นไปนมัสการ หลวงปู่จึงได้ขอให้ญาติโยมพาชมภูมิประเทศบนภูวัว และเพื่อจะแสวงหาสมุนไพรบางชนิดด้วย เมื่อฉันจังหันเสร็จก็ออกเดินทาง มีโยมสองคนเดินนำหน้า หลวงปู่ฝั้นและพระภิกษุเดินตามหลัง ส่วนสามเณรนั้นท่านให้เฝ้าอยู่ที่พัก

ทั้งหมดเดินขึ้นไปตามลำห้วยบางบาด พอถึงลานหินที่ลาดชันขึ้นไปข้างบน ระยะทางยาวประมาณสิบกว่าวา บนลานมีน้ำไหลรินและมีตะไคร่หินขึ้นอยู่ตามทางชันนั้นโดยตลอด โยมสองคนเดินนำหน้าไปก่อน หลวงปู่ท่านเดินตามขึ้นไปและตามด้วยพระภิกษุเดินรั้งท้าย โยมทั้งสองไต่ผ่านลานหินอันชันลื่นขึ้นไปได้แล้ว ส่วนหลวงปู่ก็ไต่จวนจะถึงข้างบนอยู่แล้ว กะว่าเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะพ้นไปได้

พอท่านก้าวข้ามร่องน้ำ พลันท่านก็ลื่นล้มทั้งยืน ศีรษะฟาดกับลานหินดังสนั่น เสียงเหมือนมะพร้าวถูกทุบ จากนั้นก็ลื่นไถลลงมาตามลานหิน เอาศีรษะลงมาก่อน


พระลูกศิษย์ที่เดินรั้งท้ายตกใจตัวสั่น ยืนนิ่งอยู่กับที่ จะเข้าไปช่วยอะไรก็ไม่ได้ เพราะท่านเองก็ประคองตัวแทบไม่อยู่เหมือนกัน ได้แต่ยืนตัวสั่น มองดูพระอาจารย์ไถลผ่านหน้าไปด้วยความตกตะลึง

ร่างของหลวงปู่ลื่นไถลไปได้ประมาณหกวา ก็ไปตกหลุมหินซึ่งเป็นแอ่งแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความลื่นของตะไคร่ ท่านจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น กลับหมุนตัวในลักษณะเอาศีรษะขึ้นแล้วลื่นไถลลงต่อไปอีก

ข้างล่างมีช่องหินใหญ่ ครือๆ กับตัวคน น้ำที่ไหลลงมาจากหน้าผาไปรวมหล่นอยู่ในช่องนั้น กลายเป็นหลุมน้ำวน หากท่านไถลไปถึงช่องนั้น แล้วไหลพรวดลงในช่องหิน คงถึงแก่มรณภาพโดยมิต้องสงสัย

เหลือเชื่อ คงเป็นด้วยอำนาจบุญ ก่อนร่างท่านจะถึงช่องหิน หลวงปู่กลับตั้งหลักลุกขึ้นได้

แล้วท่านก็เดินขึ้นไปตามทางเดิมที่ร่างท่านร่วงหล่นลงมาด้วยท่าทางปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระลูกศิษย์ร้องขอให้ท่านอ้อมไปขึ้นทางอื่น แต่ท่านไม่ยอมและบอกว่า เมื่อมันตกมาตรงนี้ ก็ต้องขึ้นไปตรงนี้ให้ได้


หลวงปู่ฝั้นเดินขึ้นไปตามทางเดิมด้วยความง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่ว่า ร่างกายของหลวงปู่มิได้ปรากฏบาดแผลให้เห็นแม้แต่เล็กน้อย ถึงจะมีรอยถลอกบนข้อศอกก็เพียงรอยเท่าหัวไม้ขีดไฟ ไม่น่าจะเรียกว่าบาดแผล

ตกเย็น เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลังจากสรงน้ำเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินจงกรมตามปรกติ ตกค่ำ พระภิกษุได้เข้าไปถวายการปฏิบัติ แล้วถามอาการของท่านว่า ขณะที่ศีรษะท่านกระแทกหินดังสนั่นนั้น ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลวงปู่ตอบว่า “อาการก็เหมือนสำลีตกลงบนหินนั่นแหละ”

พระภิกษุรูปนั้นขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ มีความเห็นว่า ในขณะที่ท่านกำลังลื่นล้ม ก่อนศีรษะฟาดลาดหินนั้น ท่านสามารถกำหนดจิตได้ในชั่วพริบตา ทำให้ตัวท่านเบาได้ดังสำลีโดยฉับพลัน เพราะท่านเคยเทศน์สั่งสอนเสมอว่า จิตของผู้ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีสติพร้อมอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ถึงแม้จะหลับอยู่ ก็หลับด้วยการพักผ่อนในสมาธิ



:b8: :b8: :b8: รวบรวมและคัดลอกเนื้อหามาจาก ::
หนังสือภาพ ชีวประวัติ และปฏิปทาของพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

• รวมคำสอน “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44391

• ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร”
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6708

• หลวงปู่ฝั้น อาจาโร กับ ในหลวง
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=25&t=42846

• ประมวลภาพ “หลวงปู่ฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=42819

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 16:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ่านแล้วได้รู้จักท่านมากขึ้น ยิ่งเกิดศรัทธาในการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นเลยค่ะ :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร