วันเวลาปัจจุบัน 10 ธ.ค. 2019, 08:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

แกะรอย เวียงโบราณถิ่นล้านนา


ภาคภูมิ น้อยวัฒน์...เรื่องและภาพ
ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอนุสาร อ.ส.ท.
ที่มา : อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ 46 ฉบับที่ 1 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548


แดดซ่อนแสงไว้ในมวลเมฆขาว ลมพัดระเรื่อยแผ่วเบาเย็นสบาย

ผมนั่งเอกเขนกไปในรถม้าคันกะทัดรัดที่กำลังแล่นลัดเลาะตามถนนสายเล็ก ๆ ซอกซอนผ่านบ้านเรือนและสวนลำไยของชาวบ้านในอาณาบริเวณของเวียงกุมกาม เมืองโบราณเก่าแก่ในยุคก่อนเมืองเชียงใหม่ ซึ่งถูกกลบฝังอยู่ใต้ดินมาเนิ่นนาน

สุโขอย่าให้เซดเชียวครับ ได้มานั่งรถม้าตระเวนไปในนครโบราณใต้พิภพอายุกว่า 700 ปี เกลื่อนกล่นไปด้วยเจดีย์เก่า ฐานรากของวิหาร ร่องรอยลวดลายปูนปั้นงดงามอลังการ ซึ่งขุดค้นขึ้นมาจากใต้พื้นปฐพี แบบเดียวกับเมืองทรอยของฝรั่งเปี๊ยบ

ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครคิดหรอกครับว่าเมืองไทยของเราจะมีเมืองโบราณแบบนี้กับเขาด้วย

ขนาดความเป็นมาก็ยังคล้าย ๆ กัน เพราะชื่อของเวียงกุมกามในตอนแรก ๆ มีก็แต่เพียงในตำนานกับเรื่องราวที่เล่าขานกันมาแบบปากต่อปาก เป็นเมืองในนิทานที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีอยู่จริง กระทั่งวันดีคืนดี กรมศิลปากรไปขุดพบวิหารกานโถม วัดช้างค้ำเป็นแห่งแรก ตามติดมาด้วยวัดวาอารามอีกหลายแห่งที่พบอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับอยู่ดี ๆ มีเมืองโบราณผุดโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินอย่างนั้น

แต่เวียงกุมกามไม่ได้มีความน่าสนใจอยู่แค่เป็นเมืองโบราณที่ถูกกลบฝังอยู่ให้พิภพแห่งเดียวในประเทศไทยเท่านั้นครับ

ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เวียงกุมกามแห่งนี้เคยมีฐานะเป็นราชธานีในยุคแรกของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดินแดนภาคเหนือของประเทศไทย ที่รู้จักกันในนาม “อาณาจักรล้านนา” ก่อนจะย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่นพบุรี-ศรีนครพิงค์เชียงใหม่

ความจริงแล้วไม่เพียงเวียงกุมกามเท่านั้น ยังมีเวียงโบราณอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับการก่อร่างสร้างตัวเป็นอาณาจักรล้านนา กว่าจะกลายมาเป็นดินแดนอันมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เป็นมรดกหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

เยือนถิ่นล้านนาคราวนี้ ผมลองตระเวนเที่ยวไปตามเรื่องราวในตำนาน ปรากฏว่าเข้าท่าดีเหมือนกันครับ บนเส้นทางเราจะเห็นร่องรอยพัฒนาการของบ้านเมือง นับตั้งแต่สมัยแรก จนกระทั่งมาเป็นอาณาจักรล้านนาได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว


มีต่อ... :b41:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


โยนกนาคพันธุ์ ตำนานเวียงล่ม

ท้องผ้ามืดคลึ้มด้วยเมฆฝน เมื่อผมมายืนทอดอารมณ์อยู่ริมเวิ้งน้ำอันไพศาลของทะเลสาบเชียงแสน ในจังหวัดเชียงราย

มาทีไรก็อดไม่ได้ที่จะต้องนึกถึงตำนานเรื่องเวียงหนองล่มทุกทีไปครับ เพราะเป็นตำนานที่มีฉากตื่นเต้นระทึกใจยิ่งใหญ่อลังการที่สุดในบรรดานิทานพื้นบ้านทั้งหลาย เทียบได้กับตำนานเรื่องอาณาจักรแอตแลนติสที่ถล่มล่มจมลงในมหาสมุทรของฝรั่งเชียวละ (ถ้าเอาไปสร้างเป็นภาพยนตร์ก็คงทำฉากคอมพิวเตอร์กราฟิกได้ตื่นตามาก ใครมีสตางค์น่าจะลองทำมาแบ่งกันดูบ้าง)

ที่สำคัญก็คือ เป็นต้นตำนานแรกเริ่มของบ้านเมืองในถิ่นล้านนาครับ

ตำนานเล่าเอาไว้ว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเวียงโบราณแห่งหนึ่ง ก่อตั้งขึ้นโดยเจ้าชายสิงหนวัติ ซึ่งเสด็จมาจากนครไทยเทศ ที่นักประวัติศาสตร์เขาสันนิษฐานกันว่าอยู่แถบมณฑลยูนนาน ในประเทศจีน อพยพผู้คนลงมาสร้างเมืองในราวปี พ.ศ. 638

แค่วิธีสร้างเมืองก็ไม่ธรรมดาเสียแล้วครับ เพราะว่ามีพญานาคกับบริวารมาแนะนำชัยภูมิให้ แถมยังช่วยปรับพื้นที่ ทำคันดินเป็นกำแพงให้จนเสร็จสรรพในคืนเดียว เจ้าชายทรงสำนึกในบุญคุณ จึงทรงขนานนามเมืองโดยใช้ชื่อของพญานาคนำหน้าพระนามของพระองค์ว่า นครโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พญานาค

เรียกสั้น ๆ ว่านครโยนกนาคพันธุ์

ในยุคนี้เองที่พระทุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามา เพราะตำนานเล่าว่า ประมาณปี พ.ศ.700 พระมหากัสสปะเถระได้อัญเชิญพระบรมธาตุรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องซ้าย มายังนครโยนกนาคพันธุ์ พยาอชุตราช ซึ่งครองราชย์ต่อจากปฐมกษัตริย์สิงหนวัติจึงได้ทรงซื้อที่ดินบริเวณดอยแห่งหนึ่งจากปู่เจ้าลาวจก หัวหน้าเผ่าชาวละว้าที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เชิงดอย เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างสถูปบรรจุพระบรมธาตุ ก่อนสร้างโปรดให้ปักตุงผ้าขนาดใหญ่มีความยาวถึง 1,000 วา โดยถือว่าปลายตุงสะบัดไปถึงที่ใดก็ให้ถือเป็นขอบเขตของฐานสถูป แล้วจึงสร้างจนแล้วเสร็จ ถือว่าเป็นเจดีย์แห่งแรกของดินแดนล้านนา

ดอยแห่งนี้ต่อมาจึงเรียกกันว่าดอยตุง และสถูปเจดีย์นั้นก็เรียกว่า พระธาตุดอยตุง


จากนั้นนครโยนกนาคพันธุ์สิงหนวัติเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมายาวนานกว่า 450 ปี จนกระทั่งถึงรัชกาลของพญามหาไชยชนะ กษัตริย์องค์ที่ 45 ของโยนกนาคพันธุ์ กาลอวสานก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งชาวบ้านจับปลาไหลเผือกตัวโตเท่าลำตาล ยาวประมาณ 7 วาเศษ ได้จากแม่น้ำกก นำมาถวายพญามหาไชยชนะ พระองค์รับสั่งให้นำเนื้เอไปแล่แจกจ่ายให้กับชาวเมืองทุกคน มีเพียงหญิงชราม่ายคนหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อปลา

ตกค่ำวันนั้นก็เกิดแผ่นดินสะเทือนเลือนลั่น เมืองทั้งเมืองพลันถล่มจมหายลงไป กลายเป็นผืนน้ำกว้างใหญ่ไพศาล พระราชวงศ์ ขุนนาง และราษฎรทั้งหลายในเมืองสาบสูญไปหมดสิ้น หลงเหลือเพียงบ้านหญิงชราม่ายที่ไม่ได้ร่วมกินเนื้อปลาไหลเผือกเท่านั้น

ตำนานอธิบายว่าปลาไหลเผือกนั้น ก็คือพญานาคที่แปลงตัวมา การที่ชาวเมืองนำมาฆ่าแบ่งกันกิน ถือเป็นการเนรคุณพญานาคที่ช่วยสร้างบ้านแปลงเมือง จึงบันดาลให้เกิดภัยพิบัติ

สมัยหนึ่งนักวิชาการบางคนพยายามตีความเหตุการณ์ “เมืองถล่ม” ในเชิงสัญลักษณ์ ว่าหมายถึงการปกครองบ้านเมืองอย่างไม่ถูกทำนองคลองธรรม ทำให้บ้านเมืองมีอันเป็นไป แต่เมื่อมีการตรวจสอบทางภูมิศาสตร์ก็พบว่า มีร่องรอยการเคลื่อนตัวของแผ่นดินในบริเวณนี้มาแล้วหลายครั้ง เรื่องเมืองถล่มในตำนานที่บันทึกว่าเกิดในราว พ.ศ. 1088 จึงเป็นไปได้ว่าเกิดขึ้นจริง

ผมแอบคิดเพ้อเจ้อไปว่า ถ้าเกิดมีการขุดคันจนพบ “เวียงหนองล่ม” หรือเมืองโยนกนาคพันธุ์ขึ้นมาจริง ๆ เหมือนกับที่พบเวียงกุมกามที่เชียงใหม่ละก็ โอ้โห อย่าบอกใครเชียวครับ เพราะทั้งเก่าแก่กว่าแถมประวัติความเป็นมายังพิสดารพันลึก แต่มานึกอีกที บรรดาปราสาทราชวัง บ้านเรือนสมัยนั้นซึ่งส่วนใหญ่คงจะสร้างด้วยไม้ ผ่านไปตั้งพันกว่าปี ป่านนี้คงไม่มีเหลืออะไรให้เห็นแล้ว

ฟ้าคำรามครืนครั่นมาแต่ไกล เมฆดำผืนใหญ่ลอยลงต่ำ พร้อมกับเม็ดฝนโปรยปราย ผมรีบขึ้นรถอำลาเวียงหนองล่มมาแต่โดยดี เพราะนึกไปถึงคำในตำนานที่เล่าว่าก่อนเวียงล่มจะมี “ฟ้าร้องครอยคราง” ทุกครั้ง

ไม่เคยได้ยินหรอกครับว่าเป็นยังไง ฟ้าร้องแบบที่ว่า แต่ดูเหมือนบรรยากาศรอบข้างที่มืดฟ้ามัวดินด้วยเมฆทะมึนจะช่วยส่งเสริมเรื่องราวในตำนานและกระตุ้นต่อมจินตนาการดีแท้ครับ ทำเอาหูผมเว่วเสียงแผ่นดินถล่มโครมครืนไล่หลังรถมาแต่ไกล (ชักจะเวอร์ไปหน่อยแล้วแฮะ)


มีต่อ... :b41:


.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


หิรัญนครเงินยาง ถิ่นพญามังรายมหาราช

จากทะเลสายเชียงแสน รถแล่นพักเดียวก็เข้าสู่บริเวณเมืองเชียงแสน ดินแดนที่เกิดนครแห่งใหม่ขึ้นทดแทนในเวลาต่อมา

หลังจากนครโยนกนาคพันธุ์ถล่มจมหายไปในผืนน้ำ ก็หมดสิ้นวงศ์กษัตริย์สิงหนวัติจะมาปกครองครับ บรรดาชุมชนบริวารที่หลงเหลืออยู่ก็เลยคัดเลือกหัวหน้าชุมชนแต่ละแห่งขึ้นมารักษาการชั่วคราว แล้วก็เลือกหัวหน้าใหญ่ขึ้นมาคนหนึ่งให้เป็นขุน ปรากฏว่าเลือกได้ขุนลังเป็นผู้นำ ก่อนจะย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้งเวียงอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง (แถว ๆ บ้านสบคำ ในอำเภอเชียงแสนตอนนี้) ปกครองด้วยการประชุมหารือกันในหมู่หัวหน้าชุมชน ทำให้เวียงแห่งใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า เวียงปรึกษา

วิธีปกครองแบบ “ปรึกษา” นี่ก็คงจะเข้าท่าดีอยู่เหมือนกัน เพราะปกครองกันมาได้ถึง 93 ปีเชียว ก่อนที่ในปี พ.ศ. 1181 พระยากาฬวรรณดิศราช หรือพญาอนิรุทธ กษัตริย์แห่งทวารวดีจะเสด็จขึ้นมาสนับสนุนพญาลวจักราชให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์สิงหนวัติ ที่สาบสูญไปพร้อมกับเหตุธรณีพิบัติ

พญาลวจักราชที่ว่านี่ก็คือ เชื้อสายของปู่เจ้าลาวจก ผู้นำชนเผ่าพื้นเมือง ที่ขายที่ดินบนดอยให้โยนกนาคพันธุ์สร้างพระธาตุดอยตุงนั่นเองครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน

เมื่อตั้งราชวงศ์ใหม่แล้ว พญาลวจักราชก็ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นหิรัญนครเงินยาง โดยมีศูนย์กลางอยู่แถว ๆ เมืองเชียงแสน มีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองสืบเนื่องกันมาอีกยาวนานถึง 621 ปี รวม 24 รัชกาล อาณาเขตก็ขยายเพิ่มขึ้นบ้าง ลดลงบ้างตามแต่พระบารมีของกษัตริย์แต่ละรัชสมัย

ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาเกิดขึ้นเมื่อพญามังรายขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 25 ของหิรัญนครเงินยางในปี พ.ศ. 1805 ครับ เพราะทรงมีแนวพระราชดำริที่จะรวบรวมแว่นแคว้นน้อยใหญ่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงให้เป็นปึกแผ่น

ชึ้นครองราชย์ปุ๊บพระองค์ก็โปรดให้สร้างเมืองเชียงรายเป็นราชธานีแห่งใหม่แทนปั๊บ เป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของราชวงศ์ลวจักราช แห่งหิรัญนครเงินยาง และเข้าสู่ยุคสมัยของราชวงศ์มังรายแห่งอาณาจักรล้านนา

หิรัญนครเงินยางกลับมารุ่งเรืองอีกทีก็ในสมัยล้านนา หลังจากพญามังรายเสด็จสวรรคตไปแล้ว โดยพญาแสนภูซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายรัชกาลที่ 3 ได้เสด็จกลับมาทรงฟี้นฟูขึ้นใหม่ในนามของเมืองเชียงแสน และประทับว่าราชการอยู่ที่นี่ ทำให้เชียงแสนมีฐานะเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1871-1884 คือในรัชกาลของพญาแสนภูและพญาคำฟู พระราชโอรส รวม 13 ปี

วัดวาอารามเก่าแก่ที่หลงเหลือให้เห็นอยู่ในเขตเมืองเก่าเชียงแสนส่วนใหญ่ก็สร้างในสมัยเป็นราชธานีของล้านนานี่แหละครับ ที่สำคัญและสวยงามควรแวะเที่ยวชมก็เห็นจะเป็นเจดีย์หลวง ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงแสน แล้วก็เจดีย์วัดป่าสัก ที่ประดับประดาลวดลายปูนปั้นสวยงามอลังการ

แต่เที่ยวนี้ผมเน้นการท่องเที่ยวตามรอยตำนานเป็นหลักครับ ก็เลยขับรถผ่านตัวเมืองเก่าเชียงแสนออกไปทางประตูท่าอ้อย มุ่งหน้าลงใต้ไปตามทางหลวงหมายเลข 1129 บริเวณนี้เขาว่ามีร่องรอยของโบราณสถานที่ตำนานกล่าวว่าสร้างในสมัยโยนกนาคพันธุ์และหิรัญนครเงินยางอยู่หลายแห่ง

เลี้ยวขวาเข้าสู่วัดพระธาตุผาเงา ที่รอบบริเวณสวยงามด้วยสิ่งปลูกสร้าง จัดตกแต่งสนามหญ้า สวนหย่อมเอาไว้อย่างทันสมัย บนหินก้อนใหญ่ด้านหลังวิหารมีเจดีย์องค์เล็กตั้งเด่นตระหง่านอยู่ เรียกว่าพระธาตุผาเงา ตามตำนานบอกว่าพญาผาพิง กษัตริย์องค์ที่ 23 แห่งนครโยนกนาคพันธุ์ทรงสร้างเอาไว้

ในวิหารสร้างใหม่ยังมีพระพุทธรูปเชียงแสนรุ่นแรก เรียกกันว่า หลวงพ่อผาเงา ถูกขุดพบใต้ฐานพระประธานโบราณองค์ใหญ่ที่พังทลายเหลือเพียงแค่ส่วนพระอุระ (อก) ไม่มีการบันทึกว่าสร้างสมัยไหน แต่นักโบราณคดีก็เชื่อว่าคงจะเก่าไม่น้อยไปกว่าสมัยหิรัญนครเงินยางแน่ ยังรักษาสภาพเดิม ๆ เหมือนตอนที่ขุดพบเอาไว้ เป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่าแถบนี้มีเมืองโบราณที่สร้างซ้อนทับกันหลายยุคหลายสมัย แต่สมัยไหนเป็นสมัยไหนคงต้องรอฟังจากนักโบราณคดีเขาอีกทีละครับ

จากพราะธาตุผาเงาและวิหาร ยังมีทางขึ้นเขาทั้งทางบันไดและทางรถยนต์ไปยังพระธาตุจอมจันทร์ ที่ตำนานบันทึกว่าสร้างขึ้นในสมัยขุนลัง ผู้ปกครองเวียงปรึกษา เสียดายตอนนี้เจดีย์เหลือแค่ฐานอิฐปรักหักพังเท่านั้น ต้องใช้จินตนาการกันหนักหน่อยในการชม

ออกจากพระธาตุผาเงา ผมมุ่งหน้าลงใต้ตามเส้นทางสายเดิมไปอีกนิดเดียว ก็ถึงบริเวณที่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเขาเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของเวียงปรึกษา ร่องรอยของโบราณสถานในช่วงเวลาที่เป็นเวียงขั่วคราวหลังโยนกนาคพันธุ์ล่มสลายไม่เหลืออะไรให้เห็นแล้วครับ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะไม่ได้มีการสร้างอะไรไว้มากมายในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ที่เห็นอยู่ก็คือซากวัดเก่าสร้างในสมัยพญาแสนภู ซึ่งทรงสร้างไว้เมื่อครั้งเสด็จมาประทับที่เวียงปรึกษาเป็นการชั่วคราวระหว่างการสร้างเมืองเชียงแสน เรียงรายกันอยู่สองฟากฝั่งถนน ที่น่าสนใจได้แก่ วัดพระธาตุสองพี่น้อง วัดธาตุเขียว วัดธาตุโขง แวะเที่ยวชมดูเล่น ๆ ได้บรรยากาศของเวียงโบราณเก่าร้าง ขลังดีเหมือนกัน

วกขึ้นไปทางเหนือของเมืองเชียงแสนก็ยังมีสถานที่เกี่ยวพันกับเวียงโบราณในตำนานอยู่อีก

ถนนลดเลี้ยวขึ้นเขานำพาผมไปถึงวัดพระธาตุจอมกิตติ เจดีย์เหลี่ยมสีทองอร่ามโดดเด่นอยู่บนยอดดอยน้อย ท่ามกลางแมกไม้ร่มครึ้ม มีเรื่องเล่าว่าเจ้าชายสิงหนวัติ ปฐมกษัตริย์แห่งนครโยนกนาคพันธุ์ รับพระเกศาธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา จึงโปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุไว้บนยอดดอยน้อยแห่งนี้ ต่อมาในสมัยพญาพังคราชก็ได้รับพระไตรปิฎกและพระบรมธาตุมาเพิ่มเติม จึงอัญเชิญมาประดิษฐาน โดยโปรดให้สร้างเจดีย์ครอบทับองค์เดิมลงไปอีก แต่เจดีย์ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ หมื่นเชียงสงได้มาสร้างครอบทับลงไปอีกทีครับ รวมเป็น 3 ชั้น

ขึ้นรถแล่นเลยต่อมาถึงสามเหลี่ยมทองคำ พระพุทธรูปแบบเชียงแสนสร้างใหม่ขนาดมหึมาตระหง่านอยู่บนลานซีเมนต์ที่ทำเป็นรูปเรือสำเภาริมน้ำ ผมจำได้ว่ามาคราวก่อนเพิ่งเริ่มสร้าง ยังเป็นนั่งร้านรุงรัง ตอนนี้เสร็จเรียบร้อย แลเห็นองค์พระเป็นสีทองอร่ามงามตา ก็เลยแวะเข้าไปนมัสการเป็นสิริมงคลกับการเดินทางเสียหน่อย ก่อนจะขึ้นรถขับเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ลัดเลาะตามทางแคบขึ้นเขา ไปหยุดที่ลานวัดพระธาตูภูเข้า บนไหล่เขาดอยเซียงเมี่ยง

เดินตามบันไดรูปพญานาคปูนปั้นแผ่พังพานขึ้นไปจนสุดความสูง ก็พบกับเขตพุทธาวาสอันเป็นลานกว้างบนยอดเขา ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วสองชั้น มีทางขึ้น 3 ด้าน ตรงกลางลานเป็นอูบมุงก่อด้วยอิฐล้อมด้วยซากเจดีย์ขนาดเล็กที่ปรักหักพังเหลือแค่ฐาน ส่วนด้านหน้าเชื่อมต่อกับวิหารสร้างใหม่ มีป้ายติดไว้ข้อความว่า “วัดพระธาตุภูเข้า สร้างในปี พ.ศ. 1302 สมัยพญาลาวเก้าแก้วมาเมือง กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งหิรัญนครเงินยาง” ทว่านักโบราณคดีที่เคยมาขุดคันลงความเห็นกันว่า ร่องรอยของโบราณสถานที่เห็นอยู่มัอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 คือในยุคเมืองเชียงแสนเป็นราชธานีของล้านนาครับ แต่บางทีอาจจะเป็นการสร้างทับซ้อนลงบนโบราณสถานเก่าก็ได้ เห็นอย่างนี้มาหลายที่แล้ว

บนไหล่เขาที่ต่ำกว่าเขตพุทธาวาสลงมา ข้างวิหารใหม่ยังหลงเหลือซากพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่หักพังอยู่กลางหมู่ไม้ ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเป็นสมัยไหน แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกับบรรยากาศขลัง ๆ ของโบราณสถานถือว่าเป็นจุดที่พลาดไม่ได้

ขับรถเรื่อยเปื่อยต่อไปตามทางจนไปทะลุออกตรงอำเภอแม่สาย สมัยก่อนแถบนี้ก็เคยเป็นเวียงโบราณสมัยหิรัญนครเงินยางเหมือนกัน ชื่อว่าเวียงพางคำ แต่เดี๋ยวนี้เจริญรุ่งเรืองกลายเป็นเมืองสมัยใหม่ไปเสียแล้ว จะหาดูอะไรโบราณก็ไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ผู้คนเนืองแน่นตามแนวตึก แถวร้านค้าที่เรียงราย มีแต่ข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าขายกันอยู่เต็ม

มาถึงตรงนี้ผมก็เลยขอลัดคิวไปเที่ยวเวียงโบราณที่มีส่วนสำคัญในการสถาปนาอาณาจักรล้านนาแห่งต่อไปเลยดีกว่า


มีต่อ... :b41:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


หริภุญไชย จิกซอว์ชิ้นสุดท้ายสู่อาณาจักรล้านนา

แล้วผมก็ได้มาเดินลอยชายชมวัดวาอารามอยู่ในเมืองลำพูนในวันต่อมา

หลังจากที่พญามังรายได้ทรงย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองเชียงรายแล้ว ก็ได้ทรงเริ่มกระบวนการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น ประเดิมด้วยตีเมืองเล็กเมืองน้อยที่อยู่รายรอบอย่างเมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียงคำ แล้วโปรดให้ขุนนางในราชสำนักไปปกครองเมืองเหล่านี้แทน ก่อนจะเสด็จไปสร้างเมืองฝางในปี พ.ศ. 1812 เพื่อเป็นฐานที่มั่น จากนั้นก็ทรงบุกไปตีได้เมืองเชียงของ เมืองเทิง เมืองลอ ก่อนจะทำสัตย์สาบานเป็นพระสหายกับพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา และพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยในเวลาต่อมา

เป้าหมายสำคัญที่สุดของพญามังรายในการขยายอาณาเขตก็คือการยึดเมืองหริภุญไชยครับ

เมืองหริภุญไชย หรือเมืองลำพูน เป็นอีกเมืองในดินแดนภาคเหนือที่เป็นเมืองใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ด้วยมีอายุอานามใกล้เคียงกัน แถมออกจะเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวิทยาการมากกว่าด้วยซ้ำไป โดยตำนานเล่าถึงกำเนิดเมืองว่า ฤาษีวาสุเทพได้ร่วมกับฤษีสุกกทันต์จากเมืองละโว้ สร้างเวียงเป็นรูปหอยสังข์ขึ้น ขนานนามว่านครหริ-ภุญไชย แล้วทูลขอกษัตริย์จากเมืองละโว้มาปกครอง

กษัตริย์เมืองละโว้จึงทรงส่งพระราชธิดา คือพระนางจามเทวี เสด็จตามลำน้ำปิงขึ้นมาครองราชย์ที่เมืองหริภุญไชยประมาณปี พ.ศ. 1311 โดยทรงนำพระเถระ นักปราชญ์ ราชบัณฑิต ช่างศิลป์ และอื่น ๆ จำพวกละ 500 ร่วมขบวนเสด็จขึ้นมาด้วย

เมืองหริภุญไชยจึงได้เปรียบตรงที่พรั่งพร้อมด้วยศิลปวิทยาที่ถ่ายทอดมาจากละโว้ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม และได้พัฒนาจนมีลักษณะเฉพาะตัวในยุครุ่งเรืองสุดขีด

กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญไชยร่วมสมัยเดียวกันกับพญามังรายคือพญายีบา ซึ่งก็คงมีความเข้มแข็งไม่น้อย เพราะพญามังรายยังต้องทรงออกอุบายส่งหมื่นฟ้าเข้าไปเป็นไส้ศึกภายในเมืองหริภุญไชยล่วงหน้าก่อนถึง 7 ปี ไม่กล้าผลีผลามบุกแบบสุ่มสี่สุ่มห้า รอสะสมกำลังพลและเสบียงอาหาร จนได้ที่แล้วถึงทรงกรีธาทัพเข้ายึดเมืองหริภุญไชยได้ในปี พ.ศ. 1824

สิ่งที่พญามังรายได้จากหริภุญไชยนอกจากจะทำให้พระองค์มีอำนาจครอบคลุมเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในภาคเหนือแล้ว ที่สำคัญที่สุดต่อการตั้งเป็นอาษาจักรล้านนาก็คือศิลปกรรมและวิทยาการแขนงต่าง ๆ ครับ

ศิลปกรรมของหริภุญไชยนั้นเจริญถึงขีดสุดจนมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองในทุกด้าน น่าเสียดายครับที่วัดวาอารามในสมัยหริภุญไชยตอนต้น คือในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 นั้น แทบไม่เหลือร่องรอยอะไรให้ดูให้ชมกันแล้ว ผมลองเข้าไปดูในวัดมหาวัน หนึ่งในอารามที่ตำนานกล่าวว่าสร้างในสมัยพระนางจามเทวี ปรากฏว่ามีแต่สถาปัตยกรรมสร้างใหม่ครับตอนนี้

ยังดีที่หลงเหลือโบราณสถานที่สร้างในยุคหริภุญไชยตอนปลาย คือในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-19 ให้เห็นอยู่บ้าง

เก่าสุดก็เห็นจะเป็น สุวรรณจังโกฏิเจดีย์ หรือกู่กุด เจดีย์สี่เหลี่ยมก่อด้วยศิลาแลง มีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปยืน 60 องค์ ในวัดจามเทวี ที่ในตำนานบอกว่าสร้างสมัยพญาทิตตะแห่งหริภุญไชย ประมาณปี พ.ศ. 1616 แต่มาถูกปฏิสังขรณ์พร้อมกับการสร้าง รัตนเจดีย์ สมัยพญาสววาธิสิทธิ์ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ถือว่ากลายเป็นศิลปะยุคหลังไปแล้ว

ทว่าถ้าพูดถึงความสวยงาม ก็ต้องนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของหริภุญไชยอยู่ดี ให้เดินวนเวียนดูทั้งวันก็ยังไหว ไม่เบื่อเลยครับ

ถัดมาคือพระธาตุหริภุญชัย ที่สร้างโดยพญาอาทิตตราช ในปี พ.ศ. 1700 โดยพระมเหสีของพระองค์ คือพระนางปทุมวดี แทรงสร้างสถูปสุวรรณเจดีย์ ที่จำลองแบบมาจากสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ขึ้นใกล้ ๆ ในเวลาเดียวกัน แล้วก็ยังมีเจดีย์เชียงยัน ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงปราสาท สร้างในสมัยหลังอีกองค์หนึ่ง ทั้งหมดอยู่ในบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัย ซึ่งมีสภาพดีที่สุดในบรรดาวัดโบราณทั้งหมด เพราะเป็นวัดศูนย์กลางของเวียงได้รับการทำนุบำรุงมาทุกยุคทุกสมัย

ลองแวะเข้าไปในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ปรากฏว่ามีศิลปกรรมชิ้นเยี่ยม ๆ ให้ดูให้ชมเยอะครับ ที่ผมชอบก็คือเศียรพระพุทธรูปแบบทวารวดี ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องราวความเป็นมากับตำนานยุคพระนางจามเทวี มีทั้งเศียรทำจากศิลาทราย เศียรทำจากสัมฤทธิ์ ส่วนเศียรปูนปั้นบนโกลนศิลาแลงเป็นแบบศิลปะหริภุญไชยค่อนข้างชัด

แต่ที่ถือว่าเด็ดที่สุดเห็นจะเป็นพระพุทธรูปดินเผาหล่อครับ อย่าเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์หล่อเหลาแบบพระเอกหนังหรือพระเอกลิเก เพราะความจริงเป็นการใช้แม่พิมพ์หล่อดินเป็นพระพุทธรูปและนำไปเผาไฟ อันเป็นงานปฏิมากรรมที่เป็นกรรมวิธีเฉพาะของหริภุญไชย ไม่เหมือนที่ไหนครับ นักโบราณคดีเขายังเคยขุดได้แม่พิมพ์พระพุทธรูปมาจากเวียงบริวารของหริภุญไชยด้วย พระพุทธรูปยืนที่ประดิษฐานในซุ้มจระนำของเจดีย์กู่กุดก็สร้างด้วยวิธีนี้เหมือนกัน

จะว่าไปแล้ว ตัวเมืองลำพูนนั้นไม่หลงเหลือร่องรอยความเป็นเวียงโบราณสักเท่าไหร่ เพราะถูกรุกรานโดยเมืองใหม่ ชมร่องรอยศิลปกรรมโบราณในเมืองแล้ว ผมก็เลยมุ่งหน้าไปที่เวียงท่ากาน ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในสามของเมืองบริวารของหริภุญไชย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เรียกเมืองแห่งนี้ว่าเวียงพันนาทะกาน สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 อันเป็นยุครุ่งเรืองของหริภุญไชย มีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

บึ่งรถแผล็บเดียวผมก็เข้าสู่เมืองเก่าเวียงท่ากาน เพราะตั้งอยู่ห่างจากลำพูนแค่ไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

แวบแรกที่เป็นผมก็รู้สึกชอบใจในบรรยากาศแล้วครับ เพราะเป็นเมืองโบราณที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนแบบชนบท มีบ้านเรือนผู้คนอยู่รายรอบ แต่ก็ไม่มากจนเกินไป ช่วยทำให้โบราณสถานไม่ร้างไร้ชีวิตชีวา จุดศูนย์กลางของเมืองคือวัดกลางเวียง อยู่ติดกับตลาดเลยแหละ เข้าไปเดินเที่ยวดูโน่นดูนี่ในวัด พอหิวก็เดินออกมานั่งสั่งส้มตำกินได้สบาย บางทีผมก็เดินเล่นดูชาวบ้านเขาซี้อขายข้าวของกันในตลาดเป็นการเปลี่ยนอารมณ์ สุโขสโมสรเหลือหลายครับ ไม่มีคำว่าเงียบเหงา

ในวัดกลางเวียงมีร่องรอยโบราณสถานหลายแห่ง มีทั้งที่เป็นเจดีย์และวิหาร (เห็นว่ามีเจดีย์เหลี่ยมแบบกู่กุดด้วยเหมือนกัน เสียดายที่พังไปแล้ว) ส่วนใหญ่เหลือแค่ส่วนฐาน ที่เป็นชิ้นเป็นอันก็คือเจดีย์แปดเหลี่ยมที่เป็นแบบหริภุญไชยองค์ใหญ่ กับเจดีย์แบบล้านนาอีกองค์เท่านั้น ปากทางเข้ามีศูนย์ข้อมูล จัดแสดงนิทรรศการเล็ก ๆ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเวียงท่ากานและข้อมูลการขุดค้นเอาไว้

ลองเกร่เข้าไปด้านหลังศูนย์ฯ ปรากฏว่ามีห้องเก็บโบราณวัตถุที่ขุดค้นมาได้อยู่ด้วย จำพวกชิ้นส่วนพระพุทธรูป ลวดลายปูนปั้น เห็นแล้วตาโต เพราะบางชิ้นสวยงามอลังการเหลือหลาย เป็นบางประเทศเขาคงเอาไปจัดแสดงโชว์เดี่ยวในห้องกระจกกลางพิพิธภัณฑ์ ของเราเอามาเก็บเป็นกอง ๆ ในห้องเล็กที่มีแค่กรงลวดกั้น น่าเสียดายครับ ของโบร่ำโบราณยิ่งนับวันจะมีแต่สาบสูญ น่าจะจัดสรรงบประมาณมาสร้างอาคารเก็บให้ดีกว่านี้สักหน่อย

อย่างน้อยศิลปกรรมแบบหริภุญไชยที่แหละครับ ที่ส่งทอดรูปแบบหลายประการให้กับศิลปกรรมล้านนาในเวลาต่อมา เมื่อพญามังรายทรงย้ายไปสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ที่ชื่อว่า เวียงกุมกาม

มีต่อ... :b41:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


เวียงกุมกาม อรุณรุ่งแห่งล้านนา

“หลังจากที่พญามังรายยึดครองและประทับอยู่ที่หริภุญไชยได้ 2 ปี พระองค์ก็เสด็จมาสร้างเวียงกุมกามที่ตรงนี้” สารถีอธิบายเสียงดัง เล่นเอาผมสะดุ้ง นึกขึ้นมาได้ว่ากำลังนั่งรถม้าเที่ยวนครโบราณใต้พิภพอยู่ เผลอใจลอยถึงวันที่ผ่านนานไปหน่อยครับ

บรรยากาศการท่องเที่ยวในเวียงกุมกามไม่เหมือนแหล่งโบราณสถานที่ไหน เพราะจะมีศูนย์บริการอยู่ที่วัดช้างค้ำ บริเวณลานวัดจัดเป็นกาดล้านนา มีอาหารท้องถิ่นพวกไส้อั่ว แคบหมู ให้ซื้อติดไม้ติดมือไปแก้เหงาปาก ก่อนจะเลือกขึ้นพาหนะที่เหมาะสมไปชมเมืองกัน มีทั้งรถโดยสารแบบเปิดโล่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเยอะเป็นกลุ่มใหญ่ รถสามล้อถีบและรถม้าสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาสองสามคน

ส่วนสำคัญที่สุดก็คือสารถีประจำพาหนะทุกคันจะเป็นมัคคุเทศก์ในตัว เล่าประวัติความเป็นมา ชี้จุดน่าสนใจ คุยเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวัดวาอารามแต่ละแห่งให้ฟัง ทำให้กองอิฐเก่า ๆ กลับดูเหมือนมีเรื่องราว มีชีวิตชีวาขึ้นมา ไม่น่าเบื่อ

“วัดนี้สมัยก่อนรกร้างเป็นป่า มีลิงค่างบ่างชะนีอาศัยอยู่เยอะเลยชื่อว่าวัดอีค่าง”

“บางวัดก็ได้ชื่อมาจากเจ้าของที่ดิน อย่างวัดหนานช้างเป็นที่ดินสวนลำไยของลุงหนานช้าง กรมศิลป์เวนคืนมาขุดค้น เลยตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ”

“วัดปู่เปี้ยนี่แต่ก่อนมีปู่แก่ ๆ คนหนึ่งอาศัยอยู่ แกพิการเตี้ยหลังค่อม ภาษาพื้นเมืองเรียกว่าเปี้ย เลยเรียกว่าวัดปู่เปี้ย วัดนี้มีจุดเด่นตรงกำแพงแก้วเป็นรูปกากบาท กับเจดีย์ทรงปราสาทที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็จะเอียงซ้ายตลอด”

“ขุดพบซากพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ ในองค์พระมีตลับใส่พระบรมธาตุ ก็เลยสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ทับเอาไว้ ชาวบ้านมาไหว้กันมาก เพราะว่าศักดิ์สิทธิ์”

“วัดกู่ป้าด้อมนี่ป้าแกอายุ 94 แล้ว ยังมีชีวิตอยู่ ที่เห็นทำเป็นหลังคาคลุมไว้ เพราะมีลวดลายปูนปั้นสวยงาม ไม่ลงไปดูหน่อยหรือครับ”

บางคำถามจากนักท่องเที่ยวขี้สงสัย ไม่น่าจะตอบได้ “นั่นควายของใคร ทำไมมายืนอยู่หน้าวัดตรงนี้”

“อ๋อ ควายตัวนี้มันหนีออกมาจากโรงฆ่าสัตว์ครับ มาแอบที่วัดเจดีย์เหลี่ยม ร้องไห้น้ำตาไหลเลยนะ เจ้าของเขาตามมาจะเอาไปโรงฆ่าเพราะว่ารับเงินมาแล้ว ทางวัดสงสารก็เลยตั้งตู้รับบริจาคจากนักท่องเที่ยวได้เงินไถ่ชีวิตมันมาได้ เลยตั้งชื่อให้มันว่าบุญรอด แล้วก็ปล่อยมันหากินอยู่แถวนี้แหละ”

ผมเองมองหาอยู่แต่ว่าจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับศิลปกรรมหริภุญไชยบ้างหรือไม่

“เจดีย์เหลี่ยม หรือกู่คำ เป็นเจดีย์แห่งแรกที่พญามังรายทรงสร้างที่เวียงกุมกาม”

มองไปที่เจดีย์สี่เหลี่ยมสูงใหญ่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า อันมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปเรียงรายลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นชั้นทั้งสี่ด้าน ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิดเลยว่าพญามังรายท่านเอาแบบอย่างเจดีย์แบบนี้มาจากไหน ดูมุมไหนก็เจดีย์แบบหริภุญ-ไชยแท้ ๆ

เป็นอันว่ายืนยันครับ กับข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์โบราณคดีเขาพบว่าตอนสร้างเวียงกุมกาม พญามังรายรับเอารูปแบบทางศิลปกรรม รวมทั้งยังได้รับเอาคติความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างเมืองของหริภุญไชย ที่เลือกสร้างเมืองในที่ลุ่มริมแม่น้ำมาด้วย เพราะก่อนหน้านี้พญามังรายทรงสร้างเมืองมาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งจะทรงสร้างบนที่สูง คือบนดอย ไม่สร้างในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง

หลังจากประทับอยู่หริภุญไชย 2 ปี พระองค์คงจะทรงเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคในการเลือกทำเลที่ตั้งของเมืองในลุ่มน้ำ และพยายามที่จะทดลองในการสร้างเวียงกุมกามเป็นแห่งแรก แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะต่อมาเวียงกุมกามก็ต้องพบกับปัญหาน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ จนพญามังรายต้องทรงปรึกษากับพระสหาย คือ พญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ในการเลือกสถานที่สร้างเมืองใหม่ที่จะเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา

ท้ายที่สุดจึงได้พื้นที่บริเวณนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ที่ได้ผ่านการพิสูจน์โดยการเวลามานานหลายศตวรรษแล้วว่าเป็นทำเลที่ดีเยี่ยมที่สุดเหมาะสมแก่การเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง ส่วนเวียงกุมกามซึ่งชัยภูมิไม่เหมาะสมก็จมน้ำป๋อมแป๋มหายไป แต่ก็ไม่สูญเปล่าครับยังคืนชีพกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเชียงใหม่ได้อีก

ก่อนอำลาเวียงกุมกาม ผมแวะเข้าไปในศูนย์ข้อมูลที่จัดสร้างเอาไว้อย่างดี เป็นห้องละหัวข้อ แต่ละห้องมีนิทรรศการแบบมัลติมีเดียเกี่ยวกับเรื่องเวียงกุมกามนำเสนอได้น่าสนใจ ที่ผมชอบก็คือแบบจำลองเมืองใหม่ที่แยกออกจากกันด้วยไฮโดร-ลิก แล้วมีแบบจำลองเมืองเก่าโผล่ขึ้นมาแทน ดูสนุกดีเหมือนกัน

แต่ที่สำคัญ วิทยากรนำชมยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของวัดวาอารามที่ละเอียดกว่าไกด์สารถีมาเล่าให้ฟังมากมาย ยกตัวอย่างที่ผมจำได้ดีก็คือเรื่องของวัดธาตุขาวครับ

วิทยากรสาวสวยเล่าให้ผม (และคนอื่น ๆ) ฟังถึงตำนานที่ว่า พระนางอั้วมิ่งเวียงไชย พระมเหสีของพญามังรายได้เสด็จมาบวชชีจนสิ้นพระชนม์ ณ วัดแห่งนี้ เนื่องจากพญามังรายได้มีพระมเหสีใหม่ เมื่อครั้งพระองค์เสด็จยกทัพไปตีพม่า ทางพม่ายอมสวามิภักดิ์ โดยถวายพระราชธิดาปายโคมาเป็นพระมเหสี

พญามังรายได้ทรงสาบานกับพระนางตั้งแต่สมัยอยู่ที่เมืองเชียงแสนว่าจะไม่ทรงมีพระมเหสีคนอื่นใดอีก และที่พญามังรายเสด็จสวรรคตด้วยอสนีบาตระหว่างเสด็จประพาสตลาด ก็เนื่องมาจากทรงผิดคำสาบานที่ให้ไว้กับพระนาง และด้วยเหตุนี้ สาว ๆ ที่ได้ยินเรื่องตำนานที่ว่า จึงนิยมพาแฟนหนุ่มของตัวเองมาสาบานที่วัดนี้

จริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องไปถามคุณวิทยากรกันเอาเองครับ ทางที่ดีสำหรับหนุ่ม ๆ ทั้งหลาย เวลาที่พาแฟนไปเที่ยวตามวัดวาอารามเก่า ๆ แบบเวียงกุมกาม ควรจะเข้าไปศึกษาหาข้อมูลประเภทนี้ในศูนย์ข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่าวัดไหนขลังเรื่องอะไรบ้าง อย่าเที่ยวไปสาบานสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่งั้นเกิดอะไรขึ้นมาหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะ

เอ๊ะ เที่ยวเมืองโบราณล้านนาอยู่ดี ๆ มาจบเรื่องนี้ได้ไงเนี่ย


.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


เอกสารอ้างอิง
ไกรสิน อุ่นใจจินต์. เวียงกุมกาม ราชธานีเรกเริ่มของล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่ : จรัสธุรกิจการพิมพ์, 2548.
บดินทร์ กินาวงศ์ และคณะ. ประวัติศาสตร์เมืองเชียงราย-เชียงแสน. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์มิ่งเมือง, 2546.
ศรีศักร วัลลิโภดม. ค้นหาอดีตของเมืองโบราณ. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2538.
ศิลปากร, กรม. เวียงกุมกาม รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2534.
ศิลปากร, กรม. เวียงท่ากาน รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2534.
สรัสวดี อ๋องสกุล. เวียงกุมกาม การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโบราณในล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 4. เชียงใหม่ : วิทอิน ดีไซน์, 2548.
สันติ เล็กสุขุม. หริภุญชัย-ล้านนา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2538.
เสนอ นิลเดช. ศิลปะสถาปัตยกรรมล้านนา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2526.


คู่มือนักเดินทาง

เส้นทางสายประวัติศาสตร์ล้านนาสายนี้สามารถขับรถท่องเที่ยวในลักษณะวงรอบได้ เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 118 ผ่านอำเภอดอยสะเก็ด อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่สรวย แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านเมืองเชียงรายตรงขึ้นไปจนถึงอำเภอแม่สาย แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 1290 ไปยังอำเภอเชียงแสน

จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 1016 กลับมาเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ที่อำเภอแม่จัน ผ่านเมืองเชียงราย ผ่านอำเภอพาน อำเภอแม่ใจ และจังหวัดพะเยา ตรงมาจนถึงจังหวัดลำปาง แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 11 ผ่านเมืองลำพูน ผ่านอำเภอสารภี เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่


.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เวียงโบราณล้านนาที่โด่งดังที่สุดในช่วงเวลานี้ คงไม่มีที่ไหนเกินเวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ด้วยเหตุที่ถูกกลบฝังด้วยตะกอนดินจากแม่น้ำที่เอ่อท่วม
ร่องรอยโบราณสถานในเวียงกุมกามจึงหลงเหลืออยู่มาก อย่างบริเวณวัดอีค่าง

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เชียงแสนเป็นอีกหนึ่งในเวียงโบราณยุคต้นภาคเหนือ
แต่โบราณสถานงามๆ ส่วนใหญ่ที่หลงเหลือให้เห็นอย่างเจดีย์วัดป่าสัก

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เจดีย์วัดป่าสักที่งดงามด้วยลวดลายประดับ เป็นสถาปัตยกรรมในยุคอาณาจักรล้านนา

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงพ่อผาเงา พระพุทธรูปเก่าแก่ที่ถูกขุดพบใต้ฐานพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่
แสดงให้เห็นว่าบริเวณเชียงแสนมีความรุ่งเรือง

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระธาตุภูเข้า บนยอดเขาบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ก็มีตำนานกล่าวว่าสร้างมาเก่าแก่

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 16:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ยังปรากฎซากพระพุทธรูปโบราณขนาดใหญ่ปรักหักพังอยู่ในบริเวณไหล่เขาถัดลงมา
รอการพิสูจน์ในเรื่องอายุอานามจากนักโบราณคดี

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2010, 12:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


ซากเจดีย์ 600 ปียุคสุวรรณโคมคำ โผล่กลางลำน้ำโขงลาว
โดย ผู้จัดการ วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

แผนที่จากเว็บไซต์ discoverylaos.com ที่วาดขึ้นจากแหล่งที่ค้นพบโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมาก ทางฝั่งตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ของไทย ในท้องที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณสุวรรณโคมคำที่มีอายุ 500-600 ปีมาแล้ว ASTVผู้จัดการออนไลน์-- ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงต่ำอย่างเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ทำให้เจดีย์เก่าแก่อายุ 500-600 ยุคเมืองสุวรรณโคมคำ โผล่ขึ้นมาให้เห็นซากบนเกาะกลางลำน้ำ ซึ่งช่วยสานต่อตำนานเมืองงโบราณสุวรรณโคมคำ ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว กับ อ.เชียงแสน จ.เชียงรายของไทย ในยุคปัจจุบัน การค้นพบดังกล่าวนับเป็นหลักฐานชิ้นใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่อาจจะช่วยสนับสนุนทฤษฎีของนักโบราณคดีที่เชื่อว่า เมืองสุวรรณโคมคำของชาวไทยล้านนากับชาวลาวที่เคยรุ่งเรืองในอดีตนั้นตั้งอยู่คาบเกี่ยวกับลำน้ำโขงที่กลายเป็นดินแดนไทยและลาวขณะนี้

ตามรายงานของสำนักข่าวสารปะเทดลาว ซากเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นมาในบริเวณเกาะเล็กๆ ฝั่งบ้านดอนสะหวัน เชื่อว่าเจดีย์องค์นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของวัดโบราณ เนื่องจากมีการค้นพบซากพระอุโบสถอยู่ในบริเวณเคียงริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้วย นอกจากซากเจดีย์แล้วยังค้นพบพระพุทธรูปอีก 26 องค์ รวมทั้งพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริด ทองแดงและทองเหลือ ตลอดจนพระพุทธรูปไม้ ทั้งพระพุทธรูปที่มีรูปทรงปกติทั่วไป และพระพุทธรูปที่หล่อ ก่อรูปเป็นใบโพธิ์ด้วย พระพุทธรูปหลายองค์ยังคงมีสภาพดี ขปล.กล่าว การค้นพบพระพุทธรูปหล่อด้วยทองแดง สำริดและทองเหลือ แสดงให้เห็นความร่ำรวยด้วยแร่ธาตุล้ำค่าในแผ่นดินลาวยุคโบราณ แม้กระทั่งถึงปัจจุบันแม่น้ำโขงในแถบนั้นยังอุดมไปด้วยทองคำ ซึ่งมีการลักลอบงม หรือขุดกันขึ้นมาใช้มานานนับร้อยปีแล้ว คณะกรรมการชายแดนร่วมลาว-พม่า

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร