วันเวลาปัจจุบัน 26 ต.ค. 2020, 20:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 19:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 18:08
โพสต์: 27


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
สวัสดีครับ ท่านทั้งหลาย ที่เป็นสมาชิกลานธรรมครับ ผมมีคำถามข้อสงสัยครับที่ผม เคยอ่านผ่านๆ ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะเกิดอีกเป็นเวลากี่ชาติกี่ชาติผมจำไม่ได้ แต่ที่ต้องการรู้ครับ ถ้าหากเราเป็นพระโสดาบันแล้วน่ะครับในชาติปัจจุบัน หากกายนี้ตายไปแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ชาติหน้าเรายังเป็นพระโสดาบันอยู่รึเปล่าครับหรือยังกลับไปผิดศีล 5 เฉกเช่นเดิมครับ


:b46: :b46: :b46: :b46: :b46: :b45: :b45: :b47: :b47: :b47: :b47:

.....................................................
จะไม่พูดว่าตนดี เมื่อไรที่ว่าตนดีแปลว่า เราเองนั้นเลวสุดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 20:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 13:23
โพสต์: 607


 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่รู้ว่า คำว่าโสดาบัน หมายถึงอะไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 20:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: ขอตอบด้วยปัญญาอันเล็กน้อยค่ะ
เท่าที่ได้ศึกษามา พระโสดาบัน เกิดอย่าง
น้อยอีกไม่เกิน 7 ชาติ และท่านรักษาศีล 5
ยิ่งกว่าชีวิต ฉะนั้นจะไม่ผิดศีล เด็ดขาด
ตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น
อยู่ เดี๋ยวก็คงมีผู้มีปัญญามากมายมาช่วยไขความค่ะ

:b47: พระโสดาบัน หมายถึงผู้แรกถึงกระแส หมายถึง
กระแสนิพพาน ปิดประตูอบายภูมิ 4 ได้ค่ะ


:b8: สาธุ...กับเจ้าของกระทู้ค่ะ

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี


แก้ไขล่าสุดโดย คนไร้สาระ เมื่อ 13 เม.ย. 2009, 20:24, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 20:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


วีรวิชญ์ เขียน:
หากกายนี้ตายไปแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ชาติหน้าเรายังเป็นพระโสดาบันอยู่รึเปล่าครับหรือยังกลับไปผิดศีล 5 เฉกเช่นเดิมครับ[/center]

:b46: :b46: :b46: :b46: :b46: :b45: :b45: :b47: :b47: :b47: :b47:


อันนี้ความเห้นนะ

มันเป็นความทรงจำอยู่ในจิตครับ

หากว่าเกิดมาชาติใหม่ ก้จะมีนิสัยชอบทำทาน ทำสมาธิ ถือศีล เป็นนิสัยฝังอยู่
เพียงแต่รอให้เหตุปัจจัยพร้อมก็จะสามารถ "รื้อฟื้น" "ความสามารถเดิมที่มีอยู่"
เช่น
- สามารถระลึกชาติได้ตั้งแต่เด็ก โดยไม่ต้องไปฝึกอภิญญาอะไรกับเขา
- สามารถ ทำสมาธิได้เร็ว จิตรวมเร้ว
เช่นพระพุทธเจ้าเมื่อเยาว์สามารถเข้าถึงปฐมฌานได้อย่างง่ายดาย
- มีจริตนิสัยฝักใฝ่ธรรมะอยู่เสมอ เพียงฟังนิดหน่อยก็เข้าใจได้ไว

สิ่งเหล่านี้มันเป้นความสั่งสมที่เรียกว่า "บารมี"

การฝึกจิตจนรู้ธรรมชั้นโสดาบันได้แล้ว ก็ไม่เสื่อมแน่นอนครับ
ในคัมภีร์ท่านก็บอกว่าถึงกระแสนิิพาน ไม่เสื่อมลงไปต่ำกว่านั้นอีก


แต่เท่าที่ทราบ ถ้าได้โสดาบันแล้ว ก็ไมยากแล้วล่ะครับ
ที่ยากคือทำยังไงถึงจะถึงพระโสดาบัน เป้นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
สนใจอันนี้ให้มากดีกว่าครับ

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 20:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ความจริงแล้ว พระโสดาบันท่านไม่ตกต่ำ ตั้งแต่ ชีวิตของท่านยังดำรงอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่ตกต่ำเอาเฉพาะตอนหลังชีวิตแตกดับ...
ทุกข์ของท่านเปรียบเสมือนจำนวนแห่งเขาโค(น้อยมาก) ส่วนทุกข์ของปุถุชนเปรียบเสมือนจำนวนขนโค(มหาศาล).
คือ พระโสดาบันท่านอยู่ก็อยู่แบบทุกข์น้อย หลังตายก็มีอันไม่ตกต่ำ...ส่วนปุถุชน อยู่ก็อยู่แบบทุกข์มาก ตายไปก็ไม่แน่นอน



มีพระพุทธวจนะ ที่ตรัสไว้ชัดเจนว่า

นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จะปิดอบายได้แน่นอน
มีแต่กำเนิดที่จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนนิพพาน


ขอเสนอให้เพื่อนสมาชิก
พิจารณา สอุปาทิเสสสูตร

http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?st ... yte=527423


ผมขออนุญาต สรุปประมวลสาระสำคัญของพระสูตรนี้น่ะครับ
เพราะอาจจะมีสมาชิกบางท่าน ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับภาษาที่ใช้ในพระไตรปิฎก
และพระสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่ตรัสตรงๆ ถึงการเกิดใหม่ในภพอื่นๆ หลังจากทำกาละ

(คำว่าทำกาละนี้ คือคนตายจริงๆ เพราะชีวิตนี้สิ้นลง นั้นล่ะครับ)



พระสูตรนี้ มีมาจากการที่พระสารีบุตรท่านเข้าไปเยี่ยมอัญญเดียรถีย์ปริพาชก. ปริพาชกเหล่านั้น กล่าวว่า

"ผู้ใดผู้หนึ่งที่ยังเป็นสอุปาทิเสสะ กระทำกาละ
ผู้นั้นล้วนไม่พ้นจากนรก ไม่พ้นจากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ไม่พ้นจากเปรตวิสัย ไม่พ้นจากอบาย ทุคติ และวินิบาต ฯ"


คือ เดียรถีย์มีความเข้าใจที่ผิดว่า
ถ้ายังไม่สิ้นกิเลส(ยังไม่ใช่พระอรหันต์)แล้ว เวลาตายจะต้องตกนรก หนือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรต(และอสูรกาย)ทุกคน....

ซึ่งพระสารีบุตรท่านนำมาความนี้มากราบทูลพระพุทธองค์
และพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสพระสูตรนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของปริพาชกนั้น



โดยสรุปสาระหลักๆคือ

มีบุคคลที่แม้นจะยังไม่ใช่พระอรหันต์ อยู่9ประเภท ที่หลังจากทำกาละแล้ว ไม่ไปอบายแน่ๆ

ดังพระพุทธวจนะที่ว่า



บุคคล9ประเภทนี้ คือ

1 พระอนาคามี5ประเภท ที่จะปรินิพพานในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส

2พระสกทาคามี(มีประเภทเดียว) ที่จะเกิดใหม่ในโลกนี้(ภพมนุษย์)อีกครั้งเดียว และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน

3พระโสดาบัน3ประเภท
อันประกอบด้วย
3.1เอกพิชี จะเกิดใหม่ในภพมนุษย์อีกครั้งเดียว และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน
3.2โกลังโกละ ที่จะเกิดใหม่อีก2-3ครั้ง และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน
3.3สัตตักขัตตุปรมะ ที่จะเกิดใหม่ในเทวโลก และโลกมนุษย์ อีกไม่เกิน7ครั้ง และจะบรรลุอรหัตตผลและปรินิพพาน

ซึ่งบุคคลทั้ง9ประเภทนี้(นับตั้งแต่พระโสดาปฏิผลขึ้นไป)
ถึงแม้นจะยังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ก็ปิดอบายได้แล้วแน่นอน



และอยากให้สังเกตุว่า
ทั้งพระสกทาคามี และ พระโสดาบันชนิดเอกพิชี ท่านไม่ไปเกิดใหม่ในเทวโลกหรือพรหมโลกเสียด้วยซ้ำ
ท่านจะเกิดใหม่เพียงเฉพาะภพมนุษย์(ในครรภ์แม่)เท่านั้น

ซึ่งนี่เป็นพระพุทธวจนะจากพระสูตร ที่ยืนยันตรงๆเลย ว่า มีพระโสดาบันที่ต้องเกิดใหม่ในครรภ์อยู่จริง





วิสัชนาธรรม ในประเด็นสำคัญ ที่มีคนสงสัยกันมาก เกี่ยวกับพระโสดาบัน



จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ และตอบปัญหาการปฏิบัติธรรม
โดยพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)หน้า 296-297



ถาม ผู้ที่เคยเป็นพะรโสดาบัน หรือพระสกิทาคา มาแล้วในชาติก่อนๆ เมื่อเกิดใหม่มาเป็นมนุษย์ ความเป็นอริยะแต่เดิม จะปรากฏขึ้นเมื่อไร


ตอบ โดยธรรมชาติของความเป็นอริยมรรค ก้ปรากฏตั้งแต่บรรลุพระโสดามา พระสกิทาคามา จนกระทั่งจิตละร่างนี้ไป สภาพจิตก็ยังเป็นพระโสดา พระสิกทาคาอยู่ เฉพาะตัวรู้ที่อยู่ในจิต แต่อาการต่างๆนั้นยังไม่มี แต่เมื่อมาประสบเหตุการณ์ต่างๆแล้ว ภูมิความรู้ของพระโสดา พระสกิทาคาจึงค่อยเกิดขึ้น แต่นิสัยสัญชาติญาณแห่งการไม่ทำบาป พอเกิดขึ้นมาแล้ว รู้เดียงสาขึ้นมา รู้จักคำว่า บาปทันที เพราะพระโสดา พระสกิทาคา เป็นโลกุตตรธรรมย่อมไม่มีเสื่อม ผู้ที่สำเร็จพระโสดาบันแล้วนี้ ถ้ายังไม่สำเร็จอรหันต์ในชาตินั้นตายไปแล้วมาเกิดอีกชาติหนึ่งสำเร็จพระอรหันต์ บางท่านมาเกิดอีกสามชาติสำเร็จพระอรหันต์ และบางท่านเกิดอย่างมากไม่เกินเจ็ดชาติสำเร็จพระอรหันต์ ลักษณะพระโสดาบันเป็นอย่างนี้

โลกุตตรธรรมที่ใครถึงแล้วคือ ความเป็นพระโสดาบัน แม้เกิดอีกกี่ชาติ กีภพ คุณธรรมอันนั้นไม่เสื่อม แต่อาการที่แสดงออกนี้ มันหดเจ้าไปอยู่ในจิตตัวผู้รู้ ในเมื่อได้ยิน ได้ฟัง ผ่านอะไรขึ้นมานี้ ของเก่ามันจะผุดขึ้นมาแล้วแสดงอาการรู้ออกมาทันที อันนี้เพื่อจะให้ได้ความชัด ที่ว่าความเป็นอริยะแต่เดิมจะปรากฏขึ้นเมื่อไร และจะทราบได้อย่างไร อันนี้ ปรากฏขึ้นได้ต่อเมื่อเริ่มรู้เดียงสาขึ้นมา พอรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรขึ้นมาแล้ว ก็จะแสดงอาการปรากฏ แต่สภาวะความเป็นพุทธะ ในความเป็นผู้รู้ในภูมิพระโสดานี้ไม่รู้จักเสื่อม



ปล...

เคยมีท่านผู้รู้เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ แหวน สุจิณโณ ท่านเป็นโสดาบันตั้งแต่ชาติที่แล้ว และ มาเกิดในภพมนุษย์เป็นภพสุดท้ายในชาตินี้ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2009, 01:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


แท้จริง สัตว์ผู้มีในภพเป็นที่สุด แม้ถูกภูเขาสิเนรุทับอยู่ ชื่อว่ายังไม่บรรลุพระอรหัต แล้วสิ้นชีวิตไม่มี.

......................
สังกิจจสามเณร

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท สหัสสวรรคที่ ๘
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=18&p=9
......................

ได้ยินว่า มารดาของสังกิจจสามเณรนั้น เป็นธิดาของตระกูลมั่งคั่งในกรุงสาวัตถี. เมื่อสามเณรนั้นยังอยู่ในท้อง มารดานั้นได้ทำกาละในขณะนั้นนั่นเอง ด้วยความเจ็บไข้อย่างหนึ่ง. เมื่อมารดานั้นถูกเผาอยู่ เนื้อส่วนที่เหลือไหม้ไป เว้นแต่เนื้อท้อง. ลำดับนั้น พวกสัปเหร่อยกเนื้อท้องของนางลงจากเชิงตะกอน แทงด้วยหลาวเหล็กในที่ ๒-๓ แห่ง. ปลายหลาวเหล็กกระทบหางตาของทารก. พวกสัปเหร่อแทงเนื้อท้องอย่างนั้นแล้ว จึงโยนไปบนกองถ่าน ปกปิดด้วยถ่านนั่นแลแล้วหลีกไป. เนื้อท้องไหม้แล้ว ส่วนทารกได้เป็นเช่นกับรูปทองคำบนกองถ่าน เหมือนนอนอยู่ในกลีบแห่งดอกบัว.
แท้จริง สัตว์ผู้มีในภพเป็นที่สุด แม้ถูกภูเขาสิเนรุทับอยู่ ชื่อว่ายังไม่บรรลุพระอรหัต แล้วสิ้นชีวิตไม่มี. ในวันรุ่งขึ้น พวกสัปเหร่อมาด้วยคิดว่า "จักดับเชิงตะกอน" เห็นทารกนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์และแปลกใจ คิดว่า "ชื่ออย่างไรกัน? เมื่อสรีระทั้งสิ้นถูกเผาอยู่บนฟืนเท่านี้ ทารกไม่ไหม้แล้ว จักมีเหตุอะไรกันหนอ?" จึงอุ้มเด็กนั้นนำไปภายในบ้านแล้ว ถามพวกหมอทายนิมิต. พวกหมอทายนิมิตพูดว่า "ถ้าทารกนี้จักอยู่ครองเรือน พวกญาติตลอด ๗ เครือสกุลจักไม่ยากจน, ถ้าจักบวช จักเป็นผู้อันสมณะ ๕๐๐ รูปแวดล้อมเที่ยวไป." พวกญาติขนานนามว่า สังกิจจะ เพราะหางตาของเขาแตกด้วยขอเหล็ก.
สมัยอื่น เด็กนั้นปรากฏว่า "สังกิจจะ" ครั้งนั้น พวกญาติเลี้ยงเขาไว้ ด้วยปรึกษากันว่า "ช่างเถิด, ในเวลาที่เขาเติบโตแล้วพวกเราจะให้เขาบวชในสำนักพระสารีบุตรผู้เป็นเจ้าของเรา.
ในเวลาที่ตนมีอายุได้ ๗ ขวบ สังกิจจะนั้นได้ยินคำพูดของพวกเด็กๆ ว่า "ในเวลาที่เจ้าอยู่ในท้อง มารดาของเจ้าได้กระทำกาละแล้ว, เมื่อสรีระมารดาของเจ้านั้นแม้ถูกเผาอยู่ เจ้าก็ไม่ไหม้" จึงบอกแก่พวกญาติว่า "เขาว่า ฉันพ้นภัยเห็นปานนั้น, ประโยชน์อะไรของฉันด้วยเรือน ฉันจักบวช." ญาติเหล่านั้นรับว่า "ดีละพ่อ" แล้วนำไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2009, 01:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ในเวลาที่ตนมีอายุได้ ๗ ขวบ สังกิจจะนั้นได้ยินคำพูดของพวกเด็กๆ ว่า "ในเวลาที่เจ้าอยู่ในท้อง มารดาของเจ้าได้กระทำกาละแล้ว, เมื่อสรีระมารดาของเจ้านั้นแม้ถูกเผาอยู่ เจ้าก็ไม่ไหม้" จึงบอกแก่พวกญาติว่า "เขาว่า ฉันพ้นภัยเห็นปานนั้น, ประโยชน์อะไรของฉันด้วยเรือน ฉันจักบวช." ญาติเหล่านั้นรับว่า "ดีละพ่อ" แล้วนำไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ ได้ถวายด้วยกล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงให้เด็กนี้บวช." พระเถระให้ตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้วก็ให้บวช สามเณรนั้นบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ในเวลาปลงผมเสร็จนั่นเอง ชื่อว่าสังกิจจสามเณรเพียงเท่านี้.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2009, 19:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2009, 18:08
โพสต์: 27


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: ขอบคุณท่านทุกท่านที่แต่ร่วมกันแสดงธรรม แก้ไขความสงสัยที่ผมมีอยู่ได้ ขอบคุณครับ สาธุ :b8:

.....................................................
จะไม่พูดว่าตนดี เมื่อไรที่ว่าตนดีแปลว่า เราเองนั้นเลวสุดๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2009, 21:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2008, 09:18
โพสต์: 635

อายุ: 0
ที่อยู่: กองทุกข์

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความรู้คับ :b8:

.....................................................
"ผู้ที่ฝึกจิต ย่อมนำความสุขมาให้"
คิดเท่าไหรก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้

http://www.luangta.com
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2009, 06:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2008, 10:00
โพสต์: 724

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: ปฏิบัติวิปัสสนา
อายุ: 0
ที่อยู่: เกษตร-นวมินทร์ กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ผมมีคำถามข้อสงสัยครับที่ผม เคยอ่านผ่านๆ ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วจะเกิดอีกเป็นเวลากี่ชาติกี่ชาติผมจำไม่ได้


ขอตอบสั้นๆเอาเฉพาะข้อที่ถามดังนี้ครับ
ประเภทการเกิดขึ้นอีกของอริยะโสดาบันมี ๓ จำพวก
๑.เอกพิชีโสดาบัน พวกนี้เกิดอีกเพียงครั้งเดียว (เจริญสมถะมาน้อย เจริญวิปัสสนามาก)
๒.โกลังโกละโสดาบัน เกิดไปเกิดมาอีกไม่เกิน ๓ ครั้ง (เจริญสมถะและวิปัสสนสเท่าๆกัน)
๓.สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน เกิดไปเกิดมาไม่น้อยกว่า ๓ แต่ไม่เกิน ๗ ครั้ง(เจริญสมถะมาก วิปัสสนาน้อย)

อ้างคำพูด:
หากกายนี้ตายไปแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ชาติหน้าเรายังเป็นพระโสดาบันอยู่รึเปล่าครับหรือยังกลับไปผิดศีล 5 เฉกเช่นเดิมครับ


ตอบว่า ยังคงเป็นพระโสดาบันอยู่ครับ เหตุที่ยังเป็นอยู่เพราะท่านมีปัญญาและตัดอนุสัยที่เป็นของปุถุชน
บางประการได้แล้ว คือ ท่านล่ะ ทิฎฐานุสัย ได้แก่ความเห็นในเรื่องรูปบัญญัติ นามบัญญัติ และท่านละ
วิจิกิจฉานุสัย ได้แก่ความสงสัยลังเลในพระรัตนตรัย ความสงสัยลังเลในพระนิพพานเป็นต้น เมื่อละอนุสัย
๒ ประการนี้ได้ เป็นอันละได้ไม่มีย้อนกลับมามีความเห็นที่ละได้หรือสงสัยอีก แม้เกิดใหม่ไม่รู้จักคำว่าศีล
ก็ตาม แต่ก็จะไม่ทำกรรมที่ละเมิดศีลเลย เป็นโดยอัตโนมัติของภูมิธรรมที่ท่านได้ครับ

.....................................................
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย
ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ
จตฺตาโร สติปฏฺฺฐานา ฯ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2009, 12:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2009, 23:12
โพสต์: 9


 ข้อมูลส่วนตัว


แวะเข้ามาอ่าน แต่เข้าใจเลยค่ะ

ขอบคุณค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 17:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2008, 23:37
โพสต์: 449

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


เท่าทีเคยอ่านเจอ มีบางคนได้เป็นโสดาบันในชาติที่แล้ว พอมาชาตินี้ก็มิได้รู้ว่าตนเองนั้นเป็นโสดาบัน แต่เมื่อได้บวช ได้ปฏิบัติธรรม ถึงได้ทราบตนนั้นเป้นโสดาบันมาตั้งแต่อดีตชาติ

.....................................................
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 23:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


lส่วนหนึ่งจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบปัญหาธรรม
http://www24.brinkster.com/thaniyo/thaniyodham.html
http://www24.brinkster.com/thaniyo/dhamma/preach15.doc



ถาม ในชาติที่แล้วได้บรรลุพระโสดาบัน ในชาตินี้ภูมิพระโสดาบัน จะติดตัวผู้นั้นมาตั้งแต่เกิดหรือต้องปฏิบัติจนถึงภูมิขั้นนั้นครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ - "ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
แต่จะรู้ว่าตัวเองเป็นพระโสดาบันอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่ออายุครบ ๗ ขวบ
ภูมินั้นจึงแสดงออกมาแต่สิ่งที่เป็นนิสัยนั่นจะเป็นนิสัยประจำสันดาน
แม้ความคิดที่จะทำบาปทำกรรมอะไรไม่มี แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
เมื่ออายุครบ ๗ ขวบแล้วถึงจะรู้ รู้ว่าเป็นพระโสดาบัน"

............................................................


ถาม ในชาตินี้เราเป็นสัมมาทิฏฐิในชาติหน้าเราอาจเป็นมิจฉาทิฏฐิได้ใช่ไหมครับ?
หลวงพ่อพุธตอบ "อาจเป็นมิจฉาได้ เพราะอาเสวนปัจจัย การคบค้าสมาคม
ถ้าบรรลุพระโสดาบันแล้วใครจะจูงยังไงก็ไม่ไป"


.............................................................

:b8:

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2009, 12:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ก.ค. 2008, 21:14
โพสต์: 546


 ข้อมูลส่วนตัว


แบบนี้ครับ

หากว่า คุณว่า เด็กบางคน ไม่ยอมทำผิด ไม่ลักเล็กขโมยน้อย

แม้ว่าเกิดในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย

นั่นเป็นเพราะอะไรครับ

เป็นเพราะว่า จิตใจเขาบำเพ็ญมาแต่อดีต ไม่ให้ใจนี้แตกออกไปในทางชั่วร้าย

แม้ว่าจะมีสิ่งเร้ามากมาย เขาก็รู้สึกได้ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ดี

ก็เช่นเดียวกัน พระโสดาบันที่ได้ ภูมิพระโสดาแล้ว

สังโยชน์ สาม ที่เคยละแล้ว ย่อมไม่แสดงออกมา ว่า สักกายทิฎฐิ วิจิกิจฉา และ สีลพตรปรามาส

พระโสดาบัน ปลงได้ แต่เด็กครับ

ไม่วิ่งหาการแก้ไขผิดๆ ทำไปเท่าที่มีกำลัง นั่นคือนิสัย และ สันดาน ที่ภูมิจิตนั้นอบรมมาแล้ว

.....................................................
เพราะเอาใจเข้าไปวิพากษ์ จึงมีบาปและบุญ
สรรพสิ่งมันอยู่อย่างนั้นเอง เราเองคือผู้หลงเข้าไปเอาทุกข์


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร