วันเวลาปัจจุบัน 18 ต.ค. 2019, 03:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 07:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม)


เรื่องประทับใจในหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม

ของพระอาจารย์สมคิด อิทฺธิโชโต


พระอาจารย์สมคิด อิทฺธิโชโต หรือที่ชาวบ้านและโยมทั้งหลายนิยมเรียกท่านว่าพระอาจารย์อ๊อด ได้รับการขอร้องจากลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายให้เล่าเรื่องประสบการณ์ที่ประทับใจเกี่ยวกับหลวงปู่ ในฐานะที่มาบวชอยู่ในวัดบ้านจิกเป็นเวลานาน ถ้านับถึงปัจจุบันจะเป็นเวลาถึง ๑๔ พรรษา อีกทั้งท่านยังใกล้ชิดกับหลวงปู่มากเพราะท่านเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่

ท่านพระอาจารย์อ๊อดได้เมตตาเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ท่านประทับใจเกี่ยวกับหลวงปู่ให้ฟัง มีรายละเอียดดังนี้

เมื่อเราเข้ามาบวชพรรษาแรก (ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๑) มีพระอาจารย์หมุน (พระอภิชัย อภิปุญฺโญ) เป็นพระพี่เลี้ยง เดี๋ยวนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าพุทธรังสี ที่ออสเตรเลีย ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นพระเลขานุการของหลวงปู่ เราต้องคอยปรนนิบัติพระอาจารย์หมุน ดูแล กวาดถูกุฏิต่างๆ และคอยดูแลปรนนิบัติหลวงปู่ด้วย โดยมีอาจารย์หมุนคอยดูแลกำกับอีกทีหนึ่ง แล้วก็ช่วยสอนวิธีปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

แต่แปลก พอบวชแล้วเข้าพรรษาไปได้สักเดือนกว่าๆ เกิดอยากจะสึกขึ้นมา ที่อยากสึกก็เพราะมีปัญหากับท่านอาจารย์หมุน คือที่จริงแล้วเราต้องโทษตัวเองที่ยังไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเท่าที่ควร เพราะยังไม่เข้าใจในหลักธรรมใดๆ และไม่มีความอดทน พอมีอะไรมากระทบกระทั่ง ไม่ได้ดั่งใจ ก็หาว่าท่านบังคับ ไม่รู้ว่าที่ท่านบังคับก็เพราะท่านมีเหตุผลในตัวของท่านเอง ทำให้เราไม่อยากอยู่ อยากจะสึก คลุมผ้าได้ ไม่ฟังเสียงใคร ก็จะไปทันที

พอดีหลวงปู่กำลังนั่งอยู่ข้างล่าง ก็เลยมากราบหลวงปู่ พอกราบท่านปั๊บ เหมือนท่านรู้เลยว่าเราจะสึก ท่านถามว่า

“มาทำไม”

เราบอกว่า “มากราบหลวงปู่ ขออนุญาตกลับไปบ้านหาพี่สาว”

ซึ่งในใจจริงแล้วเราจะไปหาพี่สาว แล้วให้พี่สาวพามาหาหลวงปู่ มาขออนุญาตลาสกกับหลวงปู่ แต่บังเอิญหลวงปู่รู้วาระจิต พูดได้เลยว่าเราก็งงเหมือนกันว่าหลวงปู่รู้ได้อย่างไร เพราะเรานี้ก็เพิ่งมาบวชไม่รู้ประสีประสาอะไร ท่านเลยถามว่า

“จะไปทำไม”

ก็บอกท่านว่า “จะไปหาพี่สาวครับ”

ท่านเลยพูดขึ้นมาว่า “คิดบ้าๆ ไป๊ ไม่ต้องไป กลับไปภาวนา”

คือท่านไมให้สึก ก็เลยไม่รู้จะอยู่อย่างไร ก็เลยกราบท่านแล้วกลับไปกุฏิ พิจารณาคิดไปคิดมา ถ้าเราไปหาพี่ เราก็เหมือนกับว่าขัดคำสั่งท่าน เราก็เลยไม่ไป อดทนอยู่มาเรื่อยๆ ความคับแค้นนี้ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงๆ อาจจะเป็นเพราะหลวงปู่ท่านช่วยแผ่เมตตามาให้ ทำให้เราเห็นศีลเห็นธรรม ท่านอยากให้เราได้บุญได้กุศล เราก็เลยรู้สึกเย็นลงๆ เริ่มพิจารณามีเหตุมีผลขึ้นมาบ้างในพรรษาแรกๆ

พอพรรษาที่ ๒ จากร้อนก็กลายเป็นเย็นไปเรื่อยๆ เพราะหลวงปู่ท่านค่อนข้างจะเข้มงวดในเรื่องปฏิบัติ เรื่องธรรมวินัยเข้มงวด ใครไม่ลงทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ติดต่อกันท่านจะขับไล่เลย โดยลงทำวัตรเย็นประมาณ ๖ โมงเย็น ซึ่งหลวงปู่จะลงไปก่อน ไปนั่งสมาธิภาวนาในโบสถ์ บางทียังไม่ถึง ๖ โมงเย็น หลวงปู่จะสรงน้ำแล้วลงไปนั่งในโบสถ์

ท่านจะดูแลตลอดว่าพระองค์ไหนลงกี่โมง ท่านจะคอยสังเกตดูเอง พอถึงทุ่มสี่สิบห้านาทีท่านจะเทศน์ทันที ถ้าองค์ไหนขี้เกียจสันหลังยาว ท่านก็จะเทศน์เหมือนท่านจะรู้เลย

ท่านจะเทศน์ตรงใจองค์นั้นเลย ท่านจะพูด แล้วพวกเราจะกลัวกันเองทุกคนไป เวลาท่านพูดออกมา มันจะกระทบถูกใจเราทุกอย่างไปเลย อย่างครูบาอ๊อดนี้ (พระอาจารย์อ๊อด) ก็เคยรู้สึกถูกเทศน์ ตรงใจที่เราคิดเลย แล้วท่านจะแนะแนวในนั้น เราก็จะพิจารณาไปตามท่าน ถ้าเราคิดไปทางไม่ดี เราก็กลับคิดไปทางใหม่ ใจน้อมเข้ามา โดยน้อมเข้ามาในตัวเอง แล้วก็พิจารณาตามคำสอน จิตใจก็เริ่มเย็นขึ้น เห็นศีลเห็นธรรมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่ใกล้ชิดท่านก็ยิ่งเกิดความปลื้มปีติ ได้รับใช้ท่านไม่เหนื่อย

นึกถึงสมัยก่อนนั้น เราผอมใกล้จะตายเพราะว่าเพิ่งหายป่วยมาบวช ถ้าอยู่ข้างนอกก็คงจะตายเสียก่อน ที่บ้านก็ไม่มีใครบวชสักคน พี่ชายก็ตายไป พ่อแม่ก็ตายไปนานแล้ว ไม่มีใครบวชให้สักคน อยากได้บุญ ได้กุศล ก็เลยบวชมาอยู่กับหลวงปู่ ได้ฟังเทศน์ทุกวัน เพราะหลวงปู่จะเทศน์ทุกวัน จากทุ่มสี่สิบห้าถึงสองทุ่ม บางวันก็เลยไปนิด ฟังทุกวันจนขึ้นใจ

นอกจากนี้ ครูบาอ๊อดมีหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่ เวลาท่านลงรับแขกก็จะนั่งอยู่ด้วยตั้งแต่พรรษาแรก พรรษา ๒ ไปเลย โดยอาจารย์หมุนคอยกำกับเฉย ๆ คอยดูแลท่าน จะเอาน้ำ เอากระโถนก็คอยดูแลท่าน อันนี้แหละถึงบอกว่า ถ้าใครอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์แล้วจะได้เปรียบคนอื่น คือตั้งแต่พรรษาแรกมาเลย อยู่กับหลวงปู่จนบัดนี้ ๑๔ พรรษาแล้ว

เวลาญาติโยมมาถามปัญหาอะไรกับหลวงปู่ บางทีเขาถามเสร็จปุ๊บ เราก็จะตอบในใจเราว่าต้องตอบแบบนี้ ๆ แต่บางเรื่องหลวงปู่จะไม่ตอบแบบเราคิด จะตอบไปอีกแบบหนึ่ง เราก็คิดว่าจะถูกหรือ แต่เวลาเราอยู่คนเดียว เราก็เอามาพิจารณาอย่างแยบคาย ปรากฏว่าเป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ เราจึงคิดพิจารณาว่าธรรมนี้ต้องคิดให้ลึกซึ้ง ให้แยบคายจริงๆ จึงจะรู้ ถ้าพิจารณาเผินๆ ไมใช่ธรรม จะไม่รู้ เพราะมันมีเหตุและผลของมัน แบบที่ว่าหลวงปู่ท่านสอนบอกว่า ทุกอย่างเกิดมาจากเหตุ ถ้าเราไม่อยากให้มันเกิดเช่นนั้น เราก็ต้องดับที่เหตุ เราก็พิจารณาตามท่านก็เห็นเป็นจริง ก็เริ่มชอบธรรมะขึ้นไปเรื่อย

เวลาอยู่กับท่าน เวลาญาติโยมมาถามธรรมะก็ตั้งใจฟังเป็นพิเศษ พอฟังแล้ว เวลาเราอยู่คนเดียวก็นั่งภาวนา เราก็น้อมเข้ามาพิจารณาตามที่หลวงปู่สอนคน ส่วนมากคนที่มาหาหลวงปู่จะถามธรรมะเกี่ยวกับความทุกข์ทางใจ เกี่ยวกับครอบครัวบ้าง เกี่ยวกับทุกอย่าง หลวงปู่ก็จะเมตตาตอบปัญหาหรือแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี คือตอบโดยใช้ธรรมาธิปไตย อย่างที่เอาธรรมเป็นเครื่องตัดสิน โดยใช้ธรรม มีเหตุมีผลอยูในตัวของมัน ก็เลยทำให้เราได้ยินได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ ค่อยซึมซาบเข้าไปทุกวันๆ ก็เลยมีศีลธรรมขึ้นมา

ยิ่งหลวงปู่ของเรา เป็นพระเข้มงวดทางธรรมวินัย ถ้าใครทำผิดพุทธวินัย หลวงปู่จะไล่ทันที แล้วจะว่าให้กลัว เพราะฉะนั้น เราก็ต้องระมัดระวัง ก็เลยเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ทำให้เราไม่เผลอสติ มีสติ คอยกลัวว่าจะทำผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา เลยเป็นข้อดี

นอกจากนี้เวลาคิด อะไร ท่านจะว่าตรงๆ ถ้าจะขับไล่ ท่านจะขับไล่ตรงๆ ครูบาอ๊อดเองยังเคยถูกขับไล่ครั้งหนึ่ง ประมาณพรรษา ๒ หรือ ๓ นี่แหละ ตอนนั้นหลวงปู่ท่านนั่งภาวนาในโบสถ์ พอ ๖ โมงเย็นท่านก็เดินออกไป เราก็เดินไปส่งท่านที่โบสถ์ ท่านก็บอกว่า

“๑ ทุ่มให้ปิดแอร์นะ”

เพราะว่าเวลา ๕, ๖ โมงเย็น ครูบาอ๊อดจะไปเปิดแอร์ (แอร์ในโบสถ์) ไว้ พอถึง ๑ ทุ่ม ท่านให้ปิด พอท่านสั่ง เราก็ ครับ ครับ ครับ บังเอิญตอนนั้นเราต้องอุปัฏฐากดูแลทั้งหลวงปู่และพระอาจารย์หมุน พอหลวงปู่เข้าโบสถ์ เราก็ต้องไปหาอาจารย์หมุนทันที ดูแลท่าน ระหว่างที่ดูแลท่าน ท่านจะให้ธรรมะเรา อาจารย์หมุนถ้าได้พูดแล้วท่านจะไม่หยุดง่ายๆ เราก็นั่งคุยไป ฟังท่านไป จนกระทั่ง ๑ ทุ่ม ๑๕ นาที เกินทุ่มไป ๑๕ นาที เราก็มองนาฬิกา เกินเวลาที่หลวงปู่สั่งให้ปิดแเอร์แล้ว เราก็ว่า

“โอ๊ะ ผมลืม ผมจะฝ้าวไปปิดแอร์ก่อนเด้อครับ”

(ฝ้าวหมายถึงรีบ และเด้อครับหมายถึงนะครับ) เราบอกอาจารย์หมุนดังนี้ ปรากฏว่าพอเราวิ่งออกมาถึงทางบันไดที่จะขึ้นไปปิดแอร์ หลวงปู่มายืนรอเราอยู่แล้วตรงนี้ พอเราวิ่งมาแล้วก็เจอท่านเลย ท่านชี้หน้าด่าเลย

“รู้ตัวบ่นี่ รู้ตัวบ่ เห็นความผิดตัวเองรึยังๆ”

(รู้ตัวบ่ หมายถึง รู้ตัวไหม)

เราก็บอกท่านว่า “เห็นครับ”

“รู้ตัวบ่ รู้บ่”

“รู้ครับ”

“เดี๋ยวโดนขับไล่เด๊ะนี่ (เดี๋ยวถูกขับไล่นะนี่)

เราไม่พูดอะไร เพราะอยู่กับหลวงปู่ ต้องรู้ปฏิปทาท่านด้วย

ท่านเคยสอนครูบาอ๊อดว่า “ถ้าครูบาอาจารย์พูดอะไรต้องฟัง และถ้าท่านพูดอะไรต้องถูกหมด” เพราะว่าพระทั่วๆ ไปนะ ส่วนมาก เวลาท่านพูดอะไรแล้ว ไม่เถียงก็เหมือนเถียง อย่างท่านบอกว่าทำไมไม่ปิดแอร์ ท่านว่าถ้าไม่ปิดเดี๋ยวโดนขับไล่นะ พระทั่วไปก็จะบอกว่าอาจารย์หมุนให้อยู่นั่นเป็นข้ออ้าง อย่างนี้ไม่ได้ ผิดถูกอย่างไรก็ไม่ให้เถียง จะบอกว่าอาจารย์หมุนให้อยู่เป็นข้ออ้างอย่างนี้ไม่ได้ คือให้อยู่เฉยๆ ยอมรับหมด

คือเราอยู่กับท่าน เราก็รู้นิสัย เราไม่พูด ท่านจะขับไล่ เราก็ครับ อะไรเราก็ครับลูกเดียว

พอท่านพูดเสร็จแล้ว ท่านก็เดินกลับเข้าไปในตัวโบสถ์ ไปภาวนา เราก็ขึ้นไปปิดแอร์ แล้วเราก็รีบมาคลุมผ้า รีบเข้าไปในโบสถ์ ท่านก็เทศน์อีกว่า

เวลาลงทำวัตรนะ ถึงเวลาแล้วก็ยังไม่ลง ขนาดชาวบ้านเขาอยู่บ้านนอก อย่างแม่บ้านเขาจะมาภาวนา ก่อนมาเขาก็ต้องหาข้าวให้ผัวให้ลูกกินก่อนเขาถึงจะมา แต่เราไม่ได้ทำอะไร นอนกินข้าวของชาวบ้าน ชาวบ้านมานั่งเต็มโบสถ์ พระยังไม่มาสักรูป ไม่รู้จักอับอายขายหน้าชาวบ้าน กินข้าวชาวบ้าน แต่ประพฤติปฏิบัติแพ้ชาวบ้าน หัดมีความละอายบ้าง

รู้สึกสะเทือนใจมาก ต่อไปก็เลยบอกอาจารย์หมุนว่า

ถ้า ๖ โมงเย็นปุ๊บ ผมจะลงภาวนาเลยนะ ถ้าอาจารย์จะเรียกใช้ผมต้องก่อน ๖ โมง เพราะว่า ๖ โมงผมจะลงโบสถ์ภาวนา หลวงปู่เทศน์แบบนี้แล้วนะ ถ้าไม่เช่นนั้นผมจะไม่อยู่ จะสึก

ท่านก็ตามใจ ก็เลยกลับไป

สมัยนั้นพอกลางคืนในพรรษา หลวงปู่จะรุกขมูลทุกพรรษาโดยจะปักกลดทุกพรรษา เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สมมุติว่าปีนี้จะอยู่หลังศาลาตรงต้นมะม่วง ท่านจะปักกลดตรงนั้น มีเพียงแคร่นอน เราก็จะไปจัดตรงนั้นให้ท่านได้นอน แล้วเราก็จะปักกลดห่างจากตรงนั้น พอประมาณว่าให้ท่านเรียกได้เวลาที่ท่านต้องการ ส่วนมากหลวงปู่จะเรียกตอน ๕ ทุ่ม ๖ ทุ่ม พอถึงเวลาท่านเรียก เราก็จะออกไปหาท่าน สมัยนั้นท่านฉันปรมัตถ์ ท่านจะฉันตอนออกจากโบสถ์แล้วประมาณ ๓ ทุ่มกว่าๆ พอออกจากโบสถ์แล้วท่านจะเข้ากลดท่านเลย ไม่ได้กลับไปกุฏิ ท่านนอนในกลด ไปพักผ่อนในกลด เราก็รีบมาที่กุฏิหลวงปู่ เอาปรมัตถ์ สมอ น้ำเย็น น้ำมะตูม น้ำบ้วนปากไปให้ท่าน

ระหว่างรับใช้ท่านนี้แหละ ปีแรกท่านจะพูดถึงเรื่องว่า อยู่กับครูบาอาจารย์ ท่านต้องถูกหมด ต้องเรียนรู้นิสัยท่าน เราต้องพยายามทำให้ถูก ให้รู้นิสัย หาไม่แล้วจะไปขอนิสัยจากท่านทำไม เราปล๊าบเข้ามาในหัวใจ

ท่านยังพูดต่อไปอีกว่า

ส่วนมากพระทั่วๆ ไป พอบวชเข้ามาแล้ว เวลาขอนิสัยก็ขอพอเป็นพิธี แต่ไม่ได้นิสัยครูบาอาจารย์เลย ทำไมไม่ได้นิสัยครูบาอาจารย์ นิสัยครูบาอาจารย์นั้น ถ้าขอท่านแล้ว ท่านว่าอะไรต้องเป็นตามนั้น ท่านว่าผิดก็ผิด ต้องว่าตามท่าน ถ้าท่านว่าสีขาวนะ ถึงมันจะดำ เราก็ต้องว่าขาวตามท่าน ถ้าไม่เช่นนั้นจะไปขอนิสัยท่านทำไม เพราะบางทีท่านอยากจะลองใจว่า เราจะเชื่อฟังคำสั่งสอนท่านไหม เพราะฉะนั้น ถ้าท่านว่าอย่างไรก็ต้องตามท่าน แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วย

เราก็จำมาตั้งแต่นั้นมา เราจะไม่เถียงเลย อยู่ในโอวาทของท่านตลอด ต่างจากพระทั่วๆ ไปที่ไม่เคยอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ท่านเข้มงวด เวลาท่านว่าอะไรส่วนมากจะไม่ยอมรับผิด

อย่างสมมุติว่าท่านว่าทำไมไม่ ไปปิดแอร์อย่างนี้ จะบอกว่าผมไปปิดไม่ทัน ต้องรับใช้อาจารย์หมุน อย่างนั้นอย่างนี้ จะแก้ตัวไป อันนี้ท่านไมให้แก้ ท่านจะพูดอะไร ท่านให้เฉย มีแต่ครับอย่างเดียว ครูบาอ๊อดอยู่กับหลวงปู่ก็จะได้นิสัยอันนี้มาแต่ต้นเลย หลวงปู่จะว่าอย่างไร ครูบาอ๊อดจะไม่เถียง ซึ่งคนส่วนมากจะไม่ค่อยเข้าใจ

บางทีอยู่กับครูบาอาจารย์เหมือนกัน ถ้าท่านไม่ถาม ต้องไม่พูด-ต้องฟังอย่างเดียว คนอื่นๆ ไม่รู้ สมัยก่อนว่า ครูบาอ๊อดฟ้องหลวงปู่เรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ความจริงเรามีแต่ฟัง เพราะกลัวว่าพูดไปจะผิดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็เพิ่งสอนกันมา ตัวเราก็เป็นพระมีครูบาอาจารย์ เพราะฉะนั้น คนส่วนมากจะมองตรงข้ามกับครูบาอ๊อดตลอด

แต่หลวงปู่จะสอนว่า ทางโลกธรรมน่ะ มันรักเรามันก็ว่าเราดี มันเกลียดมันก็ว่าเราไม่ดี จะไปเอาอะไรกับโลกธรรม ๘ มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็มีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ จะเอาพวกนี้เป็นสรณะได้อย่างไร

มันจะว่าอะไรก็เรื่องของมัน เรารู้ตัวเราดี มันว่าก็เรื่องของมัน มันเหนื่อยมันก็หยุด หรือมันไม่เหนื่อย พอมันตายแล้วมันจะพูดได้ไหมเพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเอามาใส่ใจ สิ่งที่เราจะเอามาใส่ใจคือธรรมวินัย ทำอย่างไรเราจะทำไม่ผิดวินัย ทำอย่างไรเราจะมีความขยันหมั่นเพียร ทำอย่างไรบุญกุศลจึงจะเกิดขึ้นกับตัวเรา เราพยายามทำอันนั้นดีกว่า ท่านก็สอนไป เราก็น้อมเข้ามา ก็เห็นตามเป็นจริง

ตอนหลังๆ พอพรรษา ๖ พรรษา ๗ เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ครูบาอ๊อดรู้นิสัยหลวงปู่ เราไม่เถียง ท่านก็ใช้แต่เรา เราก็เป็นเสมือนต้นห้อง ว่างั้นเถอะ เวลาท่านจะใช้ให้ไปว่าใคร ท่านก็บอกครูบาอ๊อด บอกว่าให้ไปบอกแม่ชีคนนี้นะ ให้หนี เราก็ไปบอก ไปไล่ ทั้งๆ ที่ท่านรู้ทางในว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ท่านก็ไม่บอกเราว่าไม่ดีอย่างไร ท่านบอกให้เราไปบอกว่าให้หนีไป ถ้าไม่ไปเดี๋ยวหลวงปู่จะจัดการ เขาก็หาว่าเราไปไล่โดยพลการ คนก็เกลียดครูบาอ๊อด แม้เวลาไปบิณฑบาต บางทีพวกชีพราหมณ์มาบวชยังแทบไม่อยากใส่กับข้าวให้เรา เราก็ทนเอา

หลวงปู่บอกว่า พระธรรมคุ้มครอง พวกที่ทำไม่ดี เดี๋ยวมันก็เห็นของมันเอง บาทก็บาปมัน บุญก็บุญมัน เราเอาแต่บุญ ไม่ต้องเอาบาปแบบมัน

ปรากฏว่าตอนหลังมา เป็นแบบที่หลวงปู่ว่าจริงๆ คนที่หลวงปู่ใช้ให้เราไปไล่น่ะ ปรากฏว่าเขามาบวชชีพราหมณ์ เขามาจากกรุงเทพฯ บอกติดต่อกับเทพได้ จะไปหาเงินมาอย่างโน้นอย่างนี้ ช่วยหลวงปู่สร้าง พอเดือนหนึ่งก็มาลาหลวงปู่ไปกรุงเทพฯ อาทิตย์หนึ่ง เวลาไปไม่ไปเปล่าๆ ไปหาเรี่ยไรเงินว่ามาช่วยหลวงปู่ สร้างโน่นสร้างนี่ให้หลวงปู่ ได้เงินมาเยอะๆ แต่เอามาถวายหลวงปู่ ๔๐๐-๕๐๐ บาท สมมุติว่าได้มา ๗-๘ พัน เอามาถวายหลวงปู่ ๔-๕ ร้อย นอกนั้นก็เอาเข้าบัญชีธนาคาร เอาไปซื้อตู้เย็น พัดลมมาใช้ในกุฏิตัวเอง พอเดือนใหม่มาก็ไปทำแบบเดิมอีก

ทีนี้ทางกรุงเทพฯ คนที่เขาให้เงินมา เขาก็โทรศัพท์มาถาม ความก็เลยแตก มาถามเรา เราก็พูดความจริงว่า

เอ... เห็นว่า ๔-๕ วันนี้เห็นเอามาถวายหลวงปู่ ๔-๕ ร้อยกระมัง เขาเลยเล่าให้ฟังว่าไมใช่เอาจากเขาคนเดียว ไปเรี่ยไรทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่เขารู้เพราะเป็นพวกพ้องกัน เราก็เลยรู้ว่า มิน่าล่ะ หลวงปู่ถึงได้ไปไล่

ยังทำเป็นเลี้ยงผีอีกต่างหาก เดี๋ยวพูดภาษาแขกว่า ผีแขกจะมา พอเราว่า เขาก็จะเอาผีแขกมาฆ่าเราตาย ในที่สุดผีเข้าพวกชีพราหมณ์ที่มาบวชในวัดน่ะ หลวงปู่ได้เพ่งกระแสจิตสู้กับผีนี่แหละ จึงค่อยยอมจากไป นี่อย่างนี้แหละ คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องภายใน ส่วนมากก็มาลงครูบาอ๊อด คือหลวงปู่ท่านรู้อะไร ท่านก็ใช้เราไปจัดการเพราะเราเหมือนพระเลขานุการอย่างนี้ ทำให้ต่อมาเขาก็เรียกว่าพระเลขาฯ ใครจะมาหาหลวงปู่ก็ต้องมาหาเรา พวกญาติโยมเรียกเป็นพระเลขาฯ แต่ความจริงเราเป็นเพียงพระอุปัฏฐากรับใช้เฉยๆ นี้ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างนี้

นอกจากนี้ เวลาอยู่กับหลวงปู่ท่านจะสอนธรรมะ ตอนลงรุกขมูล ๔-๕ ทุ่มแล้วท่านจะเรียก ก็ครับ สมัยก่อนท่านจะเรียก “จ่อย” เพราะว่าตัวผอม ท่านจะเรียก “จ่อย” ก็ครับ ก็มาหา

ท่านก็จะเล่าพรรษาที่นั้นเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมะน่ะ ฟังว่าเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น เดี๋ยวนี้มันเพิ่งมาเกิดตรงนี้เป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะเรื่องหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังบอกว่า

ส่วนมากพระเราที่มาบวช พอบวชขึ้นมา ๓-๔ พรรษา ก็อยากเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านบอกว่า หารู้ไม่ว่าเจ้าอาวาสที่แท้จริงน่ะหมายความว่าอย่างไร

เพราะพระทุกองค์อย่างเป็นเจ้าอาวาส พอ ๔-๕ พรรษาก็ออกไปหาสร้างวัดสร้างวาเป็นเจ้าอาวาส พอสร้างได้ปี ๒ ปี คนหมดศรัทธาหรือไม่ก็หมดกำลังทรัพย์ญาติโยม อยู่ไม่ได้ ก็ทิ้งวัดทิ้งวาให้ร้างไว้ เพราะเขาไม่รู้ว่าอาวาสที่แท้จริงคืออย่างไร

หลวงปู่สอนว่า

เราเป็นพระนี่ วัดไม่ใช่ของเรา พระมีแค่บริขาร ๘ เท่านั้น วัดน่ะเป็นสาธารณสมบัติ เจ้าอาวาสเป็นเพียงแต่ดูแลรักษาสาธารณสมบัติไว้สำหรับญาติโยมมาทำบุญบำเพ็ญ กุศล

อันนี้เป็นตามทางสายโลกเขาบอกว่าอย่างนั้น แต่ในทางธรรมนั้น หลวงปู่สอนว่า

เจ้าอาวาสที่แท้คือพระแต่ละองค์ ก็คือเจ้าอาวาสหนึ่ง อาวาสก็คือโอวาท อันเดียวกัน

คือตราบโดที่เรายังอยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้า อยู่ในพระธรรมวินัย อยู่ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั่นแหละเราก็เป็นเจ้าอาวาสแล้ว คือตัวของเรา นั่นแหละก็คือวัดๆ หนึ่ง เป็นอาวาสๆ หนึ่ง คือเราไม่ผิดธรรมวินัย ปฏิบัติตามธรรมวินัย อยู่ในโอวาทของพระพุทธเจ้า เราก็เป็นเจ้าอาวาสโดยสมบูรณ์แล้ว

แต่ถ้าเจ้าอาวาสที่ชาวบ้านเขาพูด กันนั้นคือเจ้าอาวาสในทางโลก เจ้าอาวาสที่แท้จริงก็คืออย่างนี้แหละ คือตัวเรา พระแต่ละองค์ก็เป็นอาวาสๆ หนึ่ง เราเป็นเจ้าอาวาสในวัดเราคือตัวเรา วัตรปฏิบัติคือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราก็เป็นเจ้าอาวาสที่แท้จริงแล้ว

เรามาพิจารณา ก็เป็นตามที่ท่านพูดจริงๆ ส่วนมากคนหลง หลงว่าอาวาสคือวัดที่เป็นสถานที่ แล้วก็อยากเป็นเจ้าอาวาสวัดโน้นวัดนี้ ไม่มีพระองค์ไหนที่จะสอนแบบนี้ ไปกี่วัด ๆ เจ้าอาวาสมีแต่ว่า วัดใครจะสร้างได้ใหญ่กว่ากัน ใครจะมาที่วัด โดยลืมคิดถึงข้อวัตรปฏิบัติของตัวเอง คือเจ้าอาวาสตามความหมายที่หลวงปู่สอนครูบาอ๊อดแบบนี้ ครูบาอ๊อดก็จำขึ้นใจมาจนบัดนี้

๓-๔ ปีก่อนก็มีเรื่องพระองค์หนึ่งที่วัดบ้านจิกเรานี้อยากเป็นเจ้าอาวาส มาหาว่าครูบาอ๊อดอยากเป็นเจ้าอาวาส ใครอยากเป็นล่ะ เราไม่อยากเป็นเลย เพราะเจ้าอาวาสต้องมีความรับผิดชอบ ต้องดูแลทุกอย่าง เพราะฉะนั้น อาวาส เราอยากเป็นเจ้าอาวาสตัวเราเอง เราไม่ได้อยากเป็นเจ้าอาวาสแบบนั้น คือ ต้องรับผิดชอบตัวเราด้วย ซึ่งก็คือพระธรรมวินัย แล้วยังต้องคอยดูแลสาธารณสมบัติสำหรับญาติโยม และยังต้องคอยดูแลศรัทธาญาติโยม ค่าใช้จ่ายต่างๆ จิปาถะ ความรับผิดชอบต้องมาก เป็นผู้มีบารมี เพราะฉะนั้น เราไม่อยากเป็น

เรื่องของเรื่องก็คือ อยู่ดีๆ หลวงปู่ให้ครูบาอ๊อดไปเรียนนักธรรม ตรี โท เอก ทั้งๆ ที่ความจริงหลวงปู่ไม่ส่งเสริมทางนี้อยู่แล้ว หลวงปู่ส่งเสริมแต่การภาวนา ครูบาอ๊อดก็แปลกใจว่าทำไมท่านจึงให้ใปเรียนไปสอบนักธรรม อีก ๑ ปีต่อมา จึงทราบว่ามีคำสั่งเปลี่ยนแปลงว่า ต่อไปนี้เจ้าอาวาสจะต้องจบนักธรรมเอก หลวงปู่ท่านรู้ล่วงหน้าก็เลยให้เราไปสอบนักธรรม

บังเอิญเกิดเหตุการณ์เรื่องพระองค์หนึ่งในวัดจะยึดอำนาจ ฟ้องขับไล่หลวงปู่ ทำหนังสือร้องเรียนว่าหลวงปู่ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากให้ทางคณะสงฆ์ถอดถอนหลวงปู่ออกจากเจ้าอาวาส จนพระครูน้อย (พระครูวิศิษฎ์ธรรมคุณ) รู้เรื่อง ก็เลยมาจัดการ เรื่องจึงสงบลง

พระครูน้อยเลยปรึกษากับหลวงปู่ โดยที่ครูบาอ๊อดไม่รู้เรื่องว่า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อไม่มีหลวงปู่แล้ว และเพื่อความสงบ จึงตั้งครูบาอ๊อดเป็นรองเจ้าอาวาส โดยที่รองเจ้าอาวาสนี้ตั้งไว้ให้ถูกต้องตามธรรมวินัยตามคณะสงฆ์ มีใบตราตั้ง เราค่อยถึงบางอ้อว่าทำไมหลวงปู่จึงสั่งให้เราไปสอบนักธรรมเอก โดยวันที่ท่านบอกให้ไปนี่ กฎหมายสงฆ์ยังไม่ได้ออกมาเลย นั่นแหละเราถึงได้บอกว่าหลวงปู่ท่านรู้อดีต รู้อนาคต เราถึงได้เคารพ เทิดทูนบูชา

เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้อยู่กับหลวงปู่ ตัวเราจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย จะไม่มีคุณค่า จะไม่รู้ในธัมมะธัมโมอะไรเลย

หลวงปู่เปรียบเสมือนเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของครูบาอ๊อดจริงๆ ครูบาอ๊อดทำอะไรจะคิดถึงหลวงปู่ทุกที น้ำตาตกในทุกที เพราะว่าทั้งรัก เคารพ ศรัทธา บูชา เทิดทูน ยอมตายแทนได้ พูดถึงอย่างนี้ถ้าเราทำได้ แม้ทุกวันนี้ เวลาเห็นหลวงปู่ผอมแห้งไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สบาย เรารู้สึกสะท้อนใจ เราทุกข์ใจ แต่คนอื่นไม่รู้ เวลาเราอยู่คนเดียว เรานั่งพิจารณาเรากำหนด เรารู้ตัวเราดี คนอื่นก็เรื่องของคนอื่น ส่วนตัวเรา เรารู้ตัวเรา

นอกจากนี้ หลวงปู่ท่านสอนหลักธรรมต่างๆ ท่านบอกว่า เป็นพระนี่ สมบัติของพระก็คือ ศีลสมบัติ อาจริยสมบัติ ทิฏฐิสมบัติ พวกนี้ต้องรักษาไว้ให้ดี อย่าได้ขาดตกบกพร่อง ถ้าเราไม่เคร่งครัดใน ศีลสมบัติ ก็จะกลายเป็นศีลวิบัติ คือผิดศีล ผิดธรรมวินัย เสียหายไปเรื่อย จากน้อยไปมาก เราต้องรักษาให้เคร่งครัด เพราะศีลเป็นบ่อเกิดแห่งสมาธิ สมาธิเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ท่านสอนไว้อย่างนี้ ฉะนั้น ศีลเป็นเบื้องต้น ถ้าพระองค์ไหนไม่มีศีล แสดงว่าพระองค์นั้นไม่ดี

อันที่สอง ท่านบอกว่า อาจริยสมบัติ คือ ปฏิบัติครูบาอาจารย์ ถ้าเราปฏิบัติครูบาอาจารย์ดี ก็คือมีอาจริยสมบัติ อย่าว่าแต่อาจารย์เลย พ่อแม่หรือผู้มีพระคุณก็คืออาจริยสมบัติ ถ้าเขาไม่มีอันนี้ ก็คืออาจริยวิบัติ

ไม่เคารพครูอาจารย์ ดูถูก ไม่ปฏิบัติต่อท่านอย่างครูบาอาจารย์ ลบหลู่ ไม่เชื่อฟัง ผลก็คือ การภาวนาก็จะไม่เจริญรุ่งเรือง ทำอะไรก็จะไม่ดีไปทั้งนั้น

อันสุดท้ายนี่สำคัญที่สุดคือ ทิฏฐิสมบัติ ทิฏฐิคือความเห็น คือต้องเห็นในทางที่ชอบ ไมใช่เห็นผิดเป็นชอบ เห็นว่าตัวกูของกูถูกอยู่คนเดียว อันนี้เรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ

นี่แหละ หลวงปู่สอนครูบาอ๊อด และครูบาอ๊อดก็จดจำจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องทิฏฐิในธรรมวินัยก็ว่าพระทุกองค์มี ทิฏฐิสามัญญตา คือ เสมอกันด้วยศีล เสมอกันด้วยทิฏฐิคือความเห็น แต่ต้องเป็นความเห็นชอบ ไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ

ทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ และมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด เพราะฉะนั้น เวลาท่านสอน จะเป็นทำนองเล่าให้ฟัง ยกตัวอย่างเรื่องนั้นเรื่องนั้นครูบาอ๊อดก็จะจดจำใส่ใจไว้

ความเมตตาของหลวงปู่นี้หาประมาณไม่ได้ ไม่เฉพาะกับครูบาอ๊อดองค์เดียว แต่กับลูกศิษย์ทุกองค์ ท่านก็เมตตา ใครขออะไรให้หมด ท่านมีแตให้ ให้ และให้ แม้จนปัจจุบันหลวงปู่ได้ปลงวางแล้ว ถ้าใครมาหาท่าน ท่านก็จะบอกให้มาหาครูบาอ๊อด ให้ครูบาอ๊อดใช้วิจารณญาณ

อย่างเช่นมีครั้งหนึ่ง มีพระองค์หนึ่งมาหาหลวงปู่ หลวงปู่ก็ให้มาหาครูบาอ๊อด พระองค์นั้นก็มาหาครูบาอ๊อด ตามความรู้สึกแล้วคงจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร เพราะชอบไปวัดโน้นวัดนี้ ไปแล้วก็ไปขออะไรๆ

หลวงปู่บอกให้มาหาเรา ก็มาบอก ว่าจะไปกรุงเทพฯ ไปอบรมพระธรรมทูต แต่ไม่มีเงินค่ารถ ตามปกติพระสายเราจะไม่จับเงินบายทอง (ไม่จับเงินจับทอง) แต่พระองค์นี้มาองค์เดียวไม่มีลูกศิษย์ เราก็นึกว่าหลวงปู่อนุญาตแล้ว พอดีมีโยมคนหนึ่งมา ก็เลยบอกให้หยิบเงินให้ พอลับหลังเราพระองค์นั้นก็หยิบเงินใส่ย่าม แล้วก็ไป เราก็ขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่ว่าได้ถวายเงินให้พระองค์นั้นไปแล้ว หลวงปู่ก็ว่าเลยว่า

“ผมบอกให้ไปหาคุณ ผมบ่ได้บอกให้ไปเอาเงิน คุณก็รู้บ้างเป็นไร”

ท่านฝึกให้เรารู้จักใช้ความคิด ใช้เหตุผล เขามาขอกับท่าน ท่านให้มาหาเรา เราต้องพิจารณาว่า เป็นพระมาองค์เดียวนี่มาขอเงิน ใครจะถือเงินให้ เพราะฉะนั้นก็เป็นพระไม่ดีแล้วนี่ มาจับเงินได้ แล้วจะให้ไปทำไม พระไม่ดี ท่านก็เลยอบรมสั่งสอนเอาให้รู้จักมีไหวพริบ ฉลาด รู้จักมีเหตุผลทันคน

หลวงปู่จะสอนทุกอย่างทั้งการภาวนาโดยการเล่า บางครั้งหลวงปู่ว่า เวลาภาวนาจะเกิดนิมิตบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ไม่รู้วาจะเกิดขึ้นตอนไหน บางทีนิมิตเกิดตอนพรรษา ๒ แต่เหตุการณ์มาเกิดขึ้นตอนพรรษา ๘ ก็มี พอนิมิตเกิดขึ้น ท่านก็จะพิจารณาจนรู้วิธีแก้ไข แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ท่านก็แก้ไขได้ตามเหตุการณ์ เพราะท่านรู้ได้ล่วงหน้าโดยนิมิตบอก แม้แต่เหตุการณ์ร้ายแรง มีคนปองร้ายจะฆ่าท่าน ท่านก็แคล้วคลาดมาได้ ท่านบอกว่า นี่แหละพระธรรมคุ้มครอง

หลวงปู่สั่งสอนครูบาอ๊อดก็ได้ธรรมจากหลวงปู่ ถ้าไม่มีท่านก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร อยู่กับหลวงปู่อุดมสมบูรณ์ทั้งด้วยธรรมะ คำสั่งสอนทุกอย่าง อุดมด้วยลาภสักการะ ผู้คนศรัทธามาหาหลวงปู่ เมื่อเราปฏิบัติหลวงปู่อดิเรกลาภก็มาหา ใหม่ ๆ ก็ดีใจ พอมาเยอะๆ จนเดี๋ยวนี้เบื่อแล้ว ตามที่หลวงปู่สอนไว้ เราไปสวดมนต์มิใช่เพื่อเงินทอง เมื่อเราไป เขาถวายน้ำแก้วหนึ่งก็มีคุณค่าแล้ว เพราะเราเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน อะไรจะเป็นบุญ แนะนำเขาได้ เราเอาบุญ เราเป็นพระต้องเมตตาคนอื่น เราต้องมีจาคะ การเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตก็ต้องสละได้ เพื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

มีอยู่อย่างหนึ่งที่หลวงปู่สอนไว้ ว่าในพระธรรมวินัยท่านจะสอนไว้ว่า ไม่ให้ไว้ใจคนแม้แต่คนที่คุ้นเคย คนเราเมื่อยังไม่สำเร็จก็ต้องยังมีความโลภ โกรธ หลง ตอนเขารักเรา เขาก็ดีกับเรา ตอนเขาเกลียด เขาไม่ดีกับเรา ใครจะไว้ใจได้ แม้กระทั่งทางเดิน เราไป

ทุกวันๆ ทางดีสะดวก ต่อไปอีกวันฝนตกลงมา ทางขาด หรือใครไปเอาหนามถมไว้ ก็ทำให้เป็นทางที่ไม่ดีเหมือนเดิมได้ เพราะฉะนั้น ไม่ให้ไว้ใจทาง ไมให้วางใจคน แม้แต่คนที่คุ้นเคย

นอกจากนี้ หลวงปู่ยังสอนเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียรในการภาวนา ทำบุญทำกุศล ให้เกิดขึ้นในตัว ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเป็นพระ อาศัยชาวบ้านตักบาตรให้กิน เขาก็อยากได้บุญจากเรา ทีนี้เราต้องดูตัวเองว่าเรามีบุญให้เขาหรือเปล่า ถ้าเราไม่ปฏิบัติบำเพ็ญให้เกิดบุญเกิดกุศลในตัวเรา จะเอาบุญที่ไหนมาให้เขา

หน้าที่ของพระจะต้องทำบุญทำกุศลให้เกิดให้มีขึ้นในตน ก็คือตั้งหน้าปฏิบัติบำเพ็ญเพียร ให้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลแล้วจึงค่อยอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรดาญาติโยม ที่มาทำบุญ เพื่อหวังว่าจะเอาบุญจากเรา ถ้าเรามีแต่บาป มีแต่ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แล้วชาวบ้านที่มาหวังพึ่งบุญคือความเย็นจากบุญกุศลที่เกิดจากการบำเพ็ญ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ของเรา จะได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ท่านจึงบอกว่าพยายามทำบุญกุศลให้เกิดขึ้นให้มีขึ้นในตัว เพื่อที่จะได้อุทิศให้กับพ่อแม่ ญาติโยมต่อไป

นอกจากท่านจะสั่งสอนแล้ว ท่านยังทำเป็นตัวอย่าง และสอนให้เราทำความดีเพื่อเป็นตัวอย่างแก่คนอื่น การจะอบรมคนอื่น ตัวเองต้องรู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักบาป รู้จักบุญ และอบรมตนให้ละความชั่ว ให้ทำความดี ละบาป บำเพ็ญบุญ เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่นด้วย

หลวงปู่สอนครูบาอ๊อดว่า ละบาป คือไม่ทำบาปใหม่ แต่บาปเก่าก็ต้องชดใช้ให้มันหมด ทำแต่บุญกุศล เราก็รับแต่บุญกุศลไปเรื่อยๆ แล้วทำจิตใจให้ผ่องใส พอจิตใจผ่องใสแล้ว สติปัญญาก็จะเกิดเอง มีความเยือกเย็น มีความแยบคาย บุญกุศลเกิดขึ้นในตัวไปเรื่อยๆ แล้วหลวงปู่ยังสอนเรื่องเวรกรรม ใครจะนินทาใส่ร้ายเรื่องอะไรไม่ต้องไปจองเวร ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป อโหสิให้ ไม่ไปจองเวรกรรมกับใคร ทำแต่บุญกุศล

กรรมก็คือการกระทำ ไม่ว่าทำดีหรือทำชั่ว มันก็จะสะสม ทำดีเรื่อยไป ทำชั่วเรื่อยไป มันก็จะสะสม พอมันเต็ม เต็มที่ของมัน มันก็จะให้ผล อย่างใครใส่ร้ายป้ายสีใครไว้ เมื่อมันเต็มที่ของมันแล้ว มันก็จะแสดงผลให้มีอันเป็นไป แต่เราไม่จองเวร มีแต่ให้อภัย ไม่เอาเวรเอาภัย อโหสิ

หลวงปู่จะสอนไว้เสมอๆ ให้ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้วันละนิดวันละหน่อย ทำไปเรื่อยๆ มันก็จะค่อยหมดไป มันก็เป็นสมบัติของเราเอง จิตใจก็ปล่อยวาง สงบ เห็นบุญ เห็นกุศล มันเป็นไปของมันเอง ของเหล่านี้เราทำเราก็ได้ เราไม่ทำเราก็ไม่ได้ คนอื่นจะทำให้เราไม่ได้ ให้พิจารณาน้อมนำเข้ามาอบรมตนเอง ให้ละ วาง ปลง และประพฤติปฏิบัติตามแนวครูบาอาจารย์ มันก็จะได้ดีไปเอง ครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติมาก่อน ท่านปฏิบัติเอาชีวิตเข้าแลก ท่านมาสั่งสอนเอาให้ทำตาม อยู่ในโอวาท พยายามหมั่นเพียรปฏิบัติ ไม่มีใครจะสำเร็จได้ถ้าไม่มีความหมั่นเพียร อดทน เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีทั้งสติ ปัญญา ความเพียร ทุกอย่าง พยายามสร้างบุญบารมีให้เกิดขึ้น

เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เป็นการสร้างบารมีให้เกิดขึ้น เราจะรู้ว่าเรามีบารมีก็จะมีเรื่องต่างๆ นี่แหละมาเป็นเครื่องทดสอบ

บางทีมีคนมาถามหลวงปู่ว่า พระองค์นั้นพระองค์นี้สำเร็จอรหันต์แล้ว เป็นความจริงหรือเปล่า หลวงปู่บอกว่า สำเร็จหรือไม่ ไม่มีใครรู้ รู้ที่ตัวของท่านเอง แต่คนอื่นไม่รู้ มันเป็นอัตโนมัติของมันเอง แต่จะมีคนอยากรู้ อยากมาทำบุญกับท่านเอง เหมือนกับเป็นองค์พยานแสดงผลของมันเอง โดยไม่ต้องให้คนอื่นบอก พระธรรมจะแสดงผลเอง เหมือนหลวงปู่ชอบหรือหลวงปู่ของเรา ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน คนรู้คนก็แห่ตามไปเอง อยากไปชมบุญท่าน อยากจะไปเอาบุญ ทำกุศลกับท่านเอง การที่คนหลั่งไหลมากันเองนี่แหละเป็นองค์พยาน คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์นั้นมีบุญบารมีแค่ไหน เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อคนอื่น เราต้องเห็นด้วยตาของเราแล้วพิจารณาด้วยเหตุผลของเราเอง

ที่ครูบาอ๊อดนึกได้ก็มีเท่านี้แหละ ไว้โอกาสหน้านึกได้อีกก็จะพยายามบันทึกเทปเอาไว้ เพื่อเป็นการระลึกถึงครูบาอาจารย์และคำสั่งสอนของท่าน ที่ให้ละบาปกรรมชั่วทั้งปวง และให้ทำสิ่งอันเป็นกุศลเพื่อจะได้ผลบุญ เพราะการกระทำทั้งหลายก็จะติดตามตัวเราตลอดไป ถ้าทำความดีก็จะบันดาลให้เกิดผลดี จิตใจผ่องใส ทำอะไรก็ราบรื่น ปลอดโปร่งทั้งชาตินี้และชาติหน้า มีเท่านี้แหละ ขอให้ทุกคนเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติ ทุกประการ เอวังด้วยประการฉะนี้


(มีต่อ ๑๖)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 10:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม
เป็นพ่อยิ่งกว่าพ่อ เป็นแม่ยิ่งกว่าแม่


พระสุวัชชัย (อุ้ย) ธมฺมธโร พระอุปัฏฐากหลวงปู่ถิร


เมื่อปลาย พ.ศ. ๒๕๓๘ ข้าพเจ้าได้เรียนจบปริญญาตรีจากกรุงเทพฯ และได้เดินทางกลับบ้านเพื่อมาอยู่กับโยมพ่อและโยมแม่ที่อุดรธานี ซึ่งปกติแล้วข้าพเจ้าจะกลับมาเยี่ยมโยมพ่อโยมแม่ปีละ ๑-๒ ครั้งเท่านั้น แต่การกลับมาอุดรธานีในครั้งนี้ ข้าพเจ้าเองก็กะว่าจะอยู่กับโยมพ่อและโยมแม่ตลอดไปโดยไม่มีกำหนด เพื่อจะได้ช่วยโยมพ่อและโยมแม่ประกอบธุรกิจครอบครัว เพราะน้องๆ ของข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ และทุกๆ ครั้งที่ข้าพเจ้าได้มาอยู่อุดรฯ นั้น ข้าพเจ้าเองจะต้องใส่บาตรหลวงปู่ทุกครั้ง เวลาที่จะใส่บาตรข้าพเจ้าจะเรียกหลวงปู่ๆ ทุกครั้งไป และท่านก็จะหันมายิ้มให้ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความอิ่มเอิบใจเมื่อได้ใส่บาตรกับหลวงปู่

ต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๙ ข้าพเจ้าคิดอยากจะบวชเพื่อทดแทนพระคุณบิตามารดาสัก ๑ พรรษา ข้าพเจ้าจึงบอกให้โยมพ่อและโยมแม่ให้ท่านทั้งสองไปกราบเรียนหลวงปู่เรื่องจะบวช พอท่านทราบ ท่านก็ไม่ว่าอะไร และท่านก็บอกโยมแม่ว่าให้ข้าพเจ้ามาอยู่ที่วัดเลย โดยให้มาอยู่กุฏิเดียวกับท่าน หลังจากข้าพเจ้าได้บวชแล้ว ข้าพเจ้าได้มาอยู่กับท่านหลวงปู่และยังได้ดูแลท่าน คอยปรนนิบัติรับใช้ท่าน ในพรรษานั้นมีพระที่บวชใหม่รุ่นเดียวกับข้าพเจ้า ๑๑ รูป ขณะนั้นหลวงปู่ท่านยังแข็งแรงดี ไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยพยุงท่าน ข้าพเจ้าคิดได้ว่า ถ้าออกพรรษาและรับกฐินเสร็จแล้วก็จะลาสิกขาทันทีและจะได้ไปช่วยโยมพ่อโยมแม่ประกอบธุรกิจต่อไป

จนเวลาผ่านมาถึงช่วงออกพรรษา พระที่บวชรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าได้ลาสิกขากันไปหมดแล้ว จนเหลือข้าพเจ้าอยู่รูปเดียว ขณะนั้นในใจข้าพเจ้าเกิดความหดหู่อยู่เหมือนกัน

หลังออกพรรษาก่อนที่จะถึงงานกฐินและวันเกิดของหลวงปู่และงานกฐิน หลวงปู่เกิดอาพาธขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าคิดสงสารท่าน เพราะท่านก็ชราภาพมากแล้ว จึงเกิดความคิดขึ้นในใจว่า ทำไมไม่อยู่ก่อนเพราะได้ดูแลท่าน จะรีบสึกไปไหน ไหนๆ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้แต่งงาน และโยมน้องชายของข้าพเจ้าก็เรียนจบมาพอดีและได้มาช่วยงานทางบ้านแทนข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าเลยขออยู่ปฏิบัติรับใช้หลวงปู่มาตลอด ในบางครั้งก็มีความคิดที่จะสึกออกไปอยู่เหมือนกันทำให้จิตใจกระวนกระวาย แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงปู่แล้วท่านจะมองหน้าข้าพเจ้าแล้วยิ้มให้ เหมือนกับยาวิเศษหรือยาอะไรก็ดี ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความสุขปีติ อิ่มเอิบใจขึ้นในบัดดล จนทำให้ข้าพเจ้าไม่คิดอยากจะสึก

ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอยู่กับหลวงปู่ ท่านมีเมตตาต่อข้าพเจ้ามาก เปรียบเสมือนบิดามารดาของข้าพเจ้า และท่านให้ธรรมะ ให้สติเตือนใจ และหลวงปู่ท่านก็จะพาทำวัตรเช้า วัตรเย็น สวดมนต์ นั่งภาวนา และสอนแนวทางปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น จากกิเลส มานะ ทิฏฐิ ถ้าบางครั้งข้าพเจ้าไม่สบายใจ จิตใจไม่ค่อยสงบ ข้าพเจ้าจะเข้าไปกราบท่านแล้วท่านก็จะยิ้มให้ ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุข ปีติ อิ่มเอิบใจขึ้นมาทันที และหายจากความกระวนกระวายนั้น และท่านจะบอกว่า ให้นึก “พุทโธๆ” ไปเป็นประจำทุกครั้ง

หลวงปู่ท่านเป็นพ่อยิ่งกว่าพ่อ เป็นแม่ยิ่งกว่าแม่ ให้การอบรมสั่งสอน ให้สาระและแก่นสาร ชี้ทางสว่าง ชี้ทางสวรรค์ ชักนำในสิ่งที่ดีงาม อบรมบ่มจิตใจให้รักวัดวา ศาสนา หลวงปู่ท่านไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ท่านจะจริงใจ เปิดเผย มีเมตตากรุณาเหลือประมาณมิได้ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ แม้ว่าข้าพเจ้าจะยังไม่รู้แจ้งแตกฉานตลอดในธรรมคำสั่งสอน เพราะมีบุญญาบารมีน้อยนิด แต่ยังยึดถือเจตนารมณ์ของหลวงปู่ท่าน ปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมคำสั่งสอนตลอด และนับถือเคารพบูชาอย่างยิ่ง ตราบจนชีวิตของข้าพเจ้าจะหาไม่...


(มีต่อ ๑๗)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 10:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อันเนื่องมาจากศรัทธาที่มีต่อหลวงปู่

เรื่องเล่าของอาจารย์พรพิมล สกุลคู
(อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล)



ครอบครัวของดิฉันได้รู้จักกับหลวงปู่ถิรนับ เนื่องมาแต่สมัยคุณยาย (คุณยายจันทร์ วงศ์สุจริต) แล้วตัวดิฉันเองได้เคยเห็นหลวงปู่ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ตอนนั้นกำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม ๓ ประถม ๔ แต่เพิ่งมารู้ซึ้งถึงคุณานุภาพของหลวงปู่เมื่อไม่นานมานี้เอง

ประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๓๐ คุณแม่ไม่สบายมาก มีอาการแน่นหน้าอกเหมือนมีลมเสียดดันขึ้นมาที่หน้าอก รับประทานยาหอมและยาขับลมแล้วก็ยังไม่หายจากอาการดังกล่าว ดูเหมือนจะไมใช่อาการท้องขึ้นอืดเฟ้อเหมือนปกติที่เคยเป็นเสียแล้ว ดิฉันจึงพาคุณแม่ไปหาหมอที่คลินิก ซึ่งท่านก็ให้ยาเคลือบกระเพาะและยาขับลมมารับประทาน

๒ สัปดาห์ผ่านไปอาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลย แต่อาการอื่นๆ ไม่มี มีเพียงการจุกแน่นหน้าอกเหมือนมีลมเสียดดันขึ้นมาแล้วเรอไม่ออกเท่านั้น ดิฉันจึงพาคุณแม่ไปหาคุณหมอคนใหม่

คุณหมอท่านนี้ตรวจร่างกายคุณแม่อย่างละเอียดแล้ว บอกว่าเท่าที่ตรวจมา ความดันและหัวใจก็ปกติดีทุกอย่าง เหลืออีกอย่างเดียวคือปอดที่ยังไม่ได้ตรวจ ในที่สุดได้ให้ดิฉันพาคุณแม่ไปเอ็กซ์เรย์ปอดดู ดิฉันจึงพาคุณแม่ไปเอ็กซ์เรย์ที่คลินิกเอ็กซ์เรย์ตามใบสั่งของคุณหมอ พบว่ามีรอยด่างขาวขนาดเหรียญ ๕ บาทที่ปอดข้างหนึ่งในฟิล์มเอ็กซ์เรย์ เมื่อนำผลเอ็กซ์เรย์ไปให้คุณหมอเจ้าของไข้วินิจฉัย ท่านบอกว่าลักษณะนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดร้อยละ ๘๐ และได้แนะนำให้ดิฉันพาคุณแม่ไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลรามาธิบดีที่กรุงเทพฯ พร้อมทั้งให้นามบัตรนำตัวส่งไปให้อาจารย์ของคุณหมอซึ่งเชี่ยวชาญด้านมะเร็ง ปอดโดยเฉพาะตรวจด้วย

ดิฉันรู้สึกตกใจมาก เข่าอ่อน ใจสั่น ไม่ทราบจะบอกแม่อย่างไร เพราะยังทำใจยอมรับไม่ได้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด ในเมื่อแม่ก็อยู่ดี ๆ ไม่เห็นมีอาการเป็นหวัดเป็นไอ หรือหายใจไม่ออกแต่อย่างใด บุหรี่ไม่เคยสูบ ทำไมจึงต้องเป็นมะเร็งปอดซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญเสียด้วย อย่างไรก็ตาม จะชักช้าอยู่ไม่ได้ ดังนั้น เย็นวันต่อมาจึงตัดสินใจบอกคุณแม่ว่า

“ได้เอาฟิล์มเอ็กซ์เรย์ไปให้คุณหมอดูแล้ว คุณหมอบอกว่ายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ และแนะนำให้แม่ไปตรวจร่างกายที่กรุงเทพฯ กับอาจารย์ของคุณหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และขอถือโอกาสที่พาแม่ไปตรวจสุขภาพร่างกายนี้พาแม่เที่ยวกรุงเทพฯ ด้วย โดยจะเดินทางเย็นพรุ่งนี้เลย เพราะซื้อตั๋วรถไฟตู้นอนไว้แล้ว”

คุณแม่ดีใจมาก เพราะในชีวิตของท่านไม่ค่อยได้ออกเดินทางไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย ส่วนในใจของดิฉันนั้นแสนเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง แต่จะแสดงออกมาให้แม่เห็นไม่ได้

ดังนั้น เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้ว ได้ให้แม่พักผ่อน ๑ วัน แล้วจึงพาไปตรวจปอดโดยดูดน้ำและตัดชิ้นเนื้อในปอดไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำและชิ้นเนื้อในปอด พบว่าคุณแม่ดิฉันเป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงที่ปอด ไม่มียารักษา และอาจมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ ๑ ปี

ดิฉันจึงเรียนถามคุณหมอว่า ถ้าไม่มียารักษาแล้วจะมีวิธีรักษาอย่างอื่นอีกหรือไม่

คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดปอดข้างที่เป็นทิ้งครึ่งปอดแล้วฉายแสง แต่ว่าจะผ่าตัดปอดจริงๆ ก็ต้องไปทดสอบความแข็งแรงของปอดเสียก่อน ดิฉันจึงกลับมาบอกคุณแม่ว่า ปอดของท่านอ่อนแอต้องบริหารปอด

ดังนั้น วันต่อมาดิฉันจึงพาคุณแม่ไปทดสอบความแข็งแรงของปอดโดยไม่กล้าบอกให้ทราบว่าเป็นโรคมะเร็ง และให้คุณแม่ฝึกซ้อมเป่าลมออกจากปอดเพื่อจะได้ผ่านการทดสอบ เพราะเจ้าหน้าที่ควบคุมการฝึกบริหารปอดบอกว่า หากทดสอบแล้วปอดไม่แข็งแรงพอคุณหมอก็ไม่สามารถผ่าตัดเพื่อทำการรักษาได้

แต่เนื่องจากคุณแม่มีร่างกายบอบบาง จึงไม่สามารถที่จะเป่าลมจากปอดให้แรงพอที่จะผ่านการทดสอบความแข็งแรงของปอดได้ ลูกๆ ทุกคนทุกข์ใจและเศร้าใจมาก แต่ไม่กล้าบอกให้แม่ทราบว่าแม่เป็นโรคมะเร็ง เกรงว่าแม่จะตกใจ แต่แม่ก็สังเกตเห็นความเศร้าโศกนั้นได้ แม้พวกเราจะพยายามกลบเกลื่อนสักปานใดก็ตาม

ด้วยความเข้มแข็งของจิตใจแม่ แม่จึงถามลูก ๆ ว่า

“แม่เป็นอะไร เป็นมะเร็งใช่ไหม”

พวกเราจึงต้องตอบไปตามความจริง แม่ก็ตกใจ และซึมไป ๒-๓ วัน แต่ด้วยความรักลูก แม่จึงตั้งสติกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนเดิม

เมื่อสิ้นหวังจะให้คุณหรือผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งปอดให้คุณแม่แล้ว ดิฉันจึงตัดสินใจว่าจะพาแม่ไปรักษาที่สิงห์บุรีกับคุณหมอท่านหนึ่ง ซึ่งในอดีตท่านเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ต่อมาปลดเกษียณแล้วได้มาเปิดคลินิกรักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็ง

ด้วยยาสมุนไพร ดังนั้น วันรุ่งขึ้นดิฉันจึงพาแม่เดินทางไปรักษาที่สิงห์บุรีโดยให้เหตุผลกับคุณแม่ว่า

“หมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจะให้แม่ผ่าตัด แต่ร่างกายแม่ไม่แข็งแรงพอ และหนูเห็นว่ามีอันตรายมาก เพราะแผลผ่าตัดจะใหญ่มาก การรักษาด้วยสมุนไพรก็หายได้เหมือนกัน เพื่อนหนูบอกว่าคุณหมอท่านนี้เก่งมาก”

คุณแม่ก็ยอมเชื่อ และพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนพักคนไข้ในบ้านหมอซึ่งสภาพไม่ค่อยดีนัก ครั้งนี้ดิฉันได้มอบหมายให้น้องสาวซึ่งเป็นลูกคนที่ ๔ ของแม่ อยู่ดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด ส่วนตัวเองได้เดินทางกลับมาทำงานต่อที่อุดรธานีประมาณ ๑ สัปดาห์

ในระหว่างนี้เอง น้องสาวซึ่งเป็นลูกคนที่ ๓ ของแม่ ได้นำเรื่องการป่วยของแม่ไปเรียนปรึกษาหลวงปู่ถิรที่วัดบ้านจิก (วัดทิพยรัฐนิมิตร) เมื่อกลับจากวัดมาแล้ว ได้มาปรึกษากับดิฉันว่าให้นำคุณแม่กลับมารักษากับหลวงปู่ ดิฉันจึงตัดสินใจเหมารถตู้ไปกันทั้งบ้าน (พ่อและลูกๆ ทุกคน) เดินทางจากอุดรธานีไปสิงห์บุรีรับแม่กลับบ้านในวันรุ่งขึ้น

เมื่อรับแม่กลับมาจากสิงห์บุรีแล้วเข้ามาพักในกรุงเทพฯ ๑ คืน เช้าวันต่อมาได้พาแม่เดินทางไปเที่ยวพักผ่อนที่พัทยา โดยเช่าพักบังกาโลริมทะเลของวงศ์อมาตย์ ๑ คืน ไหว้พระที่พระปฐมเจดีย์ และแวะไหว้พระที่วัดปรางค์หลวงจังหวัดนนทบุรี ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่พ่อเคยมาอาศัยอยู่เมื่อครั้งเดินทางมาจากประเทศจีน ใหม่ๆ แล้วจึงกลับเข้ามากรุงเทพฯ

ในระหว่างที่อยู่ในกรุงเทพฯ นี้ น้องสาวคนเล็กได้ไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วยของแม่จากคุณหมอในโรง พยาบาลรามาธิบดี และได้เรียนให้คุณหมอทราบว่าเดี๋ยวนี้แม่เหนื่อยง่ายและท้องบวมใหญ่ขึ้น คุณหมอจึงบอกว่าเป็นไปได้ที่มะเร็งอาจลามลงตับแล้ว ซึ่งจะทำให้คุณแม่มีอายุต่อไปได้อีก ๓-๖ เดือนเท่านั้น

เช้าวันต่อมาจึงเดินทางกลับจังหวัดอุดรธานี เมื่อถึงแล้ว ดิฉันและน้องสาวได้ไปพบหลวงปู่ถิรอีก ครั้งหนึ่ง และกราบเรียนให้หลวงปู่ทราบว่า คุณหมอที่กรุงเทพฯ บอกว่าแม่จะมีอายุอยู่ได้ ๓-๖ เดือน พร้อมทั้งได้ช่วยกันขอร้องหลวงปู่ให้ช่วยเหลือแม่ให้มีอายุยืนกว่า ๓-๖ เดือน อย่างน้อยก็สัก ๓ ปีก็ยังดี

หลวงปู่ได้ตอบว่า

“๓ ปีจะถึงไหมหนอ”

และได้บอกให้ดิฉันนำเอาข้าวสารและสมุนไพรเรียกว่า “ยาหัว” จำไม่ได้ว่าเป็นหัวอะไร ลักษณะเหมือนรากไม้ที่ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหาร “ยาหัว” นี้หาซื้อได้จากร้านขายยาจีน หลวงปู่ให้นำเข้าไปไว้ในโบสถ์ ซึ่งทุกๆ วัน พระจะต้องลงโบสถ์สวดมนต์ทำวัตรเย็นอันเป็นกิจวัตรประจำวันของพระอยู่แล้ว จึงเท่ากับว่าข้าวสารและยาหัวของแม่ถูกสวดมนต์ปลุกเสกทุกวัน ครบอย่างต่ำ ๗ วัน แล้วก็นำมาหุงข้าวต้มยาให้แม่กิน

ซึ่งดิฉันก็ไม่ทราบว่าหลวงปู่ และพระที่วัดได้สวดคาถาพิเศษอะไรเพิ่มเติมจากการสวดมนต์ทำวัตรเย็นหรือไม่

เมื่อคุณแม่รับประทานยาสมุนไพรของหลวงปู่แล้วไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

เวลาผ่านไป ๑ ปีเต็มๆ เราเห็นคุณแม่แข็งแรงไม่มีอาการใดๆ จึงพาไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ อีก แต่จากความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ประกอบกับมลภาวะในกรุงเทพฯ ทำให้แม่มีอาการทรุดลง จึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาลลาดพร้าว และหมอได้เอ็กซ์เรย์ปอดให้แม่อีกครั้งหนึ่ง พบว่าขนาดของมะเร็งไม่ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเลย ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับคุณหมอมาก แต่ก็พบอาการเลือดจางและอาการกระดูกเสื่อม หมอจึงให้เลือดและยารักษากระดูก แล้วให้แม่กลับบ้านได้

หลังจากนั้นได้พาแม่เดินทางกลับอุดรธานีด้วยสายการบินไทย กรุงเทพฯ-อุดรธานี

ครั้นเวลาผ่านไปได้ ๑ ปี แม่ก็บอกเลิกรับประทานยาสมุนไพร เนื่องจากเบื่อหน่ายที่ไม่สามารถเดินได้เนื่องจากกระดูกเสื่อม และคิดว่าทำให้ลูกๆ ลำบากกับการต้มยา อาการจึงทรุดลง โดยมีอาการไข้ หนาวสั่น เหงื่อออก และหอบ พวกเราลูกๆ จึงได้ไปกราบหลวงปู่ และเล่าอาการให้หลวงปู่ทราบ หลวงปู่จึงเมตตาให้ลูกปรอทซึ่งมีลักษณะเป็นลูกโลหะกลมๆ เล็กๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๕ เซนติเมตร มีรูอยู่ตรงกลาง ให้มา ๑ เม็ด และบอกให้แม่กลืนลงไป แล้วระวังรักษาลูกปรอทนี้อย่าให้หาย พวกเราจึงต้องคอยตรวจมูลที่แม่ถ่ายออกมาทุกครั้งเพื่อเก็บลูกปรอท เมื่อเก็บได้แล้วก็นำกลับมาล้างฆ่าเชื้อโรคให้สะอาด แล้วให้แม่กลืนกลับเข้าไปใหม่เมื่อต้องการ

ซึ่งเราได้เห็นปาฏิหาริย์ คือเมื่อแม่กลืนลูกปรอทดังกล่าวลงไป อาการต่างๆ ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง คุณแม่ได้รักษาอาการป่วยด้วยลูกปรอทเป็นเวลานานประมาณ ๑๐ เดือนจึงได้ละทิ้งสังขารไปที่โรงพยาบาลอุดรธานี ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๓ จากการเอ็กซ์เรย์ปอดครั้งสุดท้าย พบว่ามะเร็งได้ลุกลามไปจนเต็มพื้นที่ปอดแล้ว จึงไม่มีทางจะเยียวยารักษาได้ รวมเวลาที่คุณแม่อยู่ความดูแลรักษาของหลวงปู่เป็นเวลา ๒ ปีกับ ๑๐ เดือน

ดิฉันเชื่อว่าหลวงปู่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าแล้ว จะเห็นได้ว่าในอดีตที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่ดิฉันขอให้หลวงปู่ช่วยยื้อชีวิต ให้แม่อยู่ดูโลกต่อไปอีกอย่างน้อย ๓ ปี หลวงปู่จึงได้พูดว่า

“๓ ปีจะถึงไหมหนอ”

นี่แหละ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้ประจักษ์ถึงคุณานุภาพของหลวงปู่ และน้ำใจเปี่ยมด้วยเมตตามหาศาลไม่มีที่สิ้นสุด มากยิ่งกว่าฟ้าและมหาสมุทรรวมกัน ถ้าหลวงปู่ไม่เมตตาช่วยเหลือ ไหนเลยดิฉันจะมีโอกาสได้ปรนนิบัติดูแลทดแทนคุณแม่ก่อนที่ท่านจะสิ้นไปจากโลก นี้ แม้จะได้โอกาสมา ๒ ปี ๑๐ เดือน ดิฉันยังรู้ดีกว่าน้อยนิดเกินไปยังดูแลท่านได้ไม่คุ้มสักกะผีกริ้นที่ท่าน ดูแลเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่เลย

ท่านผู้อ่านท่านใดที่บิตามารดายังมีชีวิตอยู่นานนับว่าท่านเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลกแล้ว ขอท่านจงดูแลปรนนิบัติทดแทนคุณของบิดามารดาให้ดีที่สุดเถิด แม้ว่าบางครั้งจะต้องโดนท่านบ่นว่าเอาบ้างเมื่อทำไม่ถูกใจท่าน ก็ขอให้อดทนเอาเถิด เพราะท่านแก่เรามากแล้ว ร่างกายย่อมอ่อนแอ มีผลให้สุขภาพจิตไม่ดีบ้าง เพื่อว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกันแล้ว ท่านจะได้ไม่ต้องเสียดายและเสียใจภายหลัง คิดดูเถิด

“ถ้าไม่มีท่าน วันนี้คงไม่มีเรา”

และนี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่ดิฉันพบว่าหลวงปู่มีเมตตามหาศาลต่อครอบครัวของดิฉัน หลวงปู่ยังมีเมตตาต่อครอบครัวคนอื่นด้วย ดิฉันจึงขอเทิดทูนหลวงปู่ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมเสมอยิ่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์รวมกัน สาธุ...สาธุ...สาธุ


(มีต่อ ๑๘)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 10:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เรื่องเล่าถึงหลวงปู่

โดย อาจารย์รัตนา พูลทรัพย์
(อาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล)



เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๑ คุณแม่ (นางนิมล พูดทรัพย์) และข้าพเจ้าได้กราบเรียนหลวงปู่ขอสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระพุทธรูป ๔ ปางที่หลวงปู่กำหนดสร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานที่วิหารคดในปัจจุบัน ซึ่งคุณแม่มีความประสงค์สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลนี้ให้เตี่ยที่เพิ่ง เสียชีวิตในปีนั้นด้วยอุบัติเหตุ และเตี่ยเคยปรารภเมื่อมีชีวิตอยู่ว่าอยากสร้างพระพุทธรูปถวายวัด โดยคุณแม่กราบเรียนหลวงปู่ว่า จะสร้างพระพุทธรูปได้จะต้องถูกลอตเตอรี่ก่อนจึงจะมีเงินสร้าง

หลวงปู่ตอบว่า ไม่ต้องถูกลอตเตอรี่ก็สร้างได้

ซึ่งต่อมาไม่นานโรงงานน้ำตาลเริ่มอุดมมีหนังสือแจ้งมาที่บ้านให้ไปรับเงินเกี่ยว กับการส่งอ้อยโรงงานน้ำตาลของเตี่ยที่ทำไว้ก่อนเสียชีวิต จึงทำให้คุณแม่สามารถสร้างพระพุทธรูปได้สมความปรารถนา แสดงให้ได้รับรู้ถึงการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าของหลวงปู่ ซึ่งทางครอบครัวตอนนั้นไม่ทราบมาก่อนว่าจะได้รับเงินส่วนนี้มา

หลังจากนั้น ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นปีที่หลวงปู่มีอายุครบ ๘๐ ปี ในช่วงงานกฐินปีนั้น หลวงปู่ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง เดินตรวจงาน ควบคุมการทำงานภายในวัดปกติ แต่หลังจากงานกฐินในปีนั้น ข้าพเจ้าฝันว่าเห็นหลวงปู่นอนเรียงเป็นแถวรวมกับหลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน ข้าพเจ้านั่งพนมมือถามหลวงปู่ว่า

“หลวงปู่ไปนอนกับพระที่ท่านละสังขารไปแล้วทำไม”

ในฝันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนเสียใจ และเข้าใจว่าหลวงปู่ละสังขารไปแล้วด้วย เพราะหลวงปู่นอนเฉยไม่ตอบอะไร แล้วสักครู่ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งช่วยนิมนต์หลวงปู่อยู่นาน หลวงปู่ก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า

“เราจะรักษาศีลที่บริสุทธิ์ต่อไป”

หลังจากนั้นอีก ๒ วัน ได้รับทราบข่าวว่าหลวงปู่อาเจียนอย่างหนักในโบสถ์ คณะศิษย์จึงต้องนำพลวงปู่ส่งโรงพยาบาลหมอไพโรจน์ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยอาจารย์พรพิมล อาจารย์สุคนธา อาจารย์เพชรมณี อาจารย์สุวรรณา ได้ไปเยี่ยมหลวงปู่ที่โรงพยาบาลหมอไพโรจน์

ปรากฏว่าเมื่อถามไถ่อาการหลวงปู่แล้ว น้าพันธ์ (หลานหลวงปู่ที่เป็นโยมอุปัฏฐาก) ได้เล่าต่อหน้าหลวงปู่ว่า

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่าในโบสถ์มีเทวดาปูผ้าขาวเต็มไปหมดแล้ว

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ จึงถามต่อไปว่า เขาปูทำไม

น้าพันธ์ตอบว่า “ก็เขามานิมนต์หลวงปู่แล้ว”

ข้าพเจ้าจึงหันไปกราบเรียนหลวงปู่ว่า “พวกหนูเพิ่งได้ทำบุญเพียงน้อยนิด หลวงปู่เมตตาอยู่นานๆ ให้พวกหนูได้ทำบุญกับพระอริยะเถิดนะคะ”

หลวงปู่ไม่ตอบอะไร แต่ท่านยิ้มเล็กน้อย และวันต่อมาข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมหลวงปู่พร้อมกับคุณแม่

น้าพันธ์ได้เล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อคืน หมอและพยาบาลตกใจกันใหญ่ เพราะตรวจชีพจรและความดันหลวงปู่ ปรากฏว่าชีพจรเต้นอ่อนมากๆ และความดันก็ต่ำมากๆ จนหมอคิดว่าหลวงปู่จะมรณภาพแล้ว หมอจะรีบนำยามาฉีดรักษาเพื่อเพิ่มความดัน แต่ท่านอาจารย์อ๊อด (พระเลขา) บอกหมอว่าไม่เป็นไร เพราะหลวงปู่กำลังกำหนดจิตแยกออกจากกาย พรุ่งนี้ร่างกายหลวงปู่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และในวันรุ่งขึ้นหลวงปู่ก็มีความดันและชีพจรเต้นปกติ โดยไม่ต้องรักษาด้วยยา

ต่อมาหลังจากนั้นไม่นาน ได้ทราบข่าวว่าคณะศิษย์ที่ถือศีลอุโบสถทุกวันพระที่วัดบ้านจิกได้เข้าชื่อ กันหลายร้อยชื่อเพื่อร่วมกันนิมนต์หลวงปู่ให้มีอายุยืนนานต่อไปอีก

และมีลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดได้นิมนต์หลวงปู่ให้มีอายุยืนนานต่อไปอีก หลวงปู่ได้เปรยขึ้นว่า

“ถ้าพ้นอายุ ๘๕ ปีไปได้ ก็จะอยู่ต่อได้อีกหลายปี”

และปรากฏว่าประมาณกลาง พ.ศ. ๒๕๔๔ หลวงปู่ก็ผอมลงอย่างผิดตา เนื่องจากฉันอาหารได้น้อยลง และอาจเป็นเพราะเป็นปีที่หลวงปู่มีอายุครบ ๘๕ ปี และหลวงปู่ก็ได้ผ่านอายุ ๘๕ ปีมาได้แล้ว จึงขออธิษฐานให้หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืนยาวต่อไปอีก

และ ระจวบกับในเดือนเมษายน ๒๕๔๕ คุณแม่ชียุ่นได้ถวายที่ดินซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ยุคประวัติศาสตร์ (ทราบได้เนื่องจากกราบเรียนถามหลวงปู่) ที่บ้านผึ้ง อำเภอสร้างคอม หลวงปู่จึงไปปักกลดอยู่ที่สำนักปฏิบัติธรรมโนนสวรรค์ บ้านผึ้ง ตลอดเดือนเมษายน

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า หลวงปู่อายุมากแล้ว มาอยู่ที่กันดารแบบนี้ลำบากมากนะคะหลวงปู่

หลวงปู่ตอบว่า “เราอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน”

แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่ไม่ยึดติดสถานที่ และอาจารย์พรพิมลเคยกราบเรียนถามหลวงปู่ตอนที่ไปนมัสการที่วัดบ้านผึ้งว่า ทำไมหลวงปู่ไม่ทำให้สังขารกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

หลวงปู่ตอบว่า “ไม่ต้องสนใจมันหรอก เป็นไปตามสังขาร”

ข้าพเจ้าขอเล่าย้อนไปใน พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้าพเจ้าฝันว่า เตี่ยข้าพเจ้าที่เสียชีวิตไปแล้วพาข้าพเจ้าเดินจงกรมในวัดบ้านจิก ทุกครั้งที่เดินออกจากตัวโบสถ์ ข้าพเจ้าจะเห็นกรุพระเก่าๆ อยู่ ข้าพเจ้าจึงเปิดกรุพระนั้นออกดู ปรากฏภายในกรุนั้นมีพระพุทธรูปดินปั้นองค์ประมาณฝ่ามือหลายองค์เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม และแถวบนสุดเป็นรูปปั้นพระโพธิสัตว์แบบเซรามิก สวยงามมาก ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนหลวงปู่ถึงความฝันและยังออกความคิดเห็นตามประสาคนโง่ ว่า

“หลวงปู่สงสัยวัดบ้านจิกจะเป็นวัดโบราณที่เก่าแก่มาก และน่าจะมีพระโบราณหลายองค์ฝังอยู่แน่ๆ”

หลวงปู่ตอบว่า “ไม่ใช่วัดโบราณหรอก สร้างในยุคนี้นี่เอง”

“แล้วทำไมจึงฝันเห็นแม้แต่พระดินปั้นแบบโบราณ”

หลวงปู่ไม่ตอบ จึงทำให้ข้าพเจ้าต้องการทราบความเป็นมาของวัด และต้องการทราบประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ แต่ไม่กล้าถามต่อ กลัวหลวงปู่จะเอ็ด ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า

“ไม่ทราบว่าถ้าปีนี้ครอบครัวของหนูจะขออนุญาตสร้างเหรียญที่ระลึกงานกฐินปีนี้ได้ไหมคะ”

หลวงปู่บอกว่ามีโรงงานน้ำตาลเขาสร้างไว้แล้ว กำลังปลุกเสกอยูในโบสถ์

“แล้วถ้าหนูจะขอสร้างล็อกเก็ตรูปหลวงปู่ จะได้ไหม”

หลวงปู่บอกว่า “ร้านทองเขาทำมาให้แล้ว”

น้องสาวข้าพเจ้าจึงถามว่า “อย่างนั้นขอทำหนังสือประวัติหลวงปู่นะคะ”

หลวงปู่ไม่ตอบว่ากระไร ข้าพเจ้าคิดเองว่า หลวงปู่อนุญาต วันต่อมาข้าพเจ้า พร้อมด้วยอาจารย์สุคนธา อาจารย์พรพิมล ได้นำเทปมาอัดและช่วยกันซักถามประวัติหลวงปู่

ข้าพเจ้าคิดเองว่า เรื่องทำประวัตินี้ง่ายๆ แต่เมื่อหลวงปู่เล่าให้ฟัง และบอกเหตุการณ์บางเหตุการณ์ให้ทราบเพื่อจะค้นในหนังสือประวัติศาสตร์ยุคนั้น เพื่อหา พ.ศ. ที่เกิดขึ้น ข้าพเจ้าและเพื่อนอาจารย์หลายท่านช่วยกันถอดเทปและเรียบเรียง

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นการยากมากในการเชื่อมเรื่องเข้าด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนหลวงปู่ว่า

“ยากมากเลยหลวงปู่ ไม่ทราบว่าจะทำหนังสือสำเร็จไหม”

หลวงปู่บอกว่า “เมื่อหนูฟังเรื่องราวจบแล้ว หนูก็จะเริ่มเรียบเรียงได้เอง”

แต่ขณะนั้นข้าพเจ้าคิดว่าจะทำได้อย่างไร แต่ข้าพเจ้าก็มีกำลังใจขึ้น และได้รับความร่วมมือจากเพื่อนอาจารย์หลายท่าน ช่วยจนสำเร็จได้ด้วยดีระดับหนึ่ง ซึ่งขณะสัมภาษณ์หลวงปู่นั้น หลวงปู่มีหลักธรรมะแทรกให้อีกเยอะมาก เพราะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำบุญ ข้าพเจ้าก็ถามเพื่อประดับสติปัญญา แล้วจึงเกิดความคิดว่า ต่อไปข้าพเจ้าจะทำหนังสือเกี่ยวกับถามตอบ (ปุจฉา-วิสัชนา)

จึงกราบเรียนหลวงปู่ไว้ว่า ต่อไปในอนาคตจะขอทำหนังสือ หลวงปู่ไม่ว่าอะไร (แต่อีก ๒ ปีต่อมาถึงได้ทำหนังสือปุจฉาขึ้น) ซึ่งหลังจากรวบรวมประวัติหลวงปู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ถามข้าพเจ้าว่า

“รู้คำตอบของความฝันที่เปิดกรุพระแล้วหรือยัง”

และในช่วงเข้าพรรษาในหลายปีมานี้ (ถึงปี ๒๕๔๓) หลวงปู่ได้ทำยาเม็ดโลหะสูตรโบราณ ซึ่งท่านพระเลขาท่านบอกว่าลำบากมาก และหลวงปู่ต้องทุ่มเททั้งเวลาและพลังจิตมากจึงจะทำได้สำเร็จ โดยหลวงปู่จะนำเม็ดยาโลหะนี้ไปไว้ในโบสถ์และปลุกเสกตลอดเข้าพรรษาของแต่ละปี ซึ่งหลังจากปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา หลวงปู่ได้หยุดสร้างยาเม็ดโลหะนี้ เนื่องจากหลวงปู่อายุมากขึ้น โดยเม็ดยาโลหะนี้หลวงปู่ได้แจกแก่ญาติโยมทั้งหลายที่มาขอเพื่อไว้ใช้รักษา เกี่ยวกับโรคมะเร็งหรือทางเดินอาหาร ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์อานุภาพยานี้บ่อยมาก

ครั้งหนึ่งมีโยมมาจากสหรัฐอเมริกามากราบขอพรหลวงปู่และได้เล่าอาการป่วยเป็นไวรัสในตับ ของสามีที่สหรัฐฯ ให้หลวงปู่ฟัง และขอบารมีหลวงปู่ให้แผ่เมตตาให้ หลวงปู่จึงมอบยานี้ให้และบอกสรรพคุณของยานี้ ข้าพเจ้าจึงได้ทราบสรรพคุณของยานี้จากหลวงปู่โดยตรงในวันนั้น

และข้าพเจ้าได้เห็นอานุภาพของยานี้เมื่อปี ๒๕๔๓ คุณป้า (อึ้งเหมียวเอง) ซึ่งเป็นพี่สาวคุณแม่ ป่วยเป็นมะเร็งในตับขั้นสุดท้าย หมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ต่อมาอีก ๑ เดือน อาการหนักมากขึ้น เดินไม่ไหว ตัวเหลือง มีอาการร้อนทุรนทุราย บอกให้ข้าพเจ้าไปขอยาเม็ดโลหะจากหลวงปู่

ข้าพเจ้าจึงไปเล่าอาการให้ หลวงปู่ฟัง หลวงปู่จึงให้ยามา ๑ เม็ด และสั่งให้นำข้าวสารไปไว้ในโบสถ์ หลวงปู่จะปลุกเสกให้นำไปหุงรับประทาน หลังจากที่รับประทานยาแล้ว คุณป้าไม่มีอาการทุรนทุราย และอยู่ต่อมาได้อีก ๒ เดือน ก็จากไปด้วยอาการสงบ ไม่เหมือนคนป่วยเป็นมะเร็งที่ตับเลย

มีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจสำหรับ คุณนารถน้อย (แม่น้อย ร้านขายข้าวสารศรีรุ่งเรืองได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อปีที่แล้วฝันเห็นหลวงปู่ ๒ คืนติดต่อกัน โดยในครั้งแรก นั่งพื้น กราบหลวงปู่อยู่ห่างๆ หลวงปู่ และคืนวันต่อมาก็ฝันแบบเดียวกันอีก แต่นั่งพื้นใกล้ๆ หลวงปู่มากกว่าฝันครั้งแรก แล้วคุณนารถน้อยบอกหลวงปู่ ว่าจะมากราบหลวงปู่

หลวงปู่ก็หันมาถามว่า “จะไปหนองเม็กหรือ” อีก ๒-๓ วันต่อมา มีเหตุเกิดขึ้นที่หนองเม็ก (หนองเม็กเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอหนองหาร) ซึ่งลูกสาวคุณนารถน้อยเปิดปั๊มน้ำมันและคุมกิจการอยู่กับเพื่อน มีธุระด่วนต้องลงกรุงเทพฯ จึงให้คนงาน ๒-๓ คนเฝ้าปั๊มแทน

บังเอิญ ๓ วันก่อนที่คุณนารถน้อยจะเดินทางมาหนองเม็ก มีคนเมามาอาละวาดที่ปั๊มน้ำมันเด็กปั๊มแก้ปัญหาไม่ได้จึงหนีไปอยู่กับลูกชายของคุณนารถน้อยที่บ้านดุง จึงปล่อยปั๊มน้ำมันทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแลอยู่หลายวัน

เมื่อคุณนารถน้อยเดินทางไปถึงปั๊มน้ำมัน พบเหตุการณ์วุ่นวายอย่างนี้ขึ้น จึงแปลความหมายของความฝันนั้นออกว่าหลวงปู่มาบอกเหตุให้ไปดูแลกิจการที่ปั๊มหนองเม็ก ซึ่งครั้งแรกที่ออกเดินทางไปหนองเม็กคิดว่าจะไปดูเฉยๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แล้วก็จะกลับอุดร แต่กลับต้องไปดูปั๊มนานถึง ๒ เดือนจึงได้กลับบ้านที่อุดรธานี ซึ่งจากคำบอกเล่าของคุณนารถน้อย แสดงถึงความเมตตาที่หลวงปู่มีต่อลูกศิษย์ไม่ว่าใกล้หรือไกล หลวงปู่จะแผ่เมตตาคุ้มครองและแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่มีญาณที่สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้


(มีต่อ ๑๙)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 10:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม)


หลวงปู่เมตตามาในความฝัน

โดย นางชูพักตร์ ชำนาญสาร
โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล



ข้าพเจ้าได้เคยไปทำบุญตักบาตรที่วัดบ้านจิกบ้างตามสมควรแก่โอกาสที่จะอำนวยให้ ในขณะที่ยืนรออยู่แถวๆ หน้าวัดนั้น ข้าพเจ้าจะนึกอยู่ในใจว่า ถ้าโชคดีก็คงได้ตักบาตรกับหลวงปู่ แต่ถ้าวันใดไม่เห็นหลวงปู่เดินถือบาตรนำหน้ามาก็ไม่เป็นไร หลวงปู่คงชราภาพแล้ว จึงลงมาเดินบิณฑบาตไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ตักบาตรกับพระรูปอื่นโดยไม่ติดใจอะไร

เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน ๒๕๓๗ เป็นช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังจะสร้างบ้านใหม่ ก็มีคนแนะนำว่า ก่อนที่จะทำพิธีลงเสาเอก ให้เอาหินทรายที่จะใช้ไปให้หลวงปู่สวดมนต์ให้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้าน ของเรา

ข้าพเจ้าและสามีจึงได้ไปนมัสการหลวงปู่ที่กุฏิ และกราบเรียนถึงความประสงค์ทั้งหมดที่มาในวันนั้น

หลวงปู่จึงบอกว่า ให้ฝากกระป๋องหินทรายเอาไว้ก่อนเพราะตอนเย็นจะมีการสวดมนต์ใหญ่ แล้วหลวงปู่จะสวดให้วันหลังจึงค่อยมารับไป

ข้าพเจ้าจึงฝากกระป๋องไว้ที่กุฏิหลวงปู่ แล้วกราบลากลับไป ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นเป็นวันศุกร์ และวันที่จะต้องทำพิธีลงเสาเอกเป็นตอนเช้าของวันจันทร์ เวลาประมาณ ๐๘.๐๐ น. ข้าพเจ้ามัวยุ่งอยู่กับการเตรียมข้าวของที่ต้องใช้ในพิธี จนลืมสนิทไปว่าต้องไปรับกระป๋องหินทรายที่ฝากไว้กับหลวงปู่ และเช้าตรู่ของวันจันทร์นั้นเอง ข้าพเจ้าตกใจตื่นขึ้น เพราะฝันเห็นหลวงปู่เดินยิ้มหิ้วกระป๋องหินทรายตรงเข้ามาหาข้าพเจ้า จึงนึกขึ้นได้และรีบไปรับกระป๋องที่วัดบ้านจิกนำมาทำพิธีลงเสาเอกทันในเช้าวันนั้น

ปัจจุบันครอบครัวของข้าพเจ้าพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างมีความสุข สงบ ร่มเย็น ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใจใดๆ เลย เพราะหลวงปู่ท่านได้เมตตาต่อพวกเราทุกคน เหมือนเป็นลูกเป็นหลานของท่านแท้ๆ


(มีต่อ ๒๐)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 11:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เรื่องเล่าของคุณทัศน์พงษ์ สกุลคู

ประธานกรรมการผู้จัดการ
บริษัทสำนักกฎหมายทัศน์พงษ์ สกุลคู จำกัด



เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องความประทับใจเกี่ยวกับประสบการณ์ในชีวิตขณะที่ข้าพเจ้าบวชเป็นพระที่วัดป่าบ้านจิกหรือวัดทิพยรัฐนิมิตร และหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม เป็นเจ้าอาวาสและเป็นเสมือนพ่อแม่ครูอาจารย์ของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าเคารพเหนือเศียรเกล้า

ข้าพเจ้าได้บันทึกเรื่องราวนี้จากความทรงจำ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๕ เนื่องจากได้รับการขอจากพี่สาวของข้าพเจ้า คือนางสาวพรพิมล สกุลคู ซึ่งแจ้งมาว่าจะจัดทำประวัติหลวงปู่ ซึ่งข้าพเจ้าก็รับคำด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าเข้าสู่เพศพรหมจรรย์โดยบวชที่วัดป่าบ้านจิก อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ในราว พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๓ ในช่วงเข้าพรรษา สาเหตุของการบวชนั้น เนื่องจากอยู่ในช่วงเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีและยังไม่มีงานทำ อีกทั้งมารดาของข้าพเจ้าก็ป่วยโดยโรคร้ายคือเป็นมะเร็งที่ปอด ทุกคนในครอบครัวจึงเห็นพ้องต้องกันว่าข้าพเจ้าควรบวชเพื่อทดแทนพระคุณของพ่อ แม่ เพื่อให้พ่อและแม่ได้เห็นผ้าเหลืองก่อนจะจากโลกนี้ไป

ในตอนแรกข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกไม่ค่อยจะอยากบวชเลย เพราะกลัวความลำบาก และรู้สึกกลัวหลวงปู่ถิร เพราะคิดว่าท่านเป็นพระที่ดุ ข้าพเจ้าเคยไปวัดตอนเด็กๆ เนื่องจากวัดนี้ยายและแม่รู้จักหลวงปู่และเคยเป็นโยมอุปัฏฐากที่วัดป่าบ้าน จิกมาก่อน ข้าพเจ้าเคยเห็นหลวงปู่ดุพระในวัด ซึ่งหลวงปู่จะดุด้วยเสียงที่ดังมาก

การบวซเริ่มด้วยการบวชเป็นนาค โดยหลวงปู่ให้นุ่งขาวห่มขาวและมาฝึกหัดปฏิบัติเรียนรู้และรักษาศีล ๘ อยู่ในวัดก่อนบวชจริงประมาณเดือนเศษ การบวชนาคที่วัดบ้านจิกนี้ไม่มีพิธีรีตองอะไร เป็นพิธีที่เรียบง่ายซึ่งข้าพเจ้าประทับใจมาก เพราะรู้สึกว่าวัดป่าบ้านจิกเป็นวัดของพระที่มุ่งปฏิบัติมากกว่าการยึดถือพิธีต่างๆ ดังบางวัดที่เคยเห็นมา

จำได้ว่าวันไปบวชนาคนั้น ข้าพเจ้าไปพร้อมกับแม่และพี่สาว (นางสาวสุภาพร สกุลคู) เอาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบหลวงปู่และพระที่โบสถ์ และทำพิธีโกนผมที่บริเวณริมสระน้ำหลังกุฏิของหลวงปู่ โดยแม่เป็นผู้ขลิบผม และท่านอาจารย์หมุนซึ่งขณะนั้นเป็นพระเลขา เป็นผู้โกนผมให้ ขณะเป็นนาคนั้น ท่านอาจารย์หมุนเป็นผู้สอนให้ท่องบทขานนาค ให้สวดให้ได้โดยไม่ให้ดูจากหนังสือ นอกจากนี้ ยังสอนให้รู้จักการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ การออกเสียงอักขระในภาษาบาลีที่ถูกต้อง ซึ่งในตอนนั้นรู้สึกว่ายากมากจนเกิดความไม่แน่ว่าจะบวชหรือไม่ เพราะถ้าท่องบทขานนาคไม่ได้ก็จะบวชไม่ได้ ต้องเป็นนาคอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะท่องได้

ต่อมาหลังจากได้บวชแล้วจึงเกิดความคิดขึ้นว่า การจะได้บวชเป็นของยาก กว่าจะบวชได้ต้องมีความอดทนและมีความเพียร ทั้งต่อการท่องบทขานนาคและการปรับตัวในการเป็นอยู่ในสภาพของนาคซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยชิน ดังนั้นจึงเกิดความภูมิใจที่สามารถผ่านความยากลำบากจนบวชได้

และมาระลึกได้ในภายหลัง หลังจากลาสิกขาหรือสึกออกมาแล้วว่า น่าจะเป็นอุบายของหลวงปู่ที่ต้องการให้รู้สึกว่าการจะได้บวชนั้นเป็นของยาก จะได้รู้ว่าการบวชมีคุณค่า ไม่ใช่บวชเพียงสักแต่ว่าทำตามประเพณีนิยมเท่านั้น เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ เหมือนกับนักเรียนที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกปลื้มปีติในการบวชก็คือ ได้รับเครื่องอัฐบริขาร ๘ ซึ่งเครื่องนุ่งห่มก็จะเป็นสีกรักที่เป็นสีเครื่องนุ่งห่มของพระกัมมัฏฐาน อันเป็นเครื่องหมายของพระที่มุ่งปฏิบัติเพื่อความรู้จริงและเพื่อความหลุดพ้น

ท่านพระอาจารย์หมุนได้สั่งสอนอบรมให้รู้จักวิธีทำความเพียรภาวนา รู้จักความหมายของการฟังเทศน์ การรักษาศีลของพระ การแสดงความเคารพต่อพระที่มีพรรษามากกว่า ทำให้ข้าพเจ้ารู้ซึ้งถึงคุณค่าของการบวช และรู้ว่าการที่ท่านให้รู้จักกราบพระตามอายุพรรษาก็เพื่อให้สามารถลดละทิฏฐิ ความถือตัวถือตน ยอมก้มหัวให้กับคนอื่นบ้าง เพราะถ้าเราไม่รู้จักลดทิฏฐิลงบ้างแล้ว เราก็จะพบแต่ความทุกข์

ขณะที่ข้าพเจ้ารับฟังการอบรมสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์หมุนและท่านพระอาจารย์เหรียญ ข้าพเจ้าจะต้องนั่งพับเพียบพนมมือในฐานะเป็นศิษย์ ซึ่งแต่ละครั้งจะนานมาก ใหม่ๆ รู้สึกทรมานมากเพราะเกิดอาการเป็นเหน็บ รู้สึกทั้งปวดและชาขา ต้องเปลี่ยนอิริยาบถโดยพลิกซ้ายพลิกขวาบ่อยๆ แต่ท่านอาจารย์ไม่หยุดสักที ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงกำหนดลมหายใจเข้าออกขณะฟังการอบรมสั่งสอน

จนครั้งหนึ่งขณะนั่งฟังคำสั่งสอนจากท่านพระอาจารย์และกำหนดลมหายใจไปด้วยนั้น ก็เกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ประทับใจไม่รู้ลืมขึ้น

คือเกิดรู้สึกกว่าจิตนิ่ง และมองเห็นแต่พระอาจารย์ที่กำลังอบรมสั่งสอน ส่วนพระองค์อื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นหายไปหมด เห็นเด่นแต่ท่านพระอาจารย์ผู้กำลังให้การอบรมเรา แม้แต่เสียงก็ปรากฏว่าได้ยินแต่เสียงพระอาจารย์ที่กำลังอบรมสั่งสอน ส่วนเสียงอื่นๆ ทั้งเสียงคน เสียงนก หรือเสียงสุนัข จะเงียบหายไปหมด

หลังจากบวชไปได้ระยะหนึ่ง ได้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจเกี่ยวกับหลวงปู่ กล่าวคือ หลังจากทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ทำสมาธิภาวนาในโบสถ์ตอนตีสี่ ทำวัตรสวดมนต์ ออกบิณฑบาต ฉันเสร็จ ล้างบาตรและถูกุฏิ ล้างกระโถน ซักสบงจีวรแล้ว มีเวลาว่างมากก็จะนอน (จำวัตร) เพราะก่อนทำวัตรเช้าต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อภาวนาไปจนถึงตีห้า และทำกิจวัตรต่างๆ ดังกล่าวมา กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาพอสมควร จึงรู้สึกง่วง และเมื่อนอนจะไปตื่นอีกทีประมาณก่อนเที่ยง

บ่ายสี่โมงเย็น (๑๖.๐๐ น.) จะขัดบาตร กวาดบริเวณวัดร่วมกับพระองค์อื่น จากนั้นจะสรงน้ำ แล้วพระทุกองค์จะเข้าโบสถ์ในเวลาประมาณ ๕ โมงเย็น (๑๗.๐๐ น.) นั่งภาวนาไปจนถึงเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม (๑๙.๐๐ น.) หลวงปู่จะมาที่โบสถ์และร่วมทำวัตรเย็นกับพระ จากนั้นหลวงปู่ก็จะเทศนาอบรมพระและญาติโยมที่เข้ามาร่วมภาวนาและทำวัตรเย็น ในโบสถ์ (ที่วัดป่าบ้านจิกจะเปิดโอกาสให้ญาติโยมและสาธุชนเข้ามาร่วมบำเพ็ญเพียร ภาวนาและทำวัตรเย็นที่วัด) ซึ่งเป็นกิจวัตรปกติที่หลวงปู่ทำเป็นประจำในสมัยที่หลวงปู่ยังแข็งแรง

ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นช่วงที่ข้าพเจ้าได้บวชมาประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ เย็นวันหนึ่งหลังจากภาวนา สวดมนต์ ทำวัตรเย็นแล้ว หลวงปู่ได้เทศนาอบรมพระเณรและญาติโยม ซึ่งดูเหมือนว่าในวันนี้จะมีจำนวนมาก โดยเทศน์ผ่านเครื่องกระจายเสียง ซึ่งเนื้อหาการเทศน์ช่วงหนึ่งมีใจความที่ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำไม่ลืมว่า

“พระที่มาบวชใหม่ซึ่งจะบวชเพียงพรรษาเดียว ถ้าเปรียบก็เหมือนคนที่วิ่งผ่านซ้ำหรือเดินผ่านน้ำเวลาอาบน้ำ ไม่สามารถชำระร่างกายให้สะอาดได้ เพราะการเดินหรือการวิ่งผ่านน้ำนั้นไม่มีเวลามากพอที่จะให้ชำระร่างกายให้ สะอาดจริงๆ ได้ จึงควรใช้เวลาช่วงนี้ (ช่วงที่บวช) ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะประกอบความเพียร โดยการนั่งสมาธิฝึกกัมมัฏฐาน เพราะถือว่าเป็นการสร้างบารมีสืบต่อความเพียรของเราไปในภพหน้าต่อไป ซึ่งคนธรรมดาจะหาโอกาสดีๆ เช่นนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อย่าทำตัวเป็นเหมือนหนอนในฐานส้วมที่อ้าปากรอให้อุจจาระในส้วมไหลเข้าปากรับ ประทานอย่างเดียว”

ความรู้สึกในตอนนั้นของข้าพเจ้ารู้สึกกว่าอับอายขายหน้ามาก รู้สึกว่าหลวงปู่ตั้งใจสั่งสอนข้าพเจ้าโดยตรง และรู้ดีกว่าทุกคนกำลังมองข้าพเจ้าอยู่ จากนั้นมา ข้าพเจ้าคิดว่าหลวงปู่สามารถล่วงรู้วาระจิตของคนอื่นได้ ทำให้ข้าพเจ้าเคารพและยำเกรงหลวงปู่มาก ซึ่งก็เป็นสิ่งดีที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความระมัดระวัง พยายามบังคับจิตไม่ให้คิดไปในทางที่ไม่ดีที่เป็นโทษและที่ผิดศีลผิดธรรม

การที่จะบังคับจิตไมให้คิดออกไปภายนอก จำเป็นจะต้องหางานให้จิตทำตลอดเวลา เพราะธรรมดาของจิตปุถุชนที่ยังมีกิเลสก็ย่อมจะคิดโน่นคิดนี่ ทั้งดีทั้งชั่วเป็นธรรมดา เพราะไม่เคยได้รับการบังคับอบรม มีแต่ปล่อยตามกิเลสมานาน จึงบังคับให้จิตทำงานโดยการบริกรรมพุทโธ หรือกำหนดลมหายใจ ให้จิตเป็นสมาธิทุกอิริยาบถ ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก บังคับได้บ้างไม่ได้บ้าง

มีอยู่ช่วงหนึ่ง จิตเผลอคิดไปในทางกามกิเลส ตามธรรมดาของชายหนุ่มซึ่งยังไม่สามารถบังคับจิตตัวเองได้ เหตุการณ์นี้เป็นเหตุให้ได้รับคำสั่งจากหลวงปู่ให้ไปสวดศพคนตายที่มีผู้นำมา ฌาปนกิจในวัด เป็นศพไร้ญาติและเป็นผู้หญิงที่มีอายุมากแล้ว สวดแล้วก็เผาในวันเดียวกันนั้นเลย เป็นการเผาแบบชาวบ้าน คือเอาฟืนมาก่อทับศพแล้วเผาสดให้เห็นเลย ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวมากเพราะเป็นการสวดศพครั้งแรก และเหตุการณ์นี้ก็ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งแน่ใจว่าหลวงปู่รู้วาระจิตของข้าพเจ้า และอยากให้ข้าพเจ้ารู้จักปลงในอสุภกัมมัฏฐานและให้จิตคลายจากกามราคะ มองเห็นทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย เป็นธรรมดา จะได้เลิกยึดมั่นถือมั่นในสังขาร

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าพอจะรู้วิธีควบคุมบังคับจิต เนื่องจากความกลัวว่า หลวงปู่จะรู้ว่าข้าพเจ้าคิดอะไรในทางที่ไม่ดี และจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับข้าพเจ้าซ้อนๆ กัน ข้าพเจ้าจึงเพียรพยายามโดยเร่งความเพียรอย่างหนักในทุกอิริยาบถ จึงทำให้เริ่มมีสติรู้ตัวตลอดเวลา แม้เวลาขณะฉันก็จะตั้งสติสำรวมกายไม่ให้ทำเสียงดังและไม่ให้อาหารหกออกนอกบาตร ไม่ให้ภาชนะกระทบกันเกิดเสียงดัง และไม่ให้จิตคิดฟุ้งซ่าน ขณะกวาดทำความสะอาดลานวัด ก็จะกำหนดลมหายใจพร้อมบริกรรมพุทโธไปด้วย เช่น กวาดไปทางซ้ายกำหนดระลึกว่า “พุท” กวาดไปด้านขวากำหนดระลึกว่า “โธ” ไปเรื่อยๆ ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนรู้สึกกว่าจิตเริ่มมีความมั่นคงมีสมาธิ รู้สึกว่าบริเวณหน้าผากมีอาการตึงแน่น แม้จะเลิกบริกรรมแล้วอาการนี้ก็ยังอยู่ (แม้ปัจจุบันขณะนี้ถ้ากำหนดจิตก็จะเกิดอาการเช่นนี้ แต่นานๆ ครั้งจะกำหนดจิตได้นิ่ง ไม่เหมือนขณะบวช) เมื่อกำหนดจิตเป็นสมาธิทุกอิริยาบถตลอดเวลา

เย็นวันหนึ่ง เมื่อนั่งสมาธิในโบสถ์ได้เกิดความรู้สึกอัศจรรย์ขึ้น คือเห็นแสงสีต่างๆ หลากหลายสี เช่น สีส้ม สีขาว สีชมพู สีม่วง สลับไปมา บางครั้งเกิดอาการเหมือนตัวเบาลอยขึ้นไปข้างบน บางครั้งรู้สึกตัวยาวยืดขึ้นไปข้างบนก็มี และบางครั้งรู้สึกเหมือนว่าสามารถมองทะลุหนังตาออกไปได้ เห็นหนังตาเป็นเหมือนฉากบางๆ ขณะมีพระรูปอื่นเดินผ่านหน้าเราไป จะสามารถเห็นเป็นเงาผ่านหน้าเราไป บางครั้งรู้สึกเย็นที่คอ

และที่ประทับใจของข้าพเจ้ามากที่สุด ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นช่วงใกล้จะออกพรรษา ขณะนั้นเป็นขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งสมาธิในโบสถ์ เกิดความรู้สึกกว่าเป็นการนั่งไปตามหน้าที่ ไม่ได้คอยคิดว่าจะเห็นอะไรหรือไม่ มีหน้าที่กำหนดจิตบริกรรมและกำหนดลมหายใจก็ทำไป รู้สึกว่านั่งไปได้สักครู่ก็เกิดอาการแน่นตรงหน้าผากมากผิดปกติ ต่อมาเกิดอาการผ่อนคลายตรงหน้าผากอย่างรวดเร็ว และปรากฏแสงสว่างจ้านวลใส เป็นแสงที่เย็นตามาก เกิดความรู้สึกสุขใจ ปีติ อิ่มใจอย่างไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิต แสงสว่างนั้นมีลักษณะเหมือนดวงแก้ว ซึ่งข้าพเจ้าเห็นเพียงครึ่งดวง ขณะนั้นมีความสุขมาก เกิดอาการอยากจะเห็นเต็มดวงจึงพยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อให้เห็นเต็มดวงทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ ดวงแก้วจึงหายไป

ในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้น เหตุการณ์ที่เห็นดวงแก้ว ขณะนั้นกินเวลารวดเร็วมาก ไม่ถึง ๕ นาที หลังจากนั้นจึงลืมตาขึ้น รู้สึกเสียดายมาก แต่ร่างกายขณะนั้นมีพละกำลังเหมือนกับว่าได้ผ่านการพักผ่อนมาเป็นเวลานาน และจากเหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความเชื่อมั่น แน่ใจในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจริง ชาติภพมีจริง สวรรค์มีจริง นรกมีจริง ข้าพเจ้ายังจดจำมาจนถึงทุกวันนี้

จากนั้นรู้สึกติดสมาธิ อยากจะมีประสบการณ์เช่นเดิมอีก จึงเร่งความเพียรไม่ให้ขาด แม้การเดินจงกรมที่เมื่อก่อนไม่กล้าไปเดินหน้าเมรุเผาศพ ระยะหลังเกิดความกล้าขึ้น จึงไปเดินจงกรมหน้าเมรุเผาศพก่อนไปทำวัตรเย็นตอน ๑ ทุ่ม โดยไม่เข้าไปนั่งสมาธิเลย เพราะเดินจงกรมแล้วบางครั้งเกิดความอัศจรรย์ขณะเดินจงกรม กล่าวคือ ขณะเดินจงกรมไปมาและกำหนดการก้าวเท้าไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่าบางครั้งเห็นพื้นสว่างขึ้นมาเป็นระยะ สว่างมากจนมองเห็นลักษณะรายละเอียดของพื้นว่าเป็นดินทรายแซมด้วยหญ้า แล้วต่อมาแสงก็หายไป ขณะเกิดเหตุการณ์นี้เป็นเวลาโพล้เพล้ใกล้จะมืดแล้ว มองอะไรก็เห็นไม่ซัดเจน

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำข้าพเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือวิธีอบรมสั่งสอนของหลวงปู่ที่ตรงไปตรงมา เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง มีพระองค์หนึ่งมาจากที่อื่นจรมาขอพักอยู่ที่วัด พระองค์นี้มีเงินติดตัวมาเป็นจำนวนหลายพันบาท ต่อมาเงินเกิดหายไป มารู้ตัวเอาในตอนรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง ในเช้าวันนั้น หลังสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว หลวงปู่ได้เทศนาในโบสถ์มีใจความตอนหนึ่งว่า

“โจรมันมาสอนพระ เพราะพระไม่ควรมีทรัพย์ติดตัวหรือเก็บสะสมรักษาทรัพย์ไว้กับตัว”

เป็นการสอนให้พระรู้สึกสำนึกในฐานะของตนและการรักษาพระธรรมวินัย อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งถึงความเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อข้าพเจ้าและครอบครัวก็คือ หลวงปู่เมตตาให้ข้าพเจ้ากลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่โดยเฉพาะแม่ที่กำลังป่วย เพื่อช่วยอบรมให้แม่รู้จักวิธีภาวนาทำความเพียรจากประสบการณ์ของตัวเราเองที่มีอยู่ เหมือนกับหลวงปู่จะรู้ว่าข้าพเจ้าพอจะรู้อะไรจากการฝึกภาวนาอยู่บ้าง และเพื่อให้พ่อกับแม่ดีใจ

นอกจากนี้ หลวงปู่ยังฝึกให้รู้จักเทศน์ให้ญาติโยมฟัง ช่วงก่อนทำวัตรเย็นในโบสถ์สลับกับพระบวชใหม่อีกองค์ทุกวัน ประสบการณ์นี้มีเหตุให้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ช่วยให้ข้าพเจ้าได้ลดละทิฏฐิมานะในตัวลงบ้าง และทำให้เกิดความกล้าหาญและฝึกความมีสติและสมาธิด้วย

มีครั้งหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์โดยอ่านพระไตรปิฎกให้ญาติโยมฟัง และเมื่ออ่านแต่ละกัณฑ์จบลง ก็จะต้องให้พร ครั้งนั้น เมื่อให้พรถึง “สัพพีติโย...” ก็ลืมบทสวดตอนต่อไป ค้างอยู่นานประมาณเกือบ ๕ นาทีจึงสามารถนึกออกและสวดให้พรจนจบ ความรู้สึกขณะนึกบทสวดไม่ออกนั้น แย่มาก แต่ก็ผ่านมาได้

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจมากก็คือ หลวงปู่อนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธชินราชจำลองที่แม่ ของข้าพเจ้าถวายในตอนที่แม่ป่วย ข้าพเจ้าตื่นเต้นและตื้นตันใจที่ได้ร่วมสวดมนต์และร่วมอธิษฐานจิตร่วมกับพระ อื่นๆ และหลวงปู่

นอกจากนี้ ทุกวันทางบ้านของข้าพเจ้าจะเอาข้าวสารมาไว้ที่โบสถ์เพื่อว่าตอนเย็นพระทุกรูปจะมาร่วมสวดทำวัตร เพราะเชื่อว่า ด้วยพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และสังฆานุภาพ และการสำรวมและอธิษฐานจิต จะเป็นพลังปลุกเสกให้ข้าวมีพลังช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของแม่ได้ และถึงใครจะไม่เชื่อหรือหากว่าข้าพเจ้าและทุกคนในครอบครัวงมงายก็ตาม แต่ข้าพเจ้าและทุกคนในครอบครัวได้ประจักษ์และเชื่อว่าพลังแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพลังบุญ ช่วยแม่ได้จริง ดังหลักฐานที่เกิดกับแม่

กล่าวคือ แม่มีอายุยืนยาวต่อมาหลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดถึง ๓ ปี แม้หมอผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ จะบอกว่าแม่จะมีอายุอยู่ได้เพียง ๓-๖ เดือนเท่านั้น

โดยแม่ไม่ได้มีอาการเจ็บปวดทรมานจากมะเร็งแต่อย่างใด และที่จำได้ก็คือ ในตอนแรกที่ทราบว่าแม่ป่วยเป็นโรคนี้ ทุกคนมีความเสียใจ เศร้าใจ และได้พากันไปหาหลวงปู่และขอคำแนะนำ และบอกหลวงปู่ว่าจะมาทำบุญต่ออายุแม่ และบอกว่าจะขอให้แม่อยู่ต่อไปอีกสัก ๓ ปีด้วยกลัวว่าจะต่ออายุไม่ได้ จึงไม่กล้าจะบอกว่าจะต่ออายุอีกมากกว่านั้น ผลก็ปรากฏว่า แม่มีอายุต่อมาอีกประมาณ ๓ ปีพอดี

และจากเหตุการณ์ที่ได้สวดมนต์ปลุกเสกข้าวนี้ มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากทำสมาธิได้ระดับหนึ่งแล้ว ก่อนจะทำวัตรเช้าที่โบสถ์ ข้าพเจ้าได้ไปเดินจงกรมหน้ากุฏิซึ่ง เป็นช่วงเวลาประมาณตีสี่ (๐๔.๐๐ น.) เดินไปได้สักครู่ก็เกิดความรู้สึกตื้นตันระลึกถึงคุณของพ่อและแม่ขึ้นมา และเกิดความรู้สึกเสียใจที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยระลึกถึงพระคุณคิดจะตอบแทนพระ คุณของท่าน มานึกขึ้นได้ก็เมื่อท่านเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายและคงจะมีชีวิตอยู่กับเราได้ไม่นาน จึงตั้งใจว่าจะใช้เวลาในช่วงบวชประพฤติปฏิบัติตนให้ดีที่สุด จะปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรมเพื่อให้เกิดบุญกุศลไปถึงพ่อและแม่

นอกจากประสบการณ์ที่มีค่าต่างๆ ที่ประทับใจแล้ว ข้าพเจ้ายังรู้สึกซาบซึ้งประทับใจในคำสอนของหลวงปู่และของท่านพระอาจารย์หมุน ท่านพระอาจารย์เหรียญ ซึ่งข้าพเจ้าเคารพท่านและขอกราบระลึกถึงพระคุณของท่าน ยึดถือท่านว่าเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าตลอดมา ตัวอย่างคำสอนหนึ่งซึ่งมีค่าประทับใจของข้าพเจ้าตลอดมาก็คือ

ความเชื่อของคนทั่วไปมักจะเชื่อว่า ถ้าได้บวชลูกชาย ลูกจะสามารถจูงพ่อแม่และญาติพ้นนรก และพาพ่อแม่และญาติขึ้นสวรรค์ได้หลังจากพ่อแม่และญาติตายไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลวงปู่และพระอาจารย์สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การที่ลูกบวชในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ จะทำให้พ่อและแม่รวมทั้งญาติเข้าวัดมาทำบุญ เปรียบเหมือนว่าลูกจูงพ่อแม่มาเข้าวัด ซึ่งนอกจากจะมาทำบุญแล้ว ก็จะได้มาเรียนรู้ศาสนา เรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และมาอนุโมทนาบุญจากการบวชของลูก ซึ่งเป็นการสร้างสมความดีใส่ตัว และเกิดการซึมซับความดีสู่จิตใจ เมื่อตายละโลกนี้ไปแล้วก็จะไปสู่สุคติภพ มีสวรรค์เป็นต้น นี่คือความหมายที่แท้จริงของการบวชของลูกที่สามารถจูงพ่อแม่และญาติขึ้นสวรรค์ ซึ่งข้าพเจ้าเพิ่งจะมาเข้าใจตอนบวช

นอกจากนี้ หลวงปู่ยังสอนว่าการทำความเพียรจะทำให้เราฟังเทศน์ได้รู้เรื่อง สมัยก่อนเวลาเราฟังพระเทศน์ เราไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าใดนัก หลังจากเราได้รู้จักฝึกปฏิบัติใจแล้ว เมื่อฟังเทศน์จะรู้จักเข้าใจความหมายของเนื้อหาธรรมะที่พระเทศน์มากขึ้น

ที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งหมดคือประสบการณ์ในการบวชและการได้มาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าที่ประมาณไมได้ ความเมตตากรุณาของหลวงปู่ที่ให้การอบรมสั่งสอนด้วยอุบายที่ฉลาดลึกซึ้ง รู้เท่าทันกิเลสของข้าพเจ้าทำให้ข้าพเจ้ารู้ซึ้งถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา เป็นคนมีหลักใจ มีหลักยึดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่งได้มาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม ซึ่งข้าพเจ้ามั่นใจว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่สามารถกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ ข้าพเจ้าขอกราบเท้าด้วยความเคารพและเทิดทูนด้วยเศียรเกล้า หากกรรมอันใดที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินหลวงปู่ด้วยกาย วาจา และใจ ทั้งต่อหน้า ลับหลัง ด้วยเจตนาก็ดี ไม่ได้เจตนาก็ดี รู้เท่าถึงการณ์ก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอหลวงปู่โปรดอโหสิกรรมอย่าให้เป็นเวรกรรมแก่ข้าพเจ้าเพื่อการสำรวมระวังต่อไป และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยปกปักรักษาให้หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิร่มไทรที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแก่ศิษย์และพุทธศาสนิกชนไปนานๆ ด้วยเทอญ

ข้าพเจ้าหวังว่าประสบการณ์ต่างๆ ที่เล่ามานี้จะเป็นคติและมีประโยชน์แก่ท่านสาธุชนทั้งหลายบ้างไม่มากก็น้อย


(มีต่อ ๒๑)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 11:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ความประทับใจในหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม

โดย ลูกศิษย์


ผมย้ายมาจากจังหวัดชลบุรีเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๗ ในขณะที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๕ คุณพ่อคุณแม่มักจะพาไปวัดป่าบ้านตาดอยู่เสมอ หรือไม่ก็ไปวัดโพธิสมภรณ์ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้บ้าน แต่ไม่เคยมาวัดบ้านจิกเลยเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๐ นี้เอง ได้มีเพื่อนร่วมงานที่บริษัทชวนไปทำบุญที่วัดบ้านจิก

ผมเองโดยปกติก็ชอบทำบุญอยู่แล้ว ก็เลยทำให้รู้จักวัดบ้านจิก และในที่สุดก็ได้มีโอกาสบวชที่วัดนี้เองเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยมาบวชพร้อมกับพี่ชายอีกคนหนึ่งยังความซาบซึ้งใจให้กับคุณแม่เป็นที่ยิ่ง นัก

ในการบวชพระที่วัดบ้านจิกนั้น โดยปกติหลวงปู่จะนั่งเป็นประธานในการบวชด้วยเสมอ โดยจะนั่งอยู่ข้างหลังพระอุปัชฌาย์ ผมเองไม่ทราบแน่ชัดว่าหลวงปู่มานั่งทำไม เพราะที่วัดอื่นก็เห็นมีแต่พระอุปัชฌาย์และคณะสงฆ์ ได้ยินบางคนก็บอกว่า...หลวงปู่ท่านกำหนดจิตดูว่าคนที่มาขอบวชนั้นจะสร้าง ปัญหาความเดือดร้อนหรือไม่ หรือมาตั้งใจปฏิบัติ เพราะยิ่งช่วงเข้าพรรษาก็มักจะมีคนมาบวชกันมาก บางทีก็มาทะเลาะวิวาทกันบางทีก็มาชวนกันเล่น สร้างความเสื่อมเสียให้กับพระพุทธศาสนา แต่สำหรับผม การที่หลวงปู่ท่านมานั่งเป็นประธานในพิธีนั้น เหมือนกับท่านมาเตือนว่า ให้ตั้งใจให้ดี การบวชครั้งนี้สำคัญมากนะ... คล้ายๆ กับการที่เวลาเราเรียนจบแล้ว ในหลวงเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรให้ บัณฑิตเหล่านั้นก็จะภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

ผมได้มีโอกาสมารู้จักหลวงปู่เมื่อตอนท่านอายุมากแล้ว แต่ผมได้ซึมซับความมีเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้จากท่าน อีกทั้งท่านก็เป็นแบบอย่างที่ดี อย่างเช่นในเรื่องการบิณฑบาต ผมเคยเห็นพระหลายๆ รูป มีทั้งหนุ่มและแก่ ที่นั่งสามล้อมาบิณฑบาต แต่สำหรับหลวงปู่แล้ว ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือหนาวแค่ไหน พวกเราจะเห็นหลวงปู่ออกมาเดินนำขบวนพระสงฆ์บิณฑบาตอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นกำลังใจให้ต่อสู้กับความขี้เกียจได้เป็นอย่างดี เพราะว่าเวลาขี้เกียจลุกจากที่นอนทีไร แล้วนึกถึงหลวงปู่ว่า... ท่านอายุมากแล้วท่านยังลุกมาทำวัตร มาบิณฑบาตเลย เราจะมัวแต่นอนอยู่ได้อย่างไร... เท่านี้ก็นอนต่อไม่ลงแล้วครับ !!

กิจกรรมตอนบ่ายของหลวงปู่ที่วัดบ้านจิกก็คือ เดินออกกำลังกายตรวจรอบๆ บริเวณวัด ในช่วงที่ผมบวชอยู่นั้น มีวันหนึ่งผมกำลังกวาดใบไม้ในเส้นทางที่ท่านจะเดินผ่านพอดี และเข้าไปขอโอกาสให้ท่านเกาะแขนเดินออกกำลังกาย ขณะที่กำลังรู้สึกปีติอยู่นั้น ก็มีความคิดเรื่องโบสถ์แวบขึ้นมาว่า ทำไมท่านต้องสร้างใหญ่โตด้วย ชั้นบนก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ทำแบบวัดป่าน่าจะดีกว่า... ทั้งๆ ที่เราก็พยายามพุทโธ และสำรวมความคิดแล้วเชียวนา ก็ยังไม่วาย...

หลังจากวันนั้นแล้ว ผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆ ท่านที่กุฏิหลวงปู่อีก หลวงปู่ท่านก็เดินไปเดินมา และก็ชี้ไปที่ห้องต่างๆ และก็พูดว่า ตอนที่ท่านสร้างไม่รู้หรอกว่าต่อไปจะเป็นห้องคอมพิวเตอร์ แต่ท่านสร้างตามนิมิตที่ท่านเห็นเท่านั้นเอง ผมก็เลยมาถึงบางอ้อว่า การที่ท่านสร้างโบสถ์หรืออะไรก็แล้วแต่ ท่านไม่ได้สร้างด้วยความอยาก ผมก็ได้แต่นึกขอขมาท่านอยู่ในใจและเตือนตัวเองให้สำรวมความคิดและอยู่กับพุทโธมากขึ้น... มากขึ้น

เพราะการกระทำใดๆ ของผู้ห่างไกลจากกิเลสนั้นย่อมอยู่นอกเหนือความคาดเดาของเราผู้ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลสอย่างหาที่เปรียบมิได้

การได้มีโอกาสสรงน้ำหลวงปู่ในตอนเย็นนั้นก็ถือว่าเป็นมงคลยิ่ง ทำให้หัวใจชุ่มเย็นเหมือนได้พลังใจพร้อมที่จะเข้าไปต่อสู้กับการปวดเมื่อย จากการนั่งสมาธิอีก ๒ ชั่วโมงอย่างกระตือรือร้น มีโยมบางคนก็หาโอกาสมาสรงน้ำท่านอยู่เสมอๆ ใครทำใครได้นะครับ...

เรื่องที่ประทับใจอีกเรื่องก็คือ เรื่องการเทศน์ของหลวงปู่ หลวงปู่จะเทศน์ก่อนทำวัตรเย็นประมาณ ๒ ทุ่ม ซึ่งก็เป็นเวลาที่เราเข้ามาในโบสถ์และนั่งสมาธิกันมาแล้วประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง ถ้าวันไหนนั่งสมาธิแล้วจิตใจสงบเยือกเย็นดี ไม่ค่อยฟุ้งซ่าน เวลาได้ยินเสียงเทศน์ของหลวงปู่ ก็เสมือนได้รับกระแสแห่งธรรมะซึมซับเข้าไปในจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าวันไหนจิตใจฟุ้งซ่าน เวทนาต่างๆ รุนแรง ขณะที่กำลังจวนเจียนจะพ่ายแพ้นั้นเอง เสียงหลวงปู่จะเป็นเสมือนระฆังหมดยก ให้โอกาสได้พักหายใจ (เฮ้อ ! รอดตายแล้วเรา...)

ในช่วงที่ผมเป็นพระ ได้เคยขอพรหลวงปู่ ท่านก็บอกว่า ให้พุทโธนะ พุทโธเป็นอาวุธสำคัญของท่าน ทำให้ผมเอง เวลาเห็นหลวงปู่ แล้วลืมพุทโธอยู่ ก็จะรีบพุทโธ หรือเวลานึกถึงหลวงปู่ ก็จะรีบพุทโธ เพราะเวลาท่านเทศน์ทีไร ตอนสุดท้ายท่านจะเทศน์ว่า นี่แหละจึงได้ชื่อว่าเราเป็นผู้ประกอบความเพียรด้วยความไม่ประมาท เหมือนกับท่านจะย้ำเตือนให้เราทุกคนตั้งใจทำความเพียร และมีพุทโธอยู่เสมอ ดังนั้น เวลาเข้าไปกราบท่าน หรือเอาของไปถวายหลวงปู่ ก็จะไม่ค่อยได้สนทนากับท่านมากนัก อย่างมากก็ ๑-๒ ประโยค เสร็จแล้วรีบกราบลา เพื่อให้ท่านได้พักผ่อน

สุดท้ายนี้บุญกุศลใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาดีแล้ว ทั้งในชาตินี้และอดีตชาติ รวมทั้งที่จะทำต่อไปในอนาคตนั้น ขอน้อมถวายแต่หลวงปู่ถิรด้วยเศียรเกล้า ขอให้หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรงและถึงฝั่งแห่งพระนิพพานโดยเร็วพลันยิ่งเทอญ


(มีต่อ ๒๒)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 11:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เมตตาบารมีจากหลวงพ่อ

เล่าโดย นางหทัยพร กำหนดแน่ ศษ.ม. (การบริหารการศึกษา)
วิทยากรระดับจังหวัด โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ



ข้าพเจ้าอยากเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่า บรรพบุรุษของข้าพเจ้าชอบทำบุญทำทานปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ แม้การสร้างจุลกฐินในสมัยโบราณโน้นถือว่าสร้างยากมาก แต่ทางครอบครัวก็สร้างถวายทุกๆ ปี อีกทั้งยังถวายที่ดินส่วนหนึ่งให้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เพื่อสร้างวัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร และถวายที่ดินสร้างวัดโพธิ์ศรีสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

คุณย่าของข้าพเจ้าชื่อ คุณย่าชุมรี สิริจันทพันธุ์ เป็นบุตรีของท่านขุนพินิจชัยวินิจ คนในวัดบ้านจิกมักจะเรียกท่านว่า คุณยายชุมรี เป็นโยมอุปัฏฐาก ปฏิบัติดูแลวัดบ้านจิกมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ เรื่อยมาจนกระทั่งอายุมากขึ้นจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้คนอื่นดูแลต่อไป โดยได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ (หลวงปู่ถิร) คุณย่าชอบมาถืออุโบสถศีล นอนที่วัดและมักจะพาข้าพเจ้ามาด้วย จำได้ว่าย่าพามานอนจำศีลในวัดที่ศาลาหลังเก่า หลังที่ถูกพายุพัดพังทลายไปแล้ว ตอนนั้นอายุประมาณ ๕ ขวบ วัดยังไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด น้ำมันมะพร้าว

ครั้งหนึ่ง มีศพที่เกิดจากอุบัติเหตุ ห่อด้วยเสื่อมาวางไว้บนศาลา ข้าพเจ้าก็นั่งมองจนหลับไปในที่สุด

จากการนำพาปฏิบัติของคุณย่าทำให้ข้าพเจ้ามีใจรักในการทำบุญทำกุศลตามไปด้วย ข้าพเจ้ามากราบหลวงพ่อทุกวันพระ

และจะจัดดอกกล้วยไม้อุดรซันชายน์ กล้วยไม้ผีเสื้อดอกสีแดงเข้ม จำปีสีเหลือง กรรณิการ์ ราชาวดี มากราบถวายหลวงพ่อด้วยความศรัทธา หลวงพ่อสอนธรรมะชี้แนะว่า

“ไม่ยึดอดีต ให้ถือปัจจุบัน ปฏิบัติศีล สมาธิ ทาน ภาวนา อย่างสม่ำเสมอ”

เมื่อสิ้นคุณย่าแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงคุณย่ามาก ได้เล่าถวายให้หลวงพ่อฟังว่าคิดถึงคุณย่า หลวงพ่อสอนว่า

“ถ้าคิดถึงก็ปฏิบัติ สมาธิ ภาวนา ให้เหมือนที่ย่าเคยทำ”

พ.ศ. ๒๕๓๓ เป็นปีที่ฉลองโบสถ์ใหม่ ซึ่งก็คือโบสถ์หลังปัจจุบันนี้ หลวงพ่อเดินเข้ามาบอกว่า

“แดง มาบวชชีพราหมณ์”

ข้าพเจ้าไม่เคยอดข้าว ไม่เคยถือศีล ๘ และก็คิดว่าเราต้องไปทำงาน จะถือศีล ก็ได้อย่างไร เพราะความไม่เข้าใจถึงศีลอย่างถ่องแท้นั่นเอง จึงรีบตอบหลวงพ่อไปว่า

“ไม่ได้เจ้าค่ะ หลวงพ่อ ลูกไปทำงานทุกวัน”

หลวงพ่อก็พูดว่า

“บวช ๒-๓ วันก็ได้ มาบวชวันเสาร์ วันอาทิตย์”

ข้าพเจ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องมาบวชวันศุกร์จนถึงวันศุกร์ต่อไปครบ ๗ วัน ในระหว่างปฏิบัติธรรมอยู่นี้ ได้เห็นอานิสงส์ผลบุญของการปฏิบัติ คือ วันแรกๆ ยุงกัดจนตัวลายไปหมด ข้าพเจ้าพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ตบยุง พอล่วงเข้าวันที่ ๓ วันที่ ๔ ยุงไม่มากัดเลย เพราะเราถือศีล ๘ ครบ บริสุทธิ์

ขณะนั่งสมาธิภาวนา ก็ต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดขาที่เป็นเหน็บชา มันแสนทรมาน

หลวงพ่อสอนว่า “ปวด ช่างมัน สังขาร ทนปวด ทนเจ็บให้เห็นทุกข์ แล้วจะพบสุข”

ขามันเป็นเหน็บ ปวดมาก เหมือนมันจะใหญ่ขึ้นๆ จนถึงคอ (ในความรู้สึกของข้าพเจ้า) ก็สู้อดทน จนในที่สุด ความเจ็บปวด เหน็บชา หายไป ตัวเบา เกิดสุข ขอให้ท่านผู้อ่านมาปฏิบัติเองดูเถิด เพราะเรื่องนี้เป็น “โอปนยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหิติ” รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน

หลังจากลาสิกขาจากชีพราหมณ์ได้ ๑ สัปดาห์ รถยนต์ก็เกิดอุบัติเหตุ คนขับรถตายคาที่ ดูสภาพรถแล้ว ถ้ามีคนนั่งในรถกี่คนๆ ก็จะไม่เหลือรอดชีวิตเลย รถคันนี้ก็เพิ่งจะซื้อมาได้ ๓ เดือน เพื่อนมาขอยืมไปขับเพื่อตามหารถอีกคัน เขายืมรถไป เราไม่มีรถ จึงต้องใช้รถยนต์คันเก่า กลับมาก็ทราบข่าวว่ารถคันใหม่ของตัวเองเกิดอุบัติเหตุแล้ว

นี่แหละ หลวงพ่อจึงบอกให้บวชชีพราหมณ์ ท่านรู้อดีต อนาคต รู้วาระจิต ข้าพเจ้าพิจารณาดูจึงรู้ว่าด้วยบารมีของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าและครอบครัวจึงรอดชีวิตมาจนบัดนี้

ข้าพเจ้าสำนึกในเมตตาคุณของหลวงพ่อจนหาที่สุดไม่ได้ ไม่ทราบจะทดแทนอย่างไรจึงจะคุ้มค่ากับความกรุณาเมตตาของหลวงพ่อ ทุกวันนี้คิดว่าสิ่งที่จะทำถวายหลวงพ่อได้ดีที่สุดคือ “การปฏิบัติภาวนาสมาธิ” ปฏิบัติให้มาก มีเวลาก็รีบทำสมาธิทำความดี

ขออำนาจคุณพระรัตนตรัยจงปกป้องอภิบาลแก่ผู้อ่าน ผู้ปฏิบัติทุกท่าน ให้ปราศจากอุปสรรคภัยอันตรายทั้งปวง


(มีต่อ ๒๓)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 11:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เรื่อง “พระธรรมพาเข้ามาเอง”

โดย สุทิน คูวัฒนาสุชาติ


ผมรู้จักวัดบ้านจิกครั้งแรกในราว พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๐ ช่วงนั้นผมรู้สึกอยากจะทำบุญ และบังเอิญวันหนึ่งในยามว่างผมได้ปั่นจักรยานเล่นไปตามถนนต่างๆ ปั่นไปเรื่อยๆ ก็ไปพบวัดอยู่วัดหนึ่ง มองเข้าไปในบริเวณวัดเต็มไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ๆ มากมาย และเห็นโบสถ์เก่าอยู่ ๑ หลัง อยู่สภาพทรุดโทรม จึงคิดในใจว่า “ทำไมไม่มีการซ่อมแซมกันบ้างเลย หรือจะเป็นเพราะว่าวัดนี้ไม่ค่อยมีคนเข้ามาทำบุญ” ในใจเกิดศรัทธาอยากจะทำบุญ จึงตั้งใจว่าสักวันหนึ่งถ้ามีเงินจะมาทำบุญช่วยสร้างโบสถ์กับเจ้าอาวาส ในตอนนั้นผมยังไม่เคยเห็นและไม่รู้จักท่าน แต่ในใจคิดอยากจะทำบุญกับท่าน ต่อมาภายหลังผมจึงได้ทราบว่าวัดนี้ชื่อวัดบ้านจิก

เวลาผ่านไป วันหนึ่งเวลาใกล้จะบ่ายโมง ผมก็ปั่นจักรยานไปที่วัด ตั้งใจจะไปทำบุญกับเจ้าอาวาส เมื่อไปถึงหน้ากุฏิท่าน รู้สึกได้ถึงความเงียบสงัด ไม่เห็นพระหรือใครเลย ไม่เห็นแม้แต่สุนัข สมัยนั้นไม่มี ไม่เหมือนสมัยนี้ สักครู่ก็เห็นท่านเจ้าอาวาสเดินออกมาจากกุฏิ ท่านนุ่งสบงห่มอังสะ ใบหน้าของท่านมีรอยยิ้ม มองมาทางผม ท่านเดินนำผมกลับเข้าไปในกุฏิ และท่านก็นั่งลงในที่อาสนะของท่าน ผมเองนั่งลงกับพื้นและกราบท่าน ๓ ครั้ง และเรียนท่านว่าจะขอทำบุญสร้างโบสถ์กับท่าน และได้เอาใบปวารณามาเขียนถวายปัจจัยท่าน โดยแยกปัจจัยไว้ต่างหาก ท่านก็รับเฉพาะใบปวารณา เพราะท่านเป็นพระป่าถือธุดงค์ ไม่เก็บเงินไว้กับตัว จากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไปทำบุญกับท่านบ่อยครั้ง และได้เห็นใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้ม มีเมตตาของท่านทุกครั้ง เมื่อมองดูรอบๆ วัด ก็ยังไม่เห็นมีการสร้างโบสถ์ใหม่สักที เห็นแต่โบสถ์หลังเก่าอย่างเดิม แต่ผมไม่ได้ถามอะไรกับท่าน

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ผมไปวัดอีกครั้ง ก็เห็นว่ากำลังมีการก่อวางฐานสร้างโบสถ์หลังใหม่อยู่บริเวณตรงข้ามกับกุฏิของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งผมจะขอเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” ผมเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นว่าวัดจะมีโบสถ์ใหม่อย่างที่ผมตั้งใจไว้ จากนั้นผมไม่ได้ไปที่วัดอีกหลายปี จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ผมก็ไปที่วัดบ้านจิกอีกครั้ง ได้เห็นว่าโบสถ์ใหม่ถูกสร้างขึ้นมาสำเร็จแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์ดี

ครั้งหนึ่ง ผมถามหลวงพ่อว่า อยากจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่ก็อยากจะให้ภรรยาเข้าวัดด้วย ถ้าภรรยาผมไม่เข้าวัดผมก็คงไม่มีโอกาสเข้าวัดเหมือนกัน หลวงพ่อท่านพูดขึ้นว่า

“เดี๋ยวพระธรรมพาเข้ามาเอง”

ผมฟังแล้วไม่ได้ตั้งใจหรือสนใจในคำพูดของท่าน

มาถึงวันนี้ผมจึงเข้าใจและรู้แจ้งประจักษ์ใจว่าคำพูดของท่านนั้นมันเป็นความจริง เพราะผมกับภรรยาได้เข้าวัดและปฏิบัติธรรมกับท่านมาเป็นเวลากว่าสิบปี ผมเชื่อแน่ว่าท่านมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้า ท่านจึงได้พูดเช่นนั้นกับผม ตลอดเวลาที่ผมได้สังเกตเห็นท่าน ท่านทำตัวเหมือนพระสงฆ์ธรรมดาๆ ไม่แสดงตนว่าเป็นพระเก่งพระดีแต่อย่างใด มีแต่ความเมตตาเท่านั้นที่เด่นเป็นลักษณะของท่าน

เรื่องราวทั้งหมดที่ผมเขียนเล่ามาสู่ท่านทั้งหลายนี้ ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับตัวของผม ตรงกับคำว่า “รู้เองเห็นเอง” รับรู้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งความจริงแล้วกว่าจะเกิดความรู้สึกที่ว่า “รู้แจ้งประจักษ์ใจ” ก็ต้องอาศัยประจักษ์พยานหลายๆ อย่างที่ผมได้สัมผัสจากการเข้ามาทำบุญและปฏิบัติธรรมกับท่าน ได้รู้จักท่านมานานกว่าสิบปี ผมจึงกล้าที่จะบอกท่านทั้งหลายว่า

“หลวงพ่อพระอาจารย์ถ้าไม่ใช่พระธรรมดา แต่ท่านทรงคุณธรรมชั้นสูง”


(มีต่อ ๒๔)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 11:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7094

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม)


กราบนมัสการ รำลึกพระเมตตาคุณ
ของหลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม


โดย ศิษย์ ๒๕๔๒


ประมาณปี ๒๕๔๒ ทราบว่าหลวงปู่มีพุทธคุณสูงและมียารักษาโรค จึงได้ไปกราบขอยาจากหลวงปู่ช่วงบ่าย โดยที่ไม่เคยไปใส่บาตรหลวงปู่มาก่อนเลย แต่หลวงปู่เมตตามาก ได้ให้พระเอายามาให้ ๑ เม็ด (ทราบภายหลังว่า พระรูปนั้นคือท่านอาจารย์อ๊อด) เมื่อได้ยาแล้ว หลวงปู่บอกว่ารักษาโรคตับได้นะ ก็กราบเรียนหลวงปู่ว่าลูกเป็นโรคกระเพาะเจ้าค่ะ หลวงปู่พูดเบาๆ ว่ารักษาโรคตับได้

เมื่อได้ยามาแล้วก็เก็บบูชาไว้

ปี ๒๕๔๔ จากการตรวจสุขภาพทราบว่าตับอักเสบเล็กน้อย พบแพทย์ถึง ๒ ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องตกใจ ด้วยความกังวลจึงเข้ารับการรักษากับแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลศูนย์อุดร ทราบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษา แต่มียาอยู่ในขั้นศึกษา ถ้าจะรักษาต้องไปโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คือรักษาต่อเนื่อง ๑ ปี ฉีดยาอาทิตย์ละ ๓ ครั้ง กินยาทุกวัน ผลการรักษาตามสถิติจะมีผู้หายประมาณ ๓๐-๔๐ % และอาจจะกลับเป็นอีกภายหลังได้ จึงตัดสินใจกินยาหลวงปู่และขอโอกาสจากแพทย์ว่ายังไม่พร้อมจะรับยา (เพราะผลข้างเคียงของยาก็มีมาก) แพทย์ก็เป็นห่วง หากไม่รับยาโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็ง มะเร็งตับ มีสูงมาก มีแต่ก็ยังกินยาหลวงปู่ตลอด)

จนถึงกลางปี ๒๕๔๗ ตับก็ยังอักเสบมาตลอด ทราบว่ายาได้พัฒนาขึ้นมาก (รับยาที่โรงพยาบาลอุดรฯ ก็ได้) โดยฉีดยาอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง กินยาทุกวันต่อเนื่องครึ่งปี จึงตัดสินใจรับยา (ยาหลวงปู่ก็กินอาทิตย์ละครั้งเป็นประจำตลอดมา) เมื่อครบ ๖ เดือน ผลตรวจออกมาเป็นที่พอใจของแพทย์ คือไม่พบเชื้อไวรัส และการทำงานของตับก็ปกติ

ปัจจุบันนี้ยาหลวงปู่ก็ยังกินอยู่ แต่เว้นระยะห่างมากขึ้น

หลังจากที่ไปขอยาจากหลวงปู่ (ปี ๒๕๔๒) แล้ว ได้มีโอกาสไปตักบาตรที่หน้าวัดหลายครั้ง ระยะหลังๆ หลวงปู่ชราภาพมาก แต่ท่านก็เมตตาออกมาบิณฑบาตทุกเช้า โดยมีลูกศิษย์ช่วยประคองท่านค่อยๆ เดิน เห็นภาพเช่นนี้ครั้งแรกถึงกับสะอื้น น้ำตาซึม สงสารท่าน แต่ก็โชคดีที่มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งเมตตาให้ทราบความจริงว่า จริงๆ แล้วหลวงปู่ท่านไม่มีทุกข์ หลวงปู่มีแต่เมตตาสงสารเหล่าลูกศิษย์ทั้งปวง ท่านจึงได้ออกมาบิณฑบาตโปรดสัตว์โลกด้วยความเมตตาสงสาร

ขอกราบนมัสการแทบเท้าหลวงปู่ถิรด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง
ศิษย์ ๒๕๔๒
๕ สิงหาคม ๒๕๔๘




.............................................................

♥ รวบรวมและคัดลอกเนื้อหามาจาก ::
เว็บไซต์ http://www.dharma-gateway.com


:b47: ประมวลภาพ “หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม” วัดทิพยรัฐนิมิตร
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=21440

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2011, 11:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆๆๆ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ธ.ค. 2016, 05:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4882

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20: :b8:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร