วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.ค. 2019, 11:13  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 11:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ประวัติและปฏิปทา
หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ


วัดใหม่บ้านตาล
ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร



๏ ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ข้าพเจ้ามีนามเดิมที่โยมคุณตาตั้งให้ ชื่อ คำบ่อ พวงสี เกิดเมื่อวันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2474 เวลาประมาณ 03.00 น. ตรงกับวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม ณ บ้านตาล ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายทองและนางภู่ พวงสี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 7 ข้าพเจ้าเป็นบุตรคนที่ 1

ในปฐมวัย ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่ศาลาวัดศรีษะเกษ บ้านตาล จ.สกลนคร จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เมื่อจบแล้ว โยมบิดา-โยมมารดาจะให้บวชเป็นสามเณร จึงตอบท่านไปว่า ยังไม่บวช จะอยู่ทำงานไปอีกสักระยะหนึ่งก่อนจึงจะบวช โยมบิดา-โยมมารดาท่านก็ไม่ว่าอะไรแม้แต่คำเดียว

ตั้งแต่วันนั้นข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่การงานช่วยบิดามารดาให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ท่านเป็นทุกข์เพราะเรา ตระกูลนี้ไม่เจริญเพราะเราก็จะไม่ให้เสื่อมเพราะเรา ตระกูลเจริญเพราะเราก็จะไม่ให้เสื่อมเสียเพราะเรา นี้เป็นความรู้สึกลึกๆ อยู่ในหัวใจของข้าพเจ้า จนบิดามารดาไว้เนื้อเชื้อใจ จะซื้อจะขายอะไรที่จะต้องใช้เงินทองจำนวนมาก ท่านจะมาถามแทบทุกครั้ง ถ้าข้าพเจ้าตกลงอย่างไร ท่านก็จะเอาอย่างนั้น เพราะความไว้เนื้อเชื้อใจในตัวของข้าพเจ้า

ท่านทั้งสองเป็นพุทธมามกะ เลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา เพราะเชื่อว่าความดีก็มีเหตุ ความชั่วก็มีเหตุ ความดีก็เกิดจากการกระทำดีนั้น ความชั่วก็เกิดจากการกระทำชั่วนั้น ฉะนั้น ท่านทั้งสองจึงพยายามสร้างความดี ทำความดี ตามกำลังกายกำลังทรัพย์ กำลังปัญญาของท่าน จนกระทั่งท่านทั้งสองจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

ฉะนั้น ตระกูลพวงสีนี้จึงเป็นตระกูลเคารพนับถือบวรพระพุทธศาสนาอย่างไม่ลืมเลือนไปจากหัวใจ ในตระกูลพวงสีนี้ ก็นับว่าโชคดีที่ยึดเอาคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักปฏิบัติในการครองเรือน จึงทำให้ชีวิตความป็นอยู่ของตระกูลพวงสีพอกินพอใช้ไม่รวยและก็ไม่จน พอมีพอกินตามสภาพคนบ้านนอก


๏ ชีวิตเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2495 ปีมะโรง อายุได้ 21 ปี วันนั้นคุณตามาที่บ้านประมาณ 1 ทุ่ม ท่านถามว่ากินข้าวเสร็จหรือยัง เลยบอกท่านว่ายัง ท่านเลยบอกให้รีบไปกินข้าว วันนี้จะพาไปมอบนาคที่วัดตาลนิมิต บ้านตาล ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แบบนี้เขาเรียกว่าแบบจู่โจมไม่ให้รู้ตัว โยมบิดา-โยมมารดาไม่บอกให้ทราบ แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกดีใจ จะได้หมดหนี้บุญคุณของท่านเสียที หนี้บุญคุณของบิดามารดา ยังฝังอยู่ในจิตใจไม่หลงลืมตลอดมา

ถ้ายังไม่ได้บวชให้ท่านก่อนแล้ว ก็จะไม่แต่งงานเป็นอันขาด เพราะได้ยินญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตาของเธอเขาดีใจมากเพราะได้หลานคนแรกเป็นผู้ชาย ท่านบอกว่าท่านได้กำไรแล้ว คำว่ากำไรคงหมายถึงความดีเท่านั้น คำพูดของท่านคำนี้จึงไม่ลืมเลือนไปจากจิตใจของข้าพเจ้าตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้

เมื่อไปอยู่วัดป็นนาคแล้ว ก็ได้มีเพื่อนคนหนึ่งได้ตามไปเพื่อจะบวชเหมือนกัน เราก็ดีใจเพราะได้เพื่อน เมื่อเพื่อนไปเป็นนาคอยู่ด้วยกันได้ 3 วันก็มีเรื่องให้แตกกัน เนื่องจากหลวงพี่สงฆ์ให้ไปช่วยงานที่บ้าน อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ชวนให้ไปด้วยกันแกก็ไม่ไปตาม สุขเพราะความมีเพื่อนก็เลยหายไปอย่างง่ายๆ แต่ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับครูบาอาจารย์แล้วก็ต้องไป

คิดว่าไปไหนก็ต้องมีพระเป็นเพื่อน ไปหาพระก็ต้องมีพระเป็นเพื่อน ไปหาคนก็ต้องมีคนเป็นเพื่อน และไปช่วยสร้างพระอุโบสถที่ยังไม่แล้วเสร็จ ออกเดินทางประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่วัดเจริญราษฎร์บำรุง บ้านมาย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร มีทั้งหญิง ชาย คนหนุ่ม คนแก่ จำนวนมากช่วยงาน แต่อยู่ไปประมาณเดือนมีนาคม ครูบาอาจารย์อาจมองเห็นว่าจะมองว่าใกล้ไฟ มันร้อนใกล้ค้อนมันเจ็บ ท่านเลยลัดคิวบวชเป็นสามเณรให้

ท่านก็ได้จับบวชเป็นสามเณรที่โบสถ์น้ำ เรียกว่า อุทกุกเขปสีมา เป็นสามเณรจนกระทั่งเดือนเมษายนอุโบสถที่สร้างก็เสร็จ ทำพิธีพัทธสีมาแล้วทำพิธีบวช โดยมี พระมหาเถื่อน อุชุกโร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระลี ฐิตธัมโม เป็นพระกรรมวาจารย์ และ พระโง่น โสรโย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2495 เวลา 09.45 น. ณ วัดเจริญราษฎร์ เสร็จแล้วก็เดินทางกลับมาที่วัดตาลนิมิต อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

รูปภาพ
พระอาจารย์ลี ฐิตธัมโม พระกรรมวาจารย์

รูปภาพ
พระอาจารย์โง่น โสรโย พระอนุสาวนาจารย์

รูปภาพ
พระอาจารย์อ่อนศรี ฐานวโร


ที่วัดตาลนิมิต ได้ช่วยทำการงานที่ครูบาอาจารย์มีความประสงค์จะทำ คือเริ่มมีการก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น โดยมีการเลื่อยไม้เอง แต่ข้อวัตรปฏิบัติอะไรก็มิได้ขาดทุกวัน จนกระทั่งเดือนมีนาคม-เมษายนนี่แหละ มี พระอาจารย์อ่อนศรี ฐานวโร มากราบคารวะหลวงปู่ลี อโสโก ที่เป็นผู้หนึ่งที่ท่านเคารพนับถือ และเคยอยู่จำพรรษากับท่าน ท่านจึงมาชวนไปจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างพรรษานี้ก็ได้ช่วยงานมีการก่อสร้างภายในวัด

จนกระทั่งออกพรรษา ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ว่าจะไปเที่ยวเขาพระวิหารกับท่านอาจารย์อ่อนศรี ฐานวโร และเพื่อนๆ พระเณร ไปด้วยกัน 4 รูป พอมาถึงตัวจังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปกราบลาเจ้าคณะจังหวัดแล้วพักอยู่ที่วัดสำราญนิวาส อ.วารินชำราบ ได้มาพบกับพระอาจารย์มุ่ย ณ วัดแห่งนี้ ท่านเลยชวนไปจำพรรษาจังหวัดชลบุรี ที่วัดวิเวการาม ที่ท่านอาจารย์อรุณท่านอยู่ ท่านไม่มีหมู่เพื่อนเท่าใดนัก ฉะนั้น ทุกคนก็ตกลงไปจังหวัดชลบุรีเพื่อจะอยู่จำพรรษาที่วัดวิเวการามแห่งนี้


๏ พระพุทธเจ้าปรากฏ

ปี พ.ศ. 2498 ได้เดินทางไปทางภาคใต้ของประเทศไทย ไปพักอยู่จังหวัดเพชรบุรี วัดอุทัยโพราม กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม พักอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งเพื่อจะมีโอกาสได้ฟังโอวาทคำเตือนเกี่ยวกับธรรมวินัย ในการประพฤติปฏิบัติเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ เมื่อได้โอกาสแล้วจึงได้กราบลาท่าน เดินทางต่อไปจังหวัดกระบี่ พักแรมอยู่ในป่าในจังหวัดกระบี่ประมาณ 1 เดือน ก็เดินทางต่อไปที่จังหวัดพังงา เพื่อจะได้พบครูบาอาจารย์ มีหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แต่ไม่ได้พบ ท่านมาประชุมงานวันบูรพาจารย์ที่วัดสุทธาวาส

อยู่จังหวัดพังงาประมาณ 1 เดือน กับพระหลวงพ่อของ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ตกลงว่าจะอยู่กับท่านตามคำนิมนต์ของคณะศรัทธาญาติโยมที่นั่น แต่แล้วก็เป็นอนิจจังไปอีก คือเนื่องจาก ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ขอร้องให้ไปอยู่กับท่านที่ อ.แม่พริก ท่านก็มองไปมุมหนึ่งของท่านเพราะอยู่ที่นี่มีแต่ผู้หญิงมาอุปถัมภ์บำรุง เช้าก็มา เย็นก็มา ค่ำก็มา เขาดีจริงๆ ท่านก็กลัว ยังงั้นนะที่ว่าภัยนี่ ภัยของนักบวชก็มียังงั้น ก็เลยตกลงว่าไปอยู่กับท่านอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต แล้วก็ท่านอาจารย์มหาเพิ่ม รวมเป็น 3 รูป อยู่ที่นี่นานประมาณ 2-3 เดือนละมัง จึงได้ไปอยู่ ต.กะไหล อ.แม่พริก

อยู่ที่ ต.กะไหล นี่เลยเป็นไข้มาลาเรียอย่างแรง จนได้กราบเรียนครูบาอาจารย์ว่า ถ้าผมตาย ให้เผาเลย ให้เผา ไม่ต้องบอกให้ทางบ้าน คือบิดามารดาของผมทราบเรื่อง เมื่อเขาทราบแล้วจะเป็นทุกข์ ไปกราบเรียนท่านว่ายังงั้น เวลาเจ็บป่วยเนี่ย ใจก็ยิ่งเร่งความพากเพียรทำให้มีกำลังใจ จนทำให้ปรากฏเห็นพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกเดินมาตามหาดทรายทะเลนั้น เกิดความปีติยินดีเป็นอันมากได้เห็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้หลับนอน ไม่โกรธเกลียดให้ใครทั้งนั้น ใจสบาย มีแต่อยากจะพูดธรรม ไม่มีเรื่องอะไรให้ใจกังวล การรักษาตามมีตามได้ ข้อวัตรปฏิบัติก็ไม่ขาดตกบกพร่องอะไร

ที่มันปรากฏขึ้นมานี่ก็เพราะจิตใจเราเองนี้มันเป็นนิมิตเพราะเราว่าเราต้องตายแน่ ไม่มีที่พึ่งอะไรนอกเหนือจากพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เลยกลายเป็นภาพนิมิตปรากฏดังกล่าว แล้วก็ไม่ได้ทักทายปราศรัยไต่ถามอะไร เราเห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็มีความเลื่อมใสศรัทธา ในนิมิตที่ปรากฏเห็นนั้นเป็นที่ซาบซึ้งถึงใจจริงๆ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา ไม่ได้นึกถึงความเจ็บป่วย ในระยะนั้นที่ไม่ได้พักผ่อนหลับนอนหลายๆ วัน เขาจะว่ากันว่ามาลาเลียขึ้นสมองเพราะเราเป็นคนไม่พูดกลับพูดมากขึ้น ช่วงนั้นเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชท่านมาเยี่ยมเยียนพระตั้งแต่ จ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ ได้มาแวะ ก็ได้ให้การต้อนรับท่าน ไม่มีอุปสรรคอะไรเกี่ยวกับการเจ็บไข้เหมือนกับคนไม่ได้เป็นอะไร

จากนั้นแล้วจึงพาศรัทธาญาติโยมไปจังหวัดภูเก็ต รอ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านมางานบูรพาจารย์ที่จังหวัดสกลนคร เพื่อจะเข้ารับฟังธรรมโอวาทของท่าน อยู่วัดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต จนหลวงปู่กลับจากสกลนครไปวัดไม้ขาว ได้ฟังธรรมเป็นคติเตือนใจจากท่านเป็นครั้งแรก ได้อยู่ที่วัดไม้ขาว จนกระทั่งญาติโยมจังหวัดชลบุรี ขออาราธนาให้กลับจังหวัดชลบุรีด้วยกัน ทั้งหมดที่ไปด้วยกันเลยตกลงกลับจังหวัดชลบุรีในต้นเดือนกรกฎาคม


(มีต่อ 1)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 11:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ อดเอาทนเอา

กลับจังหวัดชลบุรีในต้นเดือนกรกฎาคม แล้วมาจำพรรษาอยู่วัดวิเวการาม ปีแรกๆ ที่วัดวิเวการาม ก็ไม่ได้ทำอะไร ครูบาอาจารย์ท่านพานั่งภาวนาไหว้พระสวดมนต์หกโมงเย็น แล้วก็ภาวนายันเที่ยงคืน ฝึกกันอยู่อย่างงั้น เจ็บปวด ขาจะขาดจากกัน บางรูปร้องออกมา อดเอา ทนเอา มันก็ไม่ไหว อย่างนี้มันฝืนธรรมชาติธรรมดา มันไม่สงบ ก็จะให้สงบ มันไม่เป็น ก็จะให้เป็น มันก็ได้ความคิดนะที่อาจารย์พาทำนี่

บางทีมันไม่ได้อะไร ไม่เกิดปัญญาสงบอะไร มีแต่คิดเมื่อไรจะพาเลิกสักที มันไม่อยากนั่งนานๆ หรอก สัก 2-3 ชั่วโมง ยังพอไหว ยังดี อดเอาทนเอา พรรษาที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ทำกิจวัตรอยู่อย่างนั้น ไม่ลดละอะไร แต่ไม่เกิดปัญญาอะไร พอไปเห็นการนั่งนานๆ นี่ บางองค์บางท่านสังขารร่างกายไม่อำนวย ความทุกข์มันเกิดจากอุปาทานทางจิตใจว่ามันเจ็บปวด มันปล่อยวางไม่ได้ เข้าสู่ความสงบไม่ได้ จึงร้องออกมาโดยไม่ตั้งใจ

เราเกิดความคิดที่มันก็อาจเป็นบาปมั่งละ เพราะไปตำหนิครูอาจารย์ เอ๊...ทำไมท่านไม่ประมาณสังขาร ร่างกายก็เฒ่าแก่กันแล้ว สมาธิก็ทำกันไม่เป็น พุทโธไปงั้น ไม่รู้ว่าทำเพื่ออะไร ครูบาอาจารย์บอกให้นั่งมือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น อยู่ในอารมณ์คือพุทโธ กำหนดลมรู้ลมสั้นยาว ฯลฯ สมัยอยู่กับหลวงปู่ลี อโสโก เดินจงกรมไม่หยุดจนเที่ยงคืน แทบยกขาไม่ขึ้น แต่ไม่รู้เดินเพื่ออะไร รู้แต่เอาบุญ แม้แต่การบวชตอนแรกก็เพื่อตอบแทนบุญคุณปู่ย่าตายาย เพราะท่านประสงค์จะให้บวช ก็คิดว่าห่มเหลืองโกนหัวโล้นก็เป็นพระ ที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะเราไม่รู้ว่าการเป็นพระนี่อยู่ที่ไหน

ในระหว่างอยู่ในช่วงนี้คือปี พ.ศ. 2497-2499 นี้ มีปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิตหมายถึงชีวิตพรหมจรรย์ คือมีคนอยากสึก ให้เตรียมกางเกง เสื้อ และอื่นๆ ต้องการอยากจะให้สึกไปจับจองที่ดินที่ยังเป็นป่ารกร้างว่างเปล่าไม่มีเจ้าของ แถวแหลมฉบัง พัทยา บางพระ เขาเขียว แถวนั้นเป็นป่าใครเข้าใกล้ไม่ได้ไข้มาลาเลียกินแทบตาย เราต่อสู้กับความอยากอย่างเดียว อยากมีอยากเป็น อดข้าวอดน้ำต่อสู้ หลังฉันข้าวเช้าแล้วจะไม่นอน ตั้งใจสู้โดยนั่งสมาธิอีก 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ จนถึง 6 ชั่งโมงไม่ได้อะไรได้แต่ความอดทน ต่อสู้กับความคิดอย่างเดียว ต่อสู้กับความอยากจะไปเอาโน่นเอานี่ เป็นเครื่องกระตุ้นจิตใจว่าอยู่บ้านพ่อแม่ก็ไม่อดอยากอยู่แล้ว แล้วจะไปเอาทำไม อย่างที่สองไม่ไว้ใจตัวเองว่า ถ้าเราสึกไปเราต้องทำบาปแน่ๆ สาหัสสากรรจ์ ทบทวนดูโลกภายนอกมันมีแต่เรื่องชวนล่อไปลงนรก

ความอยากสึกกับความไม่อยากสึกนี่มันต่อสู้กันอยู่ประมาณเป็นปี ความยินดีพอใจนั่นแหละมันต่อสู้กันอยู่อย่างนั้น ผลสุดท้ายก็แก้ไขแนวความคิดอันนี้ผ่านพ้นไปได้ คือหมดอยาก ความอยากได้นี่หมดไป

เจ้าคุณวัดบวรมงคล ท่านนิมนต์ให้มาศึกษาในกรุงเทพฯ จะเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ก็ตัดสินใจไม่เรียน ถ้าเรียนก็จะต้องสึกแน่


๏ การแสวงหาธรรม

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2501 จึงได้ออกเดินทางไปเที่ยววิเวก มีสหธรรมมิก สหายธรรม ก็ว่าได้ ไปด้วยกัน 2 องค์ ไปจังหวัดระยอง ก็ไปพักอยู่วัดจุฬามณี กับอาจารย์มหาเชย อยู่เดือนสองเดือน ก็ออกไปแล้วไปพักอีกที่หนึ่งคือ อ.แกลง จ.ระยอง แต่ว่ามีหลวงตาองค์หนึ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดไป เมื่อเห็นท่านไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย มีแต่ความอยากได้อยากมี พอคนให้ทานมานี่ มีแต่ตะกละตะกาม อยากจะเอา มีญาติโยมตำหนิติเตียนว่าเอาเงินทองไปเลี้ยงลูกหลาน เลยสลดใจเมื่อเห็นความประพฤติ

การเป็นนักบวชมิใช่บวชมาเพื่อสะสมสิ่งเหล่านี้ พระพุทธเจ้าสอนให้ละ แต่เรามาสะสม ก็เห็นว่ามันไม่ถูก เห็นว่ามันไม่ดี ไม่ได้ตำหนิติเตียนท่าน แต่มีความสลดสังเวชในจิตใจ อันนี้มันเป็นเรื่องของใครของมัน เหตุนี้จึงอยู่ในสถานที่นี้ไม่ได้ จึงขึ้นรถไปจังหวัดจันทบุรี ไปอยู่วัดป่าคลองกุ้ง สมัยนั้นมีพระครูสันต์ เป็นเจ้าอาวาส ได้ถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ ในฐานะที่ท่านมีพรรษาอายุมากกว่า ว่าจะไปดูข้อวัตรปฏิบัติกับท่านเหมือนกัน ได้พักอยู่ที่นั่นประมาณหนึ่งเดือน จึงเดินทางไปจังหวัดตราด ไปอยู่เกาะกูด ญาติโยมสร้างเป็นที่พักสงฆ์อยู่ก็สงบดี เรื่องบิณฑบาต เสนาสนะพร้อม พออาศัยอยู่ได้เป็นสัปปายะได้

ที่นี้อาจารย์มหาเชย ท่านเป็นผู้มีพรรษาอายุมาก ท่านเป็นนักพูด เป็นนักคิด ท่านไม่พอใจที่จะอยู่ที่นั้น จึงพาไปอยู่เกาะช้าง ปี พ.ศ. 2501 เนื่องจากเกรงว่าจะไปกีดขวางในการคิดการพูดของเขา จะทำให้เขาไม่เกิดความเจริญในศรัทธาเลื่อมใสของโยม ที่นั่นมีโยมทำกระต๊อบอยู่ อาหาร เสนาสนะ ก็สัปปายะ บุคคลก็สัปปายะดีไม่มีอะไร เป็นที่สบายใจดี แต่ความไม่รู้ธรรมเห็นธรรมของเรานี่ก็ยังไม่สิ้นสุดล่ะ พออยู่ไปอยู่ไปมันก็อยากไปต่อ อยู่เกาะช้างได้ประมาณ 2 เดือน ท่านจึงชวนกลับ

ที่นี้จะมาวัดป่าคลองกุ้ง แต่ท่านอาจารย์มหาเชยไม่อยากมา จึงแยกทางกัน ท่านไป จ.ระยอง รู้สึกว่าจะสร้างวัดที่นี่อยู่จนมรณภาพไป เรามาพักที่วัดป่าคลองกุ้ง เนื่องจากเห็นท่านเป็นครูบาอาจารย์ พอสมควรแล้วจึงไปหาท่านพ่อลี ที่วัดอโศการาม สมัยนั้นกำลังฉลอง 25 พุทธศตวรรษ มีการจัดงานมโหฬาร แต่ขณะเราลงไปงานเลิกไปแล้ว มีหลวงพ่อเฟื่อง อาจารย์สนั่น อาจารย์บุญทัน ท่านธรรมรัตน์ก็อยู่ที่นั่นในเวลานั้นในระยะหนึ่ง จะเป็นหนึ่งถึงสองเดือนนี่แหละ ก็เลยชวนกันกับอาจารย์บุญทัน และมีพระอีกองค์หนึ่งชื่อธงชัย ท่านอยากให้ไปอยู่ที่วัดป่าช้าจีน แต่ได้ไปพักที่วัดเขาหน้าผาที่พระธงชัยพักอยู่ในระยะหนึ่ง ประมาณ 15 วัน ดูๆ แล้วคิดว่าถ้าอยู่ไปจะทำให้จิตใจไม่เจริญก้าวหน้า เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมันไม่ค่อยดี จึงมาอยู่ที่นครสวรรค์ พระธงชัยที่นิมนต์ไปวัดป่าช้าจีน ก็มาสึกในภายหลัง

มาถึงนครสวรรค์ไม่พอใจที่จะอยู่สถานที่นี้ จึงชวนกันกับอาจารย์บุญทัน โดยนัดกันที่จังหวัดลำปาง ท่านจะไปรถไฟ เราจะไปรถยนต์เจอกันที่นั่น แต่ท่านไม่ได้ไป ท่านไปอยู่ปราจีนบุรี เราก็เดินทางไปบวชนาคที่จังหวัดตาก บวชนาคแล้วพักอยู่ 1 สัปดาห์ จึงเดินทางต่อไปที่อำเภอเถิน ที่วัดป่านันทนาราม หลวงปู่เหรียญ, หลวงปู่หลอด, หลวงปู่อ่อน ท่านเคยอยู่ที่นี่มาก่อน เจออาจารย์สนั่น ที่นั่นอีกเลยชวนกันอยู่ เพราะท่านพ่อลี บอกให้อยู่นี่เพื่อสงเคราะห์ญาติโยม มีเจ้าน้อยเมืองดี, พ่อมอย, กำนันมุ้ย เป็นโยมอุปถัมภ์ที่วัดนี้ ก็ไปอยู่จำพรรษาร่วมกันกับอาจารย์สนั่น, ท่านจันยา, ท่านสงัด, หลวงพ่อหาญ, พระต่าง และสามเณรคำ จำพรรษารวมกัน 7 รูป ที่อำเภอเถิน ปี พ.ศ. 2501 ที่นั่น


๏ เหลือแต่กระดูก

พอออกพรรษาแล้ว ก็มาพักวิเวกแถวดอนต้อก ที่นี้แหละที่ได้ทำความเพียร โดยมีพระที่ไปด้วยกัน ท่านทำกายนุปัสสนาสสติปัฐาน เห็นร่างกายเป็นตัวเปื่อยเน่าชำรุดทุดโทรม กำหนดไปตามคำสัญญาที่ครูอาจารย์แนะนำว่าให้พิจารณาอสุภะ เลยปราฏกเห็นเหลือแต่โครงกระดูก ท่านมองเห็นอย่างนั้นตลอดเวลา ท่านกลัวตายมาก ท่านเลยมาหา ท่านว่ามีแต่โครงกระดูกไม่มีเนื้อหนัง ท่านได้สำคัญไปตามความคิดเห็นว่ามันเป็นจริงๆ เลยกลัวตาย

จึงคิดหาอุบายแก้ช่วยเหลือ จึงเรียกพระมาด้วยกัน 3 องค์ เพื่อเป็นสักขีพยานในการที่ท่านรู้ ท่านเห็น ท่านมี ท่านเป็น ว่าขณะนี้ท่านมีโครงกระดูกไม่มีเนื้อหนังและกลัวตาย พอมาดูแล้วก็หยิกตรงไหนมันก็จะเจ็บที่สุดเลย ให้พระหยิกที่โคนขาแรงๆ ไม่ต้องกลัวมันขาด ให้หยิกแรงๆ ร้องอ๊ากเลย นี้ ! คนตายแล้วเหรอ พอหยิกข้าจริงๆ แล้วความรู้สึกมันก็เกิดขึ้นมา ถึงจะลืมตาขึ้นมามันก็เห็นอยู่แค่กระดูกนะ ลืมตานะไม่ใช่หลับตา สำหรับท่านที่รู้แล้ว ท่านที่เห็นนะ พอรู้สึกเจ็บแล้วก็นั้นแหละ ก็รู้สึกว่ามีเนื้อหนังแล้วเหมือนเดิม เมื่อปรากฏความเป็นจริงอย่างนี้เล้ว ท่านจึงยอมนับถือเราเป็นครูเป็นอาจารย์ เคารพนับถือจนท่านตายจากเราไป

อันนี้ส่อให้เห็นถึงสัจธรรม อันสัญญาที่ปรุงแต่งมันเกิดขึ้นมา เวลาจิตใจมันเงียบระงับแล้วน้อมจิต เวลาจิตมันเบาแล้วน้อมไปทางไหนก็ได้ เหมือนของเบายกไปใหนก็ไม่หนัก มันเลยเป็นไปตามสัญญาที่ปรุงขึ้นแต่งขึ้น จิตมันอ่อนแล้วน้อมยังไงก็เป็นไปตามอาการของจิตนั้นๆ แต่มันเป็นเฉพาะตนเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นเขาก็ไม่รู้ไม่เห็นด้วย เป็นเฉพาะคนที่มีจิตอ่อนล้าน้อมกันไปกับอาการนี้ๆ แต่รู้สึกเหมือนกันที่เห็นขนาดนี้ คำว่าสมุทัย เป็นเหตุให้สุขภาพเกิดความทุกข์ มันก็เกิดจากการปรุงแต่งนั้นเอง แต่งดีก็ได้เสียก็ได้ อันนี้ให้พิจารณาดู จิตสงบแล้วน้อมไป ดีน้อมไปทางเสียก็ได้เสีย ข้อสำคัญที่สุดคือสติปัญญา ถ้าขาดสติปัญญาในความรู้เห็น ความมี ความเป็นแล้ว อาจคล้อยตามมันไปตามมันในทางที่ผิดก็ได้

บางครั้งมันก็โน้มไปในทางที่ดีบ้างและไม่ดีบ้าง เรื่องของจิตก็เป็นหลักสำคัญที่ประพฤติปฏิบัติ จึงควรศึกษากายกับจิตของเราให้มาก ศึกษาสิ่งที่มันผิดมันถูกนี้แหละ มันดีมันเลวนี้แหละ เราจะมีปัญญาได้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้ามันไม่เกิดอย่างนี้มันก็ไม่มีปัญญา เราก็ไม่รู้ว่ามันผิด มันถูก สิ่งที่มันผิดมันถูกทำให้คนฉลาด มีสติปัญญา แก้ปัญญาชีวิตอย่างราบรื่นขึ้นไปได้อย่างหมดปัญหาไปเลย เพราะความรู้ความเข้าใจในอรรถในธรรมนั้นๆ แจ่มแจ้งด้วยสติปัญญาของเราเอง


๏ พระถ้ำ

จากนั้นจึงไปช่วยงานหลวงพ่อลี วัดถ้ำพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ท่านไปจัดงานฉลองพระเจดีย์ ฉลองถ้ำ เมื่อการพัฒนาจนเสร็จสิ้นงานแล้ว ก็ขึ้นไปเชียงใหม่ พักที่วัดสันติธรรมกับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร พักกับท่านนี้นาน แม้จะออกไปเที่ยววิเวกในสถานที่ต่างๆ เช่น อำเภอแม่แตง ไปฟังโอวาทธรรม อุบายธรรมจากหลวงปู่แหวน ที่วัดป่าบ้านปง บางครั้งก็พักกับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดปากทางแม่แตง เพื่อรับฟังอุบายธรรมคำสอนของท่าน แล้วจึงกลับไปกลับมา โดยอยู่ที่วัดสันติธรรมนี้เป็นหลัก หลวงปู่สิมท่านได้ออกไปวิเวกที่ถ้ำเปียงประจำ ได้ติดตามท่านไปแสวงหาโมกขธรรม มีพระที่ติดตามกันไปบ่อยๆ คือ พระอาจารย์ทองสุก อุตตรปัญโญ

ปีที่อยู่ปากเปียง อยู่ในรูก็ไม่เท่าไร พอออกนอกถ้ำก็หนาว ปีนั้นหนาวมาก ต้นกล้วยไม้ตายไหม้เป็นทิวหมด มีแต่ผ้าบางๆ หาไม้ฟืนมาไว้ แต่หาโยมจุดไฟให้ก็ไม่มี นอนกับฟากไม้ไผ่สับผูกเป็นแผ่นๆ เอาผ้าปูนั่งปู เสื่อก็ไม่มี พอหนาวก็ดิ้นผ้าหายหมด นั่งกอดเข่าก็แล้ว นั่งสมาธิก็ไม่หายหนาวหรือหายชั่วคราว ธรรมชาติมันบังคับอยู่นั่งคอยเมื่อไรมันจะสว่างซักทีจะได้หายหนาว ความง่วงเหงาหาวนอนจะได้หาย จะได้ไปบิณฑบาต เหมือนมันนานจริงๆ นะ ช่วงนั้นกลางคืนจะนานกว่ากลางวัน อยู่นานๆ หนาวไป หนาวไป จนชิน ไม่ตายหรอก มีอาจารย์สุบินจากจังหวัดจันทบุรีช่วยกันปั้นพระพุทธรูปที่นี่ เราอยู่ที่ปากเปียงได้ 4 เดือน

ปี พ.ศ. 2502 จึงมาจำพรรษาที่ถ้ำแดนสวรรค์ ที่อำเภอเชียงดาวนั่นเอง แต่คนละแห่งที่ถ้ำปากเปียง เป็นที่ทุรกันดารมาก ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 9 กิโลเมตร มาบิณฑบาตลำบาก ต้องอาศัยบารมีญาติโยมส่งเสบียงอาหาร มีชีพราหมณ์ไปอยู่ด้วยเพื่อทำอาหารถวายพระ ปีนั้นมีพระ 3 รูป มีพระอาจารย์แขนดำ เป็นหัวหน้า แล้วก็เรา ท่านทองสุก แล้วก็มีชีพราหมณ์ มีชีอยู่ 3-4 คน แล้วพราหมณ์ชายนุ่งขาว 3 คน ไปอยู่ด้วยกัน ทำอาหารกินเอง โดยเขาส่งเสบียงไปให้ แม่น้ำปิงไหลผ่านข้ามไปมายาก ถ้าบารมีไม่มีจริงๆ ตายแน่

ยังดีที่โยมอุปถัมภ์กันนั้นมีวาสนาบารมีพอสมควรในเชียงดาว นั่นก็คือผู้ช่วยกำนันที่เชียงดาวนั่นแหละคนหนึ่ง และโยมในเชียงดาวนั้นเป็นผู้นำเสบียงอาหารไปส่ง บางอย่างก็ต้องจ้างเขาเข้าไปถ้ามันรีบด่วนเท่าไหร่ก็ต้องเสียเงินให้เขา แต่พวกที่เป็นกำลังใจอยู่ในเมืองก็มีเช่น คุณนายกิมเฮียง มีโยมโสฬส ลูกสาวแม่เลี้ยงเต่า ส่งปัจจัยไทยทานนี้ไปช่วยเหลือ เรื่องปัจจัยสี่จึงพออยู่ได้เพราะมันเป็นที่กันดารมาก อยู่ถ้ำแดนสรรค์ลงไปอาบน้ำห่างไป 4 กิโลเมตร เดินกลับขึ้นมาเหงื่อแตกเหมือนเดิมแต่ยังดีกว่าไม่ได้อาบ ญาติโยมจึงซื้อแท็งก์สังกะสีขึ้นไปถวาย 5-6 ใบ

อยู่ที่นั้นโยมเชียงใหม่ ลำปาง ส่งเงินไปซื้อสังกะสีไปมุง ซื้อแท็งก์ไปถวาย มันก็มีปัญหา โยมก็โยมเคยอุปถัมภ์ สมัยเราอยู่ถ้ำปากเปียงนั่นแหละ แกก็ไปพูดคุยกัน แม่ชีได้ยินมา เกิดทะเลาะกับโยมนี่อีก เราว่าจะทะเลาะกับเขาทำไม เรากินข้าวเขาอยู่ แกก็แก้ตัวไปเรื่อยๆ “โอ้ย มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอกโยม” เราก็แก้ไขไปเรื่อยๆ อาตมาไม่ใช่พระตาย ได้ยินอยู่นี่ คนนึงพูดอยู่ในฝาอีกคนฟังนอกฝา อาตมาก็ดูอยู่ไม่ใช่ตาบอด ถ้าจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ก็ใหญ่ได้ เรื่องเล็กก็ทำได้นะ

เราอยู่ในถ้ำนี้ได้สี่เดือน ไม่ได้ออกไปไหนมาไหนนะ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเดินตามป่าอะไร อยู่ในถ้ำตลอด สบายดี ทำแค่อยู่หลังพระพุทธรูปอยู่สี่เดือน ตัวเหลืองเป็นกบซีดหมด

การอยู่ในถ้ำแดนสรรค์แห่งนี้ได้สติปัญญา ได้ความรู้ความเข้าใจในอรรถธรรมบางสิ่งบางอย่างพอสมควรนะ ได้ความสงบดี มันเกิดความรู้ขึ้นมาว่า คนนี่นะ ดีก็มี ชั่วก็มี ไม่ต้องสนใจเขา เอาตัวเรา เราทำดีไว้เป็นที่พึ่งของเรา คนอื่นเขาจะมีความรู้ความเห็นยังไงก็ตาม มันเป็นเรื่องของเขา เหมือนเพื่อนองค์นี้ อาจารย์แขนดำ เพื่อนสหธรรมมิก ท่านเขียนประวัติของท่านนะ ท่านว่าสมัยอยู่จังหวัดชุมพร ได้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ที่สุดบนเขา โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นประธาน ท่านเล่าประวัติว่าเคยเหาะได้ เหาะจนชนเพดานบ้าง มีคนโน้นคนนี้รู้เห็นบ้าง เราก็ห้าม โอ๊ย ! อย่าไปเขียนเลย เหมือนควายจะถ่ายแล้วยกหางตัวเอง ไม่เข้าท่า เหมือนยกเรื่องของตนมา ว่ามีอย่างนั้นอย่างนี้ แกก็ไม่ฟัง เถียงว่าพระพุทธเจ้ายังเอามาพูดได้ ไม่ฟังเสียงคณะที่เตือน

เราก็ปล่อย ไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็สบายมีความสุข มันตัวใครตัวมัน ถ้าเราเอาเรื่องของคนอื่นมายุ่ง เราจะทุกข์ตลอดไปในโลกสงสาร เพราะมันมีปัญหาตลอด เราก็คิดให้มันเป็นปัญญา พูดให้มีปัญญา เราก็อยู่ได้สบาย ไม่เอาเรื่องใครมาเป็นปัญหา พยายามแก้ไขตนเองตลอด เลยสงบสงัดอยู่ด้วยความเยือกเย็น ใครจะร้อนเป็นไฟเราก็ไม่สนใจอะไร

โยมของอาจารย์แขนดำ ทำหนังสือมาแจกว่าเหาะเหินได้ แบบที่เราห้ามแล้ว ก็ไม่ฟัง จนมาแจกที่กรุงเทพฯ ท่านพ่อลีเลยประชุมสงฆ์ บอกคำพูดนี้แม้จะเป็นความจริงก็เรื่องของท่าน พูดความจริงก็อาบัติปาจิตตีย์ ถ้าเท็จเป็นอวดอุตตรมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตน ต้องปรับอาบัติปาราชิกไปเลย พวกเจ้าคุณวัดสัมพันธวงศ์บ้าง วัดบวรฯ บ้าง ว่าให้ท่านจนท่านต้องสึกไปเลย หายเงียบไปเลย

รูปภาพ
สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี)


นึกว่าตาย อ้าว ! ไปบวชเป็นมหานิกาย ไม่เข้ากับใครเหมือนกัน เป็นศาสดาอยู่องค์เดียว มาเจอกันตอนเผา สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) และมาชวนลงใต้บอกไม่อด มาอยู่กับเย้าเราว่าคนจนก็อยู่ได้ อยู่กับวัวกับควาย กับหมู กับหมา ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ามันจะเป็นพระพุทธเจ้าคงเป็นไปแล้วละ ท่านก็ยังอยู่ในโลกนี่เหมือนกัน คนรวยคนจนมีอยู่ มันจะเป็นก็ต้องมีเหตุ จะเป็นยาง กะเหรี่ยง อะไรก็อยู่ที่จิตใจใครจิตใจมัน ก็ได้พูดกันสนุกสนานกันไป

เรายังไม่หมดยังต้องอยู่บนเขากับอีก้อ มูเซอ ต่อ เหตุที่เราได้ความสุขคือ เราไม่ยุ่งกับคนอื่นก็เลยสุขอยู่อย่างนี้ ลองดูสิเรื่องของสัตว์โลก จะให้ฉลาดมีสติปัญญา รวย รุ่งเรือง เหมือนกันหมดมันไม่มี จะไปเคี่ยวเข็ญให้มันมีได้ไง ทำไมเรียนด้วยกันมันจึงไม่ได้ดอกเตอร์เหมือนกันหมดละ เรียนทำไมแค่ปริญญาตรี ถ้าเราไปคิดละก็ยุ่งไปหมดแหละ เพราะเราไม่รู้จักเหตุปัจจัยของสัตว์โลกว่า มันมีวาสนาบารมีที่ทำมาต่างกัน มันจึงมีปัญญา มีความคิดเห็นผิดแผกแตกต่าง ปัญหามีได้เพราะขาดความรู้ที่ถูกต้องนั่นแหละ


(มีต่อ 2)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 11:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่ขาว อนาลโย


๏ ตามรอยครูบาอาจารย์

ทีนี้ขึ้นไปที่ตำบลโหล่งขอด เป็นที่ราบลุ่มน้ำแม่งัด แม่ขอด ไหลมาท่วมรวมกัน แต่หายเร็วลงไปหาลำห้วย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่หลายๆ องค์แหละเคยไปอยู่ เป็นศูนย์กลางที่ครูบาอาจารย์อยู่ปฏิบัติ แถวโหล่งขอดนี่มันเกิดความสงบ จิตใจมีปิติศรัทธาแรงกล้า ที่นี่หลวงปู่พรหมท่านกล่าวว่าจะไม่นอนสามเดือน หลวงปู่มั่นห้ามไม่ให้ทำ เพราะธาตุขันธ์ต้องพักผ่อน หลวงปู่ขาวว่าเดินจงกรมที่นี่เบาเหมือนบนอากาศไม่ง่วงเหงาหาวนอน

ญาติโยมทำกุฏิให้อยู่กับท่านทองสุก สององค์ เอากระสอบปูนมากั้นเป็นฝา ไม้ขัดเป็นฝาตามะกอก แต่โหล่งขอดนี้มันไม่เหมือนสมัยที่หลวงปู่ครูบาอาจารย์มาปฏิบัติ หลวงปู่บ้านตาดให้เราพาไปดูดอยนะโม แต่สมัยก่อนความหมายคือดอยน้ำมัว น้ำมันจะขาวขุ่นมัว ที่ตรงนี้นะ หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าบ้านมะเข้า หลวงปู่ท่านไปบิณฑบาตที่นี่ เวลาแม่ปั๋งมันเอ่อล้นมานี่ข้าวไม่ได้กิน เราก็เคยอด ต้องทำขัว (สะพานทำจากต้นไม้ไช้พาดระหว่างสองสองฟากฝั่ง) ข้ามไป ถ้าน้ำมาขัวพัง ก็กินลมกินอากาศไปก่อน

ที่นี่มีวัดเก่าเยอะ เช่น วัดดงมะไฟ เป็นจุดพักของครูบาอาจารย์ จะไปอำเภอพร้าว จะไปบ้านปง ก็ต้องผ่านทางนี้แทบทุกองค์ หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ขึ้นเชียงใหม่ต้องผ่านตรงนี้แทบทุกองค์แหละ จะไปป่าเมียงแม่สายก็ขึ้นไปจากนี้ องค์สำคัญๆ หลายองค์ทีเดียวก็ได้อาศัยยายสมนี่แหละ ยายสมนี้เคยอุปัฏฐากเราจนตายจากนั่นแหละ อายุแกมากอุปัฏฐากสมัยหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว เรายังพาแกมาอยู่ที่นี่ (บ้านตาล) เป็นเดือน ในปี พ.ศ. 2510

มาพักอยู่ที่นี่ประมาณเกือบสองเดือน บังเอิญโยมกับอาจารย์มหาสุด มานิมนต์ พร้อมทั้งรับพระพุทธรูปที่เขาขุดได้หน้าตักประมาณ 9 นิ้ว เป็นพระสิงห์หนึ่ง ก็จะนำไปไว้ป่าเมี่ยงแม่สาย ในระยะนั้นเราป่วยเป็นไข้เดินทางขึ้นเขากับอาจารย์ทองสุก เดินไม่ทันเขา พวกโยมไปก่อนเราตามหลัง รู้สึกหมดแรงซะจริงๆ เดินแค่ขนาดเส้นหนึ่งก็ต้องหยุด แรกๆ ก็ไปได้ไกลอยู่ แต่พอขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ก็หมดแรงไปเรื่อยๆ หายใจได้ไม่อิ่มไม่เต็มปอด เลยบอกท่านทองสุกว่าตายที่ไหนก็ฝังหรือเผาเลยไม่ต้องทำให้ลำบาก เป็นอันว่าจบกันไป

จะพยายามเดินทางตั้งแต่เช้าจนเกือบหกโมงเย็น พยายามเดินไปพักทีละนิดๆ ความเพียรความพยายามนี่ก็ไปจนถึงสำนักที่พักสงฆ์ป่าเมี่ยงแม่สายจนได้ เกือบถึงมืดน่ะแหละ ก็เป็นที่อยู่ของครูบาอาจารย์ที่เมตตาสงเคราะห์อนุเคราะห์ ยายคนนี้ชื่อ แม่สม เป็นผู้มีเจตนาศรัทธาแรงกล้า สามารถอุปถัมภ์บำรุงครูบาอาจารย์ตั้งแต่สมัยหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม เคยจำพรรษาที่นี่ เพื่อสงเคราะห์ยายคนนี้ให้ออกจากการถือภูตผีปีศาจเป็นสรณะที่พึ่ง มาถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่ง

สิ่งที่เขาถือนี่ก็มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ หรือยังไงก็ลองคิดดูว่า เวลาหลวงปู่นำหิ้งผีเขาไปล่องน้ำแม่สายทิ้งไปแล้วนี่ ลูกสาวของยายเกิดเป็นลมชักน้ำลายฟูมปาก จนญาติพี่น้องร้องไห้กลัวหลานตายใครเห็นก็ร้องไห้เอาหิ้งกลับคืนมา เพื่อจะให้ลูกสาวของยายสมพ้นจากความตาย แต่ยายก็ตัดสินใจเด็ดขาดตายเป็นตาย ครูบาอาจารย์ท่านได้ทำแล้วก็ไม่ได้เป็นห่วงอีก เมื่อยายตัดสินใจไม่เอาคืนเด็ดขาดตายก็ตายไป ผลสุดท้ายลูกของยายกลับฟื้นคืนมาจนเป็นปกติ นี่เป็นยุคสมัยที่หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหมไปเมตตายายคนนี้ สถานที่นี้ก็มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่พรหม หลวงปู่ชอบ หลวงปู่แหวน หลวงปู่เทสก์ เคยไปพักปฏิบัติธรรมในยุคสมัยนั้น หลังจากนั้นแล้วเมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ออกจากที่นั่นมา ก็ได้กลายเป็นวัดไม่มีพระ

จนกระทั่งมีอาจารย์มหาสุดมาอยู่และจนปี พ.ศ. 2503 ช่วงหลังจากที่ท่านพ่อลีอาพาธ แล้วเราได้มาปฏิบัติท่านอยู่ที่วัดสันติธรรม จนท่านไปพักที่โรงพยาบาลนพรัตน์แล้ว เรากับอาจารย์ทองสุกได้มาอยู่ด้วย สมัยนั้นมีป่ามีสัตว์หนาแน่น เก้งก็มาอาศัยอยู่ตามบริเวณ ไก่ป่าก็มาอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น พวกชะนีก็มีร้องสนั่นหวั่นไหว พวกหมีก็ยังมีมากเพราะไม่ถูกทำลาย ในสถานที่นี้ก็สงบสงัด จะถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวก็ได้ ทำจิตใจให้สบายมีแต่ผู้แสวงหาความสงบสงัดด้วยกัน จึงเป็นกัลยาณธรรมอยู่ด้วยความผาสุก ไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดๆ ก็เป็นที่เคารพนับถือของคนในบริเวณนั้นหลายแห่ง ปางเจดีย์ ปางมะก๊าด ปางแม่สูน ยังสามารถมาทำบุญให้ทานได้ บางวันก็มาส่งอาหารบิณฑบาตก็ยังได้ บางครั้งไม่ใช่ทุกวันนะ ถ้ามีงานเขาก็ร่วมงานได้ เพราะความศรัทธาเลื่อมใสในพระป่า

ในสถานที่แห่งนี้ก็นับว่าได้สัปปายะอีกแห่งหนึ่งคือ เสนาสนะสัปปายะ ธรรมสัปปายะ อาหารสัปปายะ ได้ความรู้ความเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดอบรมจิตใจได้ด้วยความพากเพียร ในการฝึกหัดตนก็ทนเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ไม่ฝืดเคืองนัก ไม่ฟุ่มเฟือยนัก


๏ นิมิต

พวกนี้มันอันตราย บางทีบางคนอย่างหลวงตาองค์หนึ่งนึกว่าจะเหาะได้ มันมีต่างๆ ครั้งหนึ่งเรานั่งภาวนาที่ชานกุฎที่ป่าเมี่ยงปรากฏเห็นเป็นงูใหญ่มากๆ ลงจากเขาพุ่งเข้าใส่ เราก็กำหนดพิจารณาดูว่าเป็นงูจริงๆ หรือเปล่า การนิมิตนี่จะโง่หรือฉลาดมีปัญญาไหมก็ตรงนี้ บางคนวิ่งหนีหรือโดดลงจากกุฏิแต่เราไม่ คิดแต่ว่ามาสิจะเอาฆ้อนทุบหัวมัน จะกินกันเฉยๆ ไม่ได้นะ งูไม่ตายก็กูตาย ถ้าตายแล้วก็แล้วกันไป เป็นเช่นนั้นเสมอในจิตใจ บางครั้งบางโอกาสก็ยอมตาย พอยอมแล้วความกลัวก็น้อยลง

เราเข้าใจว่ามันเป็นงู พอพิจารณาเข้าจริงๆ มันกลายเป็นตอไม้ไปเลย มันกลายเป็นสัญญาอนิจจา บางครั้งนั่งเฉยๆ เห็นแต่ช่วงเอวนี้กระดูกโผล่ขึ้นมามีแต่ส่วนขาข้างบนไม่มี เรามากำหนดพิจารณาดู มันก็หายไป เลยรู้ว่าเป็นของหลอก สังขารมันปรุงแต่งขึ้นมาได้ จิตมันปรุงขึ้นมา แต่เราไม่...ไม่หลงว่ามันเป็นความจริง เราพิจารณาเห็นความไม่แน่นอนของมัน สิ่งที่เกิดนี่อยากให้มันเกิดอีก มันก็ไม่เกิด พระพุทธเจ้าเลยว่ามันเป็นอนิจจัง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง จิตเราจะคิดอย่างนี้อยู่ตลอด เอาอันนี้เป็นหลักไว้เป็นประจำไม่ยินดียินร้ายอะไร


๏ ปลีกวิเวก

พอออกพรรษาแล้ว ปี พ.ศ. 2505 จึงตัดสินใจลาครูบาอาจารย์ คือ อาจารย์มหาสุด อาจารย์ทองสุข เดินทางไปหาสถานที่วิเวกที่อำเภอเวียงป่าเป้า ในการไปนี้ก็ไปหาประสบการจากสิ่งแวดล้อม ทดสอบตัวเองนั้นแหละ ก็ไปพักอยู่ที่แม่ขะจานนี้ระยะหนึ่ง จึงเดินทางออกไปทางอำเภอวังเหนือ ไปพักแรมไปตามถ้ำที่ต่างๆ ที่มีหมู่บ้าน วัด ถ้ำบ้าง ไม่ใช่เดินทางวันเดียวจะถึงที่หมายปลายทางคือไปหาที่วิเวกก็ไปพักอยู่บ้านร้าง แต่บ้านไม่ได้ร้างแต่อยู่เขตอำเภอวังเหนือ พอพักอยู่ที่นี้ก็ได้รับความสะดวกสบายจากเจ้าอาวาสและศรัทธาญาติโยมพอสมควร พอได้กินข้าวกับเขา เมื่อถึงบ้านนี้ก็เดินทางต่อไปข้ามลำน้ำ ลำน้ำอันเดียวนี้มันไกลจากเทือกเขา เขาจะพาเป็นที่ท่องเที่ยว

เหมือนกันที่แห่งนี้ เดินทางทั้งวันจนถึงหมู่บ้านเย้า บ้านจวนเรือน พักอยู่ที่นี้สองสามวัน จากเขาไปอยู่ในป่า เขาก็กลัวไม่ให้ไปอยู่ จะให้อยู่ในบ้านก็เป็นที่ไม่สบายเรา เพราะไม่เคยพักอยู่ตามบ้านเรือนเขา จึงลาญาติโยมลงมาอำเภอพะเยา แต่ได้พูดเล่นกับเขาว่าเราเนี่ยฉันข้าวมื้อเดียว เลยรับรองว่าจะให้อยู่ได้ เลยบอกเขาว่าหากมีเจตนาศรัทธาอยากให้จำพรรษาด้วย ก็ให้ช่วยทำกระต๊อบเล็กๆ สักหลังหนึ่งพอได้อยู่ อาตมาก็จะลงไปอำเภอพะเยา แล้วประมาณเจ็ดวันจะขึ้นมาใหม่

มีเรื่องแปลกอยู่ว่า ขณะมาป่าเมี่ยแม่สาย ได้เคยปรากฏเห็นบ้านที่ตรงอำเภอพะเยา เห็นอะไรๆ เหมือนเคยอยู่มาแล้ว มาที่นี้ญาติโยมก็พากันมานิมนต์ให้อยู่จำพรรษาที่สถานที่นั้น เลยได้เล่าให้เขาฟังว่าอาตมาได้พูดกับเย้าจวนเรือนที่ยอดเขาไว้ จะลงมาแค่เจ็ดวัน ให้เขาทำที่จำพรรษาให้ ถ้าเขาไม่ทำจะค่อยลงมาใหม่ เมื่อครบเจ็ดวันจึงเดินทางไปบนภูเขาแห่งนี้ เขาก็ทำสถานที่ให้อยู่จริง เลยตกลงใจจำพรรษาที่นั่น

ที่เย้าทำที่พักให้นั้น มันห่างจากหมู่บ้านประมาณสองกิโลเมตร เป็นสันเขามองลงไปเห็นอำเภอพะเย้าได้ชัดเจน จึงได้ตรัสสัจจะอธิฐานมอบกายถวายชีวิตบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าการมาอยู่ในสถานที่นี้ไม่มีความมุ่งมาดปรารถนาสิ่งใด มีเพื่อจะอบรมนิสัยจิตใจให้เกิดความสงบ ความรู้ความฉลาดของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีกรรมไม่มีเวรต่อกัน สัตว์ทั้งหลายจะเป็นหมี เสือ ก็แล้วแต่ อย่ามาเบียดเบียนกันและกัน เราไม่ได้ตั้งใจมาเบียดเบียนใคร หากมีกรรมเวรต่อกันแล้วก็มอบกายถวายชีวิตบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไปเลย ยอมตายในสถานที่นั้นพูดง่ายๆ

ในการไปพักในที่นั้น ในเบื้องต้นคิดไว้ว่าจะไม่พูดกับคน แต่เอ๊ะ...มีปากเขาเจาะไว้ให้พูดแล้วไม่พูดนี่จะมีประโยชน์อะไร มาพิจารณาแล้วว่าจะไม่อธิฐานต้องเลิก ต้องพูดกับญาติโยมที่ไปมาหาสู่ แล้วตั้งคำสัตย์จะไม่บอกใบ้ให้หวย เลขเบอร์ กับใครทั้งนั้น อยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็มีสัตว์หลายจำพวก มีหมี มีเสือ เป็นทางผ่านของมัน แต่เราไม่รู้มันไปมันอยู่ ได้ยินแต่เสียง แต่ไม่เข้าใจนะก็เลยไม่กลัว ก็เลยอยู่ได้สบายๆ เดินจงกลมภาวนาไม่มีสิ่งที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนอะไรในสถานที่นั้น

อยู่ที่นี่มีแต่เรื่องแปลกๆ เช่นเล่านิทานไป เขาคิดเป็นหวยถูกจนเจ้ามือยอมแพ้ คนวุ่นวายมาเรื่องหวยนี้แหละ เลยหนีเขาป่าห้วยซ่าน พอได้ที่ราบๆ เดินจงกลมภาวนา

ไปวันแรกเขาก็ทำที่พักไว้ให้แล้ว โดยนัดเขา เขาก็ทำให้จริงๆ นานประมาณสองเดือนได้อยู่ที่นี่ เราเลยได้โอกาสลามาที่แม่ใจ เมื่อตอนที่ได้ไปอยู่ที่บนเขา พวกพระเจ้าคณะอำเภอเขาชวนกันมา จะมาไล่เรา พวกเย้าก็บอกว่า พวกพระเจ้าคณะอำเภอสู้ท่านไม่ได้หรอก พูดไม่ทันท่านหรอกว่างั้น มันก็เป็นเรื่องบังเอิญจะตามเรามาที่ห้วยซ่าน มาเราหนีแล้ว เราหนีไปอยู่โน่นก็จะไปอีก เขาเอาข้าวใส่บาตรไป ข้าวที่เย้าเขาถวายอาหารน่ะ บังเอิญบาตรนี่ตกลงไปคว่ำกับขี้หมูขี้หมาอยู่หน้าบ้าน มันเลยกลัวเราเลยแค่นั้นแหละ กลัวแล้วไม่ตามเราไป แต่ก็ไม่รู้จะไล่เราเรื่องอะไร มันขึ้นไปดูๆ อยู่บางทีน่ะ แต่ว่าพวกพระที่อยู่แถวๆ นั้นมันข้นไป มันอยากจะได้เงินบ้างอะไรบ้างที่เราเคยให้ ปัจจัยอะไรที่เขาถวายมานี่เราให้เขาเหน็บไว้ตามฝาแหละ อยากได้ก็เอาไปเลย ว่างั้นนะ

“ฝนตกไม่ยอมหยุด น้ำหลาก การบิณฑบาตมันลำบาก มันไกล ต้องอดข้าว ไม่กิน จนเย้าถามว่า ทำไมท่านไม่กินข้าว ไม่กินก็ไม่ตายหรอก จนเขาสงสัยว่า ทำไมอดข้าวหลายวันแล้วเป็นปกติอยู่ ไม่เป็นอะไร เขาจะเอามาให้เราก็ลำบาก เราจะไปก็ลำบาก จึงยอมอดไปเฉยๆ มิใช่ตั้งใจทรมานตนให้ลำบาก ใจว่าไม่กินก็ไม่กิน มันเลยไม่อยาก แม้มันอยากก็ไม่กิน มันก็จบเท่านั้นเอง”

รูปภาพ
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

รูปภาพ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


๏ ปรากฏเห็นหลวงปู่มั่นกับหลวงตามหาบัว

อยู่ที่จวงเรื้อนนี่ มีคนมาอาศัยค้างกับเราเยอะเพราะหวังจะร่ำรวย คอยฟังเราพูดอะไรออกมาเป็นเลข เช่น พูดว่าสองเส้นสามเส้นไม่ได้ มันจะจับไปซื้อหวยซื้อเบอร์ คนพากันหลั่งไหลขึ้นมา เพราะว่าเขาจับไปเป็นหวยเป็นเบอร์หมด มันก็แปลกอยู่เพราะอยู่ในสถานที่แห่งนี้ วันหนึ่งปรากฏเห็น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กับ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ไปหาคนบนหลังเขานั้น เอ๊...เราก็งง เพราะไม่เคยเห็นหลวงปู่มั่น เคยเห็นแต่รูปท่าน ตัวจริงๆ ไม่ได้เห็น หลวงตามหาบัวก็ไม่เคยสนิทสนมกับท่าน เคยแต่ได้ยินชื่อเสียงของท่านบ้าง

ทำไมจึงปรากฏเห็นท่านทั้งสองว่าได้ขึ้นไปบนเขาลำบากทุรกันดารเช่นนั้น ไปท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ปรากฏเห็นท่านก็รู้สึกว่าท่านยิ้มๆ ให้ ท่านว่า “ดี อดทนเอานะ” ท่านว่างั้น แล้วท่านก็เดินผ่านไป เราก็ได้ยกมือไหว้ท่าน นึกว่าจะไปจัดสถานที่ให้ท่านนั่ง ท่านก็ผ่านไปเลย จึงไม่ได้ฟังโอวาทของครูบาอาจารย์ ท่านเพียงกล่าวคำเดียวเท่านั้นว่า “อดทนเอานะ” ท่านว่างั้น หลังจากนั้นเราก็อดทนเอา


๏ ผีกองก๋อยที่หมู่บ้านจวงเรื้อน

ประมาณเดือนแรกเข้าพรรษาแล้วนี่ เคยได้ยินเย้ามาเล่าให้ฟังว่า ไปเจอเด็กเล็กๆ สองคน อายุประมาณสองสามปี เขาไปกับภรรยาของเขา เขาว่ามันงัดก้อนหินก้อนใหญ่ๆ เท่าเตียงนอนนี่ ทำไมมันจึงแข็งแรง มันตัวอะไร ถามเขาว่า มันงัดเพื่ออะไร มันหาอะไรมันหากินปูกินหอย เขาสองผัวเมียยืนดูอยู่ เราเลยมานึกถึงครูบาอาจารย์เคยเล่าถึงผีกองก๋อย มันต้องเป็นผีกองก๋อยแน่นอนเรารู้สึกแต่เราไม่ได้พูดหรอก เราไปอยู่นั้นเริ่มแรกทางผ่านมันวิ่งอยู่ ร้องก๋อยๆๆๆ ทุกวันๆ แต่เราก็ไม่รู้ พอเย้ามาพูดแล้วใจจึงปักลงว่า ผีกองก๋อยแน่นอน

ทางเดินจงกรมที่ให้เย้าทำไว้ แต่ก่อนเดินสามสี่ทุ่มก็ไม่กลัว เสือก็ไม่มี ผีกองก๋อยก็ไม่มี พอได้ยินเขาเล่าว่าเห็นเด็กเล็กๆ สองคนงัดก้อนหินใหญ่ได้ กับได้ยินเสียงร้องก๋อยๆๆ ใจจึงปักลงว่าผีกองก๋อยมาหาทุกวัน ความกลัวจึงเกิดขึ้น เดินจงกรมพอมืดหน่อยก็อยากเข้ากุฏิแล้ว มันก็กลัวอยู่อย่างนั้นแหละ คิดยังไงก็ไม่ตก ทั้งๆ ที่คิดมอบกายถวายชีวิตบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว คิดหาวิธีแก้ นั่งภาวนาก็ไม่มีวิธีแก้ตก

อยู่มาวันหนึ่งที่มันจะมาแก้ตกคือ เราต้องไปดูให้เห็นตัวมัน ตายก็ตายไป เราเอาตายเข้าสู่เลยอะไรที่ไม่เป็นธรรม เรามอบกายถวายชีวิตแก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว มากลัวจะได้ประโยชน์อะไร ยอมตายพอแรงแล้วนี่...อยู่ไปก็ตายอยู่ดีถึงจะคิดยอมตาย แล้วสัญชาตญาณการต่อสู้ยังมีอยู่ จึงถือมีดมือขวา ถือไฝฉายมือซ้าย ต้องไปดูมันมานี่ทุกๆ วันต้องเจอมันแน่ๆ ไปแอบอยู่ที่ไม้สนนี่แหละ มันยังไม่มืดพอมองเห็น แรกๆ ได้ยินเสียงมันร้องก๋อยๆๆ ขนลุกซู่ เอาล่ะ ตายเป็นตายไม่ตายก็เป็น กูไม่ตาย มึงก็ตาย มึงไม่ตายก็เป็นกูตายว่างั้น มันวิ่งมาห่างประมาณสองเส้นข้างหน้าว่างั้น มันชูสองขายกขึ้นร้องก๋อยๆ โอย...มันทำกูกลัวเกือบเป็นเดือน ทีนี้กูไม่กลัวแล้วมึงเป็นอีเห็น...พอรู้จริงว่ามันเป็นอีเห็นความกลัวก็หายไป ตั้งแต่นั้นมาจึงหายกลัวผีกองก๋อย เดินจงกรมภาวนาได้ตามปกติ


๏ เสือกับอารมณ์

สมัยนั้นที่จวงเรื้อนมีเสือโคร่งใหญ่ขนาดเท่าวัวหรือม้า อำนาจเสียงของมันฮึมมม...อาววว แม้แต่จิ้งหรีดร้องๆ เงียบไปหมดเลย นี่ ! อำนาจของมันเราได้ยินเสียงพึมพำมา ลูกคอเสือมันหายใจฮึกฮักเหมือนคนคุยกัน นึกว่าโยมมันมากลางคืนอีก ยังคิดว่าเดี๋ยวเสือจะกินโยมตาย แต่ไม่เห็นมีโยมมา

จนกระทั่งเสือมากินหมูตาย ครั้นวันหนึ่ง ตี 4 แล้วให้โยมไปไล่หมู กลัวมันมาขุดเม็ดมะม่วงที่ปลูกกันไว้ เรานั่งภาวนาต่อ ได้ยินเสียงดังก๊กๆ นึกว่ามันกัดกัน วันที่สองมีคนมาถาม จึงบอกว่าได้ยินเสียงมันกัดกัน อะไรได้ เสือมันลากหมูไปไว้ที่คลองที่เราตักกินนั้นแหละ โอ๋ย...ตั้งแต่วันนั้นนน...ก็ไม่ยอมจริงๆ มันยังจะสู้กับเสืออยู่นะ ไม่ให้ตายเปล่าๆ ฟรีๆ หรอก จิตใจนี่อันนี้นี่ของจริงนะ มันเกิดขึ้นกับจิตเรา สัญชาตญาณการต่อสู่นะมันยังไม่ยอมเลิกนะ

แค่คำสัจจอธิษฐานในใจนี่อย่าไปไว้ใจมัน เอาจริงๆ แล้วมันกลัว มันเลยจะสู้อยู่ ตายก็ตายต่อเมื่อเราได้สู้กันน่ะหละ สุดท้ายจึงเดินตามเสือพิสูจน์ดูซิว่ามันจะทำอะไรไหม ห่างกันประมาณสี่ห้าเมตร มันก็เดินหนี พอมันหยุด เราก็หยุด แต่เราก็ถือมีดไปด้วยนะ ถ้ามันเล่นงานเรา เราก็สู้เหมือนกัน มันก็ไม่ทำอะไร เราก็ไม่หันหลังกลับนะ กลัวมันจะย้อนมาเล่นงานเรา รอดูจนกระทั่งมันไป เราจึงกลับ เอาไปเอามามันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันก็หายไปความกลัวนี้

ช่วงนั้นมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นกับจิตใจหลายอย่างเหมือนกันนะ ในสถานที่นั้นใครพูดอะไรก็ถูก จนคนเขาว่าเราเป็นพระอรหันต์ มันได้แต่หันซ้ายหันขวารู้ว่ากิเลสมีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราถือคำสัจจ์ พูดอะไรไว้จะทำอย่างนั้น คนวุ่นวายมากเรื่องหวยนี่แหละ เลยหนีเข้าป่าหวยซ่าน เราไม่เคยอยู่ไม่เคยได้ยินเสียงสัตว์ป่ามันร้องคือ นกขัว (ไก่ขัว) เหมือนนกยูงหางยาว บินไม่ค่อยได้ ขาแดงปากแดง

พอเรานั่งฉันน้ำร้อนอยู่ เขามายิงเขามาบอกอยู่เหมือนกันนะ ยิงปืนปัง เสียงมันร่วงตูมเหมือนค้างคาวร่วง เขาหิ้วมาตัวใหญ่อยู่เท่าเป็ดไม่ใช่เป็ดเหมือนห่านเนี่ยตัวใหญ่อยู่ เราเลย เอ๊...เป็นนิมิตที่ไม่ค่อยดีนะ ไม่เป็นมงคลแล้ว มันมาฆ่าสัตว์ให้เห็น มาวันเดียวนี่เขามายิงสัตว์ตายแล้ว อยู่หลายวันจึงได้โอกาสขอบิณฑบาต ไม่ให้ยิงสัตว์ในบริเวณนี้ให้เว้นไว้ เขาก็ยกให้ตามที่ขอไว้ อย่ามาฆ่าอย่าเบียดเบียนสัตว์ในสถานที่นี้นานประมาณสองเดือนได้อยู่ จนเสือมันมากินหมู วัว ควายเขา เสียงปืนมันยิงสนั่นหวั่นไหว เหมือนรบทัพจับศึก

เรายังคิดว่า เออ...จะได้เคี้ยวเสือละมัง จริงๆ เขาแค่ยิงไล่เฉยๆ มันอาละวาดเขาไว้ หัวค่ำมืดๆ เสือมันจะมาทุกวันๆ เราไม่เห็นมันทำอะไรเรา เราก็ไม่กลัวเสือ เวลามันมากลางวันเห็นเราตามทางมันก็กระโดดเข้าป่า หมีก็เหมือกันไม่เห็นมันจะทำอะไร จึงหายกลัวตั้งแต่นั้นมา

“เป็นเรื่องที่ให้คนเห็นอำนาจแห่งความกลัว ให้คนเห็นชัดว่าเราควรจะต่อสู้ยังไงจึงไม่กลัว ต้องเอาตายเข้าสู้ สู้ตาย ถ้ามันเห็นแล้วว่ามันไม่เป็นความจริง มันก็จะหายกลัวไปเลย เช่น กลัวเสือนี่ไปดูมันเลย พอรู้ว่ามันไม่ทำอะไรเราจึงหายกลัว ผีกองก๋อยก็ไปดูมันเลย เอาตายเข้าสู้ แต่ไม่ยอมตายหรอกต้องสู้กัน ตายแล้วแล้วกัน ถ้าผีไม่ตายเราก็ตาย เสือไม่ตายเราก็ตาย

เมื่อมันไม่มีอะไร เห็นความจริงแล้วก็หายกลัว ตั้งแต่นั้นเดินจงกรมได้สบายเลย เสือมีแต่วิ่งหนีเรา แต่มันมาก็ต้องสู้เหมือนกันจะอยู่เฉยๆ แล้วยอมให้มันกัดก็ไม่เอานะ การสู้คือการสู้เอาตัวรอดนะ ถ้ามันมีทางหลบหลีกเราก็หนีไปไม่ใช่เจตนาจะฆ่าเสือ ถ้ามันอยู่ดีๆ กระโดดมาสู้กับเรา เราก็ต้องสู้มันเลย จะให้มันมากินง่ายๆ ก็โง่เต็มที สู้ก็ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอดมิใช่สู้เพื่อจะฆ่าจะตายอะไร ถ้าจะให้มันกินตายเฉยๆ ก็ไม่ใช่ละมันก็โง่เต็มทีแล้ว ถึงจะยอมตายแล้วให้เสือมันกิน นี่ก็เหมือนกันกับฆ่าตัวเองนั่นแหละเป็นบาปเป็นกรรม เราจะรอดวิธีไหนก็ต้องสู้ไปก่อนล่ะ”

จนวันหนึ่งพวกเย้ามาสองทุ่มนี่ มาเจอเสือเข้า เสือดาวตัวเล็กๆ นี่เขาจะมายิงเพราะมันมากินหมูไก่ โอ...ไม่ให้ยิงๆ เราขอบิณฑบาตไว้ เลยไม่ยิง เราไม่ให้ยิง เขาเลยไม่กล้ายิง เขาก็ว่าพระองค์นี้มีบุญเสือไม่กล้ากิน เราก็นึกขำจนทุกวันนี้แหละ ทุกวันนี้ยังมีเย้าที่ห้วยซ่านอยู่ ที่จวงเรื้อนไปไม่หมดแล้ว มีเจ้าหน้าที่เขามาบอก

สาเหตุที่จะได้ลงจากเขามาเนี่ยเพราะเสือมันอาละวาด มันมากัดควายที่เขาเลี้ยงไว้ แรกๆ มันก็ไม่มีอะไรนะ เราไปคอยรับบิณฑบาตเขาอยู่ เขาบอกว่า ท่านอย่าตกใจนะ เขายิงปืนแม่นจริงๆ นกเหยี่ยวมันบินมาเฉี่ยวไก่เขา เขาก็ยิงปัง ตั้งแต่นั้นเสือโคร่งใหญ่อาละวาดใหญ่เลย เราเลยว่า เอ๊...มันไปผิดอะไรเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง ม้าอยู่ดีๆ ก็เกิดโรคขึ้นมา วิ่งไม่รู้จักเป็นจักตาย แล้วก็พิงต้นไม้อยู่เท่านั้น เขาก็งงหายาให้มันกินมันจะเป็นโรคอะไรก็ไม่รู้ ผลสุดท้ายเราแผ่เมตตาให้มัน มันก็ยังอยู่ได้ วันหนึ่งคิดว่ามันหายดีแล้วละ แต่เขามารายงานว่ามันตายแล้ว พอเสือมาอาละวาดสัตว์เขามากๆ เขาก็ยิงปืนเหมือนรบทัพจับศึก มันจะผิดผีเขาละมั่ง ค่ำลงก็ร้องกันพวกหมอผีนั่น เราเลยได้โอกาสลามา

รูปภาพ
พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป


๏ ตายแบบไหนก็ดี

มาที่แม่ใจ ขอขึ้นรถเขามาจังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง มาถึงลำปางก็มืดแล้วว่าจะเดินทางไปวัดสำราญนิวาส รถมาเห็นถามจะไปไหน “ไปเกาะวัดสำราญนิวาส” ท่านจะเดินถึงเหรอ “โอ๊ะ ถึงไม่ถึง ก็จะเดิน” เขาจึงนิมนต์ขึ้นรถ เออ...ไกลเหมือนกันนะ มาถึงก็มืดแล้วเกือบสองทุ่มได้ มาพักกับอาจารย์หลวง กตปุญโญ พักอยู่ในโบสถ์ ตั้งใจว่าเดินทางลงปักษ์ใต้ไม่กลับแล้ว ถึงอาจารย์มหาสุดเคยสั่งไว้ว่าออกพรรษาให้มาช่วยสร้างศาลาที่ป่าเมี่ยง

ที่เกาะคานี่ มีพระมาเล่าให้ฟังว่า ไม้ทับอาจารย์มหาสุด สมองเละเลย ทำไงดี จะลงใต้หาครูบาอาจารย์ดีหรือยังไง มาคิดว่าทั้งโยมทั้งพระท่านทองสุขคงยังไม่ได้ทำอะไร เลยตัดสินใจกลับป่าเมี่ยงอีกที ซึ่งก็มีปัญหาจริงๆ ได้แต่เก็บศพไว้ยังไม่ได้เผา หลวงปู่หนูท่านอยากเผาซะ แต่ญาติโยมยังไม่พร้อม เลยยังไม่เผ่า เราจึงเขียนจดหมายไปกราบเรียนหลวงปู่แหวน สุจิณโณ และอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ที่สมัยนั้นท่านออกจากราชบุรีจากเหมืองแร่ทุ่งเจดีย์ เลยไปทางพม่าเข้าแม่สอด มาจำพรรษากับหลวงปู่แหวน หลวงปู่หนู สุจิตฺโต เลยถือโอกาสกราบเรียนท่านว่าจะให้ผมทำอย่างไร เขียนหนังสือไป ท่านก็ไม่ตอบมาว่าจะทำอย่างไรมาแล้วก็ยังเฉยๆ เราก็มีหน้าที่ซึ่งลำบากเหมือนกัน เสื่อก็ไม่มี ผ้าห่มก็ไม่มาก อะไรๆ ก็บกพร่องมันเป็นที่กันดาร คิดว่าศพปีหน้าก็คงเผาแน่

เราก็หาให้ญาติโยมทอดผ้าป่าถ้วย จาน เสื่อ หมอน ที่ต้องการใช้ในวัดเตรียมพร้อมไว้ แล้วโยมยายสมเนี่ย เราก็ถามว่า “มีเงินเท่าไร”...“มี 8,000” เออ ! งั้นก็ไม่มีอะไร ไปนิมนต์หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่หนู พระหลายองค์มาในงานนี้ด้วย ท่านก็เป็นนักเทศน์ มีพวกมหาอัมพร อยู่ราชบุรีมาสอนหนังสือที่วัดเจดีย์ หลวงพ่อก็ไป ก็ให้โยมเอาช้างไปรับ ตกลงแล้วกัน สุดท้ายไม่ได้เรื่องต้องขี่ม้าขึ้นเขามาร่วมงาน ได้จัดไทยทานถวาย ผู้คนก็มามากพอสมควรสำหรับในป่าที่กันดารเพราะคนเคารพนับถือท่านมาก

คนโทรจันก็ว่าพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำไมตายแบบนี้ เราจึงบอกว่ามันไม่ได้สำคัญเรื่องตาย สมัยพุทธกาลก็มีพระสาวกตายเยอะแยะ เช่น พระพาหิมะ โดนวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย อย่างพระโมคคัลลานะ ก็ถูกโจรทุบตาย มันก็ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ปฏิบัติดี คนทำชั่วอยู่จะตายแบบไหนก็ชั่วอยู่นั้นเอง คนทำดีอยู่จะตายแบบไหนก็ดีอยู่นั้นเอง ไม่เห็นแปลกตรงไหน

การตายของพระอาจารย์มหาสุดนี่ก็แปลกอยู่ ก่อนตาย 1 สัปดาห์ มีคนมาร้องไห้อยู่ที่ทางเดินจงกรมท่าน ไม่เห็นตัวแต่มีเสียงร้องไห้อาลัยอาวรณ์เกี่ยวกับท่าน จนท่านรำคาญ ท่านจึงไล่หนีซะ ท่านก็ว่า เอ้า...ทุกข์ยากอะไรมาร้องอยู่ได้จะหนีไปไหนก็ไปซะเถอะ ในช่วงนั้นแผ่นดินก็ไหวด้วย จะเพราะเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ท่านก็มรณภาพในช่วงนั้นพอดี เรื่องนี้ท่านผู้มีปัญญาต้องใคร่ควรวินิจฉัยเอง

หลังจากเผาแล้วก็ได้นำอัฐิท่านไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปที่ศาลาป่าเมี่ยงแม่สายนั่นเอง ซึ่งทีแรกคิดว่าจะใส่กระดูกยายสม กลายเป็นอาจารย์มหาสุด ผึ้งมันเข้าไปอยู่ในรูนะตอนนั้น จึงคิดว่าถ้าจะให้เอาอัฐิครูบาอาจารย์ใส่ก็ให้ผึ้งหนีไป ไม่ถึงอาทิตย์ผึ้งก็ไป เลยได้เก็บอัฐินั้น เลยกลับไปจำพรรษาที่ป่าเมี่ยงติดต่อกันมาหลายปี

ปี พ.ศ. 2510 ได้มารับเอาน้องชายเข้าบวช คือ พระอาจารย์ชดี ธัมมวโร ท่านบวชเป็นสามเณรที่สกลนครนี่ ในปีเดียวกันก็ได้บวชเป็นพระภิกษุที่จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ที่วัดสันติธรรม กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร มีผู้ติดตามไปบวชที่เชียงใหม่ในคราวเดียวกันสิบรูป ที่ยังเหลือเป็นพระอยู่คือ อาจารย์ชดี อาจารย์คำพาว ท่านประสิทธ์ และอาจารย์เจริญ สุวัฑฒโน ซึ่งเป็นพระที่อยู่กับ ท่านอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ทุกวันนี้

ป่าเมี่ยงแม่สายนี้อยู่นาน อยู่เพื่อสงเคราะห์ยายคนนี้ที่ตั้งใจในการให้ทาน รักษาศีล ก็อยู่ไปเพราะครูบาอาจารย์เคยอยู่สงเคราะห์ยายคนนี้ เลยอยู่ที่นี่ถึงสิบสองปี ที่ป่าเมี่ยงแม่สาย

รูปภาพ
หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ


๏ หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ มรณภาพ

อยู่ป่าเมี่ยงแม่สายจน พ.ศ. 2512 จึงมาจำพรรษาที่ผาปก จังหวัดราชบุรี กับอาจารย์ทองสุกองค์หนึ่ง สาเหตุคือท่านรังสี มานิมนต์ว่าให้ไปช่วยพุทธาภิเษกพระพุทธรูป พอมาถึงเห็นโลง อ้าว ! ท่านรังสีรถคว่ำตายซะแล้ว โยมที่อุปัฏฐากอยู่เลยนิมนต์ไปจำพรรษาที่ผาปก ปีนั้นมีเรา ท่านทองสุก อาจารย์คำพาว อาจารย์ดาด เลยไปอยู่จำพรรษาให้เขา

ปี พ.ศ. 2512 เราก็ไปป่วยอยู่ รู้สึกเหมือนถูกดาบเสียบเข้าหน้าอกทะลุหลัง นั่งกระดิกไม่ได้ปวด นั่งภาวนาตายๆๆๆ อย่างเดียวตั้งแต่หัวค่ำ มาได้ยินเสียงว่าให้เอาไม้ไผ่กับแกนฝางมาต้มกิน มากินแล้วรู้สึกอาการมันดีขึ้น แถวนั้นมันมีมาลาเรียเหมือนกัน มันกลับมาเป็นอีก ออกพรรษาแล้วก็ขึ้นมาสกลฯ นี่แหละ มากราบหลวงปู่พรหม ได้ยินเสียงมีคนมาบอกว่าท่านป่วยลื่นล้มหัวฟาดพื้น มันก็ป่วยจริงๆ อย่างที่ได้ยินนั้นแหละ

ช่วงที่ท่านล้มหมดสติไปชาวบ้านช่วยกันย่าง (การรักษาแบบโบราณ นอนแคร่ รมด้วยสมุนไพร) ท่านก็กลับแข็งแรงดีแล้ว คิดจะสร้างเจดีย์ถวายท่าน ไปใส่ฟันให้ท่าน ท่านยังสดชื่นดีอายุยังไม่ถึง 80 ดี แต่ท่านจะรู้ตัวดีว่าท่านจะมีปัญหาชีวิต จึงเก็บเรียบร้อยหมด มีด เสียมอะไร ท่านยังถามเราอยู่ว่า ”จะกลับอยู่เหรอ” ก็ตอบว่าจะกลับ พระท่านจะสร้างกุฏิ ท่านเห็นว่า “เออ” เราก็โง่ไม่ได้ถามท่าน ไม่ได้คิด เราไปแล้วก็มีแต่หลวงตาอยู่กับท่าน

อีกสองสามวันมีคนมาตามอาจารย์สอน ซึ่งระยะนั้นท่านกลับมาจากจังหวัดเลย ได้นิมนต์ให้ท่านพักที่วัดตาลนิมิต คนตามให้ท่านไปดงเย็น หลวงปู่ป่วยหนักท่านท้องเสีย เรามีกิจนิมนต์ไปทำบุญสองสามแห่ง กลับมาถึงวัดประมาณเที่ยงๆ ทราบว่าหลวงปู่ป่วยหนัก คิดว่าบ่ายสี่โมงก่อนจะไปกราบหลวงปู่ อาจารย์สอนไปแต่เช้าแล้ว อาจารย์ลีกับอาจารย์สุภาพไปบ้านก่อน

พอเราไปถึง บ้านดอนเชียงยืน เลยพบกับโยมที่เป็นครู 2 คนคือ อาจารย์ชายกับอาจารย์สวัสดิ์ ได้แจ้งว่าหลวงปู่มรณภาพแล้ว เขากำลังไปซื้อสิ่งของต่างๆ มาใช้งาน เรากับอาจารย์สอนก็ช่วยจัดอะไรให้เรียบร้อย ไมมีใครกล้าฉีดยาท่าน เราก็เอาเอง ฉีด คลุมผ้า จัดให้นอน จนตีหนึ่งตีสองอาจารย์ลีกับอาจารย์สุภาพมาถึง มันลำบากนะเดินทางเท้า ทางรถทางเรือก็ไปไม่ถึง หลวงปู่เสียปีนั้นแหละ พ.ศ. 2512 เราก็กลับไปที่ป่าเมี่ยงเหมือนเดิม ออกพรรษาจึงลงมาที่บ้านดงเย็น จัดงานศพหลวงปู่พรหม เผาเมื่อปี พ.ศ. 2513 ท่านมามรณภาพเรื่องท้องเสีย คืนเดียวเท่านั้นเอง ก่อนนั้นยังเทศน์ให้ญาติโยมฟังอยู่เลย หลวงตาถามท่านว่า เป็นไงหลวงปู่ ท่านว่า “เจ็บหมดตัว” เป็นแค่คำพูดคำเดียวจนมรณภาพไป ตอนงานเผาศพ มีหลวงปู่ชอบ ฐานสโม มาเล่าเรื่องไปพม่าด้วยกันกับหลวงปู่พรหม แล้วมีฤาษีมาศรัทธา อุปถัมภ์บำรุงจนตลอดพรรษา

ปี พ.ศ. 2513 เราได้กลับไป ได้จำพรรษาที่ป่าเมี่ยงเหมือนเดิม


(มีต่อ 3)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 11:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ


๏ ปฏิบัติหลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ปี พ.ศ. 2512 เราได้ไปกราบนมัสการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์รูปต่างๆ อาทิเช่น หลวงปู่สิม หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน ฯลฯ เป็นประจำไปๆ มาๆ อยู่บริเวณนี้แหละ บางครั้งก็พักผ่อนอยู่กับท่าน พอสมควรแก่เวลาแล้วก็ออกไปเที่ยววิเวกตามป่าที่ครูบาอาจารย์แนะนำมาว่า ที่นั่นดีที่นี่ดีสงบสงัด สงบเย็น เสนาสนะสัปปายะ อาหารสัปปายะ พอเป็นได้ แต่ก็ไปกันไม่มาก โดยส่วนมากแค่สองสามองค์เพราะมากกว่านั้นก็ไม่ไหว อาหารบิณฑบาตจะลำบาก วัดดอยแม่ปั๋ง เราก็เคยไปพักอยู่กับหลวงปู่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503-2504 ท่านอยู่องค์เดียวจนปี พ.ศ. 2505 หลวงปู่แหวนจึงขึ้นมาอยู่ก็ไปๆ มาๆ อยู่แถวนี้แหละ

ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2512 อาจารย์ทองสุกมาเริ่มสร้างวัดขึ้นแถวอำเภอพร้าว เรียกว่า วัดภูริทัตตะวนาราม...ทำนองนี้ ที่หลวงปู่มั่นเคยพักอยู่ตรงนั้นรวมทั้งหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ขาว หลวงปู่อ่อนสี หลวงปู่เหรียญ ตามที่หลวงปู่แหวนเล่าให้ฟัง ฉะนั้น ในบริเวณนี้ก็ถือว่าเป็นสัปปายะในการบำเพ็ญสมณธรรมของครูบาอาจารย์หลายองค์ในยุคนั้น ที่ได้มาพำนักพักอาศัยก่อนแยกย้ายไปบำเพ็ญสมณธรรมในบริเวณนั้น

เราจำพรรษาที่ป่าเมี่ยง จนปี พ.ศ. 2515 ถึง 2517 ก็จำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่แหวนขึ้นมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋งเมื่อปี พ.ศ. 2505 ซึ่งปี พ.ศ. 2504 ท่านอยู่ที่บ้านปง เลยแวะพักกับท่าน มีหลวงปู่แหวน อาจารย์หนู ท่านทวี ท่านจันดี จำพรรษาด้วยกัน

ในปี พ.ศ. 2515-2517 นั้นได้อยู่ปฏิบัติครูบาอาจารย์เป็นสำคัญ เนื่องจากหลวงปู่ท่านชรามากแล้ว นี่คือความประสงค์ส่วนแรก อีกส่วนอยู่เพราะรับปากกับหลวงปู่หนูว่าจะสร้างศาลา เพราะหลวงปู่หนูกับท่านทวี 2 คน คงทำกันไม่ไหวจึงอยู่ช่วย ศาลามันไม่ดีเลยรื้อสร้างใหม่ เราอยู่ช่วยท่านสร้างศาลาร่วมกับท่านอาจารย์จันดี อาจารย์ทวี รวมเป็นอยู่ด้วยกัน 5 องค์ เมื่อทำศาลาเสร็จจึงมาขออนุญาตสร้างเหรียญรุ่นลูกมะพร้าว เป็นอนุสรณ์ของอำเภอพร้าวเพื่อแจกในงานฉลองศาลา

ปี พ.ศ. 2515-2516 นั่นแหละ ได้ไปทำซ่อมพระที่ทางขึ้นวัดดอยแม่ปั๋ง โดยมีซากพระพุทธรูปชื่อ พระเจ้านั่งช้างอยู่ หน้าตักประมาณ 4 เมตร พอฉันเสร็จแล้วเราก็สะพายย่ามขึ้นไป โยมเป็นคนผสมปูนให้ เราเป็นคนทำ ไม่ได้ดิบดีมีเครื่องมือ และละเอียดลอออะไรสมัยนั้น จนปี พ.ศ. 2518 จึงมาจำพรรษาที่วัดบ้านตาลเป็นปีแรกเลย

“การทำดี ไม่ผิดศีลผิดธรรมแล้ว เราไม่กลัว ใครไม่ทำเราก็ไม่ไปเดือดร้อนให้ใคร การจะไปดุด่า ไปว่าตำหนิติเตียนนี่ ไม่มีละ และต้องทำให้สำเร็จ แล้วก็สำเร็จจริงๆ ใครจะช่วยรึไม่ไม่เกี่ยว ช่วยก็ยินดี ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร เราตั้งใจไว้อย่างนั้น อยู่ที่ไหนก็เหมือนกันนะ จนมีหลวงปู่องค์หนึ่งพูดว่า “แปลกเหมือนกันนะพระองค์นี้ ไปทำอะไรกลางแดดร้อนอยู่องค์เดียว” พอฉันเสร็จเราก็ไปแล้ว ฉาบ เลื่อยไม้ ไสกบ อะไร แดดร้อน ยังไงก็ทำอยู่องค์เดียวนั่นแหละ”


๏ สถานที่จำพรรษา

พรรษาที่ 1 (พ.ศ. 2495)
วัดตาลนิมิตร บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

พรรษาที่ 2 (พ.ศ. 2496)
วัดประชาอุทิศ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบัน จ.ยโสธร)

พรรษาที่ 3 (พ.ศ. 2497)
วัดวิเวการาม ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
(ออกพรรษาปลายปี 2497 เดินทางไปภาคใต้)

พรรษาที่ 4-6 (พ.ศ. 2498-2500)
วัดวิเวการาม ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

พรรษาที่ 7 (พ.ศ. 2501)
วัดป่านันทนาราม อ.เถิน จ.ลำปาง

พรรษาที่ 8 (พ.ศ. 2502)
ถ้ำแดนสวรรค์ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 9-10 (พ.ศ. 2503-2504)
ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 11 (พ.ศ. 2505)
หมู่บ้านจวงเรื้อน อ.พาน จ.เชียงราย

พรรษาที่ 12-18 (พ.ศ. 2506-2511)
ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 19 (พ.ศ. 2512)
เหมืองแร่ผาปก ต.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (ปัจจุบันเป็น อ.สวนผึ้ง)

พรรษาที่ 20-21 (พ.ศ. 2513-2514)
ป่าเมี่ยงแม่สาย ต.โหล่งขอด อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 22-24 (พ.ศ. 2515-2517)
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

พรรษาที่ 25-ปัจจุบัน (พ.ศ. 2518-ปัจจุบัน)
วัดใหม่บ้านตาล ต.โศกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร


๏ เหตุปัจจัยในการสร้างวัดใหม่บ้านตาล

เริ่มแรกมีวัตถุประสงค์อยู่สองอย่าง คือ

1. ต้องการสงเคราะห์โยมบิดาและมารดา นี่คือวัตถุประสงค์ที่สำคัญ เพราะท่านก็มีความสนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว

2. จะขยายวัดตาลนิมิต ให้กว้างให้มีที่ดินมากขึ้น จะซื้อที่นาก็ตกลงกันไม่ได้ ให้สองหมื่นอยากได้สามหมื่น ให้สามอยากได้สี่หมื่น จึงหยุด เมื่อขยายวัดตาลนิมิตไม่ได้ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันบอกว่าจะยกที่ดินป่าสาธารณะ (ป่าช้า) ให้ เลยกล่าวว่าก็ดีเหมือนกัน ถ้ายินยอมพร้อมใจกันทั้งบ้านนี้แล้ว ก็จะทำให้แผ้วถางในบริเวณนี้ แล้วเราจะหาเงินมาให้หนึ่งแสนบาท ถ้าญาติโยมพร้อมใจจะสร้างวัดนี้จริงๆ ก็ให้ส่งข่าวไปบอกที่วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ เมื่อเขาบอกข่าวตกลงแล้ว ออกพรรษาจึงมาดูสถานที่

ในปี พ.ศ. 2518 ได้นำปัจจัยหนึ่งแสนบาทมาให้เขาตามที่พูดไว้ เมื่อเห็นว่าเขาพร้อมใจจริงๆ เลยตกลงให้สร้างศาลาขึ้นมา คือหลังปัจจุบันนี้แหละ มูลค่ารับเหมาทั้งหมดห้าแสนบาท กำหนดให้เสร็จ 8 เดือน และสร้างกุฏิขึ้นอีกหลังหนึ่ง แล้วจึงสร้างถังน้ำ กว้าง 4 เมตร ยาว 14 เมตร สูง 3 เมตร หมดค่าก่อสร้างหนึ่งแสนบาท

“การงานอะไรต่างๆ มันก็ต้องต่อสู้ทั้งนั้นกับอุปสรรค แต่สำหรับเราไม่เคยทำฎีกาเรี่ยไรบอกบุญอะไร อะไรที่ยากสำหรับเขา สำหรับเรามันง่ายนะ ตลอดมาศรัทธาญาติโยมเขาทำกันเอง บอกกันเอง เขาพร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือเสมอมาจนกระทั้งวันนี้...อยู่ไปตามมีตามได้ ไม่ดิ้นรนขวนขวายอะไร ถ้าเขามีศรัทธาอยากทำ ก็พาเขาทำตามวัตถุประสงค์ของญาติโยม ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ทำเช่นนี้”

โยมพ่อได้เข้ามาช่วยตั้งแต่เริ่มสร้างวัด ท่านมีเพี่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกัน เขาให้เป็นนายสิบแต่ลาออกจากทหารมีครอบครัวที่บ้านตาลนี่ มาอยู่เป็นเพื่อนกันเพื่อดูข้อวัตรปฏิบัติประมาณ 1 ปีเศษและสมัครใจบวชพร้อมกัน รู้สึกว่าท่านต้องการที่จะบวชมาก จึงอนุญาตให้ท่านบวชด้วยกัน 2 คน

ได้สร้างวัดนี้เรื่อยมา มีกุฏิหลายหลังเป็นที่อาศัยของพระเณร ปีแรกที่จำพรรษารวมกัน 5 รูป ได้พัฒนาวัดนี้ขึ้นจนสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย ความเป็นจริงแล้ว การเป็นป่าสาธารณะนั้นไม่มีโฉนด หรือ น.ส. 3 จึงได้จับจองเป็นที่สร้างวัด มีคุณเลื่อน คำคุณเมือง เป็นเจ้าของแทนชาวบ้านทั้งหมด

จนเมื่อได้ น.ส.3 แล้ว ได้วงเล็บไว้ว่าเพื่อเป็นที่สร้างวัด ตั้งชื่อวัดตาล ตามกฎหมาย แต่ชาวบ้านเรียกว่าวัดใหม่บ้านตาล สำหรับโยมพ่อเมื่อบวชเป็นภิกษุอยู่จำพรรษาร่วมกัน จนกระทั่งท่านอายุ 80 ปี จึงมรณภาพ นี่คือการสงเคราะห์ญาติคือโยมบิดาได้เขามาสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในพระพุทธศาสนา ท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความตั้งใจใฝ่อรรถใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้า เอาจริงเอาจังเอาเป็นตาย ฝากชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนาตลอด โดยท่านได้ละสังขารเมื่อพรรษาได้ 12 พรรษา

วัดนี้ได้มีพระมาจำพรรษาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-25 รูป แต่ไม่ต่ำกว่า 15 รูป เป็นประจำตลอดมา นอกจากนี้ก็มีญาติเข้ามาบวชเป็นแม่ชี ได้แก่ ยายชีสิม (ซึ่งบวชกับหลวงปูพรหม จิรปุญฺโญ) ยายชีโส ยายชีบัวเลย ส่วนโยมแม่ไม่ได้บวช เป็นแต่ผู้มีศรัทธาในการให้ทาน การชวนมารักษาศีลนั้นไม่ยอม รวมทั้ง ก็มีศรัทธาญาติโยมทั้งจาก กทม. และที่อื่นๆ ช่วยอุปถัมบำรุงให้วัดนี้เจริญตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้

“ครั้งหนึ่งหลวงปู่พรหมท่านได้ปรารภเองว่า ถ้าอยากได้วัดดี ก็ให้มาเอาวัดตรงนี้สิ ที่ป่าช้านี่ เราก็ว่าไม่มีบารมีหรอกหลวงปู่...มันก็บังเอิญจริงๆ”


๏ ข้อวัตรปฏิบัติ

02.00-04.00 น. เดินจงกรม
04.00-05.00 น. เตรียมตัวเพื่อไปบิณฑบาต
06.00 น. บิณฑบาต
07.30 น. ฉัน 1 มื้อ เดินจงกรม อ่านหนังสือ ฟังเทปธรรมะ พักผ่อน 30 นาที-1 ชั่วโมง
11.00 น. เดินตรวจวัด รับญาติโยม ปฏิบัติกิจต่างๆ ภายในวัด
15.00 น. กวาดตาด (ลานบริเวณวัด)
16.00-17.00 น. รับญาติโยม สรงน้ำ
18.00 น. พร้อมกันที่ศาลา นำไหว้พระสวดมนต์ อบรมธรรมะและข้อปฏิบัติ
22.30 น. เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา สวดมนต์
23.00-24.00 น. พัก

รูปภาพ
หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม


๏ ทุกข์ที่สุดในชีวิต

มีพระรูปหนึ่งชื่อ พระอาจารย์คำผาย เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนน่าเคารพ ท่านอยู่กับ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ซึ่งเป็นหัวหน้านำพาไปเผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ ท่านเคยไปแล้วคงสบายดี ไปกันทั้งหมดห้าองค์ มีอาจารย์ประทัง เรานี่ เณร ฯลฯ เผอิญไปห้วยยอด เจอญาติโยมเขาศรัทธานิมนต์เข้าไปพักในสวนที่เป็นศาลเจ้า โยมเขาก็คลอดลูกพอดีวันนั้น เกรงอกเกรงใจญาติโยม เป็นทุกข์อยู่นั่น ไปอยู่บ้านเขาเห็นอกเห็นใจ เขาทุกข์ที่สุดเพราะบวชมาไม่เคยอยู่บ้านญาติโยมนาน ไม่เคยไปนั่งบ้านคนถึงสองชั่วโมงโดยไม่มีธุระ สวดมนต์เสร็จแล้วก็ออกมาเลย เขาก็ป่วยคลอดบุตรใหม่ๆ ใจมันเลยร้อน เห็นใจเขาที่ต้อนรับให้ความสะดวก น้ำดื่มกิน...ตกนรกทั้งเป็น เป็นทุกข์อยากจะเดินไป เงินก็ไม่มีสักบาท ทุกคนลูกศิษย์ก็ไม่มี โยมนั้นจึงเรียกรถและให้ค่ารถไปสี่สิบบาท เหมือนไปบังคับให้เขาต้องเสียค่ารถค่าเรืออะไรให้

เมื่อหมดค่ารถก็ขนบาตรลง แต่ได้ถามเขาว่าจะไปไหน เขาจะไปจังหวัดพังงาและไม่มีคนไปด้วย จึงได้ขนบาตรขึ้นอีก และได้นั่งไปจนค่ำจึงลงที่จังหวัดกระบี่ ทุกข์ที่สุดก็คราวนี้คราวหนึ่ง “ตั้งแต่บวชมานี่ เข้าไปในหมู่บ้านเก่าของโยมพ่อโยมแม่ที่บ้านตาลไม่เกิน 20 ครั้งนะ เว้นแต่ญาติโยมป่วยจึงเข้าไปมีอะไรบอกๆ เขาเสร็จก็กลับแล้ว ไม่เหมือนพระเณรสมัยนี้ ชอบเข้าไปในหมู่บ้าน เราไม่มีกะจิตกะใจ เว้นแต่นิมนต์ จบแล้วก็กลับวัดเลย”

อีกครั้งหนึ่งไปเกาะล้าน ด้วยเจนตาดีของโยม มีนิมนต์ไปขึ้นเรือน เขาบอกจะพาไปเกาะช้างแต่เช้า ไปกับหมู่หลายองค์ เก้าองค์ด้วยกัน ถ้าไปองค์เดียวถ้าจะตับแตกตายเป็นทุกข์ ทุกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกข์เพราะมันไม่น่าไป พอลงเรือแล้วคนเยอะแยะมาก เป็นพันคนมีสารพัดบนนั้น ฉายหนังรำวง คนสนุกสนานกันชาวบ้าน แต่เราเป็นทุกข์ ใครก็ทุกข์ทั้งนั้น เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพาไปอย่างงั้น

ขึ้นไปนั่งเหมือนลิงนั่ง..ง...ง ไป มีผู้ชายแต่งตัวแต่งหน้าแบบผู้หญิงส่องกระจก ฮู้ย ! ถ้าเหาะได้ก็เหาะแล้ว แต่มันหนักกิเลสเลยเหาะไม่ได้ ถ้าดำน้ำหนีมาได้ก็อยากจะโดดเรือมานั้นแหละ หัวเราะกันถ้าคนเดียวนี่แย่เลยนะ นี่ยังดีมีหลายองค์ไปดูปะการังขี่เรือที่มีกระจกใสสมองลงพื้น พวกฝรั่งมาอาบแดดนอนอยู่โน่น..โอ๊ย ! เราคิดมาดูของอะไรอย่างนี้เหรอนี่ เจตนาดีของขา ของศรัทธา อยากให้ครูอาจารย์ได้ดูของแปลกๆ แต่มันไม่เหมาะกับสมณสารูป ไม่ใช่ที่ที่น่าไป เลยเป็นทุกข์เอาจริงๆ เลยคราวนั้น เพราะนี้มันไม่เคยไปอย่างนั้น ถ้าไปเป็นกิจจะลักษณะก็ไปอย่าง แต่ไม่เที่ยวแบบนั้น นี่ไปเพราะไม่รู้ เขาบอกว่าชื่อตั๋วไว้หมดแล้ว


๏ เรื่องของอารมณ์

ครั้งหนึ่งสมัยอยู่จวงเรื้อน สงสารตัวเองว่าทำไมต้องมาอยู่สถานที่อดๆ อยากๆ กินข้าวกับต้มผัก เขาทอดผักกาดใส่เกลือกับน้ำมันหมู กินกับข้าว ก็อยู่กินพอตายฉันได้เยอะ แต่มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีน้ำมันก็พอยังชั่ว สงสารตัวเอง ความคิดมันปรุงแต่งขึ้นมา เอ๊ะ เราอยู่ที่ไหนก็ไม่ได้อดอยากอะร ทำไมมาอยู่ในที่แบบนี้ ทำให้น้ำตาร่วงออกมาเองไม่ได้ร้องไห้ แต่มันไหลออกมาเอง พอได้สติก็นึกด่าตัวเองเป็นอยู่วันนั้นวันเดียวเอง...ไม่เคยเป็นอีก

ในปี พ.ศ. 2505 เราได้ไปแสวงหาความสงบ ไปจำพรรษาอยู่กับชาวเขาเผ่าเย้า จังหวัดเชียงราย ตั้งกายตั้งใจไปแสวงหาความสงบ ได้อธิษฐานมอบกายถวายชีวิตบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้ามาอยู่ที่สถานที่นี้ไม่มีความปรารถนาสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากความสงบ เยือกเย็นเป็นสุขจากธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่ามีกรรมมีเวรกับสิ่งใดๆ แล้วก็ขอมอบกายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นี่คือความต้องการในสถานที่แห่งนี้ มาอยู่ที่แห่งนี้ในป่าเขาลำเนาไพร ถึงแม้ว่าจะทุกข์อยากลำบากจากร่างกายจิตใจอย่างไร ก็ไม่ย่อท้อ จะตั้งหน้าปฏิบัติบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่คือความตั้งใจที่ไปแสวงหาความสงบระงับทุกข์

มีอยู่วันหนึ่ง ในขณะที่เรานั่งสมาธิอยู่ในกระต๊อบของเราเอง ก็มี 3 คนไปหา แต่เขาเข้าใจผิดคิดว่าเราไม่อยู่ในสถานที่นั้น เขาจึงตระโกนเรียกหา ใช้เสียงดังสุดเสียงของเขา ทำให้เรามีอารมณ์ข่มใจขึ้นใจไม่อยู่ เพราะคิดว่าเขาเหยียดหยามไม่เคารพต่อเรา ความคิดนี้เกิดขึ้นมาอย่างรุนแรง จึงคว้าเอามีดที่อยู่ในกระต๊อบออกมาหวังจะฆ่าพวกที่คิดว่าเขาดูถูกเรา ไปตระโกนเรียกเราในสถานที่นั้น นึกว่าตัดคอมันทั้ง 3 คน

พอเปิดประตูออกมาเห็นกิริยาของคนทั้ง 3 กราบลงทั้ง 3 ครั้ง เราก็เดินออกมา เขาก็กล่าว “ขอโทษ พวกผมไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่นี่” กิริยาที่แสดงออกของเขาทั้งกาย วาจา ที่เปล่งออกมานั้น บอกว่า ขอโทษ จิตมันวูบลง เมื่อเห็นเขาแสดงความเคารพเลยสะกดจิตไว้ได้เย็นลงทันที ความร้อนนี้ การสะกดจิตนี้อย่าไปสะกดคนอื่นเลย ให้สะกดจิตตัวเองนี้ ถ้าทำได้เวลาเกิดอารมณ์ ความยินดีบางทีให้คูณก็ได้ให้โทษก็ได้ ยินร้ายให้คุณก็ได้ให้โทษก็ได้ ยินร้ายให้คุณเมื่อได้สติปัญญาขึ้นมาไม่เช่นนั้นก็รู้สิ่งเหล่านี้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ยินดียินร้ายนั้นให้ทั้งคุณทั้งโทษนั่นแหละ

เรื่องของอารมณ์ที่มันเกิดขึ้นกับจิต สิ่งเหล่านี้ต้องมีสิ่งกระทบนะ ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้ากระทบจิตเรียกว่า เจตสิกธรรม จึงจะนำอารมณ์ให้ยินดีและยินร้ายขึ้นมาได้ จึงให้สะกดจิตเราอย่ายินดีอย่ายินร้าย จะค่ำมืดดึกดื่นอะไรก็แล้วแต่ สมัยเป็นฆราวาสไม่กลัวเป็นกลัวตายมันอยากจะฆ่าคนอื่น ไม่รู้จักสะกดจิตตนเอง พอมารู้อรรถธรรมก็สะกดจิตได้ เกิดเมตตาสงสารได้ ยินดียังไงก็สะกดได้ โอกาสการทำชั่วผิดศีลผิดธรรมนั้นมีโอกาสทำได้ แต่เราสะกดจิตเราไม่ฆ่าไม่ทำลาย พอสะกดจิตอยู่แล้ว จะมีปัญญาขึ้นมาอีกที

พิจารณาให้เห็นประโยชน์ เห็นโทษ เห็นภัย ความยินดีก็ทุกข์ได้ ความยินร้ายก็ทุกข์ได้ ความโกรธที่มันมีขึ้นอย่างรุนแรงก็จะอ่อนลง ทำให้เกิดความเมตตาสงสารขึ้น ในเวลานั้นมาระลึกนึกว่า ถ้าเราฆ่าคนตายจะได้อะไรจากความตายของเขา เราได้อะไรจากการกระทำของเราเมื่อเขาตายไปแล้ว คือได้ความไม่สงบจะต้องถูกจับ ถูกตำหนิติเตียน ติดคุก ติดตาราง อย่างนี้หรือเป็นผู้มาแสวงหาความสงบ ระงับดับทุกข์ มันผิดจากสมณะ ผู้สงบระงับดับความชั่วความเลว ดับทุกข์ ดับโทษ อย่างที่ปรารถนาไว้เบื้องต้น

เมื่อได้สติสัมปชัญญะ ความรู้ตัวขึ้นมาเช่นนี้แล้ว ความโกรธจึงค่อยระงับดับลง ไม่ได้ทำความชั่วถึงทำลายชีวิตผู้อื่นให้ถึงซึ่งความล้มความตาย ผิดจากความมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้เป็นเบื้องต้น เมื่อได้สติจึงพูดออกมาว่า “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อย่าได้พากันทำเช่นนี้อีก”

เขาทั้งสามคนตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงเราได้กล่าวตักเตือนก็ยังประนมมือ ขอโทษ ขออภัย กราบลงกับพื้นดินหน้ากุฏิ ใจของเราก็เย็นลง เย็นลง ไปเป็นลำดับ หายจากความโกรธ เกลียด เคียดแค้น เห็นโทษ เห็นภัยในความโกรธ ของตนเองลงไปได้ มีสติ มีปัญญา ไม่พูดชั่ว พยาบาทอาฆาตคนทั้งสามนั้น เขาทั้งสามก็ได้พักกับเราในคืนวันนั้น จึงได้ซักไซ้ไต่ถามว่า ไปไงมาไง ปรารถนาอะไรจึงมาที่นี่ เขาจึงบอกมาจากบ้านนั้นบ้านนี้ มีชื่ออย่างนั้น นามสกุลอย่างนี้ ที่มานี่ต้องการให้ท่านเมตตาบอกบัตรบอกเบอร์

จึงได้บอกเขาว่า “ถ้าอยากได้เลขให้ไปขอกับพวกครูที่สอนนักเรียน เขาคงศึกษามาเรื่องเลข แต่ถ้าโยมอยากได้เลขอะไรจะเขียนให้ก็ได้ จะเอากี่ตัวล่ะ เลข 1 ถึง 0 น่ะ อาตมาก็เขียนให้ได้ โยมไม่ได้เรียนหนังสือรึ”

เขาก็บอกว่า “ได้เรียนอยู่ แต่อยากได้สามตัวให้ท่านเขียนให้”

“ถ้าโยมเขียนได้ก็เขียนเอาเอง แค่สามตัวอาตมาก็เขียนให้ไม่ได้ เพราะว่าอาตมาอยู่สถานที่นี้ได้ตั้งสัจจอธิษฐานว่าจะไม่บอกบัตรบอกเบอร์ให้ใครทั้งนั้น อาตมาจึงเขียนให้ไม่ได้ อย่างที่โยมปรารถนา ถ้าหากว่าจะให้พระเขียนให้ ก็ให้ไปหาพระที่บ้านโยมให้ท่านเขียนให้ก็ได้ หรือให้ครูให้ใครที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ถ้าเขาเขียนหนังสือเขียนเลขเป็น เขาก็เขียนให้ได้” ก็กลายเป็นเรื่องสนุกสนานกันไป จิตใจก็ร่าเริงเบิกบาน ความโกรธที่เกิดขึ้นก็ลืมไปหมด

สมัยอยู่ป่าเมี่ยงแม่สาย มีคนมาขโมยพระพุทธรูปหน้าตักประมาณ 9 นิ้ว เกิดอารมณ์โกรธอย่าง รุนแรง คิดจะไปฆ่าเขาทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังเป็นพระอยู่นี่ จะคว้ามีดไปฟันคอมันให้ขาดคาบ้าน เอาขนาดนั้นนี่ความคิดเวลาจิตมันฟุ้งขึ้นมา มันว่า เออ...เรานี่ไม่มีวาสนาละมัง เลยคิดแต่ว่าจะไปฆ่าเขานี่จะไปยังไงดี ก็ไม่พ้นจากการนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ ไปในเพศสมณะ คิดไปคิดมาอยู่นี่

เวลาอารมณ์มันขึ้นมาแต่ละที คิดแต่จะไปฟันคอมันด้วยความกรุ่นความโกรธที่เขาไม่เกรงกลัวเรา ดูถูกเหยียดหยามเรา กว่าจะได้สติปัญญาละเลิกความคิดนี้ได้ใช้วเลาอยู่เป็นเดือน เดินจงกรมก็แล้วหาวิธีแก้ความคิดที่จะไปฆ่าเขา ว่าเขาดูถูกเหยียดหยามเรา หาวิธีแนวทางให้จิตสงบระงับลงไปได้ใช้เวเลาอย่างน้อยเป็นเดือนนะ เพียงคิดแต่จะไปฆ่าเขานี่มันก็เป็นทุกข์แล้วนะ คิดแล้วคิดอีกกลับไปกลับมาวกวน มันไม่ไปไหนแล้วนั่น ภาษาผู้พฤติปฏิบัติเรียกว่าจิตฟุ้งซ่านไม่สงบ นี่คือความที่จิตไม่สงบนะ มันเกิดอารมณ์อาฆาตพยาบาท คิดไม่นอกเหนือไปอย่างอื่น นอกจากการฆ่าเขานะ มองเห็นแต่คนมาร่วมกันขโมยพระอยู่ตลอดนะ ก็เลยเกิดอารมณ์นี้ คืออยากไปฆ่าเขาคนนั้นแหละ

เมื่อมันเกิดความโกรธแล้ว ความโลภ ความหลง ก็ตามกันมาทั้งชุดนั่นแหละ หลงไปซะตนเองย่ำแย่กินอยู่มันก็คิดจะไปฆ่าเขา เดินจงกรมก็คิดจะไปฆ่าเขา ไม่ธรรมดานะจิตใจนี้ ที่มันได้สติก็ต้องทบทวนดูว่า ได้ฆ่าเขาแล้วเราจะได้อะไรขึ้นมา เขาตายแล้วคนตายจะได้อะไร คนที่จะไปฆ่านี่ได้อะไร นี่มันวิตกวิจารอยู่ในความคิดนั่นแหละ พอมาคิดแล้วจิตใจมันอ่อนลง ว่ามันดียังไง มันมีโทษยังไง มันเสียยังไง พระพุทธรูปนี่มันได้ไป ก็คงไม่ได้เอาไปแกงกินนะ อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนกราบไหว้ คนไม่ไหว้ก็เทวดาไหว้ หรือไปซื้อไปขาย หวังเอาเงินทองไปใช้จ่าย อย่างมากได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทประมาณนี้แหละ

มาทบทวนจิตใจนี้ว่าเขาก็จะกราบไหว้นั่นหล่ะ พระพุทธรูปเรายังมีเยอะแยะตั้งสิบกว่าองค์ กราบเท่าไร่ก็ไม่หมดจะขี้เกียจกราบด้วยซ้ำไป จะกราบองค์เล็กก็ได้ องค์ใหญ่ก็ได้ จะไปคิดทุกข์ยากทำไมนี่ จะมาโกรธไปทำไม โกรธแล้วก็เป็นทุกข์ นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่านรำคาญอยู่นั่น เวลามันเห็นโทษเห็นภัยแล้วว่า ถ้าฆ่าเขาคงติดคุกแน่นนอน เราไม่ได้อะไร...ได้แต่ติดคุก เขาจะมาจับเข้าคุก ความเป็นพระของเราจะหายไปเมื่อโดนจับแล้ว ความทุกข์ ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นอีก เมื่อติดคุกติดตะรางจองจำทำโทษ ก็จะเกิดขึ้นอย่างนี้

เมื่อมันเห็นโทษเห็นภัยพิจารณาไปอย่างนี้...ญาติโยมที่เคารพเทิดทูนเราว่า เป็นพระดีมีความสงบระงับเหยือกเย็นเป็นสุข มันก็จะหายไปจากใจของผู้สักการบูชา มันจะหายไปหมดเลย ความเป็นพระก็ไม่มีแล้ว ความเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีที่เคยประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ความดีที่ทำไว้แล้วก็หายไปหมดไม่มีเหลืออะไร เขาก็จะมองเรานี่ว่า เป็นคนโหดร้ายทารุณ นี้มัน...ถ้าเราวิตกวิจารดู ท่านเรียกว่า ธัมมวิจยะ

เมื่อเราเดินจงกลมภาวนาไม่ว่าจะอยู่อิริยาบถไหน มันก็จะคิดทบทวน เห็นโทษเห็นภัยใจก็เลยสบาย แล้วก็มาคิดอีกว่าช่างหัวมัน สุดท้ายเงินหมดมันก็กลับมาขอข้าวก้นบาตรเรากินที่วัดตามเคย แล้วก็จริงมันก็มา...เราก็รู้อยู่...ความเสียดาย ยินดีพอใจในพระพุทธรูปอันนั้นก็หมดไปได้ จิตใจก็เลยสงบจากการกระทำนั้นได้ กายของเราก็ไม่ได้ทำบาป วาจาก็ไม่ได้พูดในทางที่เป็นบาป จิตใจก็ไม่ได้คิดในทางที่เป็นบาปอีกต่อไป เพราะเห็นภัยในปัจจุบันที่จะเกิดขึ้น เพราะอนาคตเรามองไม่เห็น

เช่น คำสอนที่ว่าทำชั่วแล้วจะตกนรก ต้องเข้าใจว่านรกนี่มันตกในปัจจุบัน ไม่ได้ไปตกที่ไหน เมื่อเราไปฆ่าเขาแล้วนี่ นรกก็เกิดขึ้นแม้แต่คิดที่จะฆ่า แค่นี้มันก็ตกนรกแล้ว มันมีแต่ฟุ้งอยู่ทั้งวันทั้งคืน กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นอยู่อย่างนั้นความคิดนี่ไม่ใช่คิดแล้วจะจบไปเลย ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ มันต้องพิจารณา วิตกวิจารจนจิตใจมันเยือกเย็น ไม่ใช่จะใช้เวลาแค่วันหนึ่งหรือสองวัน ต้องใช้เวลานานพอสมควร ถึงแม้ว่าจะปลงตกแล้วมันก็จะวูบขึ้นมาเป็นบางที เหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า ทำให้มากเจริญให้มาก จนมีความชำนิชำนาญซาบซึ้งถึงใจจริงๆ ว่าบุญนั้นมีจริงๆ บาปนั้นมีจริงๆ

พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ภาวิตา พหุลีกตา คือทำให้มากเจริญให้มาก ไม่ใช่มันฟุ้งซ่านนะ อันนี้ถ้าไม่คิดมันก็จะไม่เกิดปัญญา นักปฏิบัติ นักภาวนานี่ปัญญามันก็จะเกิดจากความคิดนี่แหละ ถ้ามันเข้าใจแล้วก็เป็นธรรมะเห็นโทษเห็นภัยได้ ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นกิเลสอยู่ ปัญญายังไม่เกิด มันก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ ต้องเห็นโทษเห็นภัยในการกระทำในการประพฤติปฏิบัตินั้น

มีความตั้งใจจะฆ่าคนตั้งสามครั้ง แต่เราไม่มีกรรมที่จะทำชั่วจึงไม่ได้ทำ แต่บางครั้งนี่ไม่น่าคิดจะฆ่า มันคงไม่มีกรรมเวรจะฆ่าแต่จิตใจมันเป็นเช่นนั้น สมัยเป็นฆราวาสวันหนึ่งมีคนเมามาร้องตะโกนลั่นบ้าน รู้สึกว่า เอ๊ะ ! ทำไมมันก่อกวนขนาดนั้น จึงหยิบค้อนขึ้นมาจะทุบทีเดียวเอาให้เหยียดไปเลย มันเดินมาตามทางนี่แหละแล้วก็เลี้ยวหายไปเลย เราจึงมาได้สติ

มานึกได้ว่าเราจะฆ่าคนถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมันคลาดเคลื่อนไปได้

“ปัจจุบัน เราไม่ค่อยโกรธให้ใครนะ เราเห็นมันเป็นบาป เห็นการเบียดเบียนกันไม่ดีทั้งปวง มีแต่เป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัย เป็นเวร ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยคิดจะฆ่าใครทั้งนั้นล่ะ”

คราวหนึ่งอ่าวลึก ได้เดินทางต่อไปทับปุด มันมืดแล้ว ถ้าเดินทางต่อไปไม่ได้ และมีบ้านคนแค่ 3-4 หลังคาเรือน จะไม่มีที่บิณฑบาต ต้องนอนอยู่ที่แคมป์คนทำทาง ฉันเสร็จออกจากอำเภอทับปุด ไปถึงจังหวัดพังงา จะค่ำแล้วเลย...โยมนิมนต์ให้ฉันน้ำ จึงถามโยมว่า มีวัดพอที่จะให้อาศัยไหม ตามเนี่ยเขาจะให้พักได้หรือเปล่า เขาเลยบอกว่ามี แต่มีหลวงตาอยู่องค์เดียว เราก็มาจินตนาการไปก่อนแล้วว่า เอ๊ะ วัดทั้งวัดมีองค์เดียวนี่...วัดอื่นครูบาอาจารย์ต้องมีหลายองค์ นี่องค์เดียว เลยคิดว่าพระมันคงจะดุร้ายพอสมควรสิ และขี้เหนียวละมัง จนกระทั้งว่า ขอนอนแค่คืนเดียวนี่ ไม่ได้ก็ให้รู้กันไปสิ ถ้ามันอาละวาดก็จะสู้กัน ถ้าได้ชกต่อยกันแล้วละก็ มึงไม่ตายกูก็ตายละวะ ให้จบเรื่องกันไปแค่นั้น

พอไปเอาเข้าจริงๆ ความคิดมันผิดความคาดหมาย หลวงตาที่ฉันว่านั้นเป็นหลวงพ่อของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ โอ๊ะ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพเลื่อมใสอยู่ ท่านมีอุปนิสัยเหมือนหลวงพ่อเราของเรานี่แหละ อ่อนน้อมถ่อมตนดีมาก พอเห็นหมู่คณะไปหา ท่านก็รีบลงมาตอนรับด้วยความยินดี เพราะท่านอยู่คนเดียว พอท่านส่งภาษาภาคอิสานลงมาให้เราได้ยินนี่ เหมือนอยู่ในความมืดแล้วเจอแสงสว่าง จ้าาา...ขึ้นมาทีเดียว มันเหมือนกับอีกโลกหนึ่ง เออ ! กูไม่ตายแล้วคราวนี้ นั่นปี พ.ศ. 2498 พอดีในระยะนั้นเป็นวันบูรพาจารย์ครูอาจารย์ทั้งหลายมาประชุมกันแทบทั้งหมดที่วัดป่าสุทธาวาส (จ.สกลนคร) หลวงพ่อท่านจึงอยู่เฝ้าวัด


(มีต่อ 4)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 12:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ อยากสึก !

ครั้งหนึ่งต่อสู้กับความอยากที่ว่า มีคนเอาเสื้อ เอากางเกงมาให้ อยากให้สึก และชวนไปทำมาหากิน จับจองที่ดิน บางครั้งนี่ก็ยินดี ความพอใจมันเกิดขึ้นนะ เรื่องของความอยากนี่ บางครั้งมีคนชวนไปทำงานโรงเลื่อยเงี้ย ก็เลยเป็นเหตุให้เกิดความอยากก็คืออยากร่ำอยากรวย อยากเป็น คืออยากจะเป็นฆราวาสเพื่อออกไปหาเอาที่ดิน หรือไม่ความอยากนี่ ความคิดสองอย่างนี่มันรบกันอยู่ การต่อสู้กับความอยากนี้มันไม่ใช่ธรรมดา สู้ไหวหรือไม่ไหว สึกดีหรือไม่สึกดีนี่ มันสู้กันอยู่ เพราะคนที่มานี้เขายินดีเขาพอใจ คนมีกิเลสนี่มันก็เกิดความยินดี เวลามันอยากได้อยากมี

อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการไปเรียนหนังสือ ดีหรือไม่ดีนี่ ความคิดอย่างนี้ท่านเจ้าคุณวัดบวรมงคลได้ชวนไปเรียนหนังสือ แต่ไม่มีปัญหาอะไรมันตัดสินใจได้ง่าย เพราะมันเห็นโทษทันทีเลยตัดสินใจได้ง่าย ไม่นานหลายวัน เพราะว่าเมื่อไปเรียนหนังสือแล้วเราต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ จะสึกเร็ว ส่วนการต่อสู้กับความอยากได้นี่ อยากมีทรัพย์สมบัติ อันนี้ต่อสู้ ม้าก...ก ที่สุดเลย เกือบเป็นเกือบตายพอๆ กัน

แต่ผลสุดท้ายก็เห็นว่าคนมีแล้วเขามีความสุขที่ตรงไหน เขาร่ำรวยมั่งมี มีเงินหมื่นเงินล้านแล้วนี่ ! ก็เห็นมันเป็นทุกข์อยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ ทีนี้เรามาระลึกว่าสิ่งที่เราอยากได้นี่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็คงมีมาพอสมควร ไม่ร่ำรวย พออยู่ พอกิน แต่เรื่องการทำทานนี่ทำเท่าไรก็ไม่พอ ก็เบื่อหน่ายเหมือนกัน ให้เท่าไหร่ก็ไม่พอ พอได้ให้ก็มีคนมาเอาคนทำนี่มันทำยาก คนรับนี่มันรับง่าย เลยตัดสินใจง่าย ถึงแม้ว่าจะมีสมบัติให้ทานนี่มันเป็นทุกข์อยู่นะ ไม่ใช่ความสุขที่เคยมีมาแล้ว ความเป็นมาแล้วในชีวิต ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอา

ถ้าเอาในสิ่งที่อยากได้มันก็จะเป็นทุกข์ใหญ่ ภัยอันตรายก็จะมีกับชีวิต ความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็จะเกิดขึ้นเพราะเราทำบุญทำบาปนี่แหละ ไม่ใช่ว่าเราจะทำแต่บุญนะ เราทำบาปไปด้วย มาทำบุญแล้วก็มาทำบาปอีกหลายอย่างนะ มาคิดทบทวนดูเรื่องเหล่านี้แหละ จนความอยากได้นี่พอจะเห็นโทษเห็นภัย เลยยอมแพ้ ตัดใจไม่สึกดีกว่า

ถ้าพูดจริงๆ การต่อสู้กับความยินดีความพอใจ คือ ความโลภ โลภะ ความอยากนี่ เราอย่ามองมุมเดียว แค่มีความเจริญรุ่งเรือง เราต้องมองมุมกลับกันด้วย สิ่งที่เรายินดีพอใจ เราอยากได้เนี่ย ทีนี้คนส่วนมากจะมองแต่ในแง่ดีอย่างเดียว มันไม่มองเห็นในแง่ร้าย ผู้มีปัญญาจะมองในแง่ร้าย ให้เห็นโทษเห็นภัยในสิ่งที่เราพึงพอใจ ด้วยความยินดี ความยินร้าย ทั้งสองอย่างนี่ เป็นเรื่องของกิเลสทั้งสิ้น ยังไม่เป็นธรรม มันยังไม่ใช่ธรรม ถ้ามันเป็นธรรมนี่เราจะต้องเห็นทั้งคุณและโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งคุณและโทษอยู่ด้วยกัน

ข้อสำคัญนี่ ทำยังไงเราจึงจะมีปัญญา เกิดความรู้ความฉลาดว่า สิ่งต่างๆ นั้นมันไม่ดี มันเสียอย่างไร เราจะต้องรู้จักแยกแยะความดีกับความไม่ดีออกจากกัน ตามกาลตามเวลาของสิ่งนั้นๆ เวลาหนึ่งอาจเป็นอย่างหนึ่ง เวลาหนึ่งอาจเป็นอย่างหนึ่ง เวลาหนึ่งอาจเจริญ เวลาหนึ่งอาจเสื่อมได้ ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ คือเราพิจารณาอนิจจังด้วยตัวมันเอง เออ ! อะไรก็ตามไม่ใช่มันจะเจริญเสมอไป ไม่ใช่ว่ามันจะเสื่อมเสมอไป ทำใจไว้ให้กลางๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดี พูดอะไรก็ดี ก็จะไม่ทำแบบสุดๆ พูดไม่แบบสุดๆ ถ้าเราทำแบบสุดๆ ก็เท่ากับคนขึ้นต้นไม้ไกล้จะไปถึงหมากผลแล้ว ถ้าหากเรี่ยวแรงหมดก่อนก็ต้องพยายามลงอย่างระมัดระวัง ไม่ขาดสติ ธรรมก็เช่นอาศัย ปัญญาเป็นเครื่องประกอบทั้งนั้น

ในการปฏิบัติธรรม แม้จะมีความอดทนความพากเพียร ว่าจะเอาให้ได้เอาให้สำเร็จ เอาให้เป็นจนได้ล่ะ....นี่มันก็คิดแบบสุดๆ ทำแบบสุดๆ เหมือนถ้ามันเกิดไม่ได้ล่ะ เกิดไม่เป็นล่ะ เราจะตายเลยเหรอ ถ้าไม่อยากตายล่ะจะได้ยังไง นี่ก็ต้องคิดนะ ก็ต้องเห็นโทษเห็นภัย ถ้าไม่เห็นแล้ว มันก็จะละความอยากให้มันเป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ได้อย่างนั้น ถึงมันไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะเรารู้ว่าสมบัติโลกมีเจริญก็ต้องมีเสื่อม เมื่อมันเจริญก็ไม่ดีใจ เสื่อมก็ไม่เสียใจ เท่ากับรู้ธรรมเห็นธรรม ธรรมดาของสังขารนั่นเอง

ความอยากหรือความโลภที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเบื้องต้นนั้น ที่ทำให้เราหมดอยากเพราะเห็นโทษมันมาแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราเคยมีเคยเป็น เคยพบเห็นมาแล้ว เราก็เลยท้อใจ คลายความอยากได้อยากมี อันนี้ก็สำคัญ ถ้าขืนเราสู้ไปอยู่อีก กิเลสก็ยิ่งจะละเอียดเข้ามาอีก มันจะมาเล่นงาน เราอีกถ้าเราไม่หนี มันก็ละไม่ได้เลิกไม่ได้ ก็หนีให้มันพ้นไป เหมือนกับงูพิษ เหมือนกับเสืออย่างนี้ ถ้าเรารู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ ก็อย่าอยู่ให้เสือกินเรา ถ้าเราหนีซะก็พ้นไปได้ ถ้ายังอยู่เราตายแน่ๆ หมดความพากเพียรแน่ๆ กิเลสมันเป็นอย่างนั้น ยิ่งเรามีปัญญามาก กิเลสก็ยิ่งละเอียดมาก ปัญญาละเอียดกิเลสก็ละเอียด ให้เห็นโทษเห็นภัย ถ้ามีไป ก็กลัวไปสร้างกรรมสร้างเวรบาปมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ไม่เคยก็จะมีขึ้นมาอีก เพราะเรายังเชื่อใจตนเองไม่ได้ จึงหนีจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ยั่วยวนกวนใจ เลยหนีจากนั้น อย่าไปสู้มันให้หนีไปก่อน มีกำลังมาใหม่ค่อยมาสู้ใหม่ พอหนีไปแล้วมันไม่ได้เห็น มันไม่ได้ยิน สิ่งเร้าใจจูงใจมันก็หมดไปสิ ถ้าเรายังได้เห็นได้ยินอยู่มันก็เป็นเครื่องเร้าใจ มันเป็นภาพหลอกลวงให้เราหลงไปได้ง่ายๆ เมื่อเราหนีแล้วความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ จนกระทั่งเราไปอยู่เกาะช้าง ก็เลยหมดอาลัยตายอยากในความอยากได้นั้น นี่คือมันมีกำลัง มันเลยทำลายความอยากนั้น เพราะเราทบทวนทุกสิ่งที่ผ่านมาแล้ว มันเคยมีมาแล้ว เห็นแต่ทุกข์แต่โทษแต่ภัยแต่เวร ความอยากนั้นเลยหมดไป ความเป็นพระของเราเลยยืดยาวมาได้

ในยุคสมัยนี้ความอยากได้อันนั้นอันนี้ก็หมดไปหลายสิ่ง ถึงแม้ว่าบางอย่างมันละเอียดอยู่มันยังรู้ไม่ได้ มันก็ยังมีอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่มันหมดไม่เหลืออะไร ที่ไหน มันก็มีที่นั่นแหละ แต่ถ้าเราคิดถึงโทษที่มันจะตามมาเล่นงานเรานี่ มันจะมากกว่ามันให้คุณ ถ้าเราอยู่ในศาสนาต่อไปนี่เราก็จะได้บุญได้กุศล มีคุณงามความดี และมีศีลธรรมข้อปฏิบัติจิตใจของเราได้ เราคิดยังงั้นเราจึงหนีไปที่ต่างๆจากเกาะช้างมาถึงจันทบุรี จากนั้นมาวัดอโศการาม แล้วไปภาคเหนือแล้วก็หมดความอยากที่เกิดขึ้นในสถานที่ๆ เกิดความยินดี ความพอใจ ไปข้างหน้าแล้วก็อย่าคิดว่ามันไม่มีอีก มันมีอีกเหมือนกัน เพราะเรายังไม่หมดกิเลส เรายังมีหูตา และมีจิตใจอยู่ แต่ถ้าหากว่าเราเห็นภัยมันแล้วนี่ สิ่งที่ยั่วยุยินดีพอใจมันก็น้อยลง มองเห็นโทษเห็นภัยมันง่ายขึ้นเมื่อมันเกิดอีก

จนหนีไปอยู่ภาคเหนือก็มีสูตรเดียวกันอีกนั่นแหละ เรื่องมาชวนเอาที่ดินแถววัดสันติธรรม นี่เป็นทุ่งนาทั้งหมด แม่อูน ตันตราภัณฑ์ ที่แถวจังหวัดเชียงใหม่เขาสรรค์ราคาก็ถูก มีคนชวนไปซื้อที่ดินไว้ซัก 3-4 ไร่ เรามีความพร้อมอยู่ แต่เราเป็นพระแล้วซื้อที่ก็จะมีเครื่องคล้องคาจิตใจ เป็นเหตุให้มีความกังวลเกี่ยวกับเงินทองและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เดี๋ยวก็จะสึกไปได้ จิตเลยไม่สนใจ ชวนยังไงก็ไม่สนใจ มีความพร้อมที่จะเอา แต่ไม่เอา เลิก ! ไม่สนใจแล้ว


๏ ผู้หญิง-ผู้หยัง

ตอนเรามาอยู่เชียงใหม่เนี่ยมันก็มีสิ่งยั่วยุเหมือนกัน เราเห็นโทษภัยมันอยู่ ไม่รุนแรงอ่อนลงได้ง่าย จนคิดว่า เออ เขารักเราชอบเราก็ดีแล้ว แต่เรานี่จะไปยินดีเหมือนชาวบ้านเขานี่มันใช่สมณะ ผู้เห็นภัยในวัฏฏะจักรสาร ใจก็เฉยๆ เขาจะเปิดโอกาสมาแง่ไหนมุมไหน เราก็จิตใจเฉยๆ ธรรมดาๆ อยู่ เหมือนกับญาติกับมิตรกับพี่น้อง ใจมันเป็นอย่างนั้นๆ ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เกิดไม่มี เจอที่หนึ่งแล้ว ที่อื่นจะไม่มีนะ ไม่ใช่นะ สิ่งเหล่านี้

แต่ถ้าเราเห็นโทษเห็นภัยในสิ่งเหล่านี้แล้ว มันจะทุเลาเบาบางลง ไม่วุ่นวาย มันก็แก้ปัญหาได้ ที่ไม่ตายจากนักบวชก็เพราะเริดอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ จึงได้อยู่มาได้เรื่อยๆ จิตใจก็สงบไปเอง จิตใจก็ไม่มีอกุศลธรรม คิดแต่สิ่งที่เป็นกุศลธรรมเสมอมาตลอด ถึงแม้บางครั้งบางโอกาสมันจะเกิดขึ้นเองบ้าง มันก็รู้ได้ทัน รู้ได้ง่าย เห็นโทษเห็นภัยได้ง่ายๆ จนกระทั่งว่า เออ ! มันเป็นธรรมดาของโลกของสงสารนี้ ไม่มีอะไรที่จะดีหมดทุกสิ่งทุกอย่างนะ ถ้าจะเปรียบเหมือนคน ไม่ใช่ว่าคนๆ นั้นจะดีหมดทุกอย่าง เป็นที่ยินดีพอใจไปหมดทุกอย่าง

ในร่างกายของคนนี้ ถ้าเราไม่มีปัญญา เราก็จะตายได้ เพราะความอยาก ไม่รอบคอบ เหมือนกินปลานี่ ปลาก็มีก้างอยู่ ขี้ก็มีอยู่ สิ่งที่ไม่ดีในปลาก็มีอยู่ ถ้าเราไม่ฉลาดไม่มีปัญญา ไม่พิจารณาให้ละเอียดรอบคอบแล้ว ก้างก็จะติดคอเราให้ได้รับทุกข์รับโทษทรมานร่างกายได้ เพราะเราขาดความรอบคอบ ถ้าคนเราคิดอยู่บ่อยๆ ค้นดูบ่อยๆ มันจะค่อยเข้าใจไปไม่ว่าสิ่งใดๆ ความเสื่อมก็เหมือนกัน ความเจริญก็เหมือนกัน จะให้มันดีเสมอเหมือนกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ จะให้มันเลวเหมือนกันหมดก็เป็นไปไม่ได้ จะไม่ให้มันเกิดก็ไม่ได้ จะไม่ให้มันดับก็ไม่ได้

สิ่งที่เราพึ่งพาอาศัยอยู่นี่ เมื่อเรารู้เข้าใจแล้วเราจึงวางได้นะ สิ่งที่ยั่วยุให้เกิดความโลภ โกธร หลง เราพิจารณาเหตุมันซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งคุณทั้งโทษนะ ต้องพิจารณาดูทั้งสองอย่าง อะไรควร เราจะเอาประโยชน์ส่วนไหนจากสิ่งนั้นยังไง ทุกอย่างมันก็มีประโยชน์ได้ ทั้งนั้นถ้าเรามีปัญญารู้จักใช้มัน แม้แต่ใบไม้บางนี่มันก็มีคุณมาก เหมือนงูกัดเอาใบไม้มาเคี้ยวๆ แล้วแปะ ก็สามารถดูดพิษออกจากร่างกายได้ หายเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน ถ้าเราคิดมีหลักมีกฎมีเกณฑ์ นั่นและ

ท่านเรียกว่า เจริญมรรค ภาวิตา พหุลีกตา ทำให้มากเจริญให้มาก วันหนึ่งมันจะต้องรู้จะต้องเข้าใจไม่ว่าเราคิดสิ่งใด คิดให้เสื่อมก็ได้ คิดให้เจริญก็ได้ ส่วนธรรมก็คือธรรม ธรรมก็อยู่ของมัน มีแต่จิตใจเรานี้แหละกลับกลอกหลอกหลอนอยู่เรื่อย เราต้องอาศัยความเพียร ความพยายามไม่ท้อไม่ถอย ไม่เลิกไม่ละ อยู่ที่ไหนทำใจให้เป็นกุศลได้อยู่ทุกเมื่อก็สบายนะ

ถ้าจิตมันเป็นอกุศลแล้วมันก็นำทุกข์มาสู่ตนเองได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในถ้ำ ในเหว ในเขา มีคน ไม่มีคน จิตอันนี้มันก็เป็นปลิโพธ กังวลได้ทั้งนั้น ถ้ามันขาดปัญญาแล้วก็แก้ไม่ได้แก้ไม่เป็น ต้องอาศัยการพินิจพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ถ้ามันสงสัยแล้วก็อย่าเพิ่งพูดก่อน อย่าเพิ่งทำก่อน จนเมื่อเราเห็นว่า เออ ! เราไม่ตายแน่ๆ ค่อยตัดสินใจได้...ไปนี่เราตายแน่ๆ นี่เราก็ไปไม่ได้ให้มันแน่ใจ เราทำอะไรด้วยความแน่ใจว่ามันปลอดภัยแล้วปัญหาที่มีก็น้อย

การฝึกจิตฝึกใจนี้มันต้องฝึกไปตลอดเวลา ต้องฝึกต้องหัดไป มันเป็นทัศนศึกษา ศึกษาเรื่องความคิดตน ความคิดผู้อื่น ศึกษาธรรมชาติที่มันมีอยู่เป็นอยู่แวดล้อมกายใจของเรา ทุกวันทุกเดือนทุกปีก็เป็นอยู่เช่นนั้น มันจึงจะรู้ จึงจะเห็น อย่างความเจ็บปวดก็เออ...มันเป็นธรรมดาของมัน เราเห็นความเป็นธรรมดาของมันหรือยัง ถ้าไม่คิดไม่ค้นนี่ เห็นไม่ได้จริงๆ นะ พูดได้อยู่ว่าธรรมดา ธรรมดา แต่ไม่เห็นจริงๆ นะ ธรรมดานี่ พอเวลามันเป็นแล้วเป็นทุกข์ ร้องโอยๆ อยู่ อายุ 70-80 แล้วก็ตามนี่คือคนไม่เห็นเป็นธรรมดา

ถ้าเห็นจริงๆ แล้วมันจึงจะวางได้ ถ้ารู้จริงๆ แล้วว่ามันเจ็บมันปวดแล้วจะทำยังไง จะทำยังไงก็ทำไม่ได้แล้ว จึงรู้ว่ามันเป็นธรรมดาของมัน เหมือนเราปวดจะไม่ไปห้องน้ำนี่ เออ...จะไปยังไงจึงจะหายเจ็บหายปวดนี่ เช่น เราไปได้รับตำราแขก หันหน้าเข้าหาป่าซะ อย่าไปมอง เขาไม่เห็นแล้ก็แล้ไปละหมดปัญหาไป เลยหมดทุกข์ไป ถ้าเรากลัวก็อาจจะอย่างนั้นอย่างนี้ก็เป็นทุกข์ละสิ อะไรบางอย่างนี่เราไปยึดไปถือมันเลยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เรื่องเล็กน้อยกก็กลายเป็นเรื่องใหญ่นะ ถ้าเราถือ คนนั้นดี คนนี้ชั่ว คนนั้นโง่ คนนี้ฉลาด ไม่ให้สิ้นไม่สุดนะ ถ้าเป็นงั้น

แต่ถ้าว่ามันมีอย่างนั้นแหละ มันเป็นธรรมดาของพลโลก สัตว์โลก เกิดร่วมโลก ร่วมสงสารแล้ว ก็มีทั้งโง่และฉลาด แล้วไม่ต้องหมายถึงผู้อื่นหรอก ตนเองนั้นแหละ มันต้องโง่ก่อนมันจึงจะฉลาด เหมือนโดนแตนต่อยแล้วค่อยมองดู โอ๊ย...ระวังมันอยู่ที่นี่ จึงหาวิธีแก้ไข มันก็ขึ้นอยู่กับปัญญาของคน บางคนก็คิดว่าจะฆ่ามันให้ตายหมดจึงหมดปัญหานี่ก็ได้เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นทุกข์เป็นโทษเป็นภัยเป็นเวร อีกอย่างหนึ่งว่า กูเดินไปทางอื่นก็หมดปัญหาสิ ที่อื่นมีแผ่นดินอยู่มากมาย ก็เลี่ยงไปสิ

อย่างเราชอบผู้หญิงนี่หรือเป็นผู้ชายก็แล้วแต่ละ เออ...ถ้าเราจะพิจารณาเห็นแต่ภายนอกอย่างเดียว นี่มันไม่รอบคอบนะ ถ้าจะพิจารณาให้จิตมันคลายความกำหนัดยินดีนี่ มันไม่ใช่มองแต่ผิวพรรณ วรรณะ ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูลของเขานะ เราต้องมองไปว่า เราต้องชอบอุจจาระ ปัสสาวะเขาไปด้วยนะ ต้องมองไปยังงัน ไม่ใช่ชอบแต่ภายนอกอย่างเดียว ถ้าพิจารณาไปอย่างนี้แล้ว มันก็จะเกิดความเบื่อหน่ายท้อถอยได้นะ มันเกิดเป็น แก่เป็น เจ็บเป็น ตายเป็นได้อยู่ มันโลภอยู่ มันหลงอยู่ มันหนีจากเราไปได้อยู่ คิดไปอย่างนี้ ทำจิตใจนี่...ความยินดีนี่มันก็จะลดลงนะ ถ้าเห็นมันว่าโอ๊ย...มันไม่ใช่แต่ของดีๆ นะ ในคนที่เราชอบว่ามันสวยว่ามันงาม สิ่งไม่สวยไม่งามมันก็มีอยู่ มันไม่ใช่มีแต่ความสุขสบาย ความทุกข์เดือดร้อนก็มี ถ้าเราชอบผู้หญิงอย่างนี้ไม่ใช่มีแต่เขาจะเพียงยินดีเรา บางทีเราก็เบื่อเขา บางทีเขาก็เบื่อเรา

ถ้าเราคิดทบทวนหวนกลับอย่างนี้ จะทำให้ความอยากมันลดน้อยถอยลง ถ้าเราคิดว่า ถ้าเขาทิ้งเราล่ะ จะทำยังไง ถ้ามีทรัพย์สมบัติแล้วเขามาฆ่าเราตายมาบั่นทอนตัดรอนล่ะ ตามธรรมชาติของคนที่มีอิจฉาริษยา มานะ ทิฏฐิ ถ้าเราเจริญเขาก็อิจฉา อยากฆ่าอยากทำลายอยากให้เราเสื่อม ถ้าเราไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าเรา มาคิดพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ก็จะเห็นภัย แล้วก็มีในโลกนี้จริงๆ ทุกหนทุกแห่ง ได้ยินข่าวทางวิทยุ หนังสือพิมพ์อยู่เป็นประจำ เรื่องยื้อแย่งแข่งดีกันนี่ นี่เลยทำให้ตัดสินใจได้ว่า เลิก ไม่เอา ไม่สึก หนีเข้าป่าดีกว่านี่

ถ้าเราพิจารณาว่า พอเราไปแต่งงานแล้ว เขาก็ทิ้งกันเยอะแยะไป แรกๆ เขาก็ว่าไม่ทิ้งกันหรอก มัน...เวลาเอาจริงๆ นี่ มันไม่ได้อย่างนั้นนะ เอาละ ร่วมเป็นร่วมตายกันละ มันพูดได้นะ พอเวลาเอาจริงๆ มันจะวิ่งหนี มันไม่สู้ มันจะเอาแต่ดีนั้นแหละ ถ้ามันไม่ดีมาแล้ว มันไม่เอานะ มันต้องคิดไปอย่างนั้น แล้ววิธีแก้จิตแก้ใจเราให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัด นี่คือวิธีพิจารณาธรรม เราอย่ามองแง่ดี ให้มองแง่ร้ายไว้ด้วย อุจจาระเขารักไหม...บางครั้งภรรยาป่วยไปไหนไม่ได้ เยี่ยวนี้ก็ต้องทำความสะอาดให้เขา ถ่ายหนัก ถ่ายเบาทุกอย่าง มันต้องยินดีอย่างนั้นเพราะเขาไปไหนไม่ได้แล้ว มันก็ต้องช่วยเขา มันจะสุขจะทุกข์แล้วทีนี้ มันต้องยินดี ต้องพอใจ ต้องรัก ถ้าหากไม่รักอย่างนี้

“สำคัญที่สุดคือเรานี่ ตั้งแต่เริ่มแรก แม้ไม่ตั้งใจว่าจะบวชนะ พอคุณตาบอกว่าวันนี้ไปวัด เราก็ไม่เคยพูดว่าทำไมไม่บอกล่วงหน้า ไม่เคยคิดเลย ได้แต่คิดว่าเออ...ดีแล้วได้ตอบแทนคุณปู่ย่าตายาย ถ้าได้บวชแล้วคือหมดหนี้ในยุคสมัยนั้น แล้วในยุคนั้นเราก็ไม่สนใจนะ สิ่งเหล่านี้มีจริงๆ นะไม่ใช่ไม่มี ถ้าเราทำตามความยินดีพอใจของเรา หรือของเขาก็ดี พ่อแม่ก็จะเสียใจ พ่อแม่เราก็จะเสียใจ ของผู้หญิงก็จะเสียใจ ไงไงก็ต้องบวช ใจมันตั้งไว้อย่างนี้ ความยินดี ความพอใจในเรื่องการบวชนี่มันไม่หายไปจากใจ”

แล้วก็รักไม่แท้ล่ะสิ ว่าแต่มันสวยมันงาม ไม่ใช่จะทิ้งไปเลยนะ ทิ้งก็ยากนะมันมีความเอ็นดูสงสาร มันไม่ได้ตรงตามความคิดความนึกของเรานี่ เขาก็เหมือนกัน เราก็เหมือนกันถ้าเขาทิ้งเราล่ะจะทำไง ถ้ามันไม่ดีแล้ว หาเงินให้ใช้ไม่ได้ก็หนีเลิกจากเราไปล่ะ ไปหาเอาแฟนคนใหม่ มันก็ไม่เข้าท่า เราก็จะมานั่งทุกข์เดือดร้อนวุ่นวาย บาปมันก็จะเกิดขึ้นเออ...มึงเอาเมียกูไป จะตามไปฆ่ามัน

ไปอยู่ที่ไหนก็เจอแต่อย่างนั้นนะผู้หญิงน่ะ แต่บวชแล้วอะไรที่มันเป็นสิ่งที่ดีก็จะทำจะปฏิบัติตามครูอาจารย์แนะนำตักเตือนสั่งสอนเรา คิดว่าออกพรรษาแล้วก็จะสึกเพราะได้ตอบแทนคุณแล้ว ที่นี้มันบังเอิญที่ท่านอาจารย์อ่อนศรี ชวนไปเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี ทีนี้ในชีวิตเกิดมา 19-20 ปีแล้วไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนเลย อย่างดีก็แค่บ้านโคกศรีเพราะวัวมันหนีเที่ยว ก็เห็นแต่คนแวดวงใกล้ๆ เช่น บ้านดงเย็น จะได้เห็นบ้านอื่นเมืองอื่นเขาบ้างพอได้แล้วนี่ เอ๊ ! จิตใจก็บอกว่า ถ้าเราเป็นฆราวาสก็ไม่อดตายหรอก ไม่คิดว่าจะอดอยากทุกข์ยากอะไร มันมีอยู่ในจิตจะสึกเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นพระก็อยู่ได้สบาย เลยอยู่ได้เรื่อยๆ การทำดีนะ มันก็มีอุปสรรคปัญหาทั้งนั้น แต่เราก็แก้ปัญหาไป เรื่องจะสึกเลยไม่ค่อยมีปัญหา ความอยากได้งั้นงี้ก็เฉยๆ อยู่ แต่มีไหม มีอยู่ ! แต่มันระงับได้อยู่ อยู่ที่ไหนก็เป็นยังงั้น เลยตั้งใจปฏิบัติภาวนาจนเห็น...ความอยากไป อยากรู้ อยากเห็นนี่ มันจูงใจไม่ให้เรารู้สึกนะ

เราเองไม่มีเรื่องดุเด็ดเผ็ดมันเกี่ยวกับผู้หญิงนะ เพราะเรามีแต่ตั้งจิตปณิธานว่าเราอยู่ในสมณเพศนี่เราจะทำดีที่สุด เมื่อตั้งจิตไปอย่างนี้แล้วเราก็มีแต่สำรวมระวังกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ส่วนมากจะมีแต่พ่อแม่เขามายินดีพอใจมากกว่าผู้หญิงอีก เมื่อคิดว่าเป็นนักบวชก็สำรวมระวัง เห็นแต่ว่าเป็นพ่อแม่พี่น้อง จิตก็เฉยๆ ก็รู้อยู่ว่าเขายินดีพอใจแต่เราไม่ทอดสะพานต่อมันก็จบไป ก็ไม่ค่อยกลัวเพราะว่าตั้งจิตตั้งใจไว้อย่างนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไรนะ ความอยากกระตือรือร้นในสิ่งเหล่านี้มีน้อย มีความคิดอย่างนี้

ตอนที่อยู่อำเภอเภินก็เป็นแบบนี้ เตี่ยเหลืองมาจากเมืองจีน เป็นช่างทำทอง มีลูกสาวคนหนึ่งมาหาเรา อยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น ดูแล้วเราก็สงสารนะ น่าสงสารจริงๆ จะคิดช่วยเหลือวิธีไหนก็คิดไม่ออก เพราะว่าเราเป็นสมณเพศ จนหนีไปจากที่นั่นแล้วไปอยู่ถ้ำแดนสวรรค์ ยังปรากฏว่าเตี่ยนั่นตามมานอนอยู่ถ้ำแดนสวรรค์ ยังคิดว่า โอ๊ะ...เตี่ยนี่จะมาตามเอาเราจริงๆ เหรอ ที่จริงแล้วมันเป็นแค่ความฝัน แต่คิดไปว่ามันเป็นจริงเป็นจัง เขามีลูกสาวคนเดียวน่ะแหละ เราก็หนีๆๆ ไป...อีกหลายแห่ง

ตอนไปอยู่ถ้ำปากเปียง อาจารย์ทองสุกหัวเราะเลย มีโยมเขามาก็ดีนะ ไปส่งอาหารเช้าเขาก็มาส่ง เขาก็มาอยู่ด้วยจนเย็นๆไป ก็กลับ วันหนึ่งเขาก็เลยชวนให้เราสึกเหมือนกัน อาจารย์ทองสุกเลยหัวเราะ แต่คนนี้ไม่ได้ชวนไปซื้อที่นะ โยมผู้หญิง...เราก็ไม่ตอบว่าอะไร คิดแต่เหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่คิดอะไรมาก ใจมันก็เลยเฉยๆ เวลามาใส่บาตรอีกเราก็ไม่ต่อเรื่องอะไร มันก็เงียบสงบระงับไปเอง ถ้าต่อ...เรื่องมันก็เรื่อยๆ ไป เพราะเราก็มีความพร้อมอยู่ เขาก็มีความพร้อมอยู่ แต่จิตใจเรามันคิดคนละอย่างมันไม่ไปด้วยกัน ถ้าไปด้วยกันเราก็สึกเท่านั้น เพราะเขาต้องการอย่างนั้น แต่เราว่าถ้าสึกไปก็สร้างบาป สร้างกรรม สร้างภัย สร้างเวรต่อไป สู้เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ใครก็แล้วแต่ เขาก็ดี...แต่เราไม่ได้คิดอะไรมันมากหรอก แค่เออ...เขาดีมันก็ดี แล้วเราก็เลยคิดเหมือนญาติมิตรพี่น้อง ใจเลยสบาย อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เราไม่ได้คิดอย่างนั้น ถ้าคิดจะสึกนี้มันก็ง่ายที่สุด ถ้าเราต้องการปรารถนาแล้วมันก็ไม่มีปัญหา

รูปภาพ
พระอาจารย์เขี่ยม โสรโย


๏ เทศน์ครั้งแรกบนเส้นทางธรรม

ชีวิตที่เป็นนักบวชนี่ไม่ได้ตั้งใจปรารถนาว่าจะเป็นนักเทศน์อบรมสั่งสอนใครทั้งนั้น แต่ก็มีคนมาซักไซ้ไต่ถามธรรม อันนี้ส่วนไหนที่รู้ที่เข้าใจก็พูดไปเกี่ยวกับพระธรรมวินัยนี่ ไม่ว่าฆราวาส พระ เณร ก็จะพูดอธิบายตามความคิด ความเห็น ความเข้าใจ ให้แก่พระเณร อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาญาติโยม ไม่ได้ตั้งใจในการจะอบรมสั่งสอนเทศนาว่าการอะไร

เหตุนั้นได้ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม แบบจนตรอกจนมุมในครั้งแรกในงานสวด เป็นเจ้าภาพสวด วันนั้นเรา ญาติโยม จากวัดใหม่บ้านตาลไปเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมงานศพ หลวงปู่เทสก์ เทรังสี ที่ถ้ำขาม ได้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์เป็นเกณฑ์แรก หาพระที่จะมาแสดงธรรมไม่ได้ เราเลยขึ้นแสดงเอง ครูบาอาจารย์ไม่มีใครกล้าแสดงธรรม จึงขึ้นแสดงธรรมเป็นครั้งแรกในชีวิตของเรา เรื่องสัจธรรมประจำโลกนี่แหละ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงไปได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชนิดไหน ชั่วดี มีจน เป็นคนมีอำนาจ วาสนา บารมี อย่างไร ก็หนีจากความจริงอันนี้ไม่ได้ ทั้งพระทั้งโยม เป็นหัวข้อแสดงธรรมในงานหลวงปู่เทสก์เป็นหลัก

ตอนนั้นให้ พระอาจารย์เขี่ยม โสรโย แสดง ท่านก็ไม่เอา ให้ใครก็ไม่เอา เลยจำเป็นเลยสิเรา นั่นเป็นครั้งแรกหลังจากนั้นก็ไม้ได้ขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรมแล้ว มาครั้งที่ 2 นี่ก็แบบจนตรอกอีกเหมือนกัน งานหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บังเอิญเราไปงาน ศรัทธาญาติโยมเต็มศาลาเหมือนงานหลวงปู่เทสน์เนี่ย หาครูบาอาจารย์แสดงธรรมไม่ได้ ก็เลยขึ้นธรรมมาสน์แสดงธรรม จากนั้นมาจึงได้มีคนนิมนต์ให้ไปแสดงธรรมอยู่เรื่อยๆ


๏ งานสาธารณประโยชน์

1. ตั้งมูลนิธิ และให้ทุนการศึกษา ช่วยนักเรียนเรียนดีแต่ฐานะยากจน

2. ให้ทุนทรัพย์กับโรงพยาบาลเพื่อใช้ในกิจการต่างๆ

3. ให้ทุนทรัพย์กับสถานีอนามัย

4. ก่อตังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสามแยก

5. ก่อตั้งวัดป่าบ้านสามแยก โดยซื้อที่ดินถวายให้เป็นสาธารณประโยชน์ รวมเนื้อที่ 230 ไร่ สร้างศาลาการเปรียญ พร้อมกุฏิเสนานะทุกอย่าง มูลค่ารวมประมาณสองล้านบาท และตั้งวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย

6. การสงเคราะห์วัดต่างๆ เป็นประจำทุกปี โดยระหว่างวันอาสาฬหบูชา จะมีพระเดินทางมาคารวะ (ปีล่าสุด 2546 มาคารวะ 220 วัด) ได้ถวายไทยทานและปัจจัยเฉลี่ยปีละ 1 ล้านบาท

7. การอนุเคราะห์อื่นๆ ตามเหตุ เช่น ช่วยก่อสร้างที่พักสงฆ์ ศาลา เป็นต้น

8. การใช้แรงงาน แรงใจ บูรณะก่อสร้างโบสถ์ ศาลา พระพุทธรูป ตามที่ต่างๆ ที่ธุดงค์ไป และมีการขอ เนื่องจากยุคนั้นขาดแคลนทั้งแรงงาน ปัจจัย และวัสดุอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก


๏ คติธรรม ปฏิปทา และเรื่องราวของครูบาอาจารย์

หลวงปู่ที่ได้จำพรรษาด้วยกันในเบื้องต้นคือ หลวงปู่ลี อโสโก เท่าที่อยู่ศึกษาธรรมะของท่านนั้น จะมีความอดทน มีความพากเพียรพยายามน่าเคารพเลื่อมใส พอใจในการประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านองค์นี้ไม่สอน เป็นคนนำไม่ใช่คนแนะ เป็นผู้ทำให้ดู เราเห็นว่าหลวงปู่ลีเป็นยอดความอดทนจริงๆ สมัยนั้นมีเหลือบเยอะมาก เหลือบเกาะขากระทืบเท้าทีหลุดเป็นกอง มันมากัดเท้าท่านเลือดไหลออกมาตามขา เราให้เณรไปช่วยไล่ออก ท่านก็ไม่สนใจ งูกัดก็ไม่ได้บอกใคร ไปถามจึงได้บอกว่างูกัด จะเจ็บปวดขนาดไหนก็ไม่บอกใคร ก็เห็นได้ว่าท่านอดทนจริงๆ นี่คือเรื่องที่มองเห็นความอดทนชัดๆ

แต่การแนะว่ากล่าวนั้น ท่านไม่พูดมาก ท่านได้นำโดยการประพฤติปฏิบัติเยอะ เช่น เดินจงกรม บิณฑบาต กวาดวัด ไม่มีขาด แม้อายุจะมากแก่แล้ว พรรษามากแล้ว เป็นผู้นำรักษาข้อวัตรปฏิบัติที่ควรเอาเป็นตัวอย่างได้ เราได้จำพรรษาที่นี่หนึ่งพรรษา ปีแรกๆ ซึ่งไม่รู้เลยว่า การเดินจงกรมนั้นเพื่ออะไร เห็นท่านเดินก็เดิน พระท่านอื่นเดินก็เดิน แต่เดินเพื่ออะไรน้อ

จนวันหนึ่งจำได้ไม่ลืมเพราะตั้งใจไว้ว่า ท่านขึ้นกุฏิเมื่อไหร่จึงจะขึ้น เห็นท่านอายุมากแล้วคงเดินได้ไม่นาน ปรากฏว่า...เกือบตาย ท่านเดินตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน เราเดินเกือบตายท่านยังเดินได้อยู่ ท่านอดทนมีความเพียรทำไม่ขาดเหมือนกัน แต่เราก็ทำแบบไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าทำเพื่อให้จิตใจมันสงบ ระงับไม่ให้ฟุ้งซ่านรำคาญ คิดแต่ว่าคงทำดีล่ะเอาบุญ ! ท่านบอกเออ ! ให้เดินจงกรมนะ เราก็เดินไปมาเท่านั้นเอง เราเดินก้าวเอาก้าวเอาเหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก ยืนบ้าง เดินบ้าง ท่านมีนั่งบ้างแต่ไม่ยอมขึ้นกุฏิ เราไม่ได้นั่งก็เดินบ้างยืนบ้างอย่างนั้น กิเลสมันเลยวนเวียน เมื่อไรจะเลิกๆ กิเลสมันไล่ เลยมีทุกข์อยากให้ท่านเลิก พอท่านขึ้นได้ เราก็ขึ้นเท่านั้น ท่านมีแต่ทำอย่างเดียว พูดน้อยมาก

หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ สำหรับหลวงปู่พรหมนี้ท่านทั้งแนะทั้งนำ แต่ธรรมที่ท่านแนะนี่เท่าที่ไปมาหาสู่กับท่าน ท่านจะพูดธรรม แต่ธรรมของท่านจะสั้นๆ ถึงเทศกาลบรรดาภิกษุสามเณรในวัด ตลอดจนถึงศรัทธาญาติโยมโดยเฉพาะภิกษุแล้วนี่ ท่านจะเตือนให้ “เออ ! ลูกหลานเอ้ยให้พากันพิจารณาปฏิสังขาโยนะ” แค่นี้ก็จบแล้ว นี่คือการแนะของท่านให้รักษาธรรมวินัย คนเราแล้วนี่จริงๆ ถูกของท่านทุกอย่าง จะมีปัญหาก็เรื่องนุ่งห่ม จีวร อาหารการกิน บิณฑบาต เสนาสนะที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคภัยไข้เจ็บ นี่คือปฏิสังขาโย

คนทะเลาะวิวาทปางตายทุกวันนี้ก็เพราะปัจจัยเหล่านี้ ถ้าไม่พิจารณาแล้วนี่ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น รบราฆ่าฟันกันไม่ว่าบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ท่านจะแนะนำธรรมเช่นนี้ พูดสั้นๆ ตลอด บางครั้งก็บอกว่า “ให้พากันทำความดีนะ” สั้นๆ แค่นี้จบแล้ว ท่านแนะเช่นนี้ไม่พูดมากนักหนา ไม่อธิบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ กิเลส ราคะ เป็นงั้นงี้นะ ไม่ว่าอะไร ถ้าเห็นโทษเห็นภัยของปฏิสังขาโยนี้แล้ว ก็จะเห็นไปหมดทุกอย่างนะ นี่เป็นการคำแนะของท่านสั้นๆ นี้เป็นส่วนมาก ใครมาก็เหมือนกัน

ส่วนการนำนี่ การทำจิตที่มันเป็นกุศลนี่ ท่านจะไม่ปล่อยให้เป็นอากูล ทำอะไรจะรีบทำให้มันเสร็จๆ ไปเลย ช้าไม่ได้ สวยไม่สวยไม่เกี่ยวกันขอให้ทำก็แล้วกัน เดินจงกรมท่านก็ไม่ขาดเป็นข้อวัตรปฏิบัติ ถ้าสุขภาพปกติ บิณฑบาตก็ไม่ขาด การทำอะไรท่านจะไม่อยู่ว่างๆ ทำอะไรไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่น ก่อสร้างปฏิสังขรณ์ ท่านทำมากที่สุดล่ะ หลวงปู่ท่านทำสะพานข้ามแม่น้ำสงคราม ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถทำได้สมัยนั้น แต่ท่านนำญาติโยมทำได้

เรื่องการกระทำการปฏิบัติความเพียรนี่ มีดเล็กๆ แค่มือท่านตัดขอนยางออกจากทางเดินได้นะ ท่านเล่าว่าเอาปลวกเป็นตัวอย่าง มันเอาดินขึ้นมาทีละนิด ฟันไม้นี่มีสะเก็ดตกออกมามากกว่าดินปลวกตั้งเยอะ จึงฟันไปเรื่อยๆ จนขอนไม้ที่ขวางทางคนเดินผ่านไปมาก็ลำบาก ท่านว่าวันหนึ่งมันจะขาด วันหนึ่งมันจะขาดก็ตั้งใจไว้อย่างนั้น เหมือนเราทำความดีนะแหละ ตั้งใจจะพ้นทุกข์เมื่อเห็นโทษเห็นภัยมันก็เป็นไปเอง ไม่ต้องไปพูดถึงนิพพานมันละ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ นี่ก็เหมือนกันจะขาดเมื่อไหร่ไม่เกี่ยว ฉันจะทำของฉันไปเรื่อยๆ กิเลสก็เหมือนขอนไม้ขวางทาง ฟันไปเรื่อยๆ หาวิธีอุบายคิดค้น มันก็จะมีทางพ้นทุกข์ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทำไปเรื่อยๆ คนอยู่เฉยๆ จะให้มันมี มันรู้ มันเห็นได้ เป็นไปไม่ได้นะ

นี้คือให้เห็นความเพียรของท่านนะ ท่านทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เรื่องทำที่ยอดที่สุดการก่อสร้างนี่ต้องยกให้ท่าน ท่านเป็นคนมีอำนาจอยู่ในตัว ให้คนแกรงกลัวเพราะความดีของท่าน สมัยหลวงปู่พรหมอยู่โหล่งขอด ท่านเดินจงกรมมีศรัทธาแรงกล้าจงกระทั้งไปขอโอกาสจากหลวงปู่มั่นว่าจะไม่นอน 3 เดือน ท่านหลวงปู่มั่นก็เตือนว่าท่านพรหมอย่าทำเลยร่างกายสังขารต้องการพักผ่อนและมันจะทำให้หมูคณะเดือดร้อน

หลวงปู่พรหมทำอะไรก็ทำสุดๆ หาคนทำแบบท่านไม่ได้ เป็นผู้ที่เป็นตัวอย่างทำให้มีสติปัญญา การทำของท่านเป็นตัวอย่างของลูกหลาน แม้ท่านไม่ได้อะไร คนอื่นก็ได้ประโยชน์ เมื่อท่านมาอยู่ที่นี่ท่านก็บอกเราว่า “ถ้าอยากได้วัดดีๆ สวยงามก็ให้มาทำที่ป่าช้านี่สิ” ปี พ.ศ. 2510 ยายที่เคยอุปัฏฐากเราที่ป่าเมี่ยง ติดตามเรามา เลยได้พาไปกราบพระที่เคารพ เช่น หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว ซึ่งท่านได้กลับมาจากเชียงใหม่แล้ว

และได้ทราบจากหลวงปู่ลี ว่าหลวงปู่พรหมได้ทำความเพียรจนช่วนหนึ่งเข้าใจว่านิพพานอยู่บนฟ้านั่น ท่านก็พยายามเหาะหรือกระโดด กระโดดขึ้น จนครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ โยม สงสารในการกระโดดจะไปนิพพานของท่าน ทั้งเหน็ดเหนื่อยอะไรของท่าน แต่ท่านก็ไม่รู้เหนื่อยของท่าน มีหลวงปู่ลี อโสโก ที่อยู่ด้วยกันไปด้วยกันคอยจับท่านไม่ให้กระโดด มือกระแทกกับพื้นเวลาท่านตกลงมา ข้อมือได้หักไปหลวงปู่ลีได้เล่าให้ฟัง

จนกระทั้งได้ไปตามหลวงปู่สาร ที่หลวงปู่พรหมนับถือเป็นครูบาอาจารย์ โดยท่านได้ไปจำพรรษาที่ภูเก้า จังหวัดอุดรธานี จึงไปตามท่านหลวงปู่สารกลับมา เพื่อแก้ปัญหาความเห็นของหลวงปู่พรหม พอมาเห็น ท่านจึงให้คำตักเตือน ท่านเรียกหลวงปู่พรหมว่า

“ท่านพรหม สิ่งที่ท่านรู้ท่านเห็นนั้นนะ มันจริงหรือไม่จริง มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง อันนี้มันเป็นสัญญา ยังไม่เกิดปัญญา ที่ว่านิพพานอยู่โน่นอยู่นี่ สิ่งที่ท่านรู้เห็นนั้นบางทีมันก็เกิดขึ้น บางทีมันก็ดับไป มันไม่เป็นไปตามใจชอบใจหวัง ดังที่ท่านตั้งใจไว้มิใช่หรือ”

ท่านฟังได้นะหลวงปู่ยอมฟัง ไม่กระโดดแล้วด้วยความเคารพครูบาอาจารย์ของท่าน ท่านฟัง... “อันนั้นมันเป็นสัญญา มันยังไม่เกิดปัญญา มันยังไม่รู้ไตรลักษณ์ คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นยังไง”

พอท่านฟังไปๆ ก็สงบไป ยอมรับธรรมของผู้ว่ากล่าวตักเตือน หาย...เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นอยู่ตั้งหลายวัน อาการนี้ที่ลูกศิษย์ญาติโยมเป็นทุกข์กัน นี้คือสัญญาอารมณ์ที่ปรุงแต่งขึ้นมา สำคัญว่าอย่างนั้น อย่างนี้ มันเป็นไปตามความปรุงแต่งขึ้น มันมีแล้วก็เกิดดับไปตามหน้าที่ เหตุนี้ท่านจึงกลับเข้าสู่ตนเองพิจารณาใหม่ ใจของท่านจึงปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านจึงเกิดความเข้าใจ อาการนั้นจึงหายไปตั้งแต่วันนั้น

ที่ท่านกล่าวไว้ว่าให้หาครูบาอาจารย์ที่ถูกจริตนิสัยที่เราพอจะเชื่อฟังท่านได้ จึงขอนิสัยจากท่านผู้นั้น ที่นี้เราปัจจุบันเอาตามประเพณี แต่เราไม่ลงนะรับไม่ได้ ครูอาจารย์บางรูป ข้อวัตร การกระทำ การพูด ความคิด มีความบกพร่อง แต่นี่ท่านไม่บกพร่องยอมรับกันได้ทุกอย่าง เลยเป็นครูบาอาจารย์ที่ให้นิสัยได้ ว่ากล่าวตักเตือนได้ไม่ถือโทษโกรธซึ่งกันและกัน ครูบาอาจารย์ที่ยอมรับกันได้จึงทำให้พ้นจากนิสัยมุตตกะ เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนรับฟังครูบาอาจารย์ ได้ก็เป็นยังงั้น โรคทางกายก็หายได้ โรคทางใจก็หายได้ ความเห็นผิดก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้ไม่สบายกายและใจได้ ในวงการพระผู้ประพฤติปฏิบัติยอมรับหลวงปู่พรหมองค์นี้ว่า เป็นผู้พูดจริง ทำจริง เป็นพระที่ครูบาอาจารย์ยอมรับท่านได้องค์หนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

รูปภาพ
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ไปอยู่กับหลวงปู่สิม ท่านมีทั้งแนะนำ ท่านจะเมตตาอบรมสั่งสอนประชุมชนเก่ง ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ให้ประพฤติปฏิบัติทำความเพียร ตัวของท่านเองก็ทำให้เป็นตัวอย่างของผู้อื่นได้ หลวงปู่สิม ท่านเย็น มีความเมตตาสูง ถึงใครจะทำผิดถูกยังไงท่านก็ไม่ดุด่าว่ากล่าว อย่างมากก็นำมาหน้าพระพุทธรูปให้สาบานตนว่า “แต่นี้เป็นต้นไป ถ้าข้าพเจ้าผู้เป็นสมณะ ยังทะเลาะกันอยู่ ให้ตกนรกอเวจี” ให้ปฏิญาณตนต่อหน้าพระประธานในโบสถ์ นี่คือการลงโทษของท่าน ท่านน่าศรัทธาน่าเลื่อมใส

เราเคยอยู่กับท่านในฤดูแล้งได้ปฏิบัติท่าน คำสอนของท่านคือให้พิจารณากระดูก 300 ท่อน “มันจะไปมีอะไร ไปห่วงอะไร กระดูก 300 ท่อน“ ท่านเทศน์อยู่บ่อยๆ เดี่ยวมันก็จะแก่ จะเจ็บ จะตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ท่านจะเตือนเรื่องความตายทุกลมหายใจเข้าออก ท่านพูดย้ำในเนี้ยบ่อยๆ กระดูก 300 ท่อน เทศน์ที่ใหน ไปที่ใหน ก็จะเทศน์เรื่องของร่างกายจิตใจว่ามันไม่เที่ยงแท้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ให้รีบสร้างความดี ทำความดี อย่าไปกลัวว่ามันจะเป็นงั้นเป็นงี้ กลัวมันก็เป็น กลัวแก่ก็แก่อยู่ กลัวเจ็บก็เจ็บอยู่ กลัวตายก็ตายอยู่

ท่านจะยกกระดูก 300 ท่อน มาพูดอยู่เป็นประจำ การเตือนใจในการปฏิบัติของหลวงปู่นี้ ท่านให้เพียรดูการกระทำว่ามันเป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ เบียดเบียนตนหรือเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ ท่านจะเตือนตลอดและท่านก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน จึงเป็นครูบาอาจารย์ที่ควรแก่การเคารพนับถือบูชาอีกองค์หนึ่ง

รูปภาพ
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม


หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ได้ไปฟังธรรมท่านอยู่บ่อยๆ เหมือนกัน เรื่องปฏิปทาของพระสาวกนั้นไม่เหมือนกันนะ สำหรับท่านเราเห็นความไม่กลัวใคร ถ้าเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกและดี ท่านจะปฏิบัติของท่าน มีข้อเตือนใจอยู่เหมือนนะ ในสมัยหนึ่ง พลโทพงษ์ ปุณณกัณฑ์ ไปหาท่านและถามท่าน ว่า “หลวงปู่ ญาณนี่มันเป็นยังไงหลวงปู่”

ท่านเลยว่า “โอ๊ย อย่าไปเอาเลยเรื่องญาณ ญาณของพระอริยเจ้านั้นอย่าไปฟังมันเลย ฟังญาณของโยมดีกว่า ญาณยังไงก็ชานเยี่ยว (ชานบ้าน) แม่ออก (โยมผู้หญิง) นะซี”

เราพิจารณาดูแล้วก็ถูกของท่านนะ ญาณของพระอริยเจ้าก็เหมือนชานเยี่ยวแม่ออกน่ะแหละ คือที่ชำระล้างขัดเกลากิเลสออกจากใจนั้นแหละ มีปัญญาแล้วจึงขัดเกลาล้างมลทินโทษได้ ท่านก็เตือนยังนั้นแหละ เราไปไหนมาเหยียบขี้หมา ขี้ตมขี้โคนก็ล้างที่ชานนั้นแหละ พอดีมีโยมผู้หญิงมาด้วย “นั้นแหละพิจารณาชานแม่ออกนั่นแหละ ถ้าเข้าใจก็เข้าใจฌานพระอริยเจ้านั่นแหละ” พลโทพงษ์ เกิดความศรัทธา เลื่อมใสอย่างแรง ว่าท่านสอนเหมือนสอนลูกสอนหลาน เลยนิมนต์ท่านไปวัดอโศการาม

ท่านพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมนะ บางคนพูดว่าท่านพูดหยาบ ถ้าถามธรรมะท่าน ท่านก็ว่า “ก็ดูหว่างขาสิ ถ้าตรงนี้ไม่เห็น ก็ไม่เห็นหรอกพระนิพพาน แค่หว่างขาตนเองไม่เห็น จะไปถามหาพระนิพพานอะไร ลองเอาไปพิจารณาดูสิ” ท่านพูดน้อยๆ แต่กินใจนะ ถ้าคิด ความเกิด ความแก่ ความตาย ความทุกข์ มันเกิดจากตรงไหนก็ตรงนี้แหละ ถ้าไม่เห็นตรงนี้จะเห็นตรงอื่นยังไง...นี่คือหลวงปู่ตื้อ

เราไปพักอยู่กับท่านบ่อยๆ เหมือนกัน ที่วัดปากทางแม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ท่านเป็นคนรูปร่างใหญ่ สูง เป็นคนโบราณ พูดออกมาก็ว่า อาตมาเป็นลูกศิษย์ท่านเจ้าคุณอุบาลี ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นคนประเภทนี้แหละ พลโทพงษ์ เกิดเลื่อมใสศรัทธาท่าน มันไม่แน่นะคนบางคนก็รับได้ในวิธีนี้ ท่านก็สอนแบบนั้นแหละ แบบหลวงปู่ตื้อ แล้วมันก็จริงของท่านด้วย ทำให้เราคิดได้ เป็นคติเตือนใจไว้พิจารณา

ท่านไม่กลัวคนง่ายๆ นะ สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) อยู่วัดสันติธรรมนั้น มีพระติดตามสมเด็จพระสังฆราช คือ มหาวิชมัย อยู่วัดบวรนิเวศ ท่านว่า “หลวงตา หลวงตา สมเด็จฯ ท่านจะมานะ” ไม่สนใจหรอก พูดงั้นอยู่หลายครั้งหลายหนนะ ท่านก็เฉย...มาถึง สมเด็จพระสังฆราช มากราบหลวงปู่ตื้อ ซะ! พระงี้นั่งคอพับไปหมด เวลาท่านจะว่า พระท่านจะว่า “พระไม่รู้ประสา”

ครูบาอาจารย์นั้นก็ใฝ่ธรรมกันทั้งสิ้น แต่ปฏิปทาและความเห็นของแต่ละท่านก็มีแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราจะไปเก็บเอามาซะทุกอย่างไม่ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะคล้ายคลึงกัน


(มีต่อ 5)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 07:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ


หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่แหวนนี้เรื่องทางโลกท่านจะมีความใฝ่ฝันน้อยมากที่สุด จะเป็นเรื่องการอบรมสั่งสอนท่านก็จะมีน้อย เพราะว่าท่านไม่ได้ตั้งใจว่าจะไปหาสอนใคร ถ้าใครอยากรู้อยากสนใจว่า หลวงปู่ทำอย่างนั้นผิดไหม จะเท่ากับอาราธนาท่านแสดงธรรม อีกประการท่านมีแต่ความคิดว่า ทำยังไงจึงจะมีปัญญาพ้นทุกข์ได้ ท่านจะพูดถามแต่เรื่องว่า “เอ้า สำเร็จแล้วรึยัง พ้นทุกข์แล้วรึยัง”

และท่านชอบพูดเรื่อง กุศลา ทำเมา อกุศลา ทำเมา มันเมานะลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ทำเมาทำแทบล้มแทบตาย จนไม่รู้จักพักผ่อนหลับนอน เขาเรียก ทำเมา ส่วนที่เป็นกุศลก็เมาถ้าขาดสติปัญญา เช่น ท่านเห็นการก่อสร้าง สร้างไม่สำเร็จเรี่ยไรบอกบุญสารพัด จนลืมธรรมวินัยไป อย่างนี้หลวงปู่ท่านว่าทำเมา ทำจนไม่รู้ว่านี่คือสมบัติของโลก ตายแล้วก็ไม่ได้อะไร ท่านจะพูดเช่นนี้เป็นประจำตลอด ส่วนอกุศลธรรม คือเรื่องบาปนี้ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็เมาเหมือนกัน มันไม่รู้จักบาป ประมูลโรงฆ่าสัตว์ได้ก็ว่ามีบุญ ประมูลโรงเหล้าต่ออีก ท่านให้เห็นโทษทั้งส่วนบุญก็มีโทษส่วนบาปก็มีโทษ

อีกสำนวนของท่านคือพิธีรีตอง มีโยมคนหนึ่งศรัทธาแรงแต่เห็นผิดเข้า เพราะมีพระบอกว่าถ้าไม่บวชในสิบวันจะตาย จึงไปบวชกับหลวงปู่ ไปขอศีล หลวงปู่ว่า “ไม่ได้อยู่ที่อาตมา” การเป็นพระเณรไม่อยู่ที่พิธีรีตองอะไรใหญ่โตมโหฬาร ให้ทำนิดๆ หน่อยๆ เหมือนเลียใบตอง หลวงปู่แหวนท่านเคยอยู่ปฏิบัติท่านเจ้าคุณอุบาลี ที่เป็นมะเร็งกระดูก ขาท่านหักเพราะชนธรรมาสน์ ขาขึ้นทนได้ เทศน์จนจบ ขาลงลงไม่ได้ มีหมอจีนมาดึงขา ดึงเท่าไรกระดูกก็ไม่ถึงกันซะที พอปล่อยก็ขูดเนื้อ สุดท้ายท่านก็ตายก่อนขาดี

หลวงปู่แหวนเป็นผู้มีความสันโดษ ยินดีตามได้ ตามควร ตามฐานะของท่านจริงๆ เป็นปฏิปทาประจำตัวของท่าน บาตรของท่าน ท่านก็มิได้บอกให้ใครล้าง กลัวบาตรดินเผาท่านแตก เราอยู่ที่นั่นมีพรรษาที่ยี่สิบ ได้ล้างบาตรให้หลวงปู่แหวนและของตนเองด้วย สมัยก่อนใช้ใบไม้ถู เดี๋ยวนี้แฟ๊บ ใบไม้มาทุบไว้ก่อนไม่ให้แข็งจะถูบาตรเสียหาย ใช้ดับกลิ่นในบาตรได้ บาตรไม่มีที่วางก็วางหลังเท้า ไม่ก็ขดใบตะไคร้เป็นวงวาง

สมัยอยู่บ้านปง อ.แม่แตง ถ้าพระเกินห้ารูปแล้ว ท่านจะหนีไปหาวิเวกที่ใดที่หนึ่ง เป็นปกตินิสัยของท่าน “ทำไมหลวงปู่ถึงอยากหนีละครับ” “โอ๊ย มันยุ่ง” ท่านว่า “เดี๋ยวมันก็ติคนนั้น เดี๋ยวมันก็ชมคนนี้วุ่นวาย” ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ปี พ.ศ. 2505 ไม่มีพระมาก สี่ห้ารูปก็ว่ามากแล้ว ตอนเย็นๆ มีโยมทำน้ำปานะให้ฉัน บีบมะนาวใส่น้ำตาลพอกินได้ แม้แต่น้ำตาลก็หาได้ยากเต็มที ไม่มีศรัทธานาบุญเหมือนสมัยนี้

จนปี พ.ศ. 2515 อาจารย์หนู มาขอร้องให้สร้างศาลา เมื่อเสร็จจึงขอโอกาสทำเหรียญรุ่นมะพร้าวแจกญาติโยมเป็นที่ระลึก พอดีมีผู้เขียนว่าทหารอากาศขี่เครื่องบินไปเจอพระรูปหนึ่งอยู่บนอากาศ จึงมาหาดูในบริเวณที่เห็น พบหลวงปู่แหวน เขาก็เข้าใจว่าเป็นหลวงปู่นั้นเอง จากนั้นจึงมีคนขึ้นมากราบไหว้บูชา ทำบุญ ให้ทานเสมอมา จนในครั้งหนึ่งท่านก็เบื่อหน่าย ทั้งคนทั้งพระ โยมไปมาหาสู่มากจึงอยากหนี ท่านจะให้เราพาหนี เลยคิดให้โยมติดต่อไปยังหลวงตาบ้านตาด อาจารย์มหาบัว หลวงปู่แหวนว่า “เออ ไปก็ไป”

แต่หลวงตาบ้านตาดท่านมีปัญญา ท่านว่า ”มาอยู่ที่นี่มันก็ห้ามคนไม่ได้ ห้ามไม่ให้คนไปมาหาสู่ไม่ได้ ที่ไหนตามป่าดงถ้าหลวงปู่อายุมากแล้วไปได้ คนเขาก็ตามไปได้หมดแหละ” ได้ให้คนมารายงานว่าท่านรับไม่ได้ จนสุดท้ายอยู่ที่เดิม

การแสวงหาครูบาอาจารย์ก็เพื่อดูข้อวัตรปฏิบัติ กิริยามารยาทการกระทำของท่านว่า เราจะเอาจุดไหนของท่านมาใช้ได้บ้าง เอาทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ธรรมะจากครูบาอาจารย์ เราต้องดูความขยันหมั่นเพียร การตื่นดึกไม่ลดละความพากเพียร แต่ยุคก่อนไม่เหมือนยุคสมัยนี้ มันไม่มีปลิโพธกังวลมาก คือต่างคนต่างอยู่ วัดใครวัดมัน ไม่ค่อยไปมาหาสู่เท่าไร ไปก็ไปคารวะ ถึงเทศกาลเข้าพรรษาจะไปคารวะขอขมาโทษซึ่งกันและกัน

หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เจอท่านตอนท่านอายุมากแล้ว ป่วยแล้ว จึงมาปฏิบัติท่านเมื่อท่านอายุได้ 80 ปี ป่วยหนักประมาณ พ.ศ. 2510 ได้พยายามเสมอไปเยี่ยมท่าน ท่านก็ดีใจลุกขึ้นมาปราศรัยกันได้ ท่านป่วยอยู่เดือนหนึ่งก็หาย ได้มีการทำบุญฉลองอายุท่าน หลังจากนั้นอยู่มาได้จนอายุเก้าสิบกว่าจึงมรณภาพ

ท่านได้เคยเล่าให้ ฟังว่าสมัยอยู่โหล่งขอด การเดินจงกรมไม่มีเหนื่อย เหมือนเดินบนอากาศ สบายเหมือนไม่มีอะไรบังคับให้เดิน เดินทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีเหนื่อย พอถึงกิจวัตรท่านก็เลิก มันมีปิติไม่วุ่นวายจิตสงบได้นานในการเดินจงกรม หลวงปู่ขาวท่านพูดน้อยเช่นกัน ท่านจะพูดเรื่องการปล่อย การวางอารมณ์ ความยินดี ยินร้ายนี่ ถ้าปล่อยมันได้ ก็ไม่มีภัยไม่มีเวร ไม่มีบาปไม่มีกรรม

ท่านได้เล่าเรื่องของท่านสาเหตุที่ออกบวชว่า ภรรยามีชู้ ท่านอดทนไม่ได้ คิดว่า เอ้า แต่งงานไปซะ ขนาดเขาเล่าให้ฟังยังไม่เชื่อ ท่านต้อนวัวลงไปค้าที่แก่งคอย โคราช สระบุรี ลองย้อนกลับมาเปิดประตูเจอเขานอนอยู่ด้วยกันจริงๆ ว่าจะฟันทั้งสองคน แต่อดได้ ทนได้ เพราะถ้าฆ่าเขาแล้วก็ต้องติดคุก สติปัญญามันเกิดขณะนั้น จึงหักห้ามจิตใจไว้ได้ ท่านว่ามันตื่น ตื่นจากหลับจากหลงว่ามันเป็นของเรา เผลอนิดเดียวกลายเป็นของเขาแล้ว สุดท้ายจึงว่า ถ้ารักกันจริงๆ ก็ให้แต่งงานกันเลยอนุญาต หาคนเฒ่าคนแก่มาเป็นสักขีพยานเลย ยกภรรยาให้แล้วก็หนีมาบวช

คืนหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ได้ผลัดกันปฏิบัติท่านอยู่สององค์เปลี่ยนกับพระอีกสามผลัดๆ ละสี่ชั่วโมง มีพระมากแต่ได้เลือกเอาเฉพาะครูอาจารย์มาปฏิบัติท่านหมุนเวียนกัน อยู่กลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง เราเป็นคู่กันกับอาจารย์ทองพูน สิริกาโม (ภูกระแต) หลวงปู่ขาวท่านเป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น พระเณรจะอยู่กับท่านมาก เพราะความเย็นของท่าน ท่านเห็นภัยของความโลภ ความโกรธของท่านนั่นแหละ

รูปภาพ
หลวงปู่หลุย จันทสาโร


หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่หลุยสิสอนเก่ง ท่านเทศน์อยู่ตลอด ท่านชอบเทศน์เรื่องให้พากันทำความพากเพียร ก็ลงเหมือนกันกับท่านอื่นคือไม่ให้ประมาท หลวงปู่จะขยันทำกลด ท่านเกิดในร่มเศวตฉัตรรึไงก็ไม่รู้ ท่านชอบทำกรดให้พระเณร แม่ออก แม่ชีทั่วไป วันหนึ่งทำได้หลายอัน ร่มกั้นพระพุทธรูปท่านก็ทำ สมัยก่อนท่านไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ เอาเชือกมัดไปก็ไม่ยอม พอไปแล้วก็ไม่ยอมออก ท่านเก่ง หัวไว มีปฏิภาณไหวพริบไว

อย่างวิธีสอนคนของท่านกับเจ้ากรมท่านหนึ่งที่กราบไม่สวยงาม ท่านว่า “ท่านเจ้ากรม ! เป็นเจ้าเป็นนายคนนี่กราบคนเป็นมั้ย...นะ...จะกราบให้ดูนะเอ้า...กราบ” ท่านกราบให้เจ้ากรมดู ให้กราบอย่างนี้ให้ได้เบญจางคประดิษฐ์ยังงี้ๆ ดันหลังเจ้ากรมกราบลง คุณหญิงหัวเราะใหญ่ การสอนของท่านทำให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส

ครั้งหนึ่งที่ประเทศอินเดียในรถไฟ ท่านเอาผ้าครองมาหนุนหัว แขกมาดึงไป ท่านนึกว่าลูกศิษย์จึงยกหัวให้ พอเช้าถามหาผ้า หาไม่เจอแล้ว อุปนิสัยวาสนาบารมีครูบาอาจารย์แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน เวลาท่านพักผ่อน ท่านจะคลุมโปรงทำสมาธิ 1 ชั่วโมง แล้วก็ออกมาทำโน่นทำนี่ต่อ

วัตรปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์

03.00-05.00 น. เดินจงกรมประมาณ 1 ชั่วโมง

05.00 น. จัดสถานที่ฉัน เช็ดถูศาลาการเปรียญ เตรียมบาตร ซ้อนผ้าสังฆาฏิกับจีวรให้ครูบาอาจารย์ ถวายผ้าแก่ท่าน รอท่านคลุมจึงใส่รังดุมลูกดุมสะพายบาตร เดินก่อนท่านจนถึงที่บิณฑบาต จึงถวายบาตร กลับมาจึงล้างเท้าเช็ดเท้าท่าน รื้อสังฆาฏิออกนำไปผึ่งพร้อมจีวร นั่งเฝ้าดูเมื่อแห้งจึงพับเก็บอย่างดี จัดที่ฉันจนกระทั่งล้างบาตร กรองน้ำเพื่อใช้และถวายท่าน จึงกลับกุฏิ

15.00 น. กวาดตาด (ลานบริเวณวัด) ต้มน้ำร้อนให้ครูบาอาจารย์ไว้สรงตักน้ำ หิ้วใส่ตุ่มไว้เต็ม กวาดถูกุฏิครูบาอาจารย์และอื่นๆ ร่วมกับพระเณรสรงน้ำพระผู้ใหญ่

18.00 น. ฉันน้ำร้อนหรือน้ำปานะ (ถ้ามี) เดินจงกรม หรือไหว้พระสวดมนต์กรณีมีพระจำนวนมาก

22.00 น. กลับที่พักทำความเพียร

“เมินเฉยไม่ได้
ใครอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของใคร...
เป็นกิจวัตร เรียกว่า อาจริยวัตร”


รูปภาพ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม


หลวงปู่ชอบ ฐานสโม สมัยนั้นท่านยังไม่เป็นอัมพาต ท่านมีการปฏิบัติ เดินจงกรมภาวนาเป็นส่วนมาก การอบรมสอนมีน้อยมาก สอนคนด้วยการกระทำความพากเพียรได้ดูปฏิปทาของท่าน ท่านพูดน้อยนี่ความผิดก็มีน้อย คนพูดมากความผิดก็มีมาก นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ให้เราเป็นตัวอย่างในการปฏิบัติ อยู่ด้วยกันที่นั้นกับอาจารย์บัวคำซึ่งท่านเป็นหลักในการปฏิบัติต่อหลวงปู่

หลังจากนั้นท่านเป็นอัมพาตครั้งแรก แล้วท่านหายเดินไปมาได้ จนระยะหนึ่งมาเป็นอีก ทีนี้ไปไม่ได้แล้ว เราอยู่ในฐานะผู้อยู่ฟังเทศน์ฟังธรรม แต่จะให้ท่านมาสอนว่าต้องทำอย่างงั้นทำอย่างงี้ท่านไม่พูดหรอก ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์จะแนะนำคล้ายๆ กันนั่นแหละ เจอครูบาอาจารย์มาเยอะแยะที่พูดน้อยที่สุด คือหลวงปู่ชอบ ถามอะไรก็ได้คำตอบเดียวเท่านั้น เช่น อร่อยไหม-เออ ! ไปตรงนั้นมั้ย-เออ ! ไปไม่ถูก-เออ !

ตอนปี พ.ศ. 2513 หลวงปู่ชอบยังเป็นปกติยังไม่เป็นอัมพาต ท่านได้มาเล่าเรื่องไปเที่ยวพม่าให้ศรัทธาญาตโยมฟังในงานเผาศพหลวงปู่พรหม ท่านมาเป็นอัมพาตหลังจากนั้นเราได้มาปฏิบัติท่านอยู่ สมัยนั้นคนรู้จักน้อย ท่านมาอยู่โรงพยาบาลนานเข้าก็มีคนรู้จักมากขึ้น อาจารย์บัวคำคุ้นเคยกับท่านดี เป็นผู้ปฏิบัติดูแลท่านเป็นประจำ

หลวงปู่ชอบท่านเป็นคู่กับหลวงปู่ซามา อจุตโต ไปทำบุญโรงสีของคุณศิริชัย บูลกูล หลวงปู่ซามาพรรษาใกล้กับหลวงปู่ชอบซึ่งตอนนั้นเป็นอัมพาตแล้ว ใส่รถเข็นไปเลยแซวท่านว่า ท่านนอนเฉยๆ ได้ห้าหมื่น “เอาเศรษฐีมาค้า” หัวเราะกัน ท่านมีแต่หัว (เราะ) กับยิ้มนะ จะมีคนขอท่านว่า เอ้า หลวงปู่ชอบ ยิ้มให้ลูกหลานหน่อยเป็นประจำ

รูปภาพ
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้ฟังเทศน์ท่านเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง แม้จะได้พบท่านที่ภูเก็ตปี พ.ศ. 2498 (ที่ไม้ขาว) ท่านเป็นนักเทศน์ นักแสดงธรรม อบรมเก่ง และชอบตั้งกฎระเบียบให้หมู่คณะประพฤติปฏิบัติตามกฎ เพราะยุคนั้นเป็นยุคที่กำลังรบกัน รบด้วยความสงบก็ว่าได้ กับพระฝ่ายมหานิกายที่เขาไม่อยากให้ไปตั้งทางภาคใต้

สมัยก่อนคณะธรรมยุตมีน้อย เมื่อไปอยู่ทางใต้นี่ก็เลย...เขาไม่อยากให้มี เพราะถ้ามีแล้วมันเหมือนไปทุบหม้อข้าวหม้อแกงเขา ก็เลยมีปัญหาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางภูเก็ต พังงา ในยุคสมัยนั้นจึงยากลำบากพอสมควรในการเป็นอยู่ จนกระทั่งพี่น้องตัดขาดจากกัน แม้แต่พ่อแม่ถ้าหากใครไปเลื่อมใสสนับสนุนธรรมยุต สำหรับญาติโยมน่ะนะเขาจะตัดพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลานก็มี อันนั้นเป็นยุคนั้น จึงยากลำบากในการเผยแพร่ศาสนา จึงต้องอาศัยความอดทนพากเพียรแก้ปัญหาพูดง่ายๆ ก็คือ รบกับกิเลสตัวเองน่ะแหละดีที่สุดไม่ใช่ไปรบกับใคร ต่อสู้แบบอหิงสา สู้ด้วยอรรถด้วยธรรม รบกับความคิดเห็นที่ต่างคนต่างเห็น ต่างคนต่างเข้าใจว่าเราทำดีก็มีอย่างนั้น

เหตุนั้นการเผยแผ่ศาสนาทางภูเก็ต พังงา จึงลำบากมากมีการต่อต้านกันพอสมควร แต่ก็สู้อำนาจแห่งความดีไม่ได้นะ จนมีวัดอะไรเยอะแยะ เป็นเจ้าคณะจังหวัดตั้งหลายจังหวัดนะ เมื่อหลวงปู่เทสก์ไปอยู่ ก็มีวัดเกิดขึ้นทั้งภูเก็ต พังงา กระบี่ มีเจ้าคณะจังหวัดขึ้นมาที่จังหวัดภูเก็ตคือหลวงปู่เทสก์นั่นแหละเป็นองค์แรก ท่านได้เลื่อนขึ้นเป็นพระนิโรธรังสีนั่นแหละ จึงเป็นเหตุให้ท่านหนีขึ้นมาที่จังหวัดหนองคาย เราได้ไปคารวะอยู่เป็นประจำเพื่อฟังโอวาทจากท่าน

รูปภาพ
ท่านพ่อลี ธัมมธโร


ท่านพ่อลี ธัมมธโร การแสวงหาโมกขธรรมจากครูบาอาจารย์นั้น ไม่ใช่ว่าเราจะไปเอาของท่านทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะไปดูศึกษาเรียนรู้ปฏิปทาของครูบาอาจารย์นี้อะไรดีที่เราเห็นว่าเป็นประโยชน์ตนเองและบุคคลอื่นเราก็นำมาปฏิบัติ ฝึกตน หัดตน เตือนตน สอนตนอยู่อย่างนี้แหละ มันเลยยากที่ว่า ครูบาอาจารย์องค์นี้ท่านให้อรรถให้ธรรมอะไรบ้าง เพราะแต่ละองค์ก็จะอบรมสั่งสอนแบบเดียวกันทั้งนั้น คือ สอนให้คนมีปัญญา

คนมีปัญญานี่ไม่ใช่คนมีปัญญานั้นจะเป็นคนเลิศประเสริฐเสมอไป ปัญญาถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดก็เป็นคนชั่วได้เหมือนกัน ฉะนั้นการเข้าพบหาสมาคมกับครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองค์จนแทบจะจำไม่ได้ ก็มีจุดมุ่งหมายคือว่า เราจะเอาประโยชน์คือความรู้ ความฉลาดที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นอรรถเป็นธรรมโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ท่านพ่อลีโดยมากจะอบรมทั่วๆ ไป ที่ได้อยู่ปฏิบัติต่อท่านนั้น มีวันหนึ่งที่เห็นว่าท่านแปลก ตอนอยู่วัดสันติธรรม ประมาณ พ.ศ. 2503 หลังงานฉลองกึ่งพุทธศตวรรษ ท่านไม่สบายในยุคนั้นสมัยนั้นเกี่ยวกับโรคหัวใจโต ท่านไปพักรักษาตัวอยู่ที่เชียงใหม่ วัดสันติธรรม ท่านให้เรานำหลอดไฟกลมๆ มาให้ ให้ไปต่อแล้วเอามาแขวนไว้ที่ท่านนอนตะแคงนี่ ท่านจะเพ่งไฟอันนี้ ท่านเรียกว่าเพ่งกสิณของท่าน เราก็เข้าใจว่า ท่านเพ่งกสิณนั่นแหละ เพื่อจะบรรเทาเวทนาให้จิตมันวาง มันว่างจากอุปาทานในธาตุขันธ์ของท่าน ท่านอาจจะมีเวทนาในธาตุขันธ์แบบใดแบบหนึ่ง ท่านจึงสั่งให้เราหาหลอดไฟกลมๆ เล็กๆ มาให้ ท่านก็นอนภาวนาอยู่อย่างนั้น เราก็คอยหาน้ำร้อน น้ำเย็นมาคอยถวายท่าน มาไว้ท่านจะได้ใช้

สำหรับท่านพ่อลีนี่อยู่นี่ประมาณเดือนหนึ่งได้มั้ง ได้ปฏิบัติท่านอยู่นี่ จนท่านได้เข้าไปโรงพยาบาล หมอก็ไม่ให้ใครไปเยี่ยม ท่านก็สั่งไว้ว่าไม่ต้องไปเยี่ยม ก็เลยพอ ท่านไปอยู่โรงพยาบาลแล้ว จึงไม่ได้ตามไปปฏิบัติเพราะหมอเขาไม่ให้ใครวุ่นวายกับท่าน ก่อนหน้านั้นก็เจอกับท่านเป็นครั้งคราว เช่น พ.ศ. 2501 อยู่เมืองเถินบ้าง (ลำปาง) ท่านไปเยี่ยมลูกศิษย์ลูกหา จนกระทั่ง พ.ศ. 2503 นี่แน่นอนล่ะ ไปอยู่วัดสันติธรรม ท่านไปพักผ่อนอยู่ ท่านเคยฝึกอาณาปานสติที่ประเทศอินเดีย อยู่กับพวกฤาษี ฝึกสมาธิสมาบัตินั่นแหละ ท่านก็อาศัยกสิณนี่แหละ เป็น (บท) บาทของการประพฤติปฏิบัติ


๏ ความรู้ ความฉลาด
ไม่ใช่จะได้จากนักปราชญ์บัณฑิตเท่านั้น


ความรู้ ความฉลาด ไม่ใช่เราจะเอาจากนักปราชญ์บัณฑิตแต่ถ่ายเดียว ถ้าเป็นทางโลกก็เรียกว่าจบดอกเตอร์ ถ้าเป็นทางธรรมก็เรียกว่า ผู้ศึกษาจบเปรียญเก้าประโยคเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วนี่ แม้ตั้งแต่เด็ก เราก็มีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ความดี ความชั่ว ได้สติปัญญาจากเด็กหรือบุคคลที่ไม่รู้เดียงสานั้นแหละ

ได้เป็นครูบาอาจารย์แนะนำ ตักเตือน ลูกศิษย์ลูกหา ศรัทธาญาติโยม มาจนทุกวันนี้ ก็เอาความรู้จากญาติโยม จากพระเณรที่ทำผิดๆ ถูกๆ เราก็ได้ปัญญาซึ่งเกิดจากสิ่งเหล่านั้น เช่นการเข้าห้องน้ำ บางทีก็รู้ว่าห้องน้ำไม่สะอาดเนี่ย ความสกปรกมันเกิดจากอะไร มันเกิดจากการไม่รักษา ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้รักสวยรักงาม รักความสะอาด มันก็สะอาดไม่ได้ นี่แหละทำให้พวกเราได้ความรู้ สติปัญญา จากสิ่งที่ไม่สวยไม่งามไม่ดีทั้งหลายเหล่านี้แหละ

ฉะนั้น สติปัญญา ความรู้ ความฉลาด ไม่ใช่จะเอาจากนักปราชญ์บัณฑิตเท่านั้น ถ้าหากเรามีความระแวงระวังสังวรอยู่ เราก็จะรู้ความดี ความชั่วได้ ทั้งคนโง่ ทั้งคนฉลาด จากญาติโยม พระเณร เขาสอนครูบาอาจารย์ เราอย่าไปคิดว่าเราสอนเขาอย่างเดียว เขาก็สอนเราเหมือนกัน เหมือนแมงป่องมันสอนนี้แหละ มันต่อยเอาก็รู้เอง ทีหลังจะได้รู้ว่านี่เออ...แมงป่อง จะได้รู้และมีสติปัญญามากขึ้นล่ะซี่

อย่างพระเณรเข้าห้องน้ำไม่ถอดรองเท้า เราอายคนอายญาติโยม ครูบาอาจารย์ก็ทำความสะอาดซะเอง คือเขาสอนเรา ที่นี่เราก็จะได้สอนเขา ครูบาอาจารย์ก็เอาศรัทธาญาติโยมนั้นแหละ ได้บุญนะ ห้องน้ำไม่สะอาดก็ไปเช็ดกวาดถูเอง ศาลาไม่สะอาดก็ไปทำความสะอาด ทำให้เป็นตัวอย่างของคน ก็ได้สอนคนสอนลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาญาติโยมไปในตัวเราเลย ได้สติปัญญา ความรู้ ความฉลาด จากสิ่งที่มันไม่ดี อย่าไปคิดเอาความรู้แต่เฉพาะกับคนฉลาดนะ

แม้แต่สัตว์ลูกเล็กเด็กแดง คนโง่ๆ ก็ทำให้เราเกิดปัญญานะ ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม มันสอนเราหมดทุกอย่าง มันไม่มีผิดถูก ไม่มีชั่วดี ไม่มีสะอาดสกปรก เราจะมีปัญญาได้ไง มีตาก็เหมือนตาไม้ไผ่ มีหูก็เหมือนหูกระทะ เห็นแล้วไม้ได้นำมาคิดพิจารณาอะไร เลยไม่รู้เรื่อง เลยไม่มีปัญญาอะไร ตาไม่บอดก็เหมือนบอด หูไม่หนวกก็เหมือนหนวก มีตาอยู่ หูก็มีอยู่ แต่ไม่มีปัญญาปกป้องคุ้มครองตนเองให้พ้นจากทุกข์ได้ มีแต่จะนำเรื่องที่ก่อให้เกิดทุกข์เข้ามาสู่กายใจร่ำไป

การศึกษาการเรียนรู้ก็ต้องศึกษาไปอย่างนี้ อย่าไปคิดว่าเราเกิดมาแล้วไม่มีโอกาสนะ ความจริงแล้วเรามีโอกาสเท่าเทียมกันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเกิดในชาติตระกูลอะไร แต่ความจริงแล้วเราทำให้ตัวของเราหมดโอกาสเอง เพราะเราเข้าใจว่าเราเกิดมาบุญน้อย วาสนาบารมีน้อย เกิดมาเป็นคนอาภัพอับจนก็เลยเป็นคนหมดโอกาส อันนี้เป็นความรู้ผิดเห็นผิด คิดผิด

สำคัญว่าเราเลวกว่าเขาก็ผิด ถ้าเราสำคัญว่าเราเสมอเขาก็ผิด ความเห็นแบบนี้เป็นความเห็นผิด สำคัญว่าเราดีกว่าเขาอันนี้ก็เป็นความเห็นผิดเช่นเดียวกัน เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดสามอย่าง ความเห็นผิดเหล่านี้จะปิดบังความรู้ ความฉลาด สติปัญญา บุญวาสนาบารมี ไม่ให้บารมีเกิดขึ้นได้ เพราะความสำคัญผิด

ฉะนั้น การศึกษาจะเป็นศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขาก็ดี อันนี้มันไปด้วยถ้าไม่มีศีล สมาธิก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้ ความสงบระงับเยือกเย็นเป็นสุขก็ยาก คนทำชั่วอยู่เนี่ยจะให้จิตสงบเยือกเย็นมันเป็นไปได้ยาก ปากว่าพุทโธ แต่ใจไปทางอื่นแล้วนะ ยังคิดเรื่องไม่ดีอยู่นั่นเรื่องชั่วอยู่นั่น มันจะเป็นสมาธิไม่ได้ สงบระงับความฟุ้งซ่านรำคาญก็ยังไม่ได้ แล้วจะให้มันสงบจากบาปธรรมทั้งหลายได้ยังไง มันต้องอาศัยสมาธิปัญญาพินิจพิจารณาให้เห็นผล เห็นเหตุเห็นอรรถเห็นธรรม จะเป็นรูปธรรมนามธรรมก็ตาม

ถ้าเรารู้เราเห็นแล้วมันจะง่ายต่อการประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อออกจากทุกข์ได้ เหมือนเราเห็นงูพิษ ถ้าเรารู้ว่างูพิษ งูนั้นก็กัดเราไม่ได้ เราจะหลีกเลี่ยงมันให้ไกล เราเกลียดกลัวความสกปรก เราก็จะรักษาให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาได้ ฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ท้อแท้ อ่อนแอ ดูถูกตัวเอง ว่าเรามีบุญน้อยวาสนาน้อย เพราะความสำคัญผิด คิดว่าเราไม่มีวาสนา อาภัพอับจน ถ้าคนเราคิดงี้ก็จะเกิดความท้อแท้ ไม่มีกำลังในการสร้างความดี ทำความดีใส่ตนเองได้ เพราะสำคัญมั่นหมายว่าเราไม่มีบุญ

ฉะนั้น ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ศึกษาภาวนา อย่าไปท้อถอย ทำให้มากเจริญให้มาก ไม่ต้องกลัวว่ามันผิดไม่ต้องกลัวว่ามันจะถูก ถ้ามันไม่ผิดไม่ถูก เราก็ไม่รู้จักความดีความชั่ว ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม ก็จะนำความดีมาสู่ตนและบุคคลผู้อื่นไม่ได้ สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่ว่าอะไร คน สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา มันก็มีดีมีชั่วอยู่ในตัวของมันเอง พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ผู้จะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ถ้าขาดความพากเพียร ความรู้ ความฉลาด สติปัญญา วาสนาบารมีจะเกิดขึ้นไม่ได้ อย่าไปท้อถอยในการสร้างความดี อันนี้เป็นการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อเห็นโลกก็เห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมก็เห็นโลก รู้โลกรู้ธรรม แล้วก็จะรู้จักสิ่งที่ชั่วเองแหละ

รูปภาพ
หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร กับ หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ


(มีต่อ 6)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 07:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ บันทึกคติธรรมและธรรมโอวาท

แค่ลงมือทำ

พระอริยเจ้าท่านก็ทำแบบเรานี้แหละ ผิดบ้างถูกบ้าง ได้บ้างเสียบ้าง แต่ไม่ทิ้งทางไป

ลด ละ เลิก

บุหรี่เลิกไม่ได้ ก็เสร็จหมาเท่านี้ แค่กิเลสหยาบๆ ยังละไม่ได้ จะหากิเลส

หาอยู่หากิน...หาตาย

การเบียดเบียนตัวเองนี่ ไม่ใช่ต้องฆ่าตัวตายหรอก เพราะความโกรธความโลภความหลงของเรามันฆ่าตัวเราเอง อย่างการทำงาน หาเงินหาทองนี่ วุ่นทั้งวันทั้งคืน นอนน้อยที่สุด อายุสั้น อุปโภคบริโภคโดยไม่มีประมาณ จึงทำให้ชีวิตสั้นลง ภาษาโลกๆ คือมันทุกข์เพราะความไม่พอของเขาเอง มีเท่าไรๆ ก็ไม่พออยู่นั้นเอง

เราจะเห็นในประวัติศาสตร์ต่างๆ มากมาย เป็นการสร้างภัย สร้างเวร สร้างกรรมขึ้นมา เมื่อรู้ก็สายเสียแล้ว แก้ไขไม่ได้ ทำมาเยอะแล้ว เลยไม่มีโอกาสแก้ ตายไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรแม้แต่ทรัพย์สมบัติที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่ได้อะไรซักอย่าง เศรษฐีตายหลายคนแล้ว เราไปทำงาน แม้แต่ฟันทองในปากเขาก็ยังไปงัดเอา เขาบอกพ่อแม่ให้เขาซะอีกแน่ะ

ขี้โลภ

ให้มีทาน มีศีล มีภาวนา ไม่มีภาวนาก็ภาวนาสิ ทำให้เกิดสิ ไม่ใช่อยากได้แต่ไม่ทำ คนสมัยนี้ทำงานนิดหน่อย อยากได้เงินเดือนมากๆ นั่งสมาธิวันละ 5 นาที 10 นาที กันยังไม่ทันอุ่น อยากพ้นทุกข์ ให้หมั่นสะสมไว้ต่อไปจะได้มีจะได้เป็น สะสมไว้ ไม่ได้ใช้ในพระนิพพานนะ ใช้ในวัฏฏะ ให้ทำก็เพื่อจะต้องไปเกิดน่ะแหละ เพราะยังต้องเกิดเลยต้องทำ มันเกิดแน่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เกิด ถ้าไม่เกิดแล้วก็แล้วไป

รู้ก็ไม่เห็น เห็นก็ไม่รู้

การนั่งหลับตาก็นั่งคิดปรุงแต่งไปอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องไปหลับตาเห็นนิมิตอะไรหรอก ลืมตาก็เห็นแล้วเหมือนกัน จะไปหาหลับตาทำไม คนไม่มีปัญญาลืมตาก็ยังไม่เห็น ไม่เห็นความดี ความชั่ว ความเสื่อม ความเจริญ สุข ทุกข์ ยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ลืมตาดูแท้ๆ

มารคืออะไร

เราไม่เคยเห็นพญามาร เคยเห็นแต่ความคิดนี่แหละมันเป็นมาร

จะเอาอะไรก่อนตาย

อยู่ไปเพื่ออะไร ต้องการอะไร ความสุขล่ะเราได้ไหม ไม่ได้เพราะเราไม่เอาเอง พระพุทธเจ้าท่านบอกวิธีไว้หลายวิธีเราไม่ทำซะที อยากรวย รวยหรือยัง อายุมากแล้ว หรือจะเอาสวย ใกล้สวยเป็นนางสาวจักวาลหรือยัง มีแต่ไม้เท้า 3 ขา 4 ขา น่าเกลียดขึ้นทุกวัน พญามัจจุราชไม่เคยรอใคร ความตายไม่เคยบอกว่าวันไหน อย่าโอ้เอ้โลเล เสียเวลาที่ได้เป็นคน ไม่อบรมสร้างสมบารมี จะได้ มรรคผลยังไง เหมือนอยากกินข้าวไม่ปลูกข้าว จะได้กินยังไง ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า อาจชาตินี้ก็สำเร็จก็ได้ ให้ทำเสมอ ให้ทำเอา อย่าได้มีอกุศลในใจเหมือนสนิมกินเหล็ก ให้ขูดขัดเกลาจนเหลือแต่เหล็กขาวๆ เหมือนจิตใจขัดเกลาเข้าตามมุ่งมาดปรารถนา ก็จะขาวสะอาดได้ ให้รู้ว่าตนเองยังจน ยังไม่พอ ยังน้อย ไห้รีบทำ ให้รู้

ไม่แน่

แค่ขนเม่นก็ทำให้คนฆ่ากันได้ ปกติล่าเนื้ออะไรมาได้ก็จะแบ่งเท่าๆ กัน ล่าช้างมาตัวใหญ่แบ่งได้เนื้อเยอะ ขนมันนิดเดียว นี่ขนเบ้อเริ่มแบ่งเนื้อให้นิดเดียว นี่นะขนบังตา ภาพลวงตานิดเดียวลวงใจไปด้วย...สร้างภาพขึ้นมาแล้วก็หลงผิดไปได้ เรื่องเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ได้เท่าที่ทำ

ไม่ใช่แค่หัวโล้นห่มผ้าเหลืองจะเป็นพระนะ ผ้าขาวก็เป็นได้ใจมันก็เป็นพระเอง นี่เราอยากได้เป็นพระอรหันต์ อยากนิพพานแต่ไม่ทำเอา มันก็ไม่ได้ มันได้เท่าที่มันเป็นนั่นแหละ คือเป็นทุกข์ ไม่อยากเป็นก็ต้องเป็น

วายวอด

กิเลสกินได้ทุกอย่าง มีเงิน 100 ล้านก็ยังทุกข์ น่าอนาถนะคนนี่ กิน 24 ชั่วโมงก็ได้ ขอแต่อยาก กินได้ตลอด มันเป็นทุกข์ตัวเองน่ะแหละไม่ใช่คนอื่น ให้มีกินตลอดชีพ มีกายวาจา ทำดี ใจคิดดีก็พอแล้ว กว่านั้นมันเป็นเรื่องของกิเลส กิเลสเป็นโรคที่ไม่มีปริมาณเหมือนไฟที่ไม่เบื่อเชื้อ ท่านจึงให้รู้จักปริมาณ

หนีไม่พ้น

เรามานั่งให้เป็นนอนให้เป็น มันเป็นไม่ได้ ดีไม่ได้แน่ๆ พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติจึงเป็น ยิ่งกลัวทุกข์ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก กลัวตายก็ไม่พ้นตาย กลัวเจ็บไม่พ้นเจ็บ ยิ่งกลัวแก่ยิ่งแก่ง่าย ให้ตั้งใจภาวนาอย่าท้อแท้ กลัวล้มกลัวตายต้องปฏิบัติ

เมื่อรู้จริงก็ทิ้งทุกข์ไปได้

เมื่อรู้จริงแล้วไม่ทำอะไรก็หายกลัวเอง เหมือนกลัวผีหลอก ก็ให้ฝึก เหมือนโดนเขาด่าเมื่อเรารู้แล้วว่าเขานิสัยอย่างนี้ ก็ไม่ต้องว่าอะไร

รู้จักเก็บ

จิตใจเหมือนตะกร้า ให้เลือกเฟ้นแต่สิ่งดีๆ ใส่ อย่าหาขี้หมู ขี้หมา ขี้โกรธ ขี้โลภใส่ ขึ้นชื่อว่าขี้ นี่ไม่ดีนะ

ตัวกูของกู

แม่ที่ลูกตายก็ครวญครางเพราะเห็นว่าเป็นลูกเรา อันที่จริงมันไม่ได้เป็นลูกใครหรอก หนอนอยู่ในตัวเราเป็นร้อยเป็นพัน มันก็ว่าของมัน ยุงมากินเรามันว่าว่าลาภมัน เราก็ว่าของของเรา จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นของใคร มันเป็นสมบัติโลก

หูกระทะ

ฟังธรรมแล้ว ให้ฝึกภาวนาไปด้วยไม่งั้นหูก็เหมือนหูกระทะ เอาไม้ขัดไว้ หามของหนักๆ เท่านั้น

หมดอายุสังขาร

เขาทุกข์ ทุกข์บินมาหา เขาคิดแต่ว่าของเขาคนเดียว ที่จริงแล้วมันทุกบ้านทุกประเทศ ทุกที่เขาตายกัน นอนอยู่ดีๆ ก็ตาย เขียนหนังสือก็ตาย ขับรถมาประจวบเข้ากันพอดีก็เลยตาย มันหมดบุญ หมดเวลา เรียกว่ากรรมน่ะแหละ ใครจะไปตั้งใจตาย มันไปตายเอง ขึ้นเครื่องบินก็ตก บก-น้ำก็ตาย เรือชนก้อนหินก็ตายอีก ท่านว่าหมดบุญ หมดแล้วนะ ถึงเวลานั้นตายแน่ๆ หมอนั่งเฝ้าอยู่ยังตาย พ่อหมอ แม่หมอก็ตาย ใครจะรักษาได้ ความตายเป็นสัจธรรม แต่เราไม่รู้ว่าใครสร้างวาสนาบารมีมาแค่ไหน เราไม่รู้จริง เรื่องสังขารร่างกายมันหมดบุญแล้วก็ต้องแตกดับ จะว่า โอ้ย ขอให้อยู่ไปก่อน เออ ! เวลามันไม่ตายก็อยู่ได้หรอก ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันตก ยังไม่ตายก็มี กรรมมันรักษาไว้ ให้รู้แล้วจะเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติยังไงกับตนและผู้อื่น

อย่าสู้เพียงแค่เป็นอาหารหนอน

ให้เอาตายสู้เลยบางครั้ง นั่งนอนอยู่เฉยๆ มันก็ต้องตาย เมื่อไหร่จะทำความดีล่ะ ไหนๆ ก็จะตายแล้ว ถ้ามันมีเหตุควรตายก็เอาตายสู้ให้ใช้ปัญญา นักปฏิบัติ...ไม่ใช่ฆ่าตัวตายสู้แบบโง่ๆ ให้สู้ด้วยความฉลาด อย่าไปตายโง่ๆ คำว่าสู้ตาย สู้ตาย ต้องสู้แบบมันไป ไม่มีทางหลบหลีกแล้วก็สู้อย่างนั้น บางคนครูอาจารย์ดุด่าว่ากล่าวก็น้อยใจ กินยา หรือหลบไปอดอาหารตายในถ้ำ ตายไปไม่เห็นน่าอัศจรรย์อะไร เป็นประโยชน์ก็แค่อาหารหนอน

หาจนตายไม่มีวันเจอ

สิ่งที่เขามี...เขาเป็น เพราะเขาทำมา ไม่ใช่แค่ปรารถนาแล้วจะได้ ท่านจึงให้สร้างไว้พึ่งพาอาศัย เกิดมาได้เป็นคนสวยงาม ร่ำรวย ให้คิดนี่แหละคือบุญที่ทำไว้ ให้ระลึกถึงบุญเป็นอารมณ์ ให้รู้ตัวเลยว่า เราได้ทำบุญไว้ รักษาศีลไว้ เจริญภาวนาไว้ ผลที่เว้นบาปทำบุญสร้างสมความดีบารมีจนแก่กล้า ถ้ามิได้ทำไว้หรือทำชั่วไว้เกิดมาก็ทุกข์ก็ยากจน พยายามขวนขวายหาเงินหาทอง หาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เหมือนเราหาของที่ไม่มี หาอะไรก็ไม่เจอ เพราะไม่ได้ทำไว้ หาเท่าไหร่จึงไม่มี

เลือกเป็นได้

อยากร่ำ อยากรวย อยากสวย อยากงาม ต้องทำยังไง ให้รู้จักเหตุของมัน รู้แล้วก็ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านว่าคนจะเกิดในตระกูลสูง ต้องมีกิริยาอ่อนน้อมไม่กระด้าง มีระเบียบวินัยเป็นวัตร ทำอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อย รักความสะอาด หายก็รู้อยู่ก็งามตา จะทำให้เกิดในตระกูลสูง

ใครทำใครได้

อย่าไปคอยให้คนนั้นคนนี้ทำให้นะ อย่าไปคอยเวลานั้นเวลานี้ ชีวิตมีอยู่โอกาสมีอยู่ให้รีบทำความดีเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เกิดนะ ยังไงก็เกิด...ในภพในชาตินี้เพราะมันไปยืดถือขอให้เกิดเป็นงั้นงี้ เออ...อ ถ้ามันขอได้คงมีแต่คนรวย ไม่ทุกข์ ไม่ยาก ไม่ขี้เหร่ ไม่จน มีแต่ฉลาด ถ้ารอวันนั้นวันนี้เวลานั้นเวลานี้ มันจะไม่ได้ทำนะ กิเลสมันหลอกไปเรื่อย เลยไม่ได้ปฏิบัติมีแต่เวลาของกิเลส

กัดแหลก

หมากัดเรา เราจะไปกัดหมาเหรอ ใครจะได้เปรียบเสียเปรียบใคร วิ่งตามมันทันเหรอ กัดสู้มันได้เหรอ มันก็มีแต่เสียเปรียบมันวันยังค่ำ

ยังไงก็ตาย

สังขารมีแต่เสื่อม หาเสื้อมาห่ม คลุมหัวกลัวหวัด ถูสบู่ให้ หาอาหารดีๆ ให้ สบู่ไม่หอมก็ไม่เอา ดูสิ ดูแลดีขนาดไหนก็ยังแก่ยังเจ็บ ก็ตายอยู่ดี เดือดร้อนทุกข์ไม่สบายกาย-ใจอยู่ดี จึงให้มีปัญญา

เสียชาติเกิด

ตำรวจผู้หนึ่งจี้ปล้น ข่มขืน ใช้อำนาจในทางที่ผิด ความโง่ทำลายตนเอง สุดท้ายจนมุมยิงตัวตายหนีทุกข์ ลงนรกยิ่งทุกข์กว่านี้ด้วยซ้ำ อุตส่าห์เกิดเป็นมนุษย์

เหตุเกิด

ข้องอยู่ตรงไหนก็เกิดตรงนั้น ติด (ตา) อะไรก็เกิดที่นั่น

ไม่มีอะไรก็ไม่ทุกข์สิ่งนั้น

หมั่นพิจารณาดูคุณโทษมันจึงจะละได้ ตาก็มีคุณมีโทษ หูมีคุณมีโทษ ฟันก็มีคุณมีโทษ (เทศน์ขณะปวดฟัน) ทุกอย่างมีคุณมีโทษทั้งนั้นในโลกนี้ ถ้าเข้าใจแล้วก็ปล่อยมันเถอะเรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา พิจารณาดูว่าถ้าเราเกิดอีก ฟันต้องมาหลุดอีก ตามาฝ้าฟางอีก พิจารณาดูแล้วมันจะไม่อยากเกิดสารพัดจะเป็น โอ๊ย ร้อน-หนาว โอ๊ย รวย-จน ก็เป็นแบบนี้แหละในสงสารนี้

ไฟไม่เบื่อเชื้อ

ให้พิจารณาอย่าให้อารมณ์แก้ปัญหา เอาอารมณ์เข้าแก้คือเอาเชื้อเพลิงโยนเข้ากองไฟยิ่งไหม้หนัก จึงต้องหาวิธีลดละ ปล่อยวาง ไม่โยนเชื้อเข้าไป ไฟมันก็ดับเองเย็นลงเอง ให้มีปัญญาวิธีแก้ความโกรธ หลง ราคะ โทสะ มีสติกลั่นกรอง มันร้อนเพราะมีเชื้ออยู่ เชื้อไฟเหมือนถ่านนะ ถ้าเราวางปล่อยไป ความร้อนจะลดลง

ความหลุดพ้น

หลุดพ้นคำนี้คือหลุดพ้นจากความชั่วน่ะแหละ ทุกข์มันจะหายไปสุขมันจะเกิดมาแทนที่ จนสุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา มันจะเป็นไงก็ช่างมัน แต่ว่าไม่ใช่มันไม่รู้หรือไม่มีนะ มันเกิดจากร่างกายนี้ มันเกิดมาเราไม่เอา มันก็จบเท่านั้นเอง มันเห็นธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามอารมณ์ (สัญญา) นะ ต้องรู้ถึงจิตใจจริงๆ สุขมันก็ยังเป็นทุกข์ ทุกข์มันก็ยังเป็นสุข มันไม่หนีไปไหน

(ไม่) ฝืนกระแส

เรื่อต่ำๆ เลวๆ นี่มันจะง่ายนะ หล่นลงไปง่าย เรื่องดีๆ นี่มันต้องฝืนประพฤติปฏิบัติ ความพากเพียรอดทนไม่มี ขยันหมั่นเพียรไม่มี สติไม่มี สมาธิไม่มี ปัญญาก็ไม่มี มันขาดไปหมดนะ ไม่ต้องฝึกหัด มันไหลลงที่ต่ำที่เลว ความสุขมันเกิดขึ้นแว๊บเดียวช่วงนั้น ความสุขที่เกิดจากความยินดีแป๊ปเดียวก็จบ เช่น ดูหนังเดี๋ยวก็จบ เงินหมด กลับบ้าน เมียด่า

ไม่เที่ยง

อย่าจริงจังอะไรเลยในโลกนี้ เราเคยเห็นคนจนมากกลับรวยขึ้นมามาก คนรวยมากเสื่อมจนลงมากก็มี

(ผม) คากิน (ครับ)

ทำไมคิดว่าบวชแล้วมันทุกข์ยากหลาย เพราะมันต้องกินมื้อเดียว ไม่ได้กินตามใจอยาก หรือกินมาก ต้องหามาก หานี่ลำบากนะเวลาหามา เหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงให้กินมื้อเดียวแค่กันตาย กินมากก็ตายนะ กินอร่อยหรือไม่อร่อยก็ตาม ก็ป่วยแก่นะ ไม่เลือกหรอก

บารมี

บางคนให้ทาน แต่ไม่ชอบบอกคนอื่นให้ทาน จึงมีโภคทรัพย์แต่ไม่มีบริวาร บางคนไม่มีโภคทรัพย์ แต่มีบริวาร เคยไปงานศพ คนตายไปจ๊น...จน แต่มีคนมาช่วยมากมาย มาทานให้หลายๆ ก็มี

หาดีตรงไหน

ทำไมสิ่งเลวๆ ทำง่ายเหลือเกิน สิ่งดีๆ ไม่รู้จักทำ มีธรรมะไม่รู้จักใช้ธรรมะ น่าศรัทธาเลื่อมใสไหม การปฏิบัติต้องพิจารณาอย่างนั้น จึงจะมีปัญญาเห็นธรรมะ เห็นตัวเองก็ได้ คนอื่นก็ได้ เออ...มันไม่เหมาะ ไม่ควรนะ ถ้าทำแบบนี้มันเป็นเรื่องฆราวาส ก็สึกไปเป็นฆราวาลสิง่ายที่สุด ถ้าเป็นนักบวชต้องระวังสมณสารูปของตนให้อยู่ในกรอบก็จะดีนะ เป็นฆราวาส อยากเป็นพระ เอาผ้ามาห่มโกนหัว แล้วทำตัวแบบฆราวาส ทำอยู่ทำกินฆ่าสัตว์ไม่เลือกกาลเวลา อย่างนี้ศีลธรรมอยู่ไหน ดิบดีอยู่ไหน ผิดประเภท เวลาเป็นโยมอยากเป็นพระ เวลาเป็นพระอยากเป็นโยม เลยเป็นผีบ้า

ปัญญาที่แท้จริง

อย่าไปดูถูกใคร เห็นคนวิกลวิการ โง่เขลา เบาปัญญา พิการยังไงก็ไปดูถูกเขาไม่ได้ มันมีเวรกรรม ให้ทุกข์ให้โทษกับเราเหมือนกัน การดูแลใครนั้นคนมีปัญญาจะคิดว่ายกให้เป็นเรื่องของกรรมไปเสีย ให้เห็นเป็นสัจธรรม ถ้าเรามีปัญญากว่าเขาจริงๆ แล้ว ให้วางเสีย ต้องวางให้เป็นซิ

ว่าง วาง ปล่อย

พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา ถ้ายังยินดีในสุข ยินร้ายในทุกข์ ก็ยังไม่พ้นทุกข์นะ ผู้ที่ได้นิพพานท่านจะเห็นธรรมดาว่าขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ มันเป็นอุปาทาน สุขก็ยึด ทุกก็ยึด จึงยังไม่พ้นทุกข์ ผู้ที่ได้สมบัติก็สุขกับการไร้ตัวตนที่เงียบๆ พอออกมามีตัวตน วิญญาณ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตใจ ก็ไม่อยากมี เบื่อหน่ายอยากนั่งเงียบๆ ที่ว่ามันสุข มันสุขอยู่ที่ความยินดีนั่นเอง ก็ยินดีในขันธ์ 5 นี้เอง เรายังมาสุข-ทุกข์ ไม่เสียใจ ไม่ยินดีจะว่า ว่าง วาง ปล่อยไม่ปรากฏก็ได้ อะไรมันปรากฏ ! ก็สุขกับทุกข์น่ะแหละ แต่อันนี้มันไม่ปรากฏอย่างนั้น มันเห็นธรรมดาธรรมชาติของมันจริงๆ แล้ว มันก็เปลืองทุกข์เปลืองสุขได้

เชื่อบ่ได้

กิเลสมันหลอกต่างๆ หลอกเจ้าของไปเรื่อยๆ แต่งงานแล้วคงดีนะก็เลยแต่งงาน พอมีครอบครัวแล้วก็คิดว่า ต้องหาเงินสร้างครอบครัว ก็เหนื่อยหาเงินอีก อยู่ไปก็คิดว่า ถ้าเรามีลูกซะก็คงจะดี อ้าว ! มีลูกออกมา คิดเอาว่าเราอุ้มลูกเอาไว้ ให้พ่อออกไปทำงานครอบครัวคงมีความสุขดี ลูกโตหน่อยให้เรียนคงดี ไปหาเงินให้เรียนอีก โตอีกหน่อยเราคงจะสบาย ส่งให้เขาเรียนต่ออีกสักหน่อย ก็หาเงินส่งอีก ถ้าเข้าวิทยาลัยแล้วก็สบาย หาอีก...ค่าเทอมหมดไปเป็นล้าน...หลอกไปยังงั้นแหละ หลอกไปเรื่อยนะ กิเลส เออออ ! มีหลานคงสบายเลี้ยงหลานอีก ตายไปเปล่าๆ ไม่สิ้นสุด กิเลสมันหลอกให้วนอยู่ในวัฏฏะสงสาร แล้วเมื่อไหร่...เราจะภาวนากัน นี่เป็นเวลาที่เราจะแก้ตัว ทำสิ่งผิดให้ถูก ที่ดีให้ดีขึ้น

ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

มีคนมาขอยามะเร็ง หลวงพ่อเลยให้ไป เอาไม้ไปต้มกิน หายก็เอา ตายก็ตายไป โยมเอ๋ยไม่มีใครไม่ตายหรอก หมอก็ตาย ญาติหมอก็ตาย อายุสังขารหมด อบรมมาแค่นั้นก็ตายเท่านั้นแหละ อาตมาก็คือกัน บุญวาสนามีก็ไม่ตาย ชีวิตมันน้อยไม่พอแก่ความปรารถนา จะรอวันก่อนไม่ได้ มีชีวิตอยู่ให้รีบทำความดีให้เป็นอุปนิสัย ต่อไปบุญที่ได้สั่งสมอบรมไว้ดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ แก่กว่านี้ก็ลำบากกว่านี้ เจ็บก็ลำบาก ตายยิ่งแย่ใหญ่ พวกเราจะไปภาวนาเวลาไหน ถ้าไม่เอาเวลาที่มันสบายอยู่ตอนนี้ ตายไปก็หมดสิทธิ์ในสมบัติโลก อย่าโอ้เอ้ลังเล...คิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง ?

ละวางอย่างเข้าใจ

ถึงกาลถึงเวลา เมื่อธรรมชาติมันบริบูรณ์ มันก็ละได้วางได้ หมดปัญหา ไม่มีปัญหา ไม่ใช่แค่คิดจะปล่อยจะวางก็ปล่อยเลย ไม่ได้นะ เช่นเห็นไฟแล้วคิดจะปล่อยทิ้งเลยก็ไหม้ได้นะ ต้องเลือกสถานที่ทิ้งไฟจึงจะดับลงได้ บางแห่งทิ้งแล้วอาจจะลุกลามพินาศวอดวายไหม้ไปกว่าเดิม การทิ้งกิเลสก็เหมือนกัน เมื่อไม่รู้โทษแล้วมันจะละไม่ได้ การวางความชั่วความเลวก็ต้องเข้าใจมัน

เห็นคุณเห็นโทษ

ทุกวันนี้ เราก็ต้องอาศัยกิเลสอยู่ทั้งนั้นแหละ อัตภาพร่างกายนี้ก็ได้จากบิดามารดา ให้เห็นว่ามันเป็นกิเลส ไม่ใช่แค่ไม่กินข้าวกินปลา อย่างนี้โง่เต็มที เพราะเราเห็นแต่ทุกข์ เช่น อัตภาพร่างกายนี้เป็นที่เกิดของโรคทั้งนั้น ทั้ง ตา หู จมูก มองมุมเดียวนี้ก็เห็นแต่โทษอย่างนี้จึงให้มันตายดีกว่า มีแต่เรื่องทุกข์ มันผิดไม่มีธรรมะ ไม่มีปัญญา ให้พิจารณาคุณด้วย เช่น ถ้าไม่มีอายตนะนี้ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) มันก็ผี...เป็นคนไม่ได้ ถ้าแยกออกมาแล้ว จะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ทุกข์เลยนะ ที่ทุกข์ก็จิตมันยึด ถ้ามีปัญญานะ ต่อไปเราจะจับไฟก็ได้จับเสือก็ได้

สู้ไม่ถ้อย

การประกอบความดีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่าท้อถอย ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ให้ทำ พระพุทธเจ้าท่านก็ทำแบบนี้

เจ้าคนนายใคร

มัวแต่เอ็นดูสงสารไม่ฝึกหัดลูก จบปริญญาแล้วแม่ยังต้องปูที่นอนให้ แต่งงานแล้วนะ ทำอาหารก็ไม่เป็น อาหารธรรมดาเหมือนกันก็ไม่กิน ต้องไปกินภัตตาคาร จานเท่าไร 500 บาท ก็กิน ว่ากล่าวก็ไม่ได้ ต้องฝึกกันตั้งแต่เล็ก พอโตก็ฝึกไม่ได้แล้ว ส่งให้เรียนสูงๆ มันจะได้เป็นเจ้าคนนายคน เป็นได้แต่นายพ่อนายแม่มันน่ะซี แล้วก็เอาแต่คนเสียๆ ไม่ดีมาให้ฝึกหัด พระจะทำอะไรให้บอกแล้วไม่ทำก็แล้วไป ต้องพาไปให้ทหารฝึกโน่น บอกให้นั่งต้องนั่งไม่งั้นเตะ แล้วเอาพานปืน (ด้ามปืน) ตี เอาแต่ฝึกไม่ได้มาวัด เอาของไม่ดีมา เอาของดีมาสิวัดนี่ อยู่วัดก็ดี พอออกจากวัดก็ไม่ดี

เรื่องบ้าบ้า

ใครมาติเตียนก็ไม่อยาก มันเป็นธรรมะ คนหนึ่งมันเป็นผีบ้า เราก็เป็นบ้าต่อ เป็นผีบ้าคนที่สอง เดี๋ยวก็บ้าต่อไปอีกเป็นคนที่ 3 อีก ยินดีก็ไฟยินร้ายก็ไฟ ไฟแท้ๆ พระอริยเจ้าท่านจะเห็นรูปรสกลิ่นเสียงเป็นธรรมดาของมัน ผีบ้านี่ วันหนึ่งก็เป็นอย่าง อีกวันก็อีกอย่าง จริงๆ มันก็ผีบ้าทุกคนแหละ ยินดีในสิ่งที่ชำรุดไม่เที่ยงมีจีรังก็บ้าน่ะสิ อยากให้มันเที่ยงถาวรตามมุ่งมาด มันเป็นไปไม่ได้มันเป็นสัจธรรม มันมีหน้าที่อย่างนี้

เขาด่าก็ไม่อยากให้เขาด่า เขาว่าก็ไม่อยาก เขาทำเราก็ไม่อยากให้เขาทำ เขาทำก็เดือดร้อน เขาไม่ทำก็เดือดร้อน มันเป็นอะไรบ้าหรืออะไร ดูตัวเองสิ พระอริยเจ้าท่านไม่เป็นบ้า เพราะท่านรู้เรื่องบ้าๆ เหล่านี้ไงเล่า เขาติ เขาชม ก็เรื่องของเขา ถูกใจเขาก็ว่าดี ไม่ถูกใจเขาก็ว่าร้าย เข้าใจธรรมก็หมดปัญหาไม่เดือดร้อน ติชมแล้วก็ดี ไปหาติชมกันเอาสิ ติก็เท่าเดิม ชมก็เท่าเดิม มันไม่เป็นไปตามความพอใจใครทั้งนั้น เราจะตายก่อนนะสิ

มีปัญหาแล้วทิ้ง

ความทุกข์นะ ถ้าเราคอยปัดทิ้งไป ทิ้งไป ที่มากมันก็น้อยลงๆๆ เหมือนเราหาบไว้ ค่อยๆ หยิบทิ้งไปๆๆ มันก็จะเบาลง

ให้รู้

ทุกข์เมื่อเกิดขึ้นมาให้กำหนดรู้ว่า อนิจจาไม่แน่นะ...ไม่ใช่ละทุกข์นะ ละไม่ได้ง่ายๆ ถ้ากำหนดรู้แล้ว เห็นโทษเห็นภัยมันแล้ว มันจะละเอง วางเอง ให้กำหนดรู้ไว้มันจะลดลงเอง

ทำเอง

พูดถึงการทำบุญว่า กว่าจะหาเงินมาทาน กว่าจะทำมา มันยากนะ หวังจะเอาบุญกับพระ ให้คิดซะใหม่ว่า ทำเอาเองซิบุญนะ พระทำไม่ดีไม่งาม เราจะทำให้งามเอาบุญเองสิ ไม่ใช่ไปหวังบุญจากคนอื่น

ของคู่กัน

ความเสื่อมกับความเจริญมาคู่กัน ดูกรุงเทพสิ ตึกสูง ตึกสวยงามมีความเจริญ แต่ที่ราชบุรีภูเขาโดนระเบิดหมดแล้ว มันเจริญขึ้นที่หนึ่งอีกที่หนึ่งมันก็เสื่อมลง ให้พิจารณาว่ามันเป็นเช่นนั้น อธรรมก็มาคู่กับธรรมเช่นกัน

กระแสกิเลส

ยินดี ยินร้าย เพราะเราไม่รู้ความเป็นจริง เมื่อไม่รู้จึงเรียกว่า ผีบ้า จิตเป็นพาล วิญญาณ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นบ้า ขันธ์ห้าเป็นไฟ มันลุกอยู่ตลอดเวลา ใจเป็นเปรต กิเลสเป็นผี มันบ้า ไม่ชอบทุกข์ตนเองแหละคิดขึ้นมา เลยไปหาทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยนะ หาโฆษณาไปเรื่อย คนนี้อย่างงี้ มีแต่ผลเสียอย่างเดียว จับไปพูดคนนั้นว่างั้นคนนี้ว่างี้ ดีก็ตื่น ไม่ดีก็ตื่น ตื่นกระแส จนลืมตนเองว่า เรามันเป็นอะไร มันถูกหรือผิดนี่ ไม่ได้กลั่นกรองตนเอง

หาดี..อยากได้ความดีแต่หาดีไม่ได้ เพราะคิดว่าตนดีตลอด มันไม่มีก็ว่ามี ไม่เป็นก็ว่าเป็น ไม่ถูกก็ว่าถูก เขาไม่พูดก็ว่าเขาไม่พูด เลยไปกันใหญ่ เราไม่มีหลักฐานจริง เอามาพูดนี่มันเสียคนนะ เสียใจ เสียชื่อเสียง เกียรติยศ เสียศีล เสียธรรม ความอยากดี อยากเด่น เล่นดับไปเลย ดับไปจากความสุข ภิกษุทั้งหลายมีตาก็ให้ทำเหมือนตาบอด มีหูก็เหมือนหูดับ ร่างกายแข็งแรงก็ให้ทำเป็นอ่อนแอ มีสติปัญญาก็ให้ทำเหมือนคนโง่ คือทำใจให้หนักแน่นไว้ก่อน ถ้าสมควรพูดสมควรทำ ก็ทำได้พูดได้ มิใช่เห็นแล้วมันผิดหรือถูก ไม่รู้...ก็พูดเลย

มันดีตรงไหน

ของในตลาดมีมากมาย ถ้าเราไม่มีอะไร (คุณค่า) เท่ากับสิ่งนั้นก็ไม่มีวันได้มา เช่น เพชรเขาเชิญให้เอาก็เอาไม่ได้ ถ้าไม่มีเงิน ธรรมะก็เช่นกัน ถ้าคุณธรรมไม่คู่ควรกันแล้ว จะเอาธรรมะไปไม่ได้เด็ดขาด มันจะเป็นไฟร้อนเผาตัวเราเองเลย อยากได้ธรรม อยากสุข แต่ก็ขี้เกียจไม่ประพฤติปฏิบัติมันจะคู่ควรกันอย่างไร

ภาวนาเพื่ออะไร

ปฏิบัติภาวนาเพื่ออะไร ดำดิน บินวนวิเศษนักหรือ เห็นโน่นเห็นนี่หรือ อ้าว ลืมตานี่ยังไม่เห็นเหมือนคนตาบอดนั่นแหละ เห็นความบกพร่องของตนเองแล้วรีบปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ

ใช้ปัญญาป้องกันตัว

คนเขาโยนขี้มา ก็เอาหัวเข้ารับ มีแต่เหม็นไปทั้งตัวคนเขาก็ไม่อยากเข้าใกล้ เขายังไม่โยนทำท่าจะโยน ก็โดดเข้ารับก่อน ขี้หมูขี้หมาอะไรก็เอาหัวเข้ารับ ก็มีแต่ตาย ไม่ตายก็เน่า ฉลาดหรือเปล่านี่ คนไม่มีปัญญาก็เลยโดนขี้อาบตัวไปหมด กลายเป็นคนมีบาป มีกรรม มีภัยมีเวร คนมีขี้ติดตัวนี่ไม่ดี ขี้ของเราก็มีพอแรงแล้ว ยังเอาขี้ของคนอื่นมาติดตัวอีก เลยกลายเป็นคนน่าเกลียดน่ากลัว โอ๊ย...ไม่เข้าท่าเล้ย...อย่าเอาขี้หมูขี้หมามาใส่หัวตัวเอง ขึ้นว่าขี้นี่สกปรกทั้งนั้นนะ ความทุกข์ความเดือดร้อนจะเกิดแก่ตนเอง ท่านให้มีปัญญา ทำยังไงน้อ...เราจึงจะสบาย

รู้ธรรมดา เห็นธรรมดา

ให้มีปัญญาคือไม่ทุกข์ คือให้จิตมันอยู่ในนี้คือกรรมฐานมีอารมณ์วิปัสสนาภาวนา ปัญญาคอยประคองจิตใจไว้แล้วมันจะไม่หลงผิด หลงผิดเช่น ไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย ไม่อยากทุกข์ร้อน อ้าว ! เขาเป็นกันมาเท่าไหร่แล้ว ทำไมไปร้องไห้ ร้องแล้วมันจะคืน (ฟื้น) มาหรือ มันจะหมดกิเลสหรือ ถ้าโลภมากๆ โกรธให้มากๆ หลงมากๆ แล้วจะหมดกิเลสหรือ ถ้างั้นก็ไปหาโกรธให้มากๆ สิ ดูซิว่าเขาจะยกย่องว่าวิเศษวิโสไหม

ผู้ตื่น

มาอยู่ในที่ที่เหมาะสมแล้วเช่นในศาลานี้ จะนอนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ อยู่ในที่ที่ดีแล้ว ให้ทำงานให้รีบทำงาน (เพียรภาวนา) อย่าถือว่ามันสบายดีแล้ว นอนเฉยๆ มันไม่สบายอย่างที่คิดอย่างที่เราชอบ ใครๆ ก็ชอบสบายทั้งนั้น ทำงานสบายทำน้อยเงินเดือนเยอะๆ เมื่ออยู่ที่เหมาะสมแล้ว หายหนาว หายร้อนแล้ว ให้รีบทำธุรกิจให้สำเร็จสิ จะได้สบายตลอดไป

พระอรหันต์

มีฝรั่งมา อดนอน ไม่กินข้าว ธาตุขันธ์วิปริต มันอยากเกินไป ไม่รู้จักอะไรๆ จะให้เป็นอรหันต์ชาตินี้ บางทีพากันนั่งกราบ ถามว่ากราบอะไร กราบพระพุทธเจ้า ท่านมาหา...บางทีสิ่งที่เคยได้เคยมี เกิดไม่ได้ไม่มี สุดท้ายสึกไปเลย...ทำขนาดนี้ยังไม่ได้ สึกเลยกิเลสนี่มันฉลาดมากนะ ต่อยข้างหลัง ล้มหมอบกระต่ายกระแต อยาก ต้องการ ยิ่งทำยิ่งไม่เห็นยิ่งไม่มี ถ้าปล่อยนั่งสบาย มึง...มึงอยากมีก็มี อยากเป็นก็เป็นนะ เช่น ปลูกมะระ เออ ! มึงจะเกิดก็เกิดนะ ไม่เกิดก็ช่างหัวมัน สุดท้ายพระองค์นั้นได้เป็นพระอรหันเลย หันกลับบ้านไปนุ่งกางเกง !

กลั่นกรองจิต

อย่าไปสำคัญคนอื่นเลย เรื่องของหมาของแมว เราสนแต่ตัวเรา ไม่ทุกข์ สบายใจ เราทำดีแล้ว เป็นพยานตัวเอง อยู่ไหน ไปไหนก็มีหมดเรื่องแบบนี้ เออ ! ตรงนี้มันมีไฟนะอย่าไปต่อมา ต่อมามันก็เป็นของร้อน ไปรับมามันจะฉลาดเป็นบัณฑิตได้หรือ ไปที่ไหนก็ต้องพบความจริงแบบนี้ ถ้ายังมีจิตใจ อาศัยธาตุขันธ์นี้ไต่แผ่นดินนี้อยู่ต้องเจอแน่ๆ จะหลบหลีกไปทางไหนก็ไม่พ้นล่ะ ต้องยอมรับความจริงของสัจธรรม

สิ่งนี้ถ้าพิจารณาดีแล้ว มันจะหายสงสัยหายข้องใจว่า เออ ! ไปโน่น น่าจะสงบดี เออ ! สงบก็ที่จิตเรานี่ ถ้าไม่สงบในถ้ำรูมืดๆ ขังไว้ กิเลสมันก็ยังไปได้ ปิดประตูใส่กลอนไว้ก็ไปได้ อยู่ป่าอยู่บ้านก็ไม่สงบ ป่าก็ไม่สงบ มีคนก็ไม่สงบ เพราะกิเลสมันอยู่ในหัวใจของเราเอง

แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี

มันต้องตั้งใจนะ ต้องพากเพียร เอาจริงเอาจังกับตนเอง อย่าไปเอาจริงเอาจังกับคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ต้องตนเองจึงจะรู้เห็นธรรม มันจะเห็นแต่กิเลสนั้นแหละถ้าดูคนอื่น จะโกรธ โลภ หลง ไม่รู้เท่าทันกิเลส นั่นแหละการปฏิบัติภาวนาต้องเป็นแบบนี้ จึงจะเห็นว่ามันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนยังไง ให้ดูตนเองว่านี่เราเกิดมาทำไมจะเอาอะไร...เอาแก่ เอาเจ็บ เอาตายนี่หรือ รึว่ามาหาเอาเงินทอง แล้วมีแค่ไหนได้กี่ล้านแล้วล่ะ แก่ขนาดนี้แล้ว !

รู้ธรรมดา

มันไม่อยากเป็นแหละจึงทุกข์ ให้เห็นเป็นธรรมดานะ มันเป็นไปแล้วก็เรื่องของมันล่ะ เกิดมาดำแล้วก็ดำล่ะ ขาวก็ขาวล่ะ ถ้าเราไปฝืนปกติธรรมดาของมัน มันก็ทุกข์ล่ะ กรรมมันตกแต่งมาแล้ว ก็เราทำกรรมมาไว้ไม่ดีนี่ ท่านให้วาง ปล่อย เลิกมัน อย่าไปยึดถือมัน มันก็สงบ รู้อย่างนี้แล้วจะไม่เดือดร้อนนะ เพราะอดีตดีก็ดีไปแล้ว ชั่วก็ชั่วไปแล้ว อนาคตมันก็ยังไม่มีไม่เป็น ปัจจุบันนี้เป็นเวลาที่ประเสริฐสุด ท่านจึงไม่ให้ทำการชั่วเพราเวลามันให้ผลแล้วน่าสลดสังเวช

กิเลสคือกัน

พระองค์ใช้กระบอกไม้ไผ่ฉันน้ำ และว่าผู้ใช้แก้วฉันน้ำร้อนน้ำเย็นนี่เป็นกิเลส เรามามองดูแล้วมันก็เป็นกิเลสพอๆ กันแหละ ลองเอาค้อนทับกระบอกไม้ไผ่แกแตกซิ ดูซิจะไม่วุ่นวายหงุดหงิดหรือไม่ ใช้แก้วก็เป็นไรแตกแล้วก็โยนเข้าป่าไปสิ...มันก็กิเลสนั่นแหละ คนมีเงินมีทองมีวาสนามีบารมีจะเอาทองคำมาทำแล้วก็ได้จะเป็นไรไปล่ะ หายไปแล้วก็แล้วไปหาเอาใหม่ได้นี่ กิเลสมันไม่ใช่อยู่ที่ว่ามันมากหรือน้อย หยาบหรือละเอียด มันอยู่ได้ทุกหนทุกแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง

สัจธรรมของโลก

ไม่ใช่ทำอะไรอย่างหนึ่งแล้วจะรวยจะเจริญไปได้ตลอดนะ ดูสมัยหนึ่งทำบ้านจัดสรรแล้วเจริญดี มาอีกยุคหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง อีกยุคหนึ่งนิยมอีกอย่างหนึ่ง ระยะหนึ่งก็เจริญระยะหนึ่งก็เสื่อมลง คนที่ตามหลังเขาก็ไม่ทันเขาอยู่ตลอดนั่นแหละ จึงต้องรู้จักดูคิดค้นต้องวางโครงการระยะสั้นระยะยาว วางแผนหลายๆ อย่างสำรองไว้ เพราะเดี๋ยวมันเจริญ เดี๋ยวมันดับ ต้องมองลู่ทางตัวอื่นเอาไว้ด้วย บางทีเริ่มจากเราแต่ไปเจริญที่ชั่วลูกชั่วหลานก็มี เพราะมันเป็นวิวัฒนาการของโลก เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ เพราะโลกนี้มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลง

รู้ไม่จริง

ธรรมชาตินี้เป็นไปตามหน้าที่ของมัน ไม่เป็นไปตามปรารถนาใคร พูดเรื่องแก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครชอบฟัง พูดเรื่องทำยังไงจะไม่แก่อย่างนี้ชอบ ทำยังไงไม่เจ็บ ชอบทำยังไงจะไม่ตายชอบฟัง ชอบแล้วมันสมหวังไหม ผิดหวังหมดเลย ใช้อุเบกขาบ้างสิ ความสงสารก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง ปลิโพธกังวลก็เสียอยู่อย่างหนึ่ง คิดซะว่า กรรมใครกรรมมัน ตายใคร-ตายมัน เกิดใคร-เกิดมันซะก็จบ เอวัง ! สัตว์โลกเกิดมาก็ยังงั้นแหละ มันน่าสงสารทั้งนั้น แล้วไปไหนไม่ได้หรอก คามันอย่างงั้นหมด ปลวกฉันก็สงสาร ทิ้งไว้งั้นแหละหาเสื่อมาให้มันกิน ! ควรเลือกเฟ้นในการปฏิบัติคือธัมมวิจยะ หรือการสอดส่องธรรม สงสารโลกทั้งโลกก็ ต๊าย...แค่คิดถึงก็ตายเลย

รับรองตนเอง

คิดว่าเอ๊อ...ไม่รู้จะสอบทำไมแค่ใบประกาศ เขาประกาศว่าดี เราไม่ทำดีก็ไม่ได้ คนมีใบประกาศแล้วไม่เห็นมันดีอะไรขึ้นมาก็มี มันไม่ขึ้นอยู่ที่ใบประกาศนะ คนทำดีแล้วมันประกาศด้วยตัวมันเอง เราคิดไปอย่างนั้น เรื่องความรู้ความเข้าใจในธรรมวินัยนี่ ถึงไม่ไปสอบนักธรรมเอก เอามันก็ได้อยู่หรอก...แต่ขี้เกียจเก็บมัน แล้วเราก็ไม่ได้เก็บไว้จริงๆ นะ เห็นหลวงพ่อเขาเก็บกัน...นักธรรมตรี-โท นี่ คงผุพังไปหมดแล้ว

อย่าตื่นสมมติบัญญัติ

ไปอบรมคอร์สนั้นคอร์สนี้ เป็นคอร์ส คอร์ส จบแล้วจะได้เป็นพระโสดา จบคอร์สนี้เป็นพระอนาคา คอร์สนี้อรหันต์ เออ...อ...อ ! โสดาไฟล่ะสิ อนาคาก็คาลูกคาเมีย อรหันต์ก็หันซ้ายหันขวาอยู่นั้นแหละ

ต้องมีปัญญา

มันก็น่าเสียดายนะบางคน ตั้งอกตั้งใจทำความเพียร พอครูบาอาจารย์ตำหนิว่าโง่ เสียใจจะหนีไปตาย หนีไปผูกคอตายบ้าง อดข้าวตายในถ้ำบ้าง เอ๊ะแล้วมันพ้นโง่รึเปล่าวะเนี่ย

ฝึกตนหัดตน

วัวกินหญ้ามันคุ้นเคย ณ ที่ใดมันก็จะไป ณ ที่นั้น นิสัยคนก็เหมือนกัน มันสั่งสมมาทางไหนก็จะไปทางนั้น จึงให้คิดดี ทำดี พูดดี เพื่อสร้างสมอุปนิสัยตนเอง

ถูก (กิเลส) หลอก

แม่ครัวไม่เห็นธรรมเพราะมันมองแต่ความอร่อยในรส เห็นแต่จะเลี้ยงดูผู้อื่นและตนเองให้ได้ความสำราญ คนพวกนี้เลยกลัวผีอยู่ภายนอกจะมาหลอก ไม่กลัวผีภายในที่กินเข้าไป ป่าช้าที่น่ากลัวที่สุดคือป่าช้าในท้องคน เราควรกลัวป่าช้าในท้องมากกว่า ทำไมไม่กลัวผีหมู่หลอก กินเลือดกินเนื้อเขาอยู่

อยู่ที่ใจ

กิเลสมันหลอกเรามาหลายภพหลายชาติแล้วนะ ให้เป็นไปตามสัญญาอารมณ์ จิตเรานี่แหละสร้างให้เรากลัว จิตเรานี่แหละสร้างให้เรากล้า

เพลินจนตาย

ทำอะไรก็ยังไม่เสร็จจะตายอีกแล้ว มันไม่ยาวพอปรารถนาหรอกชีวิตนี้ เบื่อทุกข์ทำไมแสวงหาทุกข์ ภาวนาดู พ่อแม่เราเป็นไง...เอามาคิดดู อย่าหลงตามกระแสโลก เขาร้องรำกระโดดโลดเต้น เออ..อ..อ ! ก็ระยะเดียวเท่านั้นอีกพักหนึ่งก็หยุดแล้ว มันจะมีอะไร

รูปภาพ
อุโบสถวัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร


(มีต่อ 7)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 11:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ บันทึกคติธรรม ภาคถาม-ตอบ

กลัวผี

ถาม : กลัวผีมาก พิจารณาจนหายกลัวแล้วเดี๋ยวก็กลับมากลัวอีก ทำอย่างไรจึงจะหายกลัวถาวร

หลวงพ่อ : เมื่อไรที่ยอมตายนั่นแหละจึงจะหายกลัวได้ถาวร

จงพากันทำดี

มีอะไรก็ทุกข์ไอ้นั่น มีฟันก็ทุกข์กับมันเน้อ มันลอยขึ้นมาเคี้ยวไม่ได้ กัดมันลงไปให้เสมอกับอันอื่นแน่นอยู่แต่ยังเสียว น้ำแข็งนี่แตะไม่ได้เลย น้ำอุ่นก็เสียว เหมือนมันจะทะลุออกมา นี่เป็นงูกับจระเข้นั้นดีที่สุด ไม่ต้องเคี้ยว งูมันมีแต่เขี้ยวพิษกลืนลงเลยขย้อนเอาแต่กระดูกออก

หลวงพ่อ : เอาไหมยาย...ชาติหน้าเกิดเป็นงูดีไหม

ยาย : บ่อยากค่ะ อยากแค่เป็นมนุษย์

หลวงพ่อ : มันก็ยังทุกข์เหมือนกันนั่นแหละ

ยาย : มนุษย์ยังหาอยู่หากินได้

หลวงพ่อ : อ้าว ! อะไรมันจะหาอยู่หากินไม่เป็นเล่า มันก็หาเป็นทุกชนิดแหละ ให้เร่งภาวนาจะได้ไม่ต้องเกิดมาอีก

ยาย : ก็ยังอยากเกิดอยู่

หลวงพ่อ : อยากหรือไม่อยากก็ต้องเกิด ! ถ้าไม่หมดกิเลส

สำเร็จได้เพราะความเพียร

ถาม : ลูกสอบผู้พิพากษาไม่ได้สักที จึงคิดว่าถ้าจะมีสมบัติเป็นผู้พิพากษาได้ สักวันมันจะต้องเป็นของเราจนได้ ถ้ามันไม่ได้เป็นก็จะไม่ได้เป็นใช่ไหมคะ

หลวงพ่อ : ถ้าเลิกความพาก ความเพียร ความอด ความทน แล้ว มันก็จะไม่เป็นสมบัติของเรา ถ้าเราไม่เลิกความพาก ความเพียร ความอด ความทน แล้ว สักวันก็จะเป็นของเราจนได้ พระพุทธเจ้าท่านว่า วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ ผู้จะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร สู้มัน ! พากเพียร !ตายเมื่อไรเลิกเมื่อนั้น ! ถ้าไม่ได้ชาตินี้ชาติหน้าเอาใหม่ ! เราเพียรไม่หยุด สักวันมันก็จะเป็นสมบัติของเราจนได้

เมียตาย

ถาม : โอย...มีคนร้องไห้มา บอกว่าเมียตาย

หลวงพ่อ : อ้าว ก็ดันเอาของตายเป็นมาทำเมียนี่ มันก็ต้องตายเป็นธรรมดา ไม่เอาของไม่ตายมาล่ะ นี่มันของต้องตายแท้ๆ

ลูกตาย

ถาม : มีลูกชายคนเดียวเรียนอยู่ต่างประเทศ ผมทำงานอีกประเทศหนึ่งหาเงินส่งเสียลูกอย่างหนัก ลูกกลับหัวใจวายตายเสีย มีลูกชายเพียงคนเดียวก็ยังมาตาย

หลวงพ่อ : มีหลายก็ตายหลาย มีคนเดียวก็ตายคนเดียว

โลกกับธรรม

ผู้พิพากษาท่านหนึ่งทุกข์ใจกับสถานการณ์ปราบยาบ้าอย่างหนักช่วงนั้น

ถาม : บาปมากไหม รู้สึกทุกข์ใจที่ต้องตัดสินประหารชีวิตคนวันละไม่ต่ำกว่า 10 คน

หลวงพ่อ : เราพูดตัดสินไปตามหลักฐานที่มี ตามพยานกี่คนๆ ที่มาให้การตามกฎหมายหรือกติกาสังคมที่เขามีมาแล้วอย่างนั้น ที่เขาเขียนกำหนดไว้แล้ว ถ้าทำอย่างนั้นๆ จะต้องตัดสินเช่นนั้น เรามีหน้าที่แค่พูดไปตามนั้น เรื่องของการฆ่าเป็นเรื่องของคนอื่น เราไม่ได้เป็นคนฆ่า ที่จริงเขาเป็นคนฆ่าของเขาเอง เพราะรู้อยู่แล้วว้าทำผิดเช่นนี้จะมีโทษอย่างไร ถามว่าบาปมีไหม.........มี แต่มีน้อย มันมีอยู่ที่ความข้องใจของเราเอง

ใช้ปัญญาให้เป็น

มีผู้เล่าว่า คนมาถวายอาหาร ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ก็เก็บอาหารขึ้นรถไป

หลวงพ่อ : นั่นคนยังไม่มีปัญญา มีแต่ศรัทธาที่ตัวบุคคล

ถาม : อย่างนี้ไม่ควรเลือกหรือว่าพระปลอม พระปฏิบัติดีไหม นาบุญอันดีไหม ก็ทานแหลกจะได้บุญหรือ

หลวงพ่อ : ได้ซิ แต่ได้น้อย อย่างเรานี่ หมานี่ยังไม่กินเลย จะไปหวังเอาบุญอะไรกับมันบางทีมันกัดเอาซะอีก

ถาม : ที่ได้คือการทำใจของเราที่จะให้ทานกับการได้ทานไปแค่นั้น

หลวงพ่อ : เออ ! ถ้ามันมีให้เลือกก็แล้วไป ถ้ามันไม่มีให้เลือกล่ะ

ถาม : กินข้าวไปก่อน

หลวงพ่อ : มีแกงค่อยกินแกง คนฉลาดต้องทำอย่างนั้น ไม่ใช่มีแกงก็กินข้าวอย่างนี้ก็แย่ ไม่มีปัญญา

ปฏิบัติที่ใจตนเอง

ถาม : หลวงปู่รูปหนึ่งท่านว่า อยู่บ้านก็ปฏิบัติได้ดีกว่าอยู่วัดเสียอีก จริงไหมครับ

หลวงพ่อ : มันเป็บอนิจจังนะ พระพุทธเจ้าท่านว่าให้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่อย่างนั้น อยู่บ้านนั้นก็เป็นพระอรหันต์ไปกันหมดนะซีถ้าคิดอย่างนั้น มันอยู่ที่ว่าอยู่ที่ไหนก็ให้มีปัญญา อยู่วัดก็ไม่ใช่มีปัญญาก็มีนะ หัวโล้น ผ้าเหลืองอยู่นี่ไงเป็นควายก็มี

คิดให้ถูกทุกข์ไม่เกิด

หลวงพ่อ : อยากอยู่เงียบๆ ขอมาอยู่ที่วัด พ่อแม่นต้องมาเฝ้า อยู่ได้แค่ 2-3 วันมันเงียบไปอยู่ไม่ได้อีก

ถาม : แต่ในใจคนไม่เคยเงียบเลยนะ

หลวงพ่อ : เออ (หัวเราะ) เสียงมันดังไปทั่วโลกนะแหละ

ถาม : ทำไมถึงจะเงียบได้ล่ะค่ะ อยากให้มันเงียบ

หลวงพ่อ : เงียบมันก็ได้แต่ความสุข ปัญหามันทำให้เกิดปัญญา แต่ต้องคิดให้อยู่ในกรอบ การส่งจิตออกนอกทำให้เกิดทุกข์ นอกนั้นนอกอะไร นอกธรรม นอกวินัย

เบื่อทะเลาะ

ถาม : จะแก้ปัญหาการทะเลาะกันอย่างไรครับ คนนั้นว่าอย่างนี้ คนนี้ว่าอย่างนั้น

หลวงพ่อ : อมน้ำไว้ซะก็สิ้นเรื่อง (หัวเราะ)

ถาม : แล้วตาหล่ะครับ ไม่พูดแต่จ้องหน้าหาเรื่องกัน

หลวงพ่อ : บอกหลายครั้งแล้วก็ไม่จำ ท่านให้ทำตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ (หัวเราะสนุก) เท่านี้ก็หมดเรื่องไป

บวชชีดีหรืออยู่ที่การกระทำ

ถาม : มีคนเล่าว่าหลวงปู่รูปหนึ่ง ไม่สนับสนุนการบวชชี ให้ทำงานไป

หลวงพ่อ : อย่าลืมเรื่องศีล เรื่องวันพระ และการปฏิบัติ ดีกกว่ามาอยู่ในวัดขอข้าวพระกินไป เป็นบาป หาอยู่หากิน ดีไม่ดีก็ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน อิสระมันทำให้ทำผิดศีลผิดธรรมก็ได้ มีโอกาสทำบาปมากไม่มีจำกัด มันไม่มีเครื่องป้องกันหักห้ามเพราะไม่มีศีลมีธรรมเป็นกรอบ

ที่ท่านว่านั่นคือ ท่านให้ผู้นั้นสะสมทานบารมี การบวชท่านเรียกว่า เนกขัมมบารมี เมื่อมีศีล ทานก็มีเอง การทานไม่ใช่ต้องเป็นเงินนะ เก็บตำลึงข้างรั้วมาแกงให้พระกินก็ได้บุญแล้ว

ถาม : ขึ้นกับเจตนา

หลวงพ่อ : ใช่ ขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญ

ใช้กรรม

ถาม : วันนี้สามารถสะกดจิตตนเองไว้ได้กับคนที่จ้องหาเรื่อง โดยระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : เออดี ดีมากๆ เออดี อย่าไปถือเรื่องคน ให้คิดว่ามันมีสติปัญญาเท่านั้น เขาเป็นอย่างนั้นเราจึงจะเบรกได้

ถาม : เราจะหมดวิบากกรรมที่เคยทำมากับเขาได้ไหมคะ

หลวงพ่อ : ได้

ถาม : ทำยังไงคะ

หลวงพ่อ : ให้อด ! อด ! อด !

ถาม : ไม่ใช่เหมือนกับเราเป็นหนี้แล้วใช้ยังไม่หมด เขามาตามทวงคืนอีกในชาติหน้านะคะ

หลวงพ่อ : ไม่ใช่ ก็ถ้าเราไม่เอากับเขาแล้ว เขาจะไปเอาอะไรกับใครได้อีก อย่าไปเชื่อกิเลสมันนะ มันไม่เคยพาให้ใครได้ดี

คาใจ

ถาม : เลี้ยงไก่ขายนี่บาปไหมครับ

หลวงพ่อ : ไม่บาป เลี้ยงไก่นี่ไม่บาป แต่มันรู้ว่าไก่นี่เขาเอาไปฆ่า เราก็สงสัยว่าเขาซื้อไปนี่ ไปฆ่าแน่ๆ มันบาปอยู่ที่เราสงสัยนี่แหละ บาปที่ความสงสัย

ความหิวกับความอยาก

ถาม : ทำไมอยู่วัดแล้วจึงรู้สึกทุกข์ ไม่สงบสุขอย่างที่คิด ปฏิบัติอะไรผิดหรือเปล่าคะ ยังอยากทาปาก อยากทานข้าวเย็นอยู่

หลวงพ่อ : อ้าว ก็เหมือนคุณอาศัยรถเราขับมาวัดนี่ยังไงอาศัยบารมีเรา เหมือนพระพุทธเจ้าต้องอาศัยบารมีพระสาวกนั่นไง มันอัศจรรย์ไหม ถ้าพระพุทธเจ้าไม่มีพระสาวกสักองค์เดียว มันจะน่าอัศจรรย์อะไร...นี่ตายไปแล้วตั้งหลายร้อยหลายพันปี ยังมีคนมากราบไหว้บูชาอยู่ นี่พระพุทธเจ้าก็อาศัยบารมีพระสาวกเช่นกัน

ประมาทไม่ดี

หลวงพ่อ : พระมหากัสสปะบวชตอนแก่ เป็นหลวงตาพร้อมกับภรรยาได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่

ถาม : ไม่สายเกินไปที่จะบวชตอนอายุมากๆ ใช่ไหม อายุไม่สำคัญใช่ไหมคะ

หลวงพ่อ : ไม่สายเกินไปสำหรับพระมหากัสสปะ แต่อาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้สำหรับเรา

อย่างไรคืออรหันต์

ถาม : เบื่อคนในโลกนี้ ไม่ยุติธรรมโลเล เชื่อถือไม่ได้ พระอริยะเจ้าท่านจะยุติธรรมไม่โลเล เชื่อถือได้เสมอไปหรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นอนิจจังสิ

หลวงพ่อ : (ยิ้มเมตตา) จะขอเปรียบเทียบให้ฟังนะ...พระอริยะเจ้าท่านไม่โลเลกับใคร เหมือนขวดน้ำนี่ (ยกขวดน้ำมาตั้ง) อยู่อย่างนี้ไม่โลเลกับใคร แก้วก็เป็นแก้วอยู่นี่ คนมาใช้ขวดน้ำนี่ต่างหากที่โลเล คนมีกิเลสนี่แหละมาโลเล

ถาม : แสดงว่าเราสามารถเชื่อมั่นพระอริยเจ้าท่านได้ตลอดสิคะ

หลวงพ่อ : เชื่อพระภายนอกไม่ได้ ไม่ใช่หัวโล้นจะเชื่อได้หมด เราคนมีกิเลสไม่สามารถหยั่งรู้ความจริงของท่านได้ เชื่อได้เฉพาะพระพุทธเจ้า...เพราะว่าพระท่านมีชาติตระกูลอบรม อินทรีย์บารมีมาไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีการแสดงออกที่หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง ตามอุปนิสัยวาสนา บารมีนั้นๆ

เพราะฉะนั้นพระอริยเจ้าที่เราถามนั้น มันจึงไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะมันต่างกันที่ตรงนี้ การฝึกฝน การอบรมเนี่ย มันหยาบ มันละเอียด...ก็เลยไม่เสมอเหมือนกัน ฉะนั้นจึงดูได้ยาก สำหรับคนมีกิเลส มีสติปัญญาน้อย จึงไม่สามารถจะไปทำนายทายทักได้ว่าคนนั้นเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะเอากิริยามารยาทมาวัดไม่ได้ มันมีความละเอียดอ่อนแตกต่างกันอย่างนี้

ฉะนั้น จึงจะรู้ได้ เห็นได้ด้วยปัญญา โดยเฉพาะผู้มีปัญญาจึงรู้ตนเอง จะไปรู้ผู้อื่นไม่ได้ ปุถุชนนี่ ยากมากที่จะเข้าใจเรื่องของพระอริยเจ้า จะดูแค่กิริยามารยาทไม่ได้ ต่อเมื่อเรามาเป็นพระอรหันต์เองแล้ว จึงจะรู้ว่า เออ...มันต้องเป็นอย่างนี้ ไม่งั้นก็ได้แต่คาดคะเนว่ามันควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี่ไป เข้าใจรึยังล่ะ

สำเร็จไหม

ถาม : หลวงพ่อได้สำเร็จเป็นอรหันต์ไหมครับ

หลวงพ่อ : ได้แต่หันซ้ายหันขวาอยู่นี่ไงเล่า (หัวเราะ)

สำเร็จที่ไหน

ถาม : แล้วหลวงพ่อเลิกคาที่ไหนครับ

หลวงพ่อ : อ้าว มันก็ยังคาอยู่นี่แหละ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ คานั่ง คานอน คากิน คาอยู่ คาเมตตาสงสาร ! สำเร็จที่ไหน (อีกแร้ววว...!)

ถาม : ที่ไหนเป็นสถานที่ที่มีบุญคุณกับท่านมากที่สุด (คำถามนี้หมายถึงว่า ที่ไหนท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์)

หลวงพ่อ : เราไม่เคยได้สำเร็จอะไรสักอย่าง (หัวเราะสนุก) จะถามอย่างนี้ก็ไม่ได้แล้ว มันเป็นเรื่องที่คนอื่นพิสูจน์ไม่ได้ เราไม่ตื่นเต้นนะเรื่องอย่างนี้ มันไม่ใช่พระพุทธเจ้า มันไม่เหมือนสมัยนั้นแล้ว มันเชื่อได้ 50 เปอร์เซ็นต์จะเป็นใครก็แล้วแต่นะ ที่เราเคยอยู่ด้วยทั้งพระทั้งโยมพากันเล่าลือไปในทางที่เป็นมงคลนั่นแหละ ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

โอ๊ย...เราไม่อยากจะพูดเรื่องแบบนี้ เขาจะว่าเราเป็นผีบ้า เราไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ ถ้ามีจริงท่านก็ปรับโทษอยู่ เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ถ้าไม่มีแล้วอวด ท่านปรับอาบัติปาราชิก เรื่องนี้ต้องระวังสังวร สำรวมในจิต

เรื่องอภินิหารอะไรแบบนี้ไม่ควรพูดไม่ควรเขียนหรอก จะรู้จริงเห็นจริงยังไงก็ตามไม่มีใครรับรองได้ว่ามันเป็นจริง บ้างก็เขียนว่าเหาะได้ โดยว่าเรื่องของธรรมนี่ต้องเขียนสิ ทีพระพุทธเจ้าท่านยังบอกเลย เราก็คัดค้านแล้ว แต่ท่านไม่ฟัง อ้าว...เขียนก็เขียนสิ พอเขียนแล้วก็มีปัญหาจริงๆ จนได้สึกเลย นี่ภูมิป้องกันมันยังไม่พอนะ แต่เราไม่เป็นเช่นนั้นหรอก เราระมัดระวังซะหมดทุกเรื่อง


(มีต่อ 8)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 พ.ย. 2009, 11:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ พระธรรมเทศนา เรื่องศีลห้าและพุทธะ

ณ ศาลากาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓


ให้ถือเสียว่าวันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตั้งใจใฝ่หาทำความดี ให้ทาน รักษาศีล ตั้งใจเจริญเมตตาภาวนา พระศาสดาทรงเข้มงวดกวดขันในวันที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงยอมเสียสละแม้แต่ชีวิต ตั้งพระทัยที่จะนั่ง (บำเพ็ญเพียร) อยู่ที่ต้นโพธิ์ จนกว่าจะได้ตรัสรู้ มิฉะนั้นจะไม่ทรงลุกอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ขอให้พวกเราตั้งใจกันให้ได้สักขั้น อย่างต่ำๆ ก็ให้ได้ ศีลห้าทำให้สำเร็จ ศีลห้า ไม่เป็นของยากและไม่เป็นของง่าย พระพุทธองค์ทรงเห็นจริง รู้ควรไม่ควร จึงทรงมอบศีลห้าไว้ให้ ถ้าหากรักษาได้ก็จะนำความสุขความสบายมาให้

ศีล เป็นของเลิศ ของประเสริฐ การที่เราอยู่รวมกันได้ก็เพราะมีเมตตา มีธรรมต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีเมตตา กรุณา สงสารซึ่งกันและกัน ว่าเกิดมาในโลกแตกต่างกันหลายอย่าง ทรัพย์รูปพรรณสัณฐาน ความดีก็ไม่เหมือนกัน

ท่านจึงให้ทำความดีให้ได้ “ความดี” ก็คือ ศีล นั่นเอง ใครทำได้ก็จะปิดอบายภูมิได้ ไม่ต้องลงอบายภูมิ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกายสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้น พยายามรักษาศีลให้ได้ ตั้งใจให้เป็นอริยกันตศีลตั้งใจไม่ฆ่า ไม่คิดทำลายสิ่งที่มีชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ

ศีลห้า ถ้าใครทำได้ เรียกว่า “ดับเวร ๕ อย่าง” ได้ คือ ดับทุกข์ ๕ อย่าง เวรก็จะไม่เกิด ภัยอันตรายก็จะไม่เกิด “เวรมณี” คือ เว้นจากความชั่วได้ เป็นผู้พ้น เป็นผู้ละได้ ผ่านได้ ผ่าน ๕ ข้อนี้ได้ ก็ผ่านนรกเปรต อสุรกายและสัตว์เดรัจฉาน (อบายภูมิ ๔) ได้เด็ดขาด

ขอให้ระลึกถึงพระมหากรุณาคุณ พระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ อันบริบูรณ์อยู่ในสันดานของพระพุทธเจ้า เพื่ออบรมบ่มนิสัยให้เราพ้นจากทุกข์เดือดร้อน

คุณความดีของพระพุทธเจ้าต่อเรานั้นมากมายเหลือพรรณนาเรามาทำความดีอันนี้เพื่อบูชาความดีของพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ขณะนี้เราเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง คือ เอาความรู้ว่าบาป-บุญ-นรก-สวรรค์-นิพพาน มีจริงๆ เราจึงมาประกอบคุณงามความดีเช่นในวันนี้ “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” ธรรม ก็คือ กายกับใจ นั่นเอง กายนี้ยังฆ่าสัตว์ไหม ลักทรัพย์ไหมให้รู้ไปทุกข้อ เรียกว่า “พุทธะ” สิ่งใดไม่ดีก็เลิกเสียจริงๆ ไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ฯลฯ คนเมา เมาโลภ เมาโกรธ เมาหลง เมาสุรา ถ้าเมาแล้ว ทำอะไรก็ได้ ไม่รู้ชั่วดี-เสื่อมเจริญ-ทุกข์สุข อยู่ในความมืด เมื่อตกอยู่ในความมืด ก็ไม่สามารถรู้เห็นความดีได้ จะเอาอะไรมารู้ อำนาจของศีลทำให้อยู่ในความดี ขอให้ประพฤติปฏิบัติไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

“ทำอย่างไรจะปฏิบัติศีลห้าให้ได้ในชาตินี้” นี่เรียกว่า พุทธะ พยายามสร้างความดีและปัญญาให้เกิดกับตัวเอง กายและใจก็คือธรรม กายและใจนั้น ยังไม่ดี ยังไม่ชั่ว ต่อเมื่อเราทำอะไรออกมา จึงเกิดบุญบาป ทำดีก็บุญ ทำชั่วก็บาป ถ้าไม่มีกายกับใจ ก็ไม่สามารถทำบุญหรือบาปได้ ดังนั้น เมื่อมีกายกับใจแล้ว ก็ต้องพยายามสร้างสม กระทำความดี ก็เรียกว่าเป็น “พุทธบริษัท” (คือ ผู้กระทำความดี)

การทำความดีก็ไม่ง่าย เพราะโลภ โกรธ หลง ปิดบังปัญญาเอาไว้ ทิฏฐิ มานะ ปิดบังปัญญาไว้ ไม่ให้ทำความดีง่ายๆ จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ก็ไม่ได้ ท่านเรียกว่า “มาร” (คือ เครื่องกางกั้น) ไม่ให้ถึงซึ่งความดีให้ได้

“วิริเยน ทุกขมัจเจติ” ล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร มุ่งมั่นพากเพียร ญาติโยมที่ล่วงลับไป หากเป็นเทวดา ท่านก็จะอนุโมทนาสาธุการ ให้พรกับพวกเรา เทวดาให้พรอยู่นะ คนที่ทำคุณงามความดี ทุกคนก็รู้ว่าเกิดแก่เจ็บแล้วก็ตายเหมือนกัน ดังนั้นอย่าท้อแท้ในการทำความดี แม้แต่พระพุทธองค์ ก็ยังต้องแก่ เจ็บ และตาย ได้ทรงพยายามสร้างสมอบรมบ่มนิสัยเพื่อตรัสรู้ในวันวิสาขบูชานี้

ทำความดีบูชาตัวเองนั่นแหละ พุทธะก็คือตัวเอง เมื่อทำความดีแล้ว ก็แผ่ไปยังพ่อแม่ สรรพสิ่งสรรพสัตว์ทั้งหลายในวัฏฏสงสาร ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ

สรรพสัตว์ล้วนปรารถนาความดี ความสุข กันทั้งนั้น ไม่มีใครปรารถนาความไม่ดี ความทุกข์ ถ้าหากไม่ทำความดีสิ่งที่ปรารถนาก็จะไม่ได้ ท่านจึงให้พากันทำความดี ปฏิบัติ นั่งสมาธิภาวนา ฟังธรรมะเพื่อให้รู้และเข้าใจในอรรถในธรรมอย่างแท้จริง

คนมีธรรมะ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เราก็สุข เขาก็สุข ตัวเองก็ไม่เบียดเบียนตัวเอง การเบียดเบียนตัวเอง ก็คือการทำความชั่ว “กัมมุนา วัตติโลโก” สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครทำอะไรก็ได้อันนั้น ทำดีก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว ลองรักษาศีลห้าดูสิ ท่านจึงบอกว่า “สีเลนะ สุคติง ยัญติ” , “สีเลนะ โภคะ สัมปทา” มีทรัพย์ก็เพราะมีศีล ทรัพย์สมบัติถ้าใช้เป็นก็มีค่ามหาศาล ถ้าใช้ไม่เป็น เอาไปซื้อยาม้า ก็เสร็จเลย...สิ่งไม่ดีไม่มีใครปรารถนาฉะนั้น ถ้ามีพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ก็จะเป็นผู้ปฏิบัติดี...กาย วาจา ใจ ดี เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม นี่เองคือ สุปฏิปันโน คือผู้ปฏิบัติดีแล้วทางกาย วาจา ใจ

ดังนั้น เราขอเอา พุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นที่พึ่ง ขอแล้วก็ต้องทำด้วยถ้าเราไม่ปฏิบัติ พระสงฆ์ พระพุทธเจ้า ก็เกิดไม่ได้ในเรา พุทธะ ธัมมะ สังฆะ อยู่ที่เราเอง ไม่ใช่พระพุทธรูป แต่อยู่ในตัวเราเอง ความดีอยู่ที่ใจเราเอง มีความอ่อนน้อม ระลึกคุณความดีของผู้มีพระคุณเช่นพระพุทธเจ้า (ขณะกราบท่าน) กายให้ดี พูดทางวาจาให้ดี ทำใจให้ดี ก็จะนำมาซึ่งการปฏิบัติบูชา (ปฏิปัตติปูชา) ถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์


(มีต่อ 9)

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2011, 10:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7022

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

๏ พระธรรมเทศนา เรื่องสุปฏิปันโน

ณ ศาลากาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ
วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๒


วันนี้ขออธิบายคำว่า สุปฏิปันโน คำว่า สุปฏิปันโน ก็คือ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ด้วยการเอากายและใจเป็นหลักของอรรถของธรรม ทำจิตใจให้ผ่องใส เมื่อใจผ่องใสหน้าตาก็ยิ้มแย้ม เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมัว ไม่มืด ไม่มิด ไม่ปิดบังความรู้ความฉลาด เอากายเราเป็นหลักธรรมเพื่อศึกษาพิจารณาว่าธรรมะอยู่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร กายเป็นเพียง “หลักธรรม” ต่อเมื่อได้ลงมือฏิบัติจึงจะเป็น “ธรรม” จริงๆ เรียกว่ามีปัญญามาปฏิบัติให้สมกับตน

“กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ เอาฐานกายเป็นหลักในการกำหนด โดยมีอินทรีย์ทั้งห้า (อินทรีย์ทั้งห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา - deedi) ประกอบด้วย เริ่มต้นที่การมีสัทธินทรีย์ คือ เริ่มต้นด้วยการปลูกศรัทธาก่อน ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม ด้วยความเคารพ

กรรมฐาน คือ ฐานที่ตั้งแห่งความเพียร โดยดูที่กายและใจเป็นหลักปฏิบัติ เป็นหลักธรรม ตั้งใจทำความดีเพราะไม่มีใครที่อยากเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครอยากทุกข์ อยากจน หรืออยากโง่ ทุกคนล้วนต้องการความเจริญรุ่งเรือง ต้องการเป็นคนดี ต้องการสุขสบาย และความสุขจะเกิดได้ก็เมื่อเรามีปัญญา เข้าใจในการปฏิบัติที่เรียกว่า “สุปฏิปันโน” นั่นเอง

ฝึกกายใจให้มีศีล

สุปฏิปันโน ต้องรู้ว่าการปฏิบัติดีเกิดขึ้นที่ไหน เรามีกายและใจเป็นต้นของหลักของธรรม จึงต้องฝึกหัด ประพฤติปฏิบัติกายและใจให้มี ศีล ขึ้นมา ลองพิจารณาดูว่าเรามี ศีลห้า หรือยัง และพยายามทำให้ศีลห้าเกิดให้ได้ ถ้ายังศีลห้าพร่องอยู่ ก็พยายามลดความบกพร่อง เพียรให้ศีลห้าสมบูรณ์ เพราะศีลเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เป็นคนดี ความดีนั้นจะเกิดได้ก็ต้องปฏิบัติ เพราะธรรมะเฉยๆ นั้น เป็นดุ้นๆ อยู่เฉยๆ เหมือนกับท่อนซุง และถ้ามีแต่กายและใจ ไม่นำมาใช้ก็แค่นั้น แต่ถ้าหากว่าเรานำกายและใจมาประพฤติปฏิบัติธรรม ทำให้มีศีลห้าเกิดขึ้นมา เราก็จะมีความสุขในครอบครัว ในบ้านเรือน ในหมู่คณะ จะเห็นว่าในหมู่ผู้มีศีลและธรรมก็จะร่มเย็นเป็นสุข สงบ เยือกเย็น อย่างนี้เรียกได้ว่า ปฏิบัติดีแล้ว ทางกายและทางใจ

อุชุปฏิปันโน คือ ผู้ปฏิบัติตรงแล้วต่อศีล ต่อธรรม มีความอดทน อดกลั้นทางกายทางใจ ไม่ขาดสติ ไม่ว่าทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ

ต้องภาวนา

อย่างไรก็ตาม ศีล เพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องทำใจให้สงบด้วยการภาวนา (สมถะภาวนา) เมื่อใจสงบ เยือกเย็นแล้ว ก็ต้องค้นหาสร้างปัญญา (วิปัสสนาภาวนา) พิจารณาเหตุและปัจจัยแห่งความสุข ความทุกข์ พิจารณาโลกธรรมแปดทั้งด้านที่ปรารถนาและด้านที่ไม่ปรารถนา เอาสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาให้เป็นโลกุตตระ ทำตัวให้พร้อมในการปฏิบัติธรรม เพราะเมื่อทำปัจจุบันให้ดีแล้ว อดีตและอนาคตก็จะดีขึ้นมาเอง

บุญ นั่นแหละจะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า บุญ ก็คือ ความสุข คือ มี กาย วาจา และใจ ที่ดี มีปัญญา เฉลียวฉลาด สามารถรู้เหตุรู้ผล ทำการงานให้ชอบด้วยอรรถด้วยธรรม รู้เท่าทันว่าโลกียสุข หรือสุขที่เกิดจากลาภ ยศ สรรเสริญ นั้นไม่ถาวร รู้เท่าทันว่าสรรพสิ่ง คนสัตว์ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ใครก็สั่งไม่ได้

ใช้ วิปัสสนาภาวนา เพื่อให้ได้พบกับความสุขที่แท้จริง ความสุขที่เที่ยงและยืนยาว ด้วยการประกอบความเพียรให้เป็นผู้มีปัญญา ต้องรู้จักเหตุแห่งสุขและเหตุแห่งทุกข์

เหตุแห่งความสุข ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ
เหตุแห่งความแก่ ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ
เหตุแห่งความตาย ก็เกิดจาก กาย วาจา ใจ

ต้องรู้เท่าทันว่า กายสังขาร นั้นเป็นของประจำโลก มีอยู่เป็นธรรมดา เมื่อรู้เช่นนี้จึงจะละได้ วางได้ ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดา มีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาเช่นนี้ จึงจะทำให้เข้าใจจริง ละจากความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทาน

กายเราก็คือ ก้อนกิเลส ก้อนธรรมแท้ๆ ที่จะนำให้เราฉลาด รู้ดี รู้ชั่ว ทำให้เรามีความสุข ความเจริญ รู้ว่ามีชาตินี้ ชาติหน้า รู้บาป รู้คุณ รู้โทษ ว่ามีจริง มีสติพิจารณากายให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจน

“เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เวทนาก็เกิดจากกายนี้

“จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การรู้การเห็นในความเจริญ สุข ทุกข์ ดี ชั่ว รู้จักจิตที่เป็นอยู่ จะสุข-ทุกข์-เสื่อม-เจริญ-ดี-ชั่ว-ทำดี-ละชั่ว อะไรทุกอย่างก็รู้ ถ้าเราไม่ทำชั่วก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่เบียดเบียนตน ถ้าเราทำชั่วชาติหน้าเราก็จะเกิดมาไม่ดี พระพุทธองค์จึงสอนให้ปฏิบัติแต่กุศลธรรมและให้ละวางอกุศลธรรมเพื่อสร้างเหตุดีในอนาคต

กุศล คือ ความเฉลียวฉลาด นำสิ่งต่างๆ ที่เกิดกับกายใจมาศึกษาพิจารณา เกิดปัญญาแก้ปัญหาชีวิตตัวเองและปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ได้ด้วย นั่นก็คือเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งศีลและทรงไว้ซึ่งธรรม นำความสุขมาให้ตัวเองและ สิ่งต่างๆ รอบตัว เรียกว่าเป็น สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน เพื่อจะได้เลื่อนชั้นจาก มนุษยสมบัติ เป็น สวรรค์สมบัติ และเลื่อนจากสวรรค์สมบัติไปสู่ นิพพานสมบัติ ในที่สุด

พระพุทธองค์ได้ทรงทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว โดยทรงทำตัวอย่างการให้ทาน ไว้ในคราวที่ทรงเป็นพระเวสสันดร และทรงทำตัวอย่างการรักษาศีล ในพระชาติที่ทรงเป็นพญานาคภูริทัต

“ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ รู้ธรรม เห็นธรรมแจ่มแจ้งชัดเจนได้ด้วยการพินิจพิจารณาจากจิตใจที่สงบสบายด้วยขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้น - พจนากรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์) และอุปจารสมาธิ (สมาธิจวนจะแน่วแน่ - พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์)

ปฏิบัติดังที่กล่าวมาแล้วนี้ จึงจะนำความสุขความเจริญมาสู่พวกเราได้ จึงขอให้นำธรรมนี้ไปพิจารณา ปฏิบัติให้เกิดศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แล้วจะได้พบความสุขอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย



.............................................................

♥ รวบรวมและคัดลอกเนื้อหามาจาก ::
(1) เว็บไซต์ http://www.sakoldham.com/
(2) พระธรรมเทศนา ถอดความโดย คุณ deedi
♥ ขอขอบพระคุณที่มาของรูปภาพ ::
โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ http://www.watpa.com/
และเว็บไซต์ http://www.baanruenthai.com/

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.พ. 2015, 12:23 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1720

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาค่ะ กราบๆ หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.พ. 2016, 15:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 547

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอน้อมกราบหลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปัญโญ ขออนุโมทนาสาธุนะครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร