วันเวลาปัจจุบัน 14 พ.ย. 2019, 12:02  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 82 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.พ. 2011, 12:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๗๕ กลุ่มพระมาณพ ๑๖


พระปุณณกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ ในพุทธันดรหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์อุบัติขึ้น ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นมนุษย์และออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าเดียวกับพระปัจเจก พุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ณ บรรณศาลาระหว่างภูเขา ส่วนท่านอยู่ ณ บรรณศาลาอีกแห่งหนึ่งแต่ไม่ไกลกันนัก

วันหนึ่งป่าที่เคยเงียบสงบส่งเสียงบันลือลั่นคล้ายเสียงโอดครวญแสดงความอาลัย เนื่องจากพระปัจเจกพุทธเจ้าอาพาธหนัก ต่อมาไม่นานนักก็มีแสงสว่างเกิดขึ้น พร้อมกันนั้นบรรดาสัตว์ป่า อาทิ หมี หมาป่า เสือ และราชสีห์ ต่างก็ส่งเสียงร้องดังกึกก้อง

ฤาษีไปยังบรรณศาลาก็พบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว จึงเตรียมการถวายเพลิงโดยนำหญ้าและไม้แห้งมาสุมทำเชิงตะกอน แล้วได้อัญเชิญศพขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วถวายเพลิง เมื่อศพไหม้เหลือเป็นอัฐิธาตุ (กระดูก) ท่านได้นำน้ำหอมมาพรมอัฐิธาตุนั้น ผลบุญครั้งนั้นส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระเมตตคู ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าสุเมธะ ครั้งนั้นท่านได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่ในอาศรม ณ อโสกบรรพต ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากป่าหิมพานต์ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จไปบิณฑบาตที่อาศรมของท่าน ท่านเห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงขอรับบาตรจากพระองค์มาใส่เนยใสและน้ำมันจนเต็ม ครั้นแล้วจึงนำกลับไปถวายพร้อมทั้งประนมมือเปล่งวาจาปรารถนาว่า

“ด้วยผลบุญแห่งการถวายเนยใสน้ำมันและตั้งจิตไว้ดีนี้ เมื่อได้เกิดเป็นเทวาหรือมนุษย์ ขอให้ข้าพระองค์ได้พบความสุขอันยิ่งใหญ่ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ก็ขอให้ข้าพระองค์พบแต่ความสุข อย่าต้องประสบทุกข์ในอบายทุคติวินิบาตหรือในนรกเลย”

พระพุทธเจ้าสุเมธะทอดพระเนตรดูการกระทำของท่านแล้วตรัสว่า

“พราหมณ์ นับว่าเป็นลาภของเธอที่ได้พบตถาคต เพราะใครก็ตามที่ได้พบตถาคต จะได้รับผลถึงบรรลุอรหัตผล จงเบาใจเถิด อย่ากลัวเลย เธอจะได้ได้ยศใหญ่ จะได้เกิดในตระกูลที่สูงส่ง”

นับแต่วันนั้นก็ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระโธตกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ “ฉฬังคะ” ตั้งสำนักสอนมนต์อยู่ในเมืองหงสวดี มีศิษย์ ๑,๘๐๐ คน ส่วนพระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับอยู่ในโสภิตาราม ใกล้ฝั่งแม่น้ำภาคีรถี (สาขาหนึ่งของแม่น้ำคงคาอยู่แถบปัญจาป)

ท่านเห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าข้ามแม่น้ำภาคีรถีด้วยความยากลำบาก รู้สึกสงสาร จึงชวนบรรดาศิษย์ช่วยกันสละทรัพย์สร้างสะพานถวาย โดยท่านให้เหตุผลว่า

“สะพานที่สร้างถวายพระสาวกของพระพุทธเจ้าครั้งนี้ จะได้เป็นสะพานให้เธอทั้งหลายได้ข้ามพ้นทะเล คือ การเวียนว่ายตายเกิดในอนาคต”

หลังจากสร้างสะพานเสร็จแล้วท่านได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลให้ทรงทราบแล้วมอบถวายสะพาน พระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับนั่งอยู่ท่ามกลางสงฆ์ ทรงรับสะพานแล้วตรัสอนุโมทนาว่า

“ผู้ที่สร้างสะพานถวายตถาคต ย่อมได้รับอานิสงส์ต่างๆ คือ เมื่อตกลงไปในเหว ตกลงจากภูเขาหรือตกจากต้นไม้ ย่อมไม่ตาย จะได้ที่ให้ยึดอาศัย ศัตรูทำร้ายไม่ได้ พวกโจรข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายย่อมไม่ดูหมิ่น”

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระยังตรัสอีกว่า ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีแต่ความสุข มีพาหนะให้ขับขี่ได้สะดวกสบาย ท้ายสุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระอุปสีวะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านออกบวชเป็นฤาษีตั้งอาศรมอยู่ใกล้อโนมบรรพต ณ บริเวณป่าหิมพานต์ สถานที่ตั้งอาศรมนั้นเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์และมีแม่น้ำไหลผ่าน แม่น้ำสายนั้นสวยงามเพราะมีบัวออกดอกสล้าง และมีหมู่ปลานานาชนิดแหวกว่ายไปมา

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จไปหาถึงอาศรม ฤาษีเห็นพระองค์แล้วเกิดความเลื่อมใส รีบมาเฝ้ารับเสด็จด้วยการนำใบไม้มาลาดเป็นอาสนะ และนำดอกรังมาโปรยบนอาสนะนั้นแล้ว กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ขึ้นประทับนั่ง จากนั้นฤาษีได้รีบขึ้นไปบนภูเขานำผลขนุนใบใหญ่ขนาดเท่าหม้อซึ่งมีรสอร่อย มาแกะถวายพระพุทธเจ้าให้เสวย ครั้นเสวยแล้ว พระพุทธเจ้าปทุมุตตระได้ตรัสอนุโมทนาทานของฤาษี และตรัสถึงอานิสงส์ ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ท่านทำความดีอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน


มีต่อ >>> ตอนที่ ๗๖

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 10:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๗๖ กลุ่มพระมาณพ ๑๖


พระนันทะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าอนุรุทธะ ครั้งนั้น ท่านเกิดเป็นนายพรานเนื้อออกป่าล่าสัตว์ทุกวัน วันหนึ่งขณะกำลังออกล่าสัตว์อยู่นั้น ท่านได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบอยู่ในป่านั้นแล้วเกิดความเลื่อมใส

ท่านได้สร้างปะรำมุงด้วยดอกบัวถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าประทับนั่งแล้ว ท่านยิ่งเกิดศรัทธาแรงกล้า ทิ้งธนูแล้วเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอบวช ครั้นบวชแล้วได้ไม่นานก็อาพาธหนัก และมรณภาพลงในที่สุด ขณะที่จะมรณภาพนั้นท่านระลึกถึงความดีที่ทำไว้ คือ สร้างปะรำถวายพระพุทธเจ้า จิตของท่านผ่องใส เมื่อมรณภาพแล้ว บุญส่งผลให้ท่านไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

หลังจากชาติที่เกิดในสวรค์ชั้นดุสิตแล้ว บุญยังคงส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระเหมกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปิยทัสสี ครั้งนั้น ท่านออกบวชเป็นฤาษีชื่อ “อโนม” ตั้งอาศรมอยู่ใกล้เงื้อมเขาลูกหนึ่งบริเวณป่าหิมพานต์ ท่านเป็นอยู่อย่างสุขสงบในอาศรมนั้น

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปิยทัสสีเสด็จไปหาถึงอาศรม ท่านเห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงรีบถวายการต้อนรับโดยการกราบทูลให้ประทับนั่งบนตั่งแก้วที่ท่านเนรมิตขึ้นในขณะนั้น จากนั้นท่านได้น้อมผลหว้าใบโตขนาดเท่าหม้อข้าว เข้าไปถวายพระพุทธเจ้าให้เสวย

ครั้นเสวยแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานของท่านและตรัสถึงอานิสงส์ต่างๆ ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระโตเทยยะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าสุเมธะ ครั้งนั้น ท่านเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า “วิชิตชยะ” และต่อมาได้สละราชสมบัติออกบวชเป็นฤาษี ตั้งอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำภาคีรถี

มูลเหตุที่ทำให้ออกบวช คือ ความกลัวว่าจะตกนรก เพราะในชาตินั้นขณะที่ครองราชสมบัติอยู่ เกิดจลาจลในแว่นแคว้น พระเจ้าวิชิตชยะทรงนำทัพออกไปปราบด้วยพระองค์เอง และทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้ก่อจลาจลจำนวนนับหมื่น ด้วยการจับเสียบหลาวทั้งเป็น

พระเจ้าวิชิตชยะทรงปราบจลาจลได้สำเร็จ แต่พระองค์กลับไม่มีความสุข เพราะพระทัยเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา บรรทมไม่หลับเลยทั้งกลางวันและกลางคืน เนื่องจากทรงเห็นภาพอันน่าสยดสยองที่เกิดจากพระองค์ทรงสั่งให้ทำ ที่ผุดขึ้นหลอกหลอนไม่ขาดระยะ ในที่สุดทรงแน่พระทัยว่าบาปกรรมครั้งนี้จะส่งผลให้พระองค์ตกนรกแน่ ดังนั้น จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติออกบวชเป็นฤาษี แสวงหาหนทางพ้นจากนรกในเวลาต่อมา

ในชาตินั้นท่านถือลัทธิบูชาไฟ ดังนั้น เมื่อบวชแล้วจึงสร้างโรงบูชาไฟขึ้นใกล้อาศรม และบูชาอยู่สม่ำเสมอจนจิตสงบขึ้น วันหนึ่งขณะทำพิธีบูชาไฟอยู่นั้น ท่านได้ทราบจากเทวดาตนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงละทิ้งอาศรมออกจากป่า เที่ยวตามหาพระพุทธเจ้า และมาพบขณะที่พระองค์กำลังแสดงอริยสัจ ๔ ให้ประชาชนหมู่หนึ่งฟัง จึงเข้าไปนมัสการแล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมตลบไปได้ก็แต่เฉพาะตามลมเท่านั้น หาหอมทวนลมไปไม่ แต่พระองค์ทรงมีกลิ่นหอมทวนลม ข้าพระองค์ได้กลิ่นคือพระเกียรติคุณของพระองค์ จึงดั้นด้นมาเฝ้าจากป่าหิมพานต์ บัดนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้บูชาพระองค์ด้วยเครื่องจันทน์หอมนี้เถิด”

ว่าแล้วก็น้อมผงจันทน์หอมเข้าไปลูบไล้พระวรกายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงยอมให้ท่านลูบไล้ก็ด้วยทรงมีพระประสงค์จะรักษาศรัทธาของท่านไว้ พระองค์ได้ตรัสอนุโมทนาทานและตรัสถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่ท่านจะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน


มีต่อ >>> ตอนที่ ๗๗

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2011, 07:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๗๗ กลุ่มพระมาณพ ๑๖


พระกัปปะ มีกล่าวไว้เฉพาะชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

พระชตุกัณณี ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นเศรษฐีในเมืองหงสวดี มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายทุกประการในปราสาท ๓ ฤดู ท่านกับครอบครัวเป็นคนใจบุญ ให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ และสงเคราะห์สมณพราหมณ์มิได้ขาด ท่านดูแลทาสและบริวารเป็นอย่างดี

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จผ่านมาทางปราสาทของท่านพร้อมด้วยพระสาวก ๑๐๐,๐๐๐ รูป พระพุทธเจ้าปทุมุตตระมีพระรัศมีเปล่งออกจากพระวรกายสว่างไสวไปทั่วบริเวณสถานที่พระองค์เสด็จผ่าน ท่านทราบว่าพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จมา เพราะสังเกตจากแสงสว่างนั้น ครั้นแล้วจึงรีบลงจากปราสาทไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งกราบทูลให้พระองค์เสด็จเข้ามาเสวยพระกระยาหารในปราสาทของท่าน พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหมดนั้น

ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังเสวยพระกระยาหารอยู่พร้อมกับพระสาวกนั้น ท่านให้พวกนักดนตรีประจำตัวของท่านประโคมดนตรีถวายเป็นพุทธบูชา จนถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเสร็จ ก่อนเสด็จจากไป พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานและการประโคมดนตรีถวายเป็นพุทธบูชาของท่าน และอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระภัทราวุธ พระอุทยะ พระโปสาละ พระปิงคิยะ ทั้งหมด ๔ รูปนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ มีกล่าวไว้แต่เฉพาะชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

พระโมฆราช ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ชาวเมืองโสภิตะ ศึกษาจบไตรเพท วันหนึ่งได้พบพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธลักษณะและพระจริยาวัตร จึงเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า

“บรรดาสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลก ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือไม่มีก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือในน้ำก็ตาม ไม่มีใครเลยที่ประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเท่านั้นประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ในโลก”

ครั้นแล้วได้น้อมนำน้ำผึ้งเข้าไปถวาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานของท่านและอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในชาติสุดท้าย เธอจักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านได้ฟังพุทธพยากรณ์ซ้ำจากพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งในช่วงเวลาต่อมา ท่านเกิดความรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำให้มั่นคงในการตั้งจิตปรารถนาเพื่อให้ได้บรรลุอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง


มีต่อ >>> ตอนที่ ๗๘

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2011, 07:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๗๘ กลุ่มพระมาณพ ๑๖


พระสาวกทั้ง ๑๖ นี้ แม้ว่าจะไม่มีกล่าวว่าได้เกิดร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ที่กล่าวมา แต่ก็มีระบุว่าท่านพร้อมด้วยพระบริวาร รูปละ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ได้มาเกิดร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ โดยในชาตินั้นฤาษีพาวรีเกิดเป็นพระเจ้ากัฎฐวาหนะ ดังมีเรื่องเล่าว่า

ในเมืองพาราณสี มีช่างไม้ที่มีความสามารถมากอยู่คนหนึ่ง ช่างไม้คนนี้มีศิษย์เอกอยู่ ๑๖ คน และศิษย์เอกแต่ละคนนั้นต่างมีศิษย์อีกคนละ ๑,๐๐๐ คน เป็นอันว่า เมื่อรวมทั้งอาจารย์ศิษย์เอกและศิษย์บริวารแล้ว ช่างไม้ทั้งคณะนี้ก็มีถึง ๑๖,๐๑๗ คน ช่างไม้คณะนี้ทำมาหากินร่วมกันด้วยการขึ้นไปนำไม้จากภูเขามาสร้างเป็นบ้านหรือปราสาท แล้วขายให้แก่เศรษฐีหรือพระราชา ซึ่งรายได้จากการขายบ้านหรือปราสาทแต่ละหลังนั้นเพียงพอที่จะแบ่งปันกันเลี้ยงชีวิต

วันหนึ่งช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์พิจารณาเห็นว่า อาชีพช่างไม้แม้จะมีรายได้ดีในตอนนี้ แต่ถ้าแก่ตัวไปแล้วจะลำบากเพราะรายได้ขึ้นอยู่กับการทำงาน ถ้าทำงานไม่ได้ก็ไม่มีรายได้ และเมื่อแก่ตัวไปแล้วก็คงทำงานนี้ไม่ไหว

ครั้นคิดได้อย่างนี้แล้ว ช่างไม้จึงออกปากชวนบรรดาศิษย์ให้ออกไปหาเมืองครองสักเมืองหนึ่ง ศิษย์เหล่านั้นเห็นด้วย จึงพร้อมกันตกลงใจไปอยู่ ณ บริเวณใกล้ป่าหิมพานต์

เมื่อตกลงใจกันได้อย่างนี้ ทั้งหมดก็ช่วยกันสร้างพาหนะที่จะพาพวกเขาเล็ดลอดออกไปจากเมืองพาราณสีโดยไม่มีใครจับได้ พาหนะที่สร้างขึ้นนั้น คือ นกใหญ่ทำด้วยไม้แล้วใส่เครื่องยนต์ไว้ข้างใน ซึ่งเมื่อติดเครื่องยนต์ นกไม้นั้นก็จะเหิรขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วพาไปยังที่หมาย

ช่างไม้เหล่านั้นเมื่อสร้างนกใหญ่เสร็จแล้ว ก็ขนย้ายครอบครัวให้เข้าไปอยู่ในนกนั้นพร้อมทั้งพวกตน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ติดเครื่องยนต์ทันที จากนั้นไม่นานนกไม้ก็พาทุกชีวิตเหิรฟ้าไปส่งที่ป่าหิมพานต์

ที่ป่าหิมพานต์นี้เอง พวกเขาได้ครองเมืองเมืองหนึ่ง โดยอภิเษกช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า “กัฎฐวาหนะ” (พระเจ้าแผ่นดินผู้มีพาหนะทำด้วยไม้) และเมืองนั้นก็มีชื่อว่า “กัฏฐวาหนะ” ตามพระนามของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนศิษย์เอก ๑๖ คนเป็นอำมาตย์

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเป็นชาวเมืองพาราณสีมาแต่กำเนิดดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น เมื่อมาประทับอยู่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ยังคงผูกสัมพันธ์กับพระเจ้าพาราณสี พ่อค้าเมืองพาราณสีเดินทางขึ้นไปค้าขายยังเมืองกัฎฐวาหนะอยู่บ่อยๆ ในขณะเดียวกันพ่อค้าจากเมืองกัฎฐวาหนะก็เดินทางลงมาค้าขายยังเมืองพาราณสีด้วยเช่นกัน

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงต้อนรับพ่อค้าจากเมืองพาราณสีเป็นอย่างดี ทรงประกาศให้ยกเว้นการเก็บภาษีจากพ่อค้าเหล่านั้น และเมื่อพ่อค้าเหล่านั้นทูลลาเดินทางกลับ ก็ทรงส่งบรรณาการมากับพ่อค้าเหล่านั้น เพื่อถวายแด่พระเจ้าพาราณสี พระเจ้าพาราณสีก็เช่นกัน ทรงต้อนรับพ่อค้าจากเมืองกัฎฐวาหนะเป็นอย่างดี และทรงส่งพระราชสารไปถวายพระเจ้ากัฎฐวาหนะ โดยทรงระบุว่า

“ถ้าในบ้านเมืองของพระองค์เกิดมีสิ่งอัศจรรย์ที่สมควรดูหรือสมควรได้ยิน ขอทรงพระกรุณาให้หม่อมฉันได้ดูหรือได้ยินด้วย”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะก็ทูลตอบพระราชสารไปในลักษณะเดียวกัน

อยู่มาคราวหนึ่งพระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงได้ผ้ากัมพลมาผืนหนึ่ง ผ้ากัมพลผืนนี้เนื้อละเอียดสีสวยสดคล้ายแสงอาทิตย์แรกอุทัย พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นของมีค่าจึงทรงส่งมาถวายพระเจ้าพาราณสี เพื่อให้ได้ทอดพระเนตรตามที่ตกลงกันไว้

ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีทรงดีพระทัยมากและทรงคิดถึงบรรณาการที่จะส่งไปถวาย พระเจ้ากัฎฐวาหนะเป็นการตอบแทน ขณะที่ทรงพิจารณาอยู่นั้นก็ทรงเห็นว่า ขณะนี้พระรัตนตรัยอุบัติขึ้นแล้วในโลก สิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าพระรัตนตรัยย่อมไม่มี ดังนั้น จึงทรงส่งพระราชสารไปว่า

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์
พระธรรมอุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อความสุขของสรรพสัตว์
พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม


มีต่อ >>> ตอนที่ ๗๙

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2011, 07:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๗๙ กลุ่มพระมาณพ ๑๖


พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงดีพระทัยมากที่ได้รับพระราชสารฉบับนี้ ทรงบูชาด้วยเครื่องสักการะราคาแพง พระองค์รับสั่งให้บรรดาอำมาตย์และพสกนิกรมาชุมนุมกันที่พระลานหลวง แล้วทรงประกาศให้ทราบถึงเนื้อหาของพระราชสารจากพระเจ้าพาราณสี

“สิ่งมีค่า คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” พระเจ้ากัฎฐวาหนะตรัสปรึกษา

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า” อำมาตย์คนหนึ่งกราบทูล “ขอให้พระองค์ประทับอยู่ที่นี้แหละ ส่วนพวกข้าพระพุทธเจ้าจะสืบดูให้รู้แน่ แล้วจะกลับมาถวายรายงานให้ทรงทราบ”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเห็นด้วย จึงทรงอนุญาตให้อำมาตย์ ๑๖ คนพร้อมด้วยบริวาร เดินทางไปเมืองพาราณสี แต่ขณะที่อำมาตย์เหล่านั้นกำลังอยู่ระหว่างเดินทาง พระพุทธเจ้ากัสสปะได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปก่อน ดังนั้น เมื่อไปถึงเมืองพาราณสีจึงมิได้พบพระพุทธเจ้า คงได้พบแต่พระสงฆ์สาวก และเมื่อได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปริพิพานแล้วก็เสียใจเป็นกำลัง แต่ก็ยังมีสติข่มความเสียใจลงได้ จากนั้นได้ขอให้พระสงฆ์สาวกนั้นแสดงธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ฟัง ซึ่งท่านได้แสดงว่า

“พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทไว้ว่า บุคคลควรถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ควรรักษาศีล ๕ ควรสมาทานอุโบสถมีองค์ ๘ ควรให้ทาน และควรออกบวช”

อำมาตย์ทั้งหมดนั้น ครั้นได้ฟังพระพุทธโอวาทแล้วก็เกิดความเลื่อมใส จึงต่างขอบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา เหลืออยู่ก็แต่อำมาตย์ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้ากัฏฐวาหนะเท่านั้นที่มิได้ขอบวช เนื่องจากทูลรับปฏิญญาจากพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ว่าจะกลับมาทูลข่าวคราวเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ให้ทรงทราบ อำมาตย์นั้นได้เดินทางกลับไปยังแคว้นกัฎฐวาหนะ โดยได้นำกระบอกกรองน้ำของพระพุทธเจ้าไปด้วย พร้อมทั้งได้นิมนต์พระสงฆ์ ๒ รูป คือ พระวินัยธรและพระธรรมธรไปด้วยกับตน เมื่อไปถึงแคว้นกัฏฐวาหนะและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็กราบทูลว่า

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกจริง แต่ว่าบัดนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว คงเหลืออยู่ก็แต่พระธรรมและพระสงฆ์เท่านั้น”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเกิดปีติโสมนัสยิ่งนักที่ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกจริง แต่ก็ทรงรู้สึกเสียดายที่ไม่ทันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ยังทรงอุ่นพระทัยว่าได้เกิดทันพระพุทธศาสนา และหลังจากได้ฟังธรรมจากพระวินัยธรและพระธรรมธรแล้ว ก็ประกาศพระองค์นับถือพระรัตนตรัย สมาทานศีล ๕ ครั้นถึงวันอุโบสถก็ทรงรับศีล ๘ พร้อมทั้งทรงถวายทานตลอดพระชนมายุ

พระเจ้ากัฎฐวาหนะ อำมาตย์เอก ๑๖ คน พร้อมด้วยบริวาร ๑๖,๐๐๐ คน ได้เกิดร่วมกันและทำบุญร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะด้วยประการฉะนี้ ผลบุญในชาตินั้นส่งให้ท่านเหล่านั้นไปเกิดในเทวโลก จนกระทั่งถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ทั้งหมดนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้ากัฎฐวาหนะมาเกิดเป็นพาวรี บุตรพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้ามหาปเสนทิโกศล พระราชบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนอำมาตย์เอก ๑๖ คน พร้อมด้วยบริวาร ๑๖,๐๐๐ คน ได้เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ในเมืองสาวัตถีดังกล่าวมาแล้ว

วาจานุสรณ์

หลังจากได้บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาแล้ว พระสาวกทั้งหมดนั้นก็ดำเนินชีวิตตามรูปแบบของพระ นั่นคือ อยู่โคนต้นไม้ เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิต นุ่งห่มผ้าเพียงแค่ ๓ ผืน แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการบันทึกเรื่องราวและคำพูดแสดงความรู้สึกของท่านไว้ มีบันทึกก็แต่เฉพาะของ พระโมฆราช เท่านั้น

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าพระพุทธเจ้าทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านครองผ้าเศร้าหมอง ไม่ยอมรับผ้าใหม่ แม้ได้มาก็พยายามทำลายให้หมดความใหม่ หมดความสวยงามเสียก่อนจึงจะยอมนุ่งห่ม เพราะเหตุที่ชอบนุ่งห่มผ้าเก่าประกอบกับกรรมในอดีตชาติส่งผล จึงทำให้ท่านเกิดมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย ซึ่งทำให้ต้องรับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะเวลาจำวัด แต่ท่านก็ไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของท่านตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวมาถึงจึงเสด็จไปเยี่ยมแล้วตรัสถามว่า

“โมฆราช ผิวหนังเธอเลวร้าย แต่ใจของเธอสิงามนัก เธอช่างมีใจมั่นคง แต่บัดนี้ฤดูหนาวมาเยือนแล้ว ท่ามกลางราตรีที่หนาวเหน็บ เธอจักทำอย่างไร”

พระโมฆราชก้มลงกราบพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แคว้นมคธสมบูรณ์ด้วยข้าวกล้า หนาวนี้ข้าพระองค์จะใช้ฟางต่างฟูกและผ้าห่ม เมื่อข้าพระองค์นอนอย่างนี้ก็คงจะมีความสุขได้ไม่แพ้คนที่เขานอนบนที่นอนชนิดเลิศและห่มด้วยผ้าห่มชนิดดี”

พระพุทธเจ้าทรงมองท่านด้วยพระเนตรอ่อนโยน พระพักตร์ยิ้มละไมคล้ายจะตรัสว่า นี่แหละจิตของพระอรหันต์ และคำพูดของท่านนับเป็นวาจานุสรณ์สำหรับเตือนใจให้พุทธบริษัทรุ่นหลังระลึกถึงยถาลาภสันโดษ (ความยินดีตามที่ได้)


มีต่อ >>> ตอนที่ ๘๐

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2011, 07:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1826


 ข้อมูลส่วนตัว www


๐ พระอสีติมหาสาวก
ตอนที่ ๘๐ กลุ่มพระชาวแคว้นวังสะ


กลุ่มพระชาวแคว้นวังสะ คือ กลุ่มพระที่เป็นชาวแคว้นวังสะโดยกำเนิดมี ๒ รูป คือ พระพากุละ และ พระปิณโฑลภารทวาชะ แต่ละรูปมีประวัติน่าศึกษา ดังนี้

สถานะเดิม

พระพากุละ เกิดในวรรณะไวศยะ ตระกูลคหบดี

พระปิณโฑลภารทวาชะ เกิดในวรรณพราหมณ์ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าอุเทน มีชื่อเดิมว่า “ภารทวาชะ”

ชีวิตฆราวาส

พระพากุละ หลังจากเกิดได้ ๕ วัน พวกพี่เลี้ยงได้นำไปอาบน้ำในแม่น้ำยมุนา เพื่อความเป็นสิริมงคลและความไม่มีโรค ขณะที่พี่เลี้ยงกำลังอาบน้ำให้ท่านอยู่นั้น ปลาใหญ่ตัวหนึ่งได้มาฮุบท่านไปจากมือพี่เลี้ยง ครั้นฮุบเข้าไปแล้ว ปลาใหญ่ตัวนั้นก็เกิดอาการเร่าร้อนทุรนทุราย แหวกว่ายลงมาทางใต้จนมาถึงแม่น้ำคงคาแล้วถูกชาวประมงจับได้ และขาดใจตายในเวลาต่อมาไม่นาน หัวหน้าชาวประมงเห็นว่าเป็นปลาใหญ่จึงนำไปขายให้แก่ภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี โดยหวังจะได้ราคาดี ภริยาเศรษฐีให้ชำแหละปลา ทันทีที่ผ่าท้องปลา ทุกคนในที่นั้นก็ต้องตกตะลึงเพราะเห็นเด็กชายตัวน้อยนอนอยู่ในท้องปลา ผิวพรรณผุดผ่องน่ารักและยังมีชีวิตอยู่ ภริยาเศรษฐีเห็นแล้วก็เกิดความรักจึงรับเป็นลูกและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี

ข่าวคราวเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีได้เด็กจากท้องปลาแพร่สะพัดไปทั่ว มารดาบิดาที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่เมืองโกสัมพีได้ทราบข่าวก็ดีใจมาก จึงรีบเดินทางมาพบภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี ครั้นสอบถามถึงรายละเอียดแล้วจึงแจ้งว่า นั่นคือลูกชายของตนและจะขอรับกลับไปเลี้ยงดู

ฝ่ายภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีก็ไม่ยอมให้ เพราะเกิดความรักใคร่ในตัวเด็ก ในที่สุดเมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายจึงพากันไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี แล้วกราบทูลให้ช่วยตัดสิน พระเจ้าพาราณสีทรงวินิจฉัยแล้ว จึงตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์เท่ากันในตัวเด็ก เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายตกลงใจผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงดูเด็ก เพราะเหตุที่เติบโตอยู่ใน ๒ ตระกูล ต่อมาเด็กนั้นจึงชื่อว่า “พากุละ” แปลว่า “คน ๒ ตระกูล”

ท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง ๒ อย่างมีความสุขจนกระทั่งอายุถึง ๘๐ ปี

พระปิณโฑลภารทวาชะ เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาจบไตรเพท เป็นอาจารย์สอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน แต่ต่อมาถูกมาณพเหล่านั้นทอดทิ้งเพราะเป็นคนกินจุ จึงไปเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ และสอนมนต์อยู่ที่นั่น เนื่องจากเมืองราชคฤห์มีเจ้าลัทธิมาก ท่านในฐานะเป็นเจ้าลัทธิใหม่จึงไม่ใคร่ได้รับความนับถือ เป็นเหตุให้ได้ลาภสักการะน้อยและเลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง

การออกบวช

พระพากุละ ออกบวชเมื่ออายุได้ ๘๐ ปี เนื่องจากได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส

พระปิณโฑลภารทวาชะ เมื่อไปอยู่ในเมืองราชคฤห์แล้ว เห็นว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก มีความประสงค์จะได้ลาภสักการะเช่นนั้นบ้าง จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

การบรรลุอรหัตผล

พระพากุละ ครั้นบวชแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ ๗ วัน รุ่งเช้าของวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระปิณโฑลภารทวาชะ เนื่องจากฉันอาหารจุอันเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า “ปิณโฑลภารทวาชะ” (ภารทวาชะ ผู้แสวงหาก้อนข้าว) ในเวลาต่อมาท่านได้เที่ยวบิณฑบาตโดยไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริง จึงทรงใช้อุบายแนะนำให้ท่านรู้จักประมาณในการเที่ยวบิณฑบาต และการฉันอาหาร ท่านเข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแล้วเกิดความสลดใจ จึงเริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

งานสำคัญ

พระพากุละ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งใน ๕๐๐ รูปที่ร่วมทำปฐมสังคายนา

พระปิณโฑลภารทวาชะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ได้ทำงานสำคัญไว้หลายอย่างด้วยกัน เท่าที่ปรากฏหลักฐาน คือ รับคำท้าประลองฤทธิ์ ช่วยเพื่อนให้เป็นสัมมาทิฎฐิ และแสดงธรรมโปรดพระเจ้าอุเทน

- รับคำท้าประลองฤทธิ์ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองราชคฤห์ เศรษฐีคนหนึ่งมีความประสงค์จะทราบว่า มีพระอรหันต์อยู่ในโลกหรือไม่ จึงนำบาตรไม้จันทน์ไปแขวนไว้ในที่สูงแล้วท้าว่า หากพระอรหันต์มีอยู่ในโลกจริง ให้เหาะขึ้นไปเอาบาตรไม้จันทน์นั้นลงมา เศรษฐีเมืองราชคฤห์กำหนดเวลาไว้ ๗ วัน พระมหาโมคคัลลานะเห็นว่า ๖ วันแล้ว ยังไม่มีใครเหาะขึ้นไปนำบาตรลงมาตามคำท้า ท่านเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ด้วยโดยคนทั่วไปจะเข้าใจผิดได้ว่าไม่มีพระอรหันต์อยู่ในโลกจริง และวันนั้นเป็นวันที่ ๗ ซึ่งครบกำหนดตามที่เศรษฐีเมืองราชคฤห์ขีดเส้นตายไว้ จึงบอกพระปิณโฑลภารทวาชะซึ่งกำลังยืนห่มจีวรอยู่ด้วยกันเพื่อออกบิณฑบาต ให้เหาะขึ้นไปนำบาตรไม้จันทน์ลงมา พระปิณโฑลภารทวาชะทำตามที่พระมหาโมคคัลลานะบอก โดยท่านได้เข้าจตุตถฌาน พอออกจากฌานแล้วก็อธิษฐานให้ตัวเบาจนเหาะได้ ท่านเอานิ้วเท้าคีบหินแผ่นใหญ่เหาะเวียนรอบเหนือเมืองราชคฤห์ ๓ รอบ จากนั้นจึงทำลายก้อนหินให้แหลกละเอียด แล้วไปยืนอยู่บนยอดเรือนของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ เศรษฐีเห็นแล้วเกิดศรัทธายอมรับว่า ท่านเป็นพระอรหันต์จริง จึงคว่ำหน้านอนราบกับพื้น แล้วอ้อนวอนให้ท่านลงมาจากยอดเรือน ผลของการแสดงฤทธิ์ของท่านครั้งนั้น ทำให้เศรษฐีเมืองราชคฤห์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศตนนับถือพระรัตนตรัย

- ช่วยเพื่อนให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า พระปิณโฑลภารทวาชะมีความประสงค์จะช่วยเพื่อนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้เห็นประโยชน์ของการให้ทาน จึงกล่าวแนะนำ ครั้งแรกเพื่อนของท่านไม่เห็นด้วย เพราะสำคัญไปว่าท่านต้องการจะให้ตนเสียทรัพย์ ท่านเองก็ไม่ละความพยายามที่จะอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ เหตุที่เพื่อนของท่านไม่ยอมเข้าใจเพราะยังฝังใจอยู่กับความรู้สึกเก่าๆ ที่ว่าท่านเป็นคนกินจุ จึงทำให้เขาเห็นไปว่า การที่ท่านมาบอกให้เขาให้ทาน ก็เพราะเพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง แต่ในที่สุดด้วยความปรารถนาดีของท่าน จึงทำให้เพื่อนเข้าใจ เกิดความเลื่อมใส คลายจากความเห็นผิด ประกาศตนนับถือพระรัตนตรัย

- แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอุเทน เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองโกสัมพี หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ในฤดูร้อนวันหนึ่ง พระปิณโฑลภารทวาชะได้ไปพักกลางวันที่โคนต้นไม้ในพระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทน พระเจ้าอุเทนได้เสด็จมาพบและได้ตรัสสนทนากับท่านดังนี้

พระเจ้าอุเทน : พระคุณเจ้าภารทวาชะ เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนองจึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรัก

พระปิณโฑลภารทวาชะ : เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้มองดูหญิงเป็นเหมือนมารดา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว

พระเจ้าอุเทน : ขึ้นชื่อว่า จิตเป็นธรรมชาติโลเล แม้จะมองดูหญิงเป็นเหมือนมารดา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว แต่บางครั้งเราก็ยังรัก แต่เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนองจึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์ตลอดชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรัก

พระปิณโฑลภารทวาชะ : เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้พิจารณาดูร่างกายเป็นของไม่สะอาด

พระเจ้าอุเทน : พระคุณเจ้าภารทวาชะ พระที่อบรมกาย จิต และปัญญามาดีแล้ว จึงจะนึกตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนได้ แต่พระที่ไม่ได้อบรมกาย จิต และปัญญา ยากที่จะนึกตามได้ เพราะบางคราวเราอยากนึกว่าไม่สวย แต่กลับเห็นไปว่าสวย แต่เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนอง จึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต

พระปิณโฑลภารทวาชะ : ขอถวายพระพร เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกายและนึกคิดเรื่องราวต่างๆ โดยมิให้ยึดถือ มิให้กำหนดหมาย มิให้เกิดความยินดียินร้าย

คำสอนนั้นมีผลทำให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจถึงชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา แล้วเกิดความเลื่อมใสประกาศพระองค์นับถือพระรัตนตรัย


มีต่อ >>> ตอนที่ ๘๑

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2011, 07:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 82 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร