วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2019, 20:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2012, 20:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


พระธรรมเทศนาในวันวิสาขบูชา
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)


แสดงพระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙
ณ วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ


รูปภาพ

:b45: :b45:

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมฺุตตมนฺติ


ณ โอกาสนี้จักได้แสดงธรรมีกถา พรรณนาในศาสนธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อันจะเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของพวกเราทั้งหลาย ที่ได้มาประชุมกันสดับตรับฟังในวันนี้
ได้น้อมนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นเหตุให้สำเร็จประโยชน์ในธรรมสวนมัย

วันวิสาขบูชาซึ่งนับว่าเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่งในทางพระพุทธศาสนานี้ ก็คือ
เป็นวันที่พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงอุบัติบังเกิดมาในโลก ที่เราเรียกว่า วันประสูติ นั้นอย่างหนึ่ง
กับเป็นวันที่พระองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เองอย่างหนึ่ง
และทั้งเป็นวันที่พระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ตาย


ด้วยทั้ง ๓ กาลนี้ปกติก็ตรงกับวันเพ็ญกลางเดือนหก
ซึ่งดาววิสาขฤกษ์ได้โคจรมาถึงพอดี จึงได้ชื่อว่า วันวิสาขบูชา
เมื่อโอกาสอันสำคัญเช่นนี้ได้เวียนมาถึงคราวใด
พวกเราเหล่าพุทธบริษัทก็พากันมากระทำพิธีกราบไห้สักการบูชา
เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีการเสียสละในกิจส่วนตัวมาบำเพ็ญการกุศล
ได้แก่ การรักษาศีล ฟังธรรมและให้ทาน เป็นต้น
อย่างนี้เราเรียกว่า เปฌ็นการบูชาคุณพระรัตนตรัย
คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

ในส่วนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับ "พ่อ" ของเรา
พระธรรมของพระองค์ก็เปรียบเหมือน "แม่"
เพราะเป็นผู้ให้กำเนิดความรู้แก่พวกเราในทางพระพุทธศาสนา

ขณะนี้พ่อของเราก็๊ได้ตายไปแล้ว เหลือแต่แม่ของเรายังดำรงอยู่
ท่านเป็นผู้ปกปักรักษาคุ้มครองเราทั้งหลาย
ให้ได้รับความสุขร่มเย็นเป็นอิสรภาพสืบมาจนทุกวันนี้
จึงนับว่า ท่านได้มีพระคุณแก่พวกเราเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งเราจะต้องตอบแทนพระคุณของท่านให้สมกับความเป็นลูกด้วย

ตามธรรมดาคนเรานั้น ถ้าบิดามารดาตาย เขาก็จะต้องพากันเศร้าโศก
มีการร้องไห้คร่ำครวญ และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเป็นต้น เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้แก่ท่าน
แต่สำหรับวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พ่อของเรา คือ พระพุทธเจ้า ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานนี้
พวกเราก็พากันมาแสดงความไว้ทุกข์ให้กับท่านเหมือนกันแต่เป็นการไวุ้ทุกข์คนละอย่าง

การไว้ทุกข์อย่างที่พวกเราได้กระทำกันนี้
ก็คือ ปากของเราแทนที่จะร้องไห้ เราก็พากันมานั่งสวดมนต์ภาวนา
กล่าวรำพันถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
ร่างกายของเราแทนที่จะตกแต่งประดับประดา
ด้วยเครื่องหอมและเพชรนิลจินดาสวยๆ งามๆ เราก็ไม่แต่ง
ที่นอนเบาะฟูกอันอ่อนนุ่มซึ่งเราเคยชอบนอนด้วยความเป็นสุข เราก็ไม่นอน
อาหารที่เราเคยกินได้ตามใจชอบวันละ ๓ เวลา ๔ เวลา
เราก็กินให้น้อยลงเหลือเีพียง ๒ เวลาหรือเวลาเดียว
เราต้องเสียสละความสุขต่างๆอันเคยชินกับนิสัยของเราเหล่านี้
จึงจะเรียกว่า เป็นการไว้ทุกข์ถวายแด่พระพุทธเจ้า คือ พ่อของเราจริงๆ


นอกจากนี้เราก็มีดอกไม้ ธูปเทียนและวัตถุสิ่งของต่างๆ
นำมาเคารพสักการะในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อีก
ซึ่งเราเรียกกันว่า "อามิสบูชา"
อย่างนี้เป็นการปฏิบัติทางกายภายนอก ได้แก่ "ทานและศีล" เป็นต้น
แต่ก็ยังไม่จัดว่าเป็นการบูชาอย่างดีเลิศ

การบูชาอีกชนิดหนึ่ง คือ "ปฏิบัติบูชา"
เป็นการบูชาอย่างดีเลิศซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง
เรียกว่า "การภาวนา"
ได้แก่ การปฏิบัติจิตใจของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีภายใน
โดยไม่ต้องเกี่ยวด้วยวัตถุสิ่งของภายนอกเลย

นี่แหละเป็นจุดสำคัญยิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาให้พวกเราได้กระทำกันเป็นอย่างมาก
เพราะการปฏิบัติโดยวิธีนี้ได้ทำให้พระองค์บรรลุคุณธรรมอันสูงสุด
จนได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระอริยสาวกทั้งหลายของพระองค์ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์มามากแล้ว

ดังนั้นเราทุกคนจึงควรที่จะต้องสนใจและตั้งใจกระทำตาม
เพื่อดำเนินตามรอยของพ่อแม่ที่ได้กระทำไว้ให้ดูเป็นตัวอย่างนั้น
เราก็จะได้ชื่อว่า เป็นลูกที่ดี มีกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา
เพราะเชื่อฟังและประพฤติตามโอวาทคำสั่งสอนของท่านที่ให้ไว้

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 พ.ค. 2012, 10:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


มงคลคถาที่ยกมาไว้ในเบื้องต้นว่า
ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺ มงฺคลมุตฺตมํ
นั้นแปลความว่า การบูชาซึ่งสิ่งที่ควรบูชาเป็นมงคลอย่างยิ่ง


การบูชานี้มีอยู่ ๒ อย่างตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
คืออามิสบูชากับปฏิบัติบูชา และการบูชาทั้งสองประเภทนี้
บุคคลก็ยังมีความมุ่งหมายไปในประโยชน์สุขเป็น ๒ ประการอีก คือ

๑) ปฏิบัติเพื่อความเวียนว่ายตายเกิด
ซึ่งเป็นความสุขอยู่ในโลกอย่างหนึ่ง เรียกว่า "วัฏฏคามินีกุศล"
เช่น รักษาศีล ก็เพื่อจะให้ได้ไปเกิดเป็นคนมีรูปสวยรูปงาม
หรือให้ไปเป็นเทวบุตรนางฟ้าในสวรรค์บ้าง
ทำทานก็เพื่อจะได้ไม่ยากไม่จน ได้ไปเกิดเป็นคนมั่งมี เป็นเศรษฐี เป็นพระราชา เป็นต้น
กุศลอย่างนี้เขาก็จะต้องได้เพียงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ
วนเวียนอยู่ในโลกไม่ไปไหน

๒) ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกอีก เรียกว่า "วิวัฏฏคามินีกุศล"

จุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติก็เพื่อต้องการความสุข
แต่เป็นความสุขในโลกอย่างหนึ่ง กับ ความสุขเหนือโลกหรือพ้นโลกอย่างหนึ่ง

การปฏิบัติเพื่อบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องเอาผลของการปฏิบัติของเราไปผลักดันให้ทานเลิศลอย
แท้จริงนั้นเป็นการกระทำคุณความดีให้แก่ตัวของเราเองต่างหาก
ฉะนั้นการที่จะแสวงหาคุณความดีให้แก่ตัวของเราเองนี้
ก็จำเป็นจะต้องมีคติอีกข้อหนึ่งตามที่ท่านได้สอนไว้ด้วยว่า

"อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา
ซึ่งแปลความว่า
อย่าส้องเสพคบหากับคนพาล ให้คบแต่นักปราชญ์บัณฑิต
จึงจะเป็นมงคลและนำความสุขมาให้"


ลักษณะของคนพาลนั้น ก็คือ คนที่มีจิตใจและความประพฤติชั่วร้าย
เช่น ทำชั่วทางกาย มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ล่วงกาม พูดปด
มักพูดส่อเสียด มักพูดสับปลับ กลับกลอกหลอกลวงคนอื่น
ให้เกิดเป็นข้าศึกศัตรูแก่หมู่คนดีเขา นั่นแหล่ะชื่อว่า คนพาล


ถ้าเราคบบุคคลประเภทนี้ก็เท่ากับให้เขาจูงเราเข้าไปในถ้ำ
ซึ่งมีแต่จะพบกับความมืดอย่างเดียว ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งมืดมากขึ้น
จนหาแสงสว่างไม่พบ ไม่มีทางออก
เรายิ่งคบคนพาลคนเลวมากเท่าไร เราก็จะต้องโง่มากขึ้นทุกที
และมีแต่ทางไหลไปสู่กระแสของความทุกข์ถ่ายเดียว

ถ้าเราคบกับท่านที่เป็นนักปราชญ์บัณฑิต
ท่านก็จะนำเราไปสุ่แสงสว่าง ซึ่งทำให้เราเกิดสติปัญญามีความรู้เฉลียวฉลาดขึ้น
มีดวงตามองเห็นสิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก
เราก็จะมีหนทางช่วยตัวเองให้หลุดรอดหนีไปจากความทุกข์ความยุ่งยากได้
และประสบแต่ความสุขความเจริญเยือกเย็น
เหตุันั้นท่านจึงสอนให้คบหาสมาคมแต่กับบุคคลที่ดี ไม่ให้คบคนชั่ว


การคบคนชั่วทำให้เราได้รับความทุกข์เดือดร้อน
คบคนดีก็ทำให้เรามีความสุขและเป็นมงคลแก่ตัวเรา
การทำมงคลนี้ไม่จำกัดสถานที่และเวลา
เราทำมงคลในที่ใดก็จะต้องได้รับมงคลในที่นั้น
เราทำมงคลเวลาใดก็ย่อมได้มงคลเวลานั้น
เหตุนั้น เราก็ควรจะทำแต่ความเป็นมงคลทุกขณะ ทุกเวลาและทุกสถานที่
เพื่อเป็นสวัสดิมงคลและสวัสดิภาพแก่ตัวของเราเอง

การบูชาสิ่งที่ควรบูชาด้วย "อามิส" ก็ดี หรือบูชาด้วยการ "ปฏิบัติ" ก็ดี
ย่อมจัดว่าเป็นสิ่งที่นำความเป็นมงคลมาให้แก่ตัวเราทั้ง ๒ อย่าง
และเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขด้วย

ความสุขที่เป็นไปในโลกอันเนื่องด้วยบุคคลและวัตถุภายนอกนั้น
จะต้องมีการ เวียนว่ายตายเกิดอยู่เสมอไป
แต่ความสุขที่เป็นไปในธรรม
เป็นความสุขภายในอันเนื่องด้วยจิตใจ
เป็นความพ้นทุกข์ที่จะไม่ต้องเวียนกลับมาเกิดในโลกอีก

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2012, 04:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ทั้งสองอย่างนี้ก็เนื่องมาจากผลแห่งการกระทำ
ใน "อามิสบูชา" และ "ปฏิบัติบูชา" นี่แหล่ะ
ที่จะทำให้เรามาเกิดอีกก็ได้และทำให้เราไม่มาเกิดอีกก็ได้

แต่ผิดกันอยู่นิดเดียวเท่านั้นที่เราจะต้องการให้มาเกิดหรือไม่ต้องการให้มาเกิด
ถ้าเราทำเหตุยาว ผลที่ได้รับก็ยาว ถ้าเราทำเหตุสั้น ผลที่ได้รับก็สั้น

ผลยาว คือ การก่อภพก่อชาติไม่มีที่สิ้นสุด
ได้แก่ ดวงจิตที่มิได้ขัดเกลากิเลส มีตัณหาอุปาทานความยึดถือ
เข้าไปติดอยู่ในความดีความชั่วแห่งการกระทำ
ของบุคคลและวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก
อย่างนี้เมื่อตายไปแล้วก็จะต้องกลับมาเกิดในโลกอีก

การทำเหตุสั้น คือ การตัดชาติ ทำลายภพ ไม่สร้างขึ้นอีก
ได้แก่ จิตที่มีการขัดเกลา ชำระกิเลสอันเกิดขึ้นในตนเอง
หมั่นตรวจตราโทษและความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นอารมณ์
และกัมมัฏฐาน ๔๐ ห้องตามที่ท่านกำหนดไว้
ทำความรู้เท่าทันในสังขารที่เป็นไปตามสภาพธรรม
คือ มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็เสื่อมสลายไป
ระลึกสั้นๆแค่ตัวของเรา ร่างกายของเราแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ไม่เข้าไปติด ไปยึดถืออยู่ในการกระทำดี
กระทำชั่วของบุคคลและวัตถุสิ่งของใดๆ ทั้งหมดในโลก
หาสถานที่ตั้งของดวงจิตให้มั่นคง แน่วแน่อยู่ภายในตัวของเราเองแห่งเดียว
และไม่ยึดถือ แม้แต่ร่างกายของเราด้วย
เช่นนี้ เมื่อเราตายไปก็จักไม่ต้องเวียนกลับมาเกิดในโลกอีก

การกระทำ "อามิสบูชา" ก็ดี หรือ "ปฏิบัติบูชา" ก็ดี
ถ้าเรายกสถานที่ตั้งของจิต ดึงออกไปไว้ในการกระทำนั้นๆ
คือ เข้าไปยินดีพอใจติดอยู่ในการกระทำดีของเรา มีทานและศีลเป็นต้น
ก็เป็น "วัฏฏคามินีกุศล" จิตของเราจะไม่เป็นอิสรภาพ
จะต้องตกเป็นทาสของการกระทำนั้นๆ สิ่งนั้นๆ และอารมณ์นั้นๆ
นี่เป็นยาวอันทำให้เราจะต้องเวียนกลับมาเกิดอีก
ถ้าเรายกเอาผลของการกระทำดีในทานและศีลดึงเข้ามารวมไว้ในสถานที่ตั้งของจิต
ให้มันหลบซ่อนอยู่ภายใน ไม่ยอมให้จิตของเราวิ่งออกไปสู่เหตุภายนอกได้
ก็จะทำให้ชาติภพของเราสั้นเข้า ไม่ต้องเวียนกลับมาเกิด
นี่เป็น "วิวัฏฏคามินีกุศล" ข้อที่ผิดกันในเหตุสองอย่างมีอยู่ดังนี้

ดวงจิตของคนเรา เปรียบเหมือนผลมะตูม
เมื่อมันสุกงอมเต็มที่แล้วมันจะอยู่บนต้นต่อไปอีกไม่ได้
จะต้องร่วงหล่นลงมายังพื้นล่างและแตกแยกจมลงไปในดิน
ครั้นแล้วเมื่อถูกอากาศและความชื้นแฉะเข้าจนได้ส่วน
เมล็ดของมันจะค่อยๆ งอกออกเป็นลำต้น เป็นกิ่ง เป็นต้น เป็นใบ เป็นดอก
และเป็นผลมะตูมอีกเหมือนพืชพันธุ์เดิมของมัน
และในที่สุดเมื่อแก่จัดก็ตกลงมายังพื้นดินและงอกเป็นต้นใหม่อีก
วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่สูญหายไปไหน


ถ้าเราไม่ตัดเชื้อเมล็ดของมันให้หมดยางที่จะเพาะได้แล้ว
มันก็จะต้องสืบพืชพันธุ์ของมันอยู่เช่นนี้เรื่อยไป ชั่วกัลปาวสาน
ดวงจิตของบุคคลที่ต้องการจะพ้นทุกข์ ไม่เวียนกลับมาเกิดอีก
ก็จะต้องทำให้มันหลุดกระเด็นออกไปจากโลก
ไม่ให้เป็นเหมือนผลมะตูมที่ตกลงมายังพื้นดิน
เมื่อจิตกระเด็นออกไปนอกโลกแล้ว
มันก็ย่อมจะหาสถานที่รองรับอันจะทำให้เกิดอีกไม่ได้
ดวงจิตนั้นก็จะลอยตัวอยู่เป็นอิสระเต็มที่ หมดความยึดถือใดๆ


คำว่า "อิสระ" คือ ความเป็นใหญ่
จิตที่มีอิสรภาพ คือ มีความเป็นใหญ่ในตัวของมันเอง
ไม่ขึ้่นแก่ใครและไม่ตกเป็นทาสของสิ่งใดๆ
คนเราก็มีจิตกับกายเป็นของคู่กัน
กายไม่ใช่ของสำคัญนักเพราะไม่ใช่ของถาวร
เมื่อร่างกายตาย ธาตุทั้ังสี่ซึ่งประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ
เหล่านี้ก็แตกสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน

ส่วน "จิต" เป็นของสำคัญ เพราะเป็นสิ่งถาวร
เป็นตัวธาตุแท้ที่อาศัยอยู่ในรูปกาย เป็นตัวก่อชาติก่อภพ
เป็นตัวเสวยสุข เสวยทุกข์ มิได้แตกสลายไปตามร่างกายด้วย
ย่อมมีอยู่ ตั้งอยู่ในโลก แต่เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มองไม่เห็น
เหมือนกับไฟเทียนหรือตะเกียงที่เราจุดไว้
เมื่อเทียนดับแล้ว ไฟก็ยังคงมีอยู่แต่ไม่ปรากฏแสง
ต่อเมื่อเราจุดเล่มใหม่ขึ้นมาเมื่อใด แสงไฟก็จะมาปรากฏขึ้นเมื่อนั้น
ร่างกายมีธาตุ ขันธ์ อายตนะ อาการ ๓๒ กับจิตซึ่งเป็นตัวรู้นี้
เมื่อเราย่อลงให้สั้นก็มีเพียง "รูป" กับ "นาม"
รูป คือ กาย ที่ประกอบด้วยธาตุ ๔
นาม คือ จิต ซึ่งเป็นผู้อาศัย เป็นตัวธาตุกายสิทธิ์

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 พ.ค. 2012, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4854

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


การที่จะทำชาติภพของเราให้สั้น
ก็คือให้ระลึกอยู่แต่ นาม กับ รูป ๒ สิ่งนี้ให้เป็นปัจจุบันธรรม

ว่ารูปร่างกายนี้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร, มีได้ด้วยอาศัยลมหายใจ
ฉะนั้น ลมหายใจก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของชีวิต
ถ้าลมหายใจหยุดเมื่อใด เราก็ต้องตาย

ลมเข้าไม่ออกก็ตาย ลมออกไม่เข้าก็ตาย
นึกอยู่แต่ลมหายใจอย่างนี้ให้เสมอทุกขณะ ทุกเวลา

ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน ไม่ปล่อยให้หายใจทิ้งไปเปล่า
คนที่ไม่รู้ลมหายใจของตนเอง เรียกว่า คนตาย
คือ คนที่ขาดสติ มีความประมาท
ก็ย่อมเป็นทางแห่งความชั่วร้ายและอันตรายเข้ามาถึง

เราจะต้องไม่ปล่อยให้จิตของเราออกไปติดอยู่ในอารมณ์ภายนอก
คือ สัญญา อดีต อนาคต ทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี
ให้รู้เฉพาะอยู่แต่ปัจจุบัน คือ ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
ที่เรียกว่า "เอกัคคตารมณ์"
ไม่ให้ใจวอกแวกไปในสัญญาอารมณ์อื่นใดเลย
สติของเราก็จะตั้งมั่นอยู่ในความรู้ ดวงจิตก็จะเกิดกำลังกล้าแข็ง
ที่จะต่อต้านกับอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ
ให้เกิดความรู้สึก ดี ไม่ดี ชอบ ไม่ชอบ
อันเป็นตัวนิวรณ์ที่จะมาทำให้ดวงจิตของเราเศร้าหมอง


เราต้องทำความรู้อยู่เฉพาะปัจจุบันอย่างเดียว
ทำความรู้เท่าทันในอารมณ์ที่เกิดดับ
ปล่อยวางทั้งดีและชั่วไม่ยึดถือ
จิตที่เพ่งอยู่แต่ในเฉพาะอารมณ์อันเดียวนี้ก็จะเกิดเป็นสมาธิ
จนเป็นญาณจักขุขึ้น มีหูทิพย์ ตาทิพย์
มองเห็นเหตุการณ์ อดีต อนาคต ทั้งใกล้และไกล
มีบุพเพนิวาสญาณ รู้กรรมในอดีตชาติ รู้การเกิด การตาย
การมา การไปของตัวเองและบุคคลอื่นสัตว์อื่น
ว่าเกิดมาแต่กรรมดี กรรมชั่วอย่างใด

เป็นเหตุทำให้เราเกิดความสลดสังเวช เบื่อหน่ายในชาติภพ
และตัดกรรมที่จะไม่ให้เราคิดกระทำชั่วอีกได้
ความเบื่อหน่ายอันนี้เป็นของมีคุณ ไม่ใช่เป็นของมีโทษเหมือนเบื่อเมา
เบื่อเมานั้นมีลักษณธเหมือนกับคนที่กินข้าวอิ่มแล้ววันนี้ก็รู้สึกเบื่อไม่อยากกินอีก
แต่พอวันรุ่งขึ้นก็หายเบื่อและกลับมากินอีกได้

ส่วนการเบื่อหน่ายนั้นเป็นการเบื่อที่เราจะไม่กลับยินดีทำในสิ่งนั้นอีก
เช่น เราเห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์
เราก็ไม่อยากทำปัจจัยที่จะทำให้เราต้องกลับมา
เกิด แก่ เจ็บ ตาย อีก ดังนี้เป็นต้น

ข้อสำคัญของผู้ปฏิบัติที่ต้องการจะพ้นทุกข์นั้น ก็คือ ความเพียรและอดทน
เพราะการกระทำความดีทุกอย่างย่อมจะต้องมีอุปสรรคมาคอยทำลาย
แม้แต่พระพุทธองค์เมื่อทรงกระทำความเพียรอยู่
ก็ยังมีพวกพญามารตามมารบกวนเพื่อจะมิให้พระองค์ได้สำเร็จบรรลุในธรรม

แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหวั่นไหวหรือท้อถอยละเลิกการกระทำของพระองค์เสีย
ทรงใช้สัจจบารมีของพระองค์ขับไล่กิเลสมารต่างๆ เหล่านั้นจนพ่ายแพ้ไปสิ้น


พระองค์ทรงยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อต่อสู้กับพวกพญามาร
ด้วยน้ำพระทัยอันมั่นคงองอาจกล้าหาญ
ดังนั้นในที่สุดพระองค์กทรงมีชัยชนะอย่างงดงาม
จนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทะเจ้าของเราอยู่บัดนี้
นี่เป็นตัวอย่างอันสำคัญที่ "พ่อ" ของเราได้กระทำไว้ให้ลูกดูในเบื้องหลัง

เหตุนั้น การที่พวกเราทั้งหลายพากันตั้งใจปฏิบัติจิตใจ
กระทำคุณงามความดีนี้ ก็ย่อมจะต้องมีอุปสรรคและพวกมารมารบกวนเช่นกัน
แต่เราก็ต้องฟันฝ่าต่อสู้จนสุดฝีมือด้วยความอดทน


ธรรมดาของดีนั้นก็ย่อมมีผู้อยากได้
เหมือนผลไม้ที่สุกหวานก็ย่อมมีหนอนหรือแมลงมาคอยกิน
คนที่เดินไปเฉยๆ ตัวเปล่า
ไม่มีสิ่งของมีค่าติดตัวไปหรือไม่มีสิ่งที่จำนำความสนใจให้แก่ใคร
เมื่อเดินผ่านไปคงไม่มีใครเพ่งเล็งมองดู
แต่ถ้าเรามีของมีค่าติดตัวไป ก็ย่อมมีผู้อยากได้หรือคอยแย่งชิงปองร้าย

เหมือนกับหมาหรือแมวที่มันกระโดดขึ้นตะครุบมือของเรา
ถ้าเราไม่มีอาหารดีๆถืออยู่ในมือ มันก็คงไม่กระโดดขึ้นตะครุบ
ฉันใดก็ดี ผู้ปฏิบัติก็เช่นเดียวกัน
เมื่อจะทำความดีก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจึงจะมีความสำเร็จ

เราจะต้องทำดวงจิตของเราให้กล้าแข็งเหมือนกับเพชรหรือหิน
ซึ่งใครจะนำไปเผาไฟก็ไม่ไหม้
แม้จะทุบแตกมันก็ยังคงแข็งแกร่งเป็นเพชรหรือหินอยู่นั่นเอง

พระพุทธเจ้าทรงกระทำดวงจิตของพระองค์ให้แข็งแกร่ง
จนแม้พระสรีรธาตุบางส่วนของพระองค์ก็ยังเผาไฟไม่ไหม้
ยังคงเป็นพระบรมสารีริกธาตุปรากฏให้เราเห็นอยู่ทุกวันนี้
นี่ก็ด้วยอำนาจแห่งความบริสุทธิ์
และสัจจะความจริงของพระองค์นั่นเอง


เหตุนั้น เราทั้งหลายก็ควรจะพากันตั้งใจทำความบริสุทธิ์
ให้แก่กายและจิตของเราจนเป็นธาตุแท้เผาไฟไม่ไหม้
อย่างพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านั้นบ้าง
แม้จะทำไม่ได้ก็ให้เหมือนกับเมล็ดมะขามที่หุ้มอยู่ภายในฝักของมัน
แม้จะมีตัวมอดมาเจาะกินเปลือกและเนื้อจนหมดแล้ว
แต่มันก็ยังคงความแข็งแกร่งของเมล็ดในของมันไว้ได้


สรุปความแล้วก็คือ การตัดชาติภพ คือ การรวมความรู้ให้สั้นเข้า
ต้องยกสถานที่ตั้งของจิตให้ปักแน่นอยู่ภายนในร่างกาย
โดยไม่ยึดถืออาการกิริยาใดๆภายนอกเลย
ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปโดยสภาพธรรม
อันมีการเกิดดับและเสื่อมสลายไปตามธรรมดา

กระทำดีก็ไม่ให้จิตวิ่งแล่นออกไปสุ่ความดี
ต้องให้ผลของความดีแล่นเข้ามาอยู่ในจิต

ดึงทุกสิ่งทุกอย่างให้มันหลบซ่อนเข้ามาอยู่ภายในดวงจิตของเรา
ไม่ปล่อยให้จิตแผ่ซ่านออกไปยินดียินร้ายกับผลของการกระทำและวัตถุภายนอก

เหมือนกับผลมะตูมที่มันเก็บลำต้น กิ่งก้านและดอกใบของมันไว้
ให้รวมคุดอยู่ภายในผลแห่งเดียว
เมื่อตัดเชื่อภายนอกที่จะประสานต่อเชื่อมกับเชื้อภายในของมันแล้ว
มันก็จะไม่ขยายกิ่งก้านให้แตกออกเป็นผลมะตูมอีกต่อไป

ผู้ใดกระทำได้ดังกล่าวมาแล้ว
ก็จะเป็นการถวายบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุืทธเจ้าของเราอย่างถูกต้อง
ผู้นั้นก็จะได้ถึงพร้อมด้วยความสวัสดิมงคล
อันเป็นทางนำมาซึ่งความสุขตลอดกาลเวลา

ได้แสดงมาในมงคลคาถา
ให้เป็นการเจริญปัญญาแห่งพวกเราทั้งหลายที่จะน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ
เพื่อสักการบูชาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุืทธเจ้า
พระธรรมและพระสงฆ์ในวันวิสาขบูชานี้
ก็พอสมควรแก่กาลเวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้


:b45: :b45:


คัดลอกจาก...
หนังสือแนวทางปฏิบัติวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน ๒
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร)

พิมพ์เผยแพร่โดย ชมรมกัลยาณธรรม หน้า ๓๑-๔๗



:b44: กระทู้รวมคำสอนพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38679

:b44: ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21381

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2017, 15:02 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1720

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 มิ.ย. 2018, 06:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 927


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร