วันเวลาปัจจุบัน 14 ต.ค. 2019, 22:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มิ.ย. 2009, 10:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


วิบากกรรมของพระพุทธเจ้า
เขียนโดย กรรมลิขิต


แม้องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้พระอนุตรสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
กรรมในปุเรนชาติก็ยังติดตามให้ผลจนถึงวาระสุดท้ายก่อนดับขันธปรินิพพาน
ดังที่ตรัสเล่าไว้ใน พุทธปาทาน ว่า
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังถึงกรรมที่เราได้กระทำไว้แล้ว"

เราเห็นภิกษุผู้อยู่ป่ารูปหนึ่ง จึงได้ถวายผ้าท่อนเก่า
ในกาลนั้นเราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก
ผลแห่งกรรมอันเนื่องด้วยผ้าท่อนเก่านั้น ได้สำเร็จแม้ในความเป็นพระพุทธเจ้า
เราเคยเป็นนักเลงสุราชื่อ ปุนาลิ ในชาติก่อน ๆ
ได้กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า สุรภี ผู้มิได้ทุษร้าย
ผลแห่งกรรมนั้น เราจึงท่องเที่ยวไปในนรกสิ้นกาลนาน
เสวยทุกขเวทนาสิ้นพันปีเป็นอันมาก
ด้วยกรรมที่เหลือนั้น ในภพสุดท้ายนี้ก็ถูกใส่ความ เพราะเหตุนางสุนทริกา
ในกาลก่อนเราได้เคยฆ่าน้องชายต่างมารดา
ด้วยเหตุแห่งทรัพย์ ผลักลงในซอกเขาเอาหินทุ่ม
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เทวทัตจึงเอาหินทุ่มเราสะเก็ดหินมาถูกหัวแม่เท้าเรา
เราเคยเป็นเด็กในหมู่บ้านชาวประมง เห็นชาวประมงฆ่าปลา ก็มีความชื่นชอบ
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงเกิดการเจ็บที่ศรีษะ
เราเป็นผู้มีชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคตพระนามกัสสปะว่า
การตรัสรู้เป็นได้โดยยาก ท่านจะได้จากต้นไม้ที่ไหนกัน
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี
ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยตรง
ได้แสวงหาไปในทางที่ผิด เพราะถูกกรรมเก่าทวงเอา
เราสิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว เว้นแล้วแต่จากความเดือดร้อนทั้งปวง
ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ปราศจากอาสวะ จักปรินิพพาน

เราจะเห็นได้ว่าแม้องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมศาสดาของเรา
ก็ยังมิอาจหลีกเลี่ยงผลของกรรมที่ตนได้กระทำไว้

แม้ยินดีในการฆ่าปลาของเขา ยังต้องรับผลมโนกรรมนั้นด้วยการปวดศรีษะ
แม้ได้กล่าวร้ายต่อผู้อื่นไว้ก็จะต้องถูกใส่ร้ายในชาตินี้
กรรมสนองกรรมจึงเป็นกลไกที่สลับซับซ้อนเกินกว่าจะคิดถึง
อิทธิฤทธิ์ก็ยังแพ้กรรม แม้จะมีฤทธิ์อำนาจขนาดไหน
ก็ไม่มีใครหนีกฏแห่งกรรมพ้นได้

เช่น พระโมคคัลลานะ อัครสาวกฝ่ายซ้าย
อรหันต์ผู้เรืองฤทธิ์ ขนาดม้วนแผ่นดิน ยกภูเขาทั้งลูกได้
สามารถเหาะไปเที่ยวสวรรค์หรือนรกได้ ประสานกระดูกที่แตกหักให้ติดกันได้
ก็ยังถูกวิบากกรรมติดตามทวงเอาในปั้นปลายชีวิต
สมัยที่ท่านมีชาติกำเนิดเป็นชาวบ้าน พ่อแม่ตาบอดทั้งสองข้าง
แต่ท่านยังตาบอดยิ่งกว่าทั้งที่ตาดี เพราะหลงเมียจนลืมพระคุณพ่อแม่
ด้วยเหตุที่เมียรังเกียจพ่อแม่ที่ตาบอด จึงแสร้งหาเหตุใส่ร้ายป้ายสีต่าง ๆ นา ๆ
แล้วตีอกชกตัวเองร่ำไห้ฟ้องสามี และแนะนำให้พาพ่อแม่ที่ตาบอดไปฆ่าทิ้งในป่า
ทิ้งร้างให้สัตว์ร้ายกิน เหมือนหนึ่งว่าสัตว์ทำร้ายถึงแก่ชีวิต
ฝ่ายสามีก็หลงเชื่อ นำพ่อแม่ขึ้นเกวียนทำทีไปทำกิจที่อื่น
พอถึงกลางป่าก็ทำเป็นเสียงโจรเข้าปล้น
แล้วลงมือทุบตีพ่อแม่หมายให้ตายอแทนที่พ่อแม่จะร้องให้ลูกช่วย
กลับบอกให้ลูกไปเสียไม่ต้องเป็นห่วง เพราะตนเองก็ตาบอด
ส่วนลูกยังมีภาระครอบครัวที่จะต้องรับผิดชอบอยู่
จงหนีไปเสีย ทำให้ท่านฆ่าไม่ลง
ทำทีเป็นขับไล่โจรให้หนีไป กลับนำพ่อแม่มาเลี้ยงดูตามเดิม
ผลจากกรรมนั้นทำให้ท่านถูกทุบตีตายมาถึงห้าร้อยชาติ
ดีแต่ว่ายังไม่พลั้งมือทำร้ายพ่อแม่ถึงตาย ถือเป็นอนันตริยกรรม
คือ ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เพราะยั้งมือไว้ทันไม่ได้ถึงขั้นฆ่า
นำกลับมาเลี้ยงดูตามเดิม จึงทำให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาติสุดท้าย
เข้าสู่พระนิพพานได้ แต่ก็ถูกโจรป่ารุมทำร้ายกระดูกแหลกละเอียด
และเข้าใจว่าท่านตายก็เลยทิ้งไว้ในป่า
ท่านก็อาศัยอิทธิฤทธิ์ประสานกระดูกร่างกายขึ้นมาใหม่
ไป ๆ มา ๆ ก็พบโจรเหล่านี้อีก มันก็ทำร้ายท่านอีกเหมือนเดิม
จนเกิดขึ้นในครั้งที่ 3 ท่านจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่า
บุพกรรมใดหนอท่านจึงต้องถูกโจรเหล่านี้ทุบตีทำร้ายท่าน
จนได้รู้ความจริงในอดีต จึงประสานกายขึ้นมามาใหม่
แล้วเหาะไปทูลลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน

ดังนั้นเมื่อกรรมจะเริ่มให้ผลก็จะมีการเตือนกันล่วงหน้า
โดยแสดงอาการผิดปกติทางจิตใจหรือทางกายให้เริ่มปรากฏ
และเมื่อมันปรากฏแล้วก็ต้องรีบศึกษาทำความเข้าใจ วิเคราะห์ให้ชัดเจน
เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม
จนถูกรุมเร้าดิ้นไม่ออก ส่วนวิธีการนั้นจะได้แนะนำกันในโอกาสต่อไป

ที่มา : http://www.watpanya.com/board/forum_posts.asp?TID=179
คัดลอกจาก...http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=54

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มิ.ย. 2009, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


"เภทภัยจากฟ้า อาจหลีกเร้นได้
กรรมตนก่อไว้ มิอาจรอดชีวา"
สาธุ ครับ คุณลูกโป่ง :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มิ.ย. 2009, 16:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 พ.ค. 2009, 15:08
โพสต์: 162

ที่อยู่: ปราจีนบุรี

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุครับ :b8:

.....................................................
สติคือธรรมคุ้มครองโลก

มีสติรู้กายและใจลงเป็นปัจจุบัน

เมื่อใดมีสติเมื่อนั้นมีความเพียร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2009, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มิ.ย. 2009, 17:12
โพสต์: 246

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: สาธุ สาธุ ค่ะ คุณลูกโป่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2009, 18:00
โพสต์: 64


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 13:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 เม.ย. 2009, 19:55
โพสต์: 548

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลูกโป่ง เขียน:
ดังนั้นเมื่อกรรมจะเริ่มให้ผลก็จะมีการเตือนกันล่วงหน้า
โดยแสดงอาการผิดปกติทางจิตใจหรือทางกายให้เริ่มปรากฏ
และเมื่อมันปรากฏแล้วก็ต้องรีบศึกษาทำความเข้าใจ วิเคราะห์ให้ชัดเจน
เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม

จนถูกรุมเร้าดิ้นไม่ออก ส่วนวิธีการนั้นจะได้แนะนำกันในโอกาสต่อไป

:b8: :b8: :b8:


กำลังรอภาคต่ออย่างใจจดเลยครับ...

ไอ้เตือนล่วงหน้านี่สิ่ :b10: :b10: ประมาณไหนน๊อออออ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 13:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2004, 08:57
โพสต์: 154


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 15:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: โรคมิใช่เกิดจากกรรม(เก่า)เท่านั้น

เขียนโดย กรรมลิขิต

ในอดีตความเชื่อของคนเรามีความแตกต่างกันไปตามลัทธิ
ความเชื่อบางอย่างก็เป็นสิ่งที่มีเหตุผล แต่บางอย่างก็ยังไม่ถูกต้อง
เช่น บางคนเชื่อว่ามนุษย์นั้นตายแล้วสูญ จึงทำอะไรก็ได้สุดแท้แต่จะพอใจ
โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เพราะคิดว่าตายแล้วก็สูญไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

แต่บางคนก็เชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ ชีวิตหลังความตายยังมีสิ่งที่เร้นลับรอเราอยู่
จึงไม่กล้าทำสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรม นอกจากนี้ก็ยังมีความเชื่อที่ผิด ๆ
ปนแทรกเข้ามาในชีวิตอีกมากมาย
จนกลายเป็นความเชื่อตามลัทธิที่ผิดไปจากหลักแห่งกรรมคือ

1. ปุพเพกตวาท เชื่อว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า
ความจริงแล้วยังมีกรรมใหม่ที่มาเกี่ยวข้องอีกต่างหาก จึงถูกเพียงบางส่วน

2. อิศวรนิรมิตวาท เชื่อว่าเทพบันดาล
บางคนเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตย่อมเป็นไปตามเทพบันดาล

3. อเหตุวาท
เชื่อว่าเป็นไปตามดวง
บางคนเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตย่อมเป็นไปตามโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวว่า หากใครเห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น
เกิดมาจากกรรมทั้งสิ้น ย่อมเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ กรรมเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
ในทางพระพุทธศานาได้แบ่งกฎเกณฑ์การเจ็บป่วยไว้อย่างแยบคาย 5 ประการดังนี้

อุตุนิยาม เป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศและสิ่งแวดล้อม
เช่น ร้อนหรือหนาวเกินไป อุทกภัย วาตภัย

พีชนิยาม
เป็นกฎธรรมชาติของพืชพันธ์ หรือ พันธุกรรม
เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคเอดส์ ที่สามารถถ่ายทอดได้กรรมพันธ์

จิตตนิยาม
เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับสภาพจิตใจ
หรืออุปทานความนึกคิดที่อาจปรุงแต่งจนเกินไปได้ อาจมีผลกระทบต่อภาวะร่างกาย

กรรมนิยาม เป็นกฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
ที่เกิดจากการกระทำหรือการแสดงเจตนา เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์โดยตรง

ธรรมนิยาม เป็นกฎที่ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล
เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป

ที่มา... http://watpanya.com/board/forum_posts.asp?TID=179
คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=54

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 15:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: ผลของกรรมดีกรรมชั่ว

เขียนโดย กรรมลิขิต


พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทํ ตทาจริยวโจ ดังนี้.

ความย่อมีอยู่ว่า วันหนึ่งพวกภิกษุประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าพระเทวทัตเป็นผู้กักขฬะ หยาบช้า โผงผาง
ประกอบการมุ่งปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้กลิ้งศิลา ปล่อยช้างนาฬาคิรี
มิได้มีแม้แต่ขันติเมตตาและความเห็นอกเห็นใจ ในพระตถาคตเลย.
พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตกักขฬะ หยาบคาย
ไร้กรุณามิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเทวทัตก็กักขฬะ
หยาบคาย ไร้กรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี
พระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดเป็นวานรชื่อ นันทิยะ อยู่ในหิมวันตประเทศ
มีน้องชายชื่อว่า จุลลนันทิยะ ทั้งสองพี่น้องมีวานร ๘๔,๐๐๐ เป็นบริวาร
ปรนนิบัติมารดาซึ่งตาบอด อาศัยอยู่ใน หิมวันต ประเทศ.
วานรสองพี่น้องให้มารดาพักนอนที่พุ่มไม้
เข้าไปป่าหาผลไม้ที่มีรสอร่อยได้แล้ว ส่งไปให้มารดา.
ลิงที่นำมามิได้เอาไปให้มารดา.
มารดาถูกความหิวครอบงำจนผอมซูบซีดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า ลูกส่งผลไม้มีรสอร่อยมาให้แม่
ไฉนแม่จึงซูบผอมนักเล่า. มารดาตอบว่า ลูกเอ๋ย แม่ไม่เคยได้เลย.
พระโพธิสัตว์คิดว่า เมื่อเรายังปกครองฝูงวานรอยู่ แม่ของเราคงตายเป็นแน่
เราจะละฝูงวานร ไปปรนนิบัติแม่เท่านั้น.
พระโพธิสัตว์จึงเรียกจุลลนันทิยะมากล่าวว่า นี่แน่ะน้อง น้องจงปกครองฝูงวานร เถิด
พี่จักปรนนิบัติแม่เอง. ฝ่ายจุลลนันทิยะจึงกล่าวว่า
พี่จ๋า น้องไม่ต้องการ ปกครอง ฝูงวานร น้องก็จะปรนนิบัติแม่บ้าง.
พี่น้องทั้งสองนั้นมีความเห็นเป็นอันเดียวกันฉะนี้แล้ว
จึงละฝูงวานรพามารดาออกจากหิมวันตประเทศ
อาศัยอยู่ที่ต้นไทรชายแดน ปรนนิบัติมารดา.

ครั้งนั้น มีพราหมณ์มาณพชาวกรุงพาราณสีผู้หนึ่ง เรียนจบศิลปะทุกประการ
ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในเมืองตักกสิลา
อำลาอาจารย์ว่า กระผมจักไป ฝ่ายอาจารย์ก็รู้ด้วยอานุภาพวิชชาในตนว่า
มาณพนั้นเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า โผงผาง จึงสั่งสอนว่า
แน่ะพ่อ เจ้าเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า โผงผาง
ถ้าขืนเป็นอย่างนี้จะไม่มีผลสำเร็จเช่นเดียวกันตลอดกาล
ย่อมต้องพบความพินาศ ความทุกข์อย่างใหญ่หลวง
ท่านอย่าได้เป็นคนกักขฬะ หยาบช้า
อย่าได้ทำกรรมอันให้เดือดร้อนในภายหลังเลย ดังนี้ แล้วจึงส่งไป.

พราหมณ์มาณพนั้นไหว้อาจารย์ แล้วไปสู่กรุงพาราณสี มีครอบครัวแล้ว
เมื่อไม่สามารถจะเลี้ยงชีพด้วยศิลปะอย่างอื่น จึงคิดว่า
เราจักยึดเอาคันธนูเป็นที่พึ่งเลี้ยงชีวิต คือ จักหากินทางเป็นพราน
ออกจากกรุงพาราณสี อยู่ที่บ้านชายแดน ผูกสอดธนูและแล่งธนูเสร็จแล้ว
เข้าป่าล่าเนื้อนานาชนิด เลี้ยงชีพด้วยการขายเนื้อ.
วันหนึ่ง เขาหาอะไรในป่าไม่ได้เลย กำลังเดินกลับพบต้นไทรอยู่ที่ริมเนิน
คิดว่าน่าจะมีอะไรอยู่ที่ต้นไทรนี้บ้าง จึงเดินตรงไปยังต้นไทร.

ขณะนั้น วานรสองพี่น้องนั่งอยู่ระหว่างค่าคบ
ให้มารดาเคี้ยวกินผลไม้อยู่ข้างหน้า เห็นพราหมณ์มาณพนั้นเดินมา
คิดว่าถึงจะเห็นมารดาเรา ก็คงจะไม่ทำอะไร จึงแอบอยู่ระหว่างกิ่งไม้.
ฝ่ายบุรุษโผงผางผู้นั้นมาถึงโคนต้นไม้แล้ว
เห็นมารดาของวานรนั้นแก่ทุพพลภาพตาบอด
คิดว่า เราจะกลับไปมือเปล่าทำไม จักยิงนางลิงตัวนี้เอาไปด้วย
จึงโก่งธนูหมายจะยิงนางลิงแก่ตัวนั้น.

พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า พ่อจุลลนันทิยะบุรุษผู้จะยิงมารดาของเรา
พี่จะสละชีวิตให้แทนมารดา เมื่อพี่ตายไปแล้ว น้องจงเลี้ยงดูมารดาเถิด
จึงออกจากระหว่างกิ่งไม้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ
ขอท่านอย่าได้ยิงมารดาของเราเลย มารดาของเราตาบอด ทุพพลภาพ
เราจะสละชีวิตให้แทนมารดา ขอท่านอย่าได้ฆ่ามารดาเลย จงฆ่าเราเถิด
รับปฏิญญาของบุรุษนั้นแล้ว จึงไปนั่งในที่ใกล้ลูกศร
บุรุษนั้นปราศจากความกรุณา ยิงพระโพธิสัตว์ตกลง
แล้วขึ้นธนูอีกเพื่อจะยิงมารดาของพระโพธิสัตว์ด้วย.

จุลลนันทิยะเห็นดังนั้นคิดว่า บุรุษผู้นี้ใคร่จะยิงมารดาของเรา
มารดาของเรา แม้จะมีชีวิตอยู่วันเดียว ก็ยังได้ชื่อว่ารอดชีวิตแล้ว
เราจักสละชีวิตให้แทนมารดา จึงออกจากระหว่างกิ่งไม้กล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ท่านอย่ายิงมารดาของเราเลย เราจักสละชีวิตให้แทนมารดา
ท่านยิงเราแล้วเอาเราสองพี่น้องไป จงไว้ชีวิตแก่มารดาของเราเถิด
รับปฏิญญาของบุรุษนั้นแล้ว นั่งในที่ใกล้ลูกศร.
บุรุษนั้นจึงยิงจุลลนันทิยะนั้นตกลง แล้วคิดว่าเราจักเอาไปเผื่อเด็กๆ ที่บ้าน
จึงยิงมารดาของวานรทั้งสองด้วยตกลง หาบไปทั้ง ๓ ตัว มุ่งหน้าตรงไปบ้าน.
ครั้งนั้นสายฟ้าได้ตกลงที่บ้านของบุรุษชั่วนั้น
ไหม้ภรรยาและลูกสองคนพร้อมกับบ้าน เหลือแต่เพียงเสากับขื่อ.

ขณะนั้น บุรุษผู้หนึ่งพบบุรุษชั่วนั้นที่ประตูบ้านนั่นเอง จึงเล่าความเป็นไปให้ฟัง.
บุรุษชั่วผู้นั้นถูกความเศร้าโศกถึงบุตรและภรรยาครอบงำ
ทิ้งหาบเนื้อและธนูกับแล่งไว้ตรงนั้นเอง ปล่อยผ้า
เปลือยกายประคองแขนร่ำไห้เข้าไปที่เรือน
ขณะนั้น ขื่อหักตกลงมาถูกศีรษะแตก แผ่นดินแยกออกเป็นช่อง
เปลวไฟแลบขึ้นมาจากอเวจีมหานรก.

บุรุษชั่วผู้นั้นกำลังถูกแผ่นดินสูบ ระลึกถึงโอวาทของอาจารย์ได้
คิดว่าท่านปาราสริยพราหมณ์เห็นเหตุนี้
จึงได้ให้โอวาทแก่เรา ได้กล่าวคาถาสองคาถารำพันว่า :-

ปาราสริยพราหมณ์ได้กล่าวคำใดไว้ว่า
ท่านอย่าได้กระทำกรรมชั่ว อันจะทำตัวท่านให้เดือดร้อนในภายหลังนะ
คำนี้นั้นเป็นถ้อยคำของท่านอาจารย์.

บุรุษ ทำกรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน
ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น.

(อรรถกถา จุลลนันทิยชาดก)

คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=54

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: คำแนะนำในการแก้กรรม

เขียนโดย กรรมลิขิต

คำแนะนำในการแก้กรรมนี้ ไม่ได้ส่งเสริมให้ท่านไปทำกรรมชั่วแล้วให้มาแก้กรรม
หรือล้างกรรมทีหลัง แต่แนะนำสำหรับผู้ที่ทำกรรมไม่ดีมาด้วยความประมาท
พลั้งเผลอ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยกตัวอย่างท่านองคุลิมาล
เมื่อก่อนทำด้วยความประมาท ด้วยความไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นบาปกรรม

วิธีที่ดีที่สุด ก็คือในเบื้องต้นทำความเห็นให้ถูกต้อง หรือเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะเมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว ย่อมกำจัดความเห็นผิดทั้งหลายได้
มีกัมมสัทธา เชื่อในเรื่องกรรม วิปากสัทธา เชื่อในการให้ผลของกรรม
กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อความที่มีกรรมเป็นของตน แล้วกลับมาบำเพ็ญความดี
หรือบุญตามหลักที่ควรเป็น คือให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา
ในการทำความดีนี้ ถึงจะมุ่งหวังการแก้กรรมเป็นเหตุ
แต่ก็ไม่ควรกังวลว่าแก้ได้หรือไม่ได้ พึงทำใจอยู่เสมอว่า เรามีการกระทำเป็นของตน
อนึ่ง การให้ผลของกรรม เป็นเรื่องอจินไตย
ใคร ๆ ไม่ควรคิดมาก ไม่ควรกังวลมาก ให้ทำดีที่สุด
เมื่อทำดีมากๆ แล้ว กรรมไม่ดีต่าง ๆ ก็อาจจะไม่มีโอกาสให้ผล หรือตามไม่ทัน
หรือกลายเป็นอโหสิกรรมไป ต่อไปนี้ จะนำวิธีแก้กรรม
ที่ท่านผู้ที่ผ่านการศึกษาได้เสนอแนะไว้ เห็นว่าเป็นประโยชน์
เพราะเกี่ยวข้องกับการทำความดีทั้งนั้น

แนวทางสำหรับการแก้ไขวิบากกรรมให้เบาบางลงไป
คำแนะนำในการแก้กรรม
สำหรับท่านที่ผิดพลาดไปแล้ว ก็อยากขอแนะนำหนทางแก้ไข
วิบากกรรม เหล่านั้นให้บรรเทาลงไปหรือหมดไปในที่สุด
ใช้ได้กับ กรรม ทุกประเภท มีข้อแนะนำดังนี้


1.ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่กำลังติดตามให้ผลเราอยู่ทุกรูปแบบ
เพื่อให้ดวงวิญญาณนั้นเห็นว่า เรามีความตั้งใจจริงและสำนึกในผลกรรมที่ได้กระทำลงไป
เช่น การทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน
ถวายพระพุทธรูป ถวายผ้าไตร ไถ่ชีวิตสัตว์ ฯลฯ
แล้วตั้งใจกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ในตัวของเราเท่านั้น
แต่ท่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่า นี่เป็นเพียงทานกุศล
เป็นกุศลเบื้องต้นที่ยังหยาบอยู่ซึ่งอาจจะไม่พอเพียงสำหรับการไถ่โทษฑัณฑ์
ที่ได้กระทำผิดไว้กับเจ้ากรรมนายเวรตนนั้นก็ได้

2. การบวชพราหมณ์หรือการบวชพระ
การถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ตามเพศภาวะ
ส่วนจะเป็นการบวชกี่วันย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
เมื่อบวชแล้วควรสวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเช้า-เย็น เจริญสมาธิภาวนาให้มาก
เพราะเป็นกุศลที่ละเอียดสูงกว่าการให้ทานข้างต้น
เพราะการบวชชีพราหมณ์หรือการถือศีล 8 เป็นระดับของบุญที่สูงกว่าการให้ทาน
นอกจากจะมีโอกาสทำวัตรเช้าเย็น ก็ยังได้นั่งสมาธิแผ่ส่วนบุญส่วนกุศล
ที่เป็นทิพย์ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรอีกด้วย หรือ ถ้าเป็นกรรมหนัก
และเป็นผู้ชายก็อาจบวชพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรก็ยิ่งดีมาก

3. เจริญสมาธิภาวนา แม้เราจะไม่มีเวลาไปบวชถือศีลที่วัดก็ตาม
เราก็ควรจะทำบ้านให้เป็นวัด ด้วยการสวดมนต์และเจริญสมาธิภาวนาให้เป็นนิจ
เพราะบุญจากการเจริญสมาธิภาวนา เป็นกุศลที่ละเอียดมากและสูงที่สุด
ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของทุกดวงจิตดวงวิญญาณ
เพราะผู้มีกายทิพย์หรือกายละเอียดย่อมอยากได้บุญที่ละเอียดเช่นกัน
อีกประการหนึ่ง จะเป็นการคลายขันธ์หรือปรับปรุงธาตุขันธ์ให้ผ่อนคลายระงับ
เบญจขันธ์อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
กรรมเล็ก กรรมน้อย จะถูกขับผ่อนคลายออกจากขันธ์ได้บางส่วน
ทำให้ดีขึ้นและเกิดปิติสุขตามมา พยายามให้จิตแน่วแน่มั่นคง
จนจิตดิ่งวูบจนเกิดความสงบและสุขในใจ
แล้วแผ่เมตตาให้ดวงจิตดวงวิญญาณนั้นมาอนุโมทนา และให้เป็นอโหสิกรรมต่อกัน
เพราะองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กล่าวว่า
หากเราทำจิตให้นิ่งสงบได้เพียงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ย่อมสามารถปิดอบายภูมิได้
คือ ทำความดีหนีความชั่ว ดังนั้นแม้ไม่อาจจะไปบวชชีพราหมณ์ได้
ก็อยู่ปฏิบัติเอาเองที่บ้านก็ได้ แต่ขอให้ทำจริงเท่านั้น
(ข้อ ที่ว่าปิดอบายภูมิได้นั้น หมายถึงชั่วขณะที่จิตสงบนิ่งเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่าปิดได้ตลอดกาล หมายความว่าถ้าตายในขณะที่จิตสงบเป็นกุศล
ก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้ไปสู่สุคติ หรือมีสุคติเป็นที่หวัง
ที่ปิดอบายภูมิได้เด็ดขาด คือพระโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น : พระมหาอำพร อนุตฺตโร)

4. การขออโหสิกรรม หรือ การให้อภัยทาน

ในบรรดาทานทั้งหลายอันประกอบด้วย วัตถุทาน ธรรมทานและอภัยทาน
ถือว่าอภัยทานเป็นทานในระดับปรมัตถทานบารมี
หากมีการให้อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน กรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะ
หลุดพ้นจากบ่วงกรรมนั้นทันที ดังนั้นหากเจ้ากรรมนายเวรใดปรากฏตนต่อหน้าในขณะนั้น
ก็พึงประกาศขออโหสิกรรมกันทันที หากแม้ว่าอีกฝ่ายไม่ยอม
กรรมนั้นก็ย่อมดำเนินการส่งผลต่อไป สุดแท้แต่ลักษณะแห่งกรรมที่กระทำกันมา

ดังนั้น ทุกครั้งที่ทำบุญแล้วให้กรวดน้ำแผ่เมตตา
ระบุถึงเจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ในตัวข้าพเจ้า หรือ ที่ติดตามข้าพเจ้า
ให้มาอนุโมทนาในส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าอุทิศให้นี้
และกรรมอันใดที่ได้กระทำไปโดย เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี
รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เพื่อเป็นการแสดงความตั้งใจที่จะอุทิศให้แก่เขาจริง ๆ และด้วยความสำนึกผิด

5.ขอร้องไกล่เกลี่ย เมื่อทำทุกอย่างที่แนะนำแล้ว เหตุการณ์รอบ ๆ ตัว
หรือ สุขภาพการเจ็บป่วยไม่ดีขึ้น ก็ต้องหาคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยให้
ดังนั้น “พระสงฆ์”ผู้ทรงศีล จึงเป็นทางออกที่ดี
เพราะท่านเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และมีศีล 227
ย่อมมีวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ยให้ เพราะเราเป็นจำเลย แต่วิญญาณที่อาฆาตเป็นโจทก์
ดังนั้นถึง แม้เราจะพยามสร้างบุญสร้างกุศลทุกรูปแบบแล้ว
เจ้ากรรมนายเวรอาจจะยังไม่ยอมก็ได้ เพราะความโกรธยังมีอยู่
จึงไม่ยอมฟังเสียงร้องขอของเรา จึงจำเป็นต้องอาศัยคนกลาง
ที่เป็นที่เคารพนับถือหรือเกรงใจกันไกล่เกลี่ยให้
โดยอาศัยจิตสำนึกในบาปบุญที่ได้กระทำมา และสร้างกุศลอยู่เสมอเป็นสำคัญ
ประกอบด้วยพระสงฆ์ที่มีบุญฤทธิ์และเมตตาจิตที่แผ่เมตตาโปรดสัตว์ผู้ทุกข์ยากทั้งหลาย
ให้เกิดปัญญาดวงตาเห็นธรรม จนยอมละวางและให้อโหสิกรรมต่อกัน
ท่านทั้งหลายอ่านมาถึงตรงนี้ คงจะมีคำถามมากมายว่า
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า เจ้ากรรมนายเวรยอมอโหสิกรรมให้
ถ้าท่านอยากทราบคำตอบสุดท้ายตรงนี้ ก็ต้องติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ทุกตัวอักษร
แล้วท่านจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
แล้วจะเข้าใจเรื่องราวของ “กรรม” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อาจทำให้ท่านเกิดความรู้สึกกลัว “กรรม”
กว่าที่เคยกลัวมาว่า “เจ้ากรรมนายเวร”
ไม่ใช่แค่คำพูดที่ไว้หลอกคนให้กลัว แต่เป็นเรื่องจริง ๆ
ที่ยังไม่เคยได้รับคำอธิบายให้ชัดเจนจากที่ไหนมาก่อนเท่านั้น

เจ้ากรรมนายเวร ก็คือ ดวงจิตดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตพยาบาทกันมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน
จะมากหรือน้อยก็ย่อมขึ้นอยู่กับ บุพกรรม ของแต่ละคน
บางดวงจิตดวงวิญญาณหากมาจุติเป็นมนุษย์เหมือนกัน ก็จะคอยจองล้างจองพลาญ
หาทางทำลายเราในทุกโอกาสทุกสถานที่ในรูปแบบต่าง ๆ กัน
ต่างกรรมต่างวาระ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเราแปรเปลี่ยนไป
หมุนเวียนกันไป ดีบ้างแย่บ้าง สุดแท้แต่กรรมดีหรือกรรมชั่วจะส่งผล

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท เราจึงควรสั่งสมบุญไว้
หมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เอาบุญเป็นตัวนำ
เพื่อถ่วงดุลความชั่วให้ส่งผลช้าหรือไม่สามารถให้ผลได้ทัน
เพราะน้ำหนักบุญมากกว่าน้ำหนักบาปนั่นเอง


อ้างถึง... http://www.watpanya.com/board/forum_posts.asp?TID=179
ที่มา... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=47

:b48: :b8: :b48:


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 19 ต.ค. 2009, 16:32, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 16:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: กรรมดี ตัดกรรมชั่ว

เขียนโดย กรรมลิขิต

กรรมชั่วที่เราทำด้วยเจตนา ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ตาม
ถึงเราจะไม่สามารถลบล้างได้ แต่เราสามารถทำกรรมดี
ทำดีให้มากๆ หรือดีอันยิ่งใหญ่ เพื่อไม่ให้กรรมชั่วบางชนิดมีโอกาสให้ผล
หรืออาจจะเข้าไปตัดรอนกรรมชั่วนั้นลงได้โดยเด็ดขาด ( อุปฆาตกกรรม)
หรือเข้าไปลดกรรมชั่วนั้นให้มีโอกาสให้ผลน้อยลง เบาบางลง (อุปปีฬกกรรม)

อีกทั้งกรรมดีที่เราทำนั้นก็จะไปสนับสนุนกรรมดีที่เรามีอยู่
ให้มีโอกาสให้ผลเต็มที่ (อุปัตถัมภกรรม)
เหมือนดังพระบรมราโชวาทในลักษณะที่ว่า
"เราไม่สามารถทำทุกคนให้เป็น คนดีได้ทั้งหมด
แต่เราต้องสนับสนุนคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง
เพื่อป้องกันคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ "
ฉะนั้น เราไม่สามารถล้างกรรมชั่วได้ทั้งหมด
แต่เราสามารถทำกรรมดี เพื่อให้กรรมดีมีอำนาจมากกว่ากรรมชั่ว
ไม่ให้กรรมชั่วมีอำนาจมากกว่า หรือไม่ให้กรรมชั่วมีโอกาสให้ผลได้
เมื่อเราทำกรรมดีมากๆ ดีอย่างที่สุด ดีอย่างยิ่งใหญ่
กรรมดีที่เราทำนั่นแหล่ะ จะเข้าไปตัดรอน
เข้าไปเบียดเบียนกรรมชั่ว ไม่ให้กรรมชั่วมีโอกาสให้ผลได้
ตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ก็อย่างเช่น ท่านองคุลิมาล
ฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพันคน แต่ทำกรรมดีอันยิ่งใหญ่คือ อรหันตมรรค อรหันตผล
ซึ่งกรรมชั่วที่จะนำไปสู่อบายภูมิเป็นอันไม่มี กลายเป็นอโหสิกรรมไป
(กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล หรือให้ผลไม่ทัน หรือกรรมที่ผ่านพ้นไปแล้ว)
เพียงมีแต่เศษกรรมเล็กๆ น้อยเท่านั้น แต่นั่น

การทำความดี นั่นแหล่ะ ดีที่สุด


คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=47

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: กรรมลิขิต

เขียนโดย กรรมลิขิต

เมื่อเราได้ศึกษาถึงขบวนการแห่งกรรมในเบื้องต้นแล้วก็คงพอจะเข้าใจว่า
อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราก็เป็นมาจาก วิบากแห่งกรรมนั่นเอง
ดังนั้นชะตาชีวิตของคนเราจึงขึ้นอยู่กับ "กรรมลิขิต"
แต่ชะตาชีวิตของคนเรานั้นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้
หาใช่สิ่งตายตัวแต่อย่างใดไม่
มันย่อมเป็นไปตามดุลยภาพแห่งการกระทำและแรงปฏิกิริยาของผู้กระทำ
หรือผู้ถูกกระทำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง
นั่นคือมันสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นหรือเลวร้ายลงกว่าเดิมก็ได้
ชะตาชีวิตของคนเราจึงขึ้นอยู่กับ กรรมเก่าและกรรมใหม่

การที่เราจะแก้ไขปัญหาชะตาชีวิตของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงค้นคว้าหาวิถีทางที่ถูกต้อง
ไม่ใช่เพียงหาทาง สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ตัดกรรม โดยไม่พึ่งพาตนเอง
เพราะถึงเราจะมีเงินทองก็คงจะซื้อบุญหรือกรรมไม่ได้แน่นอน
แต่ถ้ารู้จักพิจารณาถึงสาเหตุหรือองค์ประกอบดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า
ตนเองมีเวรกรรมใดผูกพันอยู่ ก็จะสามารถลดแรงกรรมเหล่านั้นได้โดยไม่ยาก

ความเชื่อในเรื่องกรรม


หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง
ความศรัทธาของชาวพุทธไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง 4 ประการด้วยกัน

ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
คือเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง
เป็นผู้ประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ

กัมมสัทธา
เชื่อเรื่องกรรม คือเชื่อว่ากรรมมีจริง

วิปากสัทธา
เชื่อเรื่องผลของกรรม
คือเชื่อว่ากรรมที่บุคคลทำไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมให้ผลเสมอ

กัมมัสสกตาสัทธา
เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง
คือเชื่อว่าผลที่เราได้รับ เป็นผลแห่งการกระทำของเราเอง
ซึ่งอาจจะเป็นกรรมที่ทำในปัจจุบันชาติหรืออดีตชาติ

ความเชื่อหรือความศรัทธาในพระพุทธศาสนาทั้ง 4 ประการนั้น
เป็นความเชื่อในเรื่องของกรรมเสีย 3 อย่าง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กฏแห่งกรรม จึงเป็นหลักคำสอนที่สำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา
ที่ชาวพุทธทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะผู้ที่เชื่อกฏแห่งกรรม
ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม
ย่อมสามารถทำใจได้ในทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าชีวิตจะทุกข์ยากลำบาก ผิดหวังขมขื่น
โรคภัยไข้เจ็บจะมาเบียดเบียน ถือว่าเป็นเจ้ากรรมนายเวรในอดีตมาเบียดเบียน
ไม่ตีโพยตีพายโวยวายเรียกร้องหาความยุติธรรม

กรรมให้ผลตามกาล

1. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
กรรมให้ผลในชาตินี้

2. อุปปัชชเวทนียกรรม
กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า

3. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป

4. อโหสิกรรม กรรมที่เลิกให้ผล หรือยุติการให้ผลต่อไป

กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่


1. ชนกกรรม
กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว

2. อุปถัมภกรรม กรรมที่สนับสนุน
คือ ถ้ากรรมเดิมหรือ ชนกกรรมแต่งดี ก็ส่งให้ดียิ่งขั้นไป ถ้าชั่วก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น

3. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้นหรือขัดขวางกรรมเดิม
คอยเบียดเบียนชนกกรรม เช่นเดิมแต่งมาดี เบี่ยงเบนให้ชั่ว
เดิมแต่งมาชั่ว ก็เบี่ยงเบนให้ดี

4. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน เป็นกรรมที่พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
เช่นเดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ กลับที่เดียวเป็นขอทานหรือตายทันที
หรือของเดิมแต่งไว้เลว ก็กลับทีเดียวเป็นมหาเศรษฐีไปเลย

กลไกแห่งกรรม

เมื่อเราได้ศึกษาในกลไกแห่งกรรมจนพอจะเข้าใจแล้วว่า
อำนาจแห่งกรรมสามารถจะส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่
การก่อเกิดภพชาติของคนเราได้ ถ้ากรรมดีให้ผลก็แล้วไป
แต่ถ้าวิบากกรรมให้ผลที่ไม่ดีต่อเราแล้ว
เราจะมีหนทางใดในการเบี่ยงเบนวิบากกรรมที่ไม่ดีออกไปให้พ้นตนได้
นั่นก็คือเราต้องรู้เหตุเบื้องต้นเสียก่อนว่า
เรากำลังตกอยู่ในเหตุการณ์ที่ผิดปกติ
โดยอาศัยสิ่งที่เราเรียกว่า “ลางบอกเหตุ”หรือสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า
เพื่อจะได้หาหนทางหรือกุศโลบายที่แยบยลในการที่จะเข้าไปแก้ไขสิ่งที่เลวร้าย
ให้กลับกลายเป็นดีได้ ดังนั้นสิ่งที่เป็นลางบอกเหตุดังกล่าว
จึงพออนุมานให้เป็นหนทางในการสังเกต และพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

เจ็บป่วยผิดปกติ แม้จะหาแพทย์แผนปัจจุบันหรือแผนโบราณแล้วก็ตาม
อาการดังกล่าวก็ยังไม่ดีขึ้น หรือแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุความผิดปกติได้
นอกจากจ่ายยาให้กินเท่านั้น เช่น เจ็บหลัง เจ็บเอว เจ็บไหล่
ปวดในช่องท้อง หรือแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง เนื้องอก เป็นต้น
ถึงแม้กรรมจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ธาตุขันธ์ความเป็นมนุษย์
จนเกิดเวทนาอย่างแรงกล้า เราก็ต้องทำความเข้าใจว่า
ส่วนหนึ่งเป็นไปตามสภาวะธรรมชาติ แต่บางส่วนก็เป็นไปตามวิบากกรรม

จิตใจผิดปกติ แม้จะหาจิตแพทย์หรือบำบัดในโรงพยาบาลก็ยังไม่ดีขึ้น
เช่น ปวดศรีษะรุนแรง เบลอ พูดจาเพ้อเจ้อ

ชีวิตวุ่นวายผิดปกติ มีปัญหาในเรื่องการทำมาหากิน
ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน-การค้า เครียดผิดปกติ

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สิ่งที่เป็นอจินไตยมีอยู่ 4 ประการด้วยกันคือ
1. วิสัยของพระพุทธเจ้า
2. ความคิดเรื่องการสร้างโลก
3. วิสัยของผู้มีฤทธิ์
4. กฏแห่งกรรม

คำว่า “ อจินไตย ” แปลว่า ไม่ควรคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้คิด
ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดกั้นไม่ให้ใช้ปัญญา
ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าท่านไม่ให้คิดด้วยหลักของตรรกศาสตร์
เนื่องจากการคิดแบบนี้เป็นการคิดแบบอนุมาน คือ คาดคะเน
ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความผิดพลาดได้ง่าย
เพราะอาศัยพื้นฐานความรู้ที่เกิดจากอายตนะภายนอกที่เป็นประสาทสัมผัส
คือ ตาเห็น หูได้ยิน เป็นต้น
แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องราวในโลกนี้เป็นความจริง
ทั้งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส และที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัส
เช่น เรื่องราวในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ และ กฎแห่งกรรม
ที่เป็นความจริงที่ไม่อาจสามารถพิสูจน์ได้เพียงประสาทสัมผัสเท่านั้น
แต่จะต้องมีความรู้ที่นอกเหนือพิเศษจากประสาทสัมผัสธรรมดา
คือ อภิญญาด้วย จึงจะสามารถพิสูจน์ได้
คำว่า “อภิญญา” แปลว่า ความรู้ยิ่งยวด มี 6 อย่างด้วยกัน
คือ อิทธิวิธี ทิพยโสต เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ
ทิพพจักขุ และอาสวักขยญาณ

ดังนั้นแม้ว่า “กรรม” จะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายหรือธาตุขันธ์ในความเป็นมนุษย์
จนเกิดเวทนาอย่างแรงกล้า เราก็ต้องอดทนและต้องเข้าใจว่า
"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะงอมืองอเท้ารอรับ “ชะตากรรม” แต่เพียงอย่างเดียว
จนกลายเป็นคนสิ้นคิดไม่หาหนทางแก้ไขชีวิตของตนให้ดีขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็คงเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์อันประเสริฐ เสียแล้ว
ดังนั้นถึงแม้จะมองไม่เห็นทางก็ไม่ได้หมายความว่า
เราจะยอมจำนนต่อกรรมนั้นเอาง่าย ๆ
เราจะต้องพยายามหาหนทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นให้ได้
วิธีการเบื้องต้นง่าย ๆ ก็คือ การสร้างกรรมใหม่
เพื่อเบี่ยงเบนกรรมเก่าที่กำลังให้ผลให้อ่อนตัวลงไป

ถ้าวันหนึ่งวันใดชีวิตของเราต้องผกผันตกต่ำ
ด้อยโอกาสในวาสนาบารมี จะได้ไม่เกิดท้อใจ จนย่อหย่อนในการดำเนินชีวิต
ปล่อยชีวิตให้ระหกระเหินตกต่ำโดยไม่คิดสู้ ยิ่งมีวิบากกรรมมากทุกข์ทรมานมาก
ก็ยิ่งต้องดิ้นรนให้มาก หาทางสร้างคุณงามความดีชดเชยให้แก่เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น
เพราะถ้าเป็นกรรมที่เบาบางก็อาจหายไปได้ ถ้าเป็นกรรมหนักก็จะบรรเทาเบาบางลงไป


ที่มา... http://watpanya.com/board/forum_posts.asp?TID=179
คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=47

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 16:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: กรรม คือ การกระทำ

เขียนโดย กรรมลิขิต

กรรม คือการกระทำ ทำดีก็เป็นกรรม ทำชั่วก็เป็นกรรม
ทำดีเรียกว่า กุศลกรรม ทำชั่วเรียกว่าอกุศลกรรม...

บางคนบอกว่า ไม่เชื่อ เรื่องกรรม บอกว่าอยู่ที่ตัวเราเอง
อยู่ที่การทำของเราเอง ตอบอย่างนี้ ชัดเจนเลยว่า ไม่เข้าใจเรื่องกรรม
ก็การกระทำของคุณนั่นแหล่ะเป็นกรรม
กรรมไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายฝ่ายเดียว หรือไม่ใช่ผลร้ายฝ่ายเดียว
ไม่ใช่ผลของอดีตฝ่ายเดียว ถึงปัจจุบันที่ทำอยู่ก็เป็นกรรม
หรือการกระทำ ทำทางกาย จะดีหรือชั่ว เรียกว่ากายกรรม
(ถ้าทำดี เป็นกุศลกรรม ที่เกิดขึ้นทางกาย
ถ้าทำชั่ว เป็นอกุศลกรรม ที่เกิดขึ้นทางกาย)
ทำทางจาวา เช่น โกหก ด่าคนอื่น หรือสวดมนต์ไหว้พระ เป็นวจีกรรม
ทำทางใจ เช่น พยาบาทคนอื่น อิจฉาคนอื่น หรือมีเมตตาต่อคนอื่น เป็นมโนกรรม

สรุปก็คือ กรรมที่ทำมี 2 ประเภท คือ ดี กับ ชั่ว
เกิดขึ้น 3 ทาง คือกาย วาจา ใจ เมื่อเป็นเช่นนี้
จะปฏิเสธการกระทำ (กรรม) ของตนเชียวหรือ
(ในกรรม 12 ที่แบ่งตามประเภทต่าง ๆ ก็สรุปลงในนี้เหมือนกัน คือฝ่ายดี กับฝ่ายชั่ว)


คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=47

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ต.ค. 2009, 16:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: กรรม ๑๒

เขียนโดย กรรมลิขิต

กรรม (กัมม์ กัมมะ)(action, deed, volition)
คือการกระทำทั้งดีและชั่ว ทำดีเรียกว่า กุศลกรรม ทำชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม

กรรมจัดตามหน้าที่มี ๔

๑. ชนกกรรม - กรรมที่ก่อให้เกิด หรือส่งให้เกิดในกำเนิดต่างๆ
เปรียบเสมือนมารดาของทารก ชนกกรรมนี้เป็นผลของอาจิณกรรม บ้างของอาสันนกรรมบ้าง

๒. อุปถัมภกกรรม
- กรรมอุปถัมภ์ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงนางนม
มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี

๓. อุปปีฬกกรรม - กรรมบีบคั้น มีหน้าที่บีบคั้นกรรมดีหรือชั่วให้เพลาลง

๔. อุปฆาตกรรม หรือ อุปัจเฉทกกรรม - กรรมตัดรอน
มีหน้าที่ตัดรอนกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล


กรรมจัดตามแรงหนักเบามี ๔


๑. ครุกรรม - กรรมหนัก ฝ่ายดีหมายถึงฌาน วิปัสสนา
มรรคผลฝ่ายชั่วหมายถึงอนันตริยกรรม ๕
คือ ฆ่ามารดา, ฆ่าบิดา, ฆ่าพระอรหันต์, ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อโลหิต,
ทำสงฆ์ผู้สามัคคีกันให้แตกกัน

๒. อาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม
- กรรมที่ทำจนเคยชิน
หรือ ทำมาก ทำสม่ำเสมอ กรรมนี้จะให้ผลยั่งยืนมาก

๓. อาสันนกรรม - กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต
มีอานุภาพให้บุคคลไปสู่สุคติหรืออทุคติได้
ถ้าเขาหน่วงเอากรรมนั้นเป็นอารมณ์เมื่อจวนตาย

๔. กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม
- กรรมสักแต่ว่าทำ คือ ทำโดยไม่เจตนา

กรรมจัดตามกาลที่ให้ผลมี ๔


๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม
- กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน

๒. อุปัชชเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลในชาติต่อไปถึดจากชาติปัจจุบัน

๓. อปราปรเวทนียกรรม
- กรรมที่ให้ผลหลังจากอุปัชชเวทนียกรรม
คือ ให้ผลเรื่อยไป สบโอกาสเมื่อใด ให้ผลเมื่อนั้น

๔. อโหสิกรรม
- กรรมที่ไม่ให้ผล เลิกแล้วต่อกัน

มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๒ หน้า ๑๓๑
และจากวิสุทธิมรรคปัญญานิทเทส หน้า ๒๒๓ วศ.

คัดลอกจาก... http://www.kamma.kroophra.net/index.php ... &Itemid=47

:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ย. 2009, 12:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2009, 15:28
โพสต์: 307

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ
:b16: :b16: :b16:

.....................................................
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร