วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ค. 2019, 22:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


- สถานที่ปฏิบัติธรรม
แนะนำรายชื่อสถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั่วประเทศ
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=9

- รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=30



กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 09:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 22:37
โพสต์: 3


 ข้อมูลส่วนตัว


คือเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อหลายปีก่อนผมได้บวชให้คุณพ่อที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในช่วงเข้าพรรษา และแล้วก่อนออกพรรษาประมาณ 2 อาทิตย์ ในตอนเช้ามืด ผมฝันไปว่าผมได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง และในฝันผมรู้สึกว่าได้มีการสอดใส่ หลังจากนั้นผมก็โยกร่างกายไปมา จนในที่สุดผมก็รู้สึกตัว และตอนนั้นก็ใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว ผมก็เลยปล่อยเลยตามเลย ไม่ได้หักห้ามใจ เพราะเหมือนเคลิ้มๆ อยู่ จนในที่สุดน้ำอสุจิก็ไหลออกมา เหตุการณ์นี้ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกตัวว่าผมทำผิดไปแล้วอย่างมากๆ ผมได้ทำอาบัติ สังฆาฑิเสส ไปแล้วใช่ไหมครับ เพราะตอนนั้น รู้สึกตัวแล้ว ถึงจะยังเคลิบเคลิ้มก็เถอะ ถ้ารวบรวมกำลังใจก็น่าจะหักห้ามในสิ่งนั้นได้ หลังจากนั้นผมก็สึกออกมา โดยไม่ได้บอกให้ใครรู้เรื่องนี้ เพราะตอนนั้นผมคิดว่าไม่ได้ผิด ก็เลยไม่ได้บอกหลวงพ่อ ก็เลยไม่ได้ปลงอาบัติ ใครรู้ช่วยบอกผมหน่อยครับ ผมไม่อยากไปอบายภูมิ ไม่อยากตกนรกครับ ช่วยผมด้วยครับ ขอบคุณมากมากครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 09:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 6943

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


Jack99 เขียน:
ไม่ได้หักห้ามใจ เพราะเหมือนเคลิ้มๆ อยู่ จนในที่สุดน้ำอสุจิก็ไหลออกมา... ผมได้ทำอาบัติ สังฆาฑิเสส ไปแล้วใช่ไหมครับ เพราะตอนนั้น รู้สึกตัวแล้ว ถึงจะยังเคลิบเคลิ้มก็เถอะ ถ้ารวบรวมกำลังใจก็น่าจะหักห้ามในสิ่งนั้นได้ หลังจากนั้นผมก็สึกออกมา โดยไม่ได้บอกให้ใครรู้เรื่องนี้ เพราะตอนนั้นผมคิดว่าไม่ได้ผิด ก็เลยไม่ได้บอกหลวงพ่อ ก็เลยไม่ได้ปลงอาบัติ ใครรู้ช่วยบอกผมหน่อยครับ ผมไม่อยากไปอบายภูมิ ไม่อยากตกนรกครับ ช่วยผมด้วยครับ ขอบคุณมากมากครับ

:b1: น่าจะเข้าข่าย...ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ข้อ ๑ แล้วนะคะ
กล่าวคือ ๑. ภิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส.


:b8: ขอให้ศึกษาแนวทางจากกระทู้ข้างล่างนี้นะคะ
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจน แจ่มแจ้ง ในเรื่อง สังฆาทิเสส


:b44: จาก...วินัยสงฆ์-อาบัติ-ปาราชิก-สังฆาทิเสส
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=30&t=22785

-------> (ปรับปรุงคำตอบใหม่ เมื่อวันที่ ๓/๑๐/๒๕๕๗)
อ้างอิงความเห็น...นายฏีกาน้อย, ท่าน denchai จากกระทู้ข้างล่างนี้

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=42469

อ้างคำพูด:
สึกอุปสมบทใหม่

[๕๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่ได้ปิดบังไว้แล้วสึก
เธออุปสมบทใหม่ ไม่ปิดบังอาบัติเหล่านั้น พึงให้มานัตแก่ภิกษุนั้น ฯ

[๕๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่ได้ปิดบังไว้แล้วสึก
เธออุปสมบทใหม่ ปิดบังอาบัติเหล่านั้น

พึงให้ปริวาสในกองอาบัติตามที่ปิดบังไว้ครั้งหลัง แล้วให้มานัตแก่ภิกษุนั้น ฯ

[๕๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ปิดบังไว้แล้วสึก
เธออุปสมบทใหม่ ไม่ปิดบังอาบัติเหล่านั้น

พึงให้ปริวาสในกองอาบัติตามที่ปิดบังไว้ครั้งก่อน แล้วให้มานัตแก่ภิกษุนั้น ฯ

[๕๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ปิดบังไว้แล้วสึก
เธออุปสมบทใหม่ ปิดบังอาบัติเหล่านั้น

พึงให้ปริวาสในกองอาบัติตามที่ปิดบังไว้ครั้งก่อนและหลัง แล้วให้มานัตแก่ภิกษุนั้น ฯ

------------------------------------------------------
พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑
มานัตหนึ่งร้อย สึกอุปสมบทใหม่
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v ... 655&Z=7210

กล่าวโดยสรุปได้ว่า...

การต้องอาบัติ “สังฆาทิเสส” ถ้าลาสิกขา (สึก) ไปเป็นคฤหัสถ์แล้วก็ไม่ต้องกังวลใจ เพราะอาบัติมีได้เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น ลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์แล้วหามีอาบัติติดตัวไม่ อีกทั้งไม่มีผลปิดกั้นสวรรค์หรือมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด สามารถสร้างบุญกุศลตามฐานะของตนก็บรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้ แต่หากกลับมาบวชใหม่ หวนคืนสู่เพศบรรพชิตอีกครั้ง ก็จำเป็นที่จะต้องกระทำคืนหรือแก้ไขให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ กล่าวคือ ต้องแก้ด้วยการขอมานัตอยู่ประพฤติวัตร หรือการอยู่กรรม (อยู่ปริวาสกรรม) อย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ กรณี
(ตามพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ จุลวรรค ภาค ๑ มานัตหนึ่งร้อย สึกอุปสมบทใหม่ ข้อ ๕๐๘-๕๑๑) เท่านั้น จึงจะพ้นจากอาบัติสังฆาทิเสสได้


การอยู่ปริวาสกรรม มีความสำคัญแก่พระภิกษุที่ท่านต้องอาบัติหนัก
คือ อาบัติสังฆาทิเสส เมื่อพระท่านต้องอาบัติเข้าแล้ว
จะแก้ด้วยการปลงอาบัติไม่ได้
แต่ต้องแก้ด้วยการอยู่กรรม (อยู่ปริวาสกรรม) เท่านั้น

ภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ถ้าปกปิดไว้จำนวนกี่วัน
ก็ต้องอยู่ปริวาสกรรมตามจำนวนวันที่ปกปิดไว้
และต้องอาศัยสงฆ์จึงจะพ้นจากอาบัติหนักได้


เช่น เมื่อต้องอาบัติแล้วไม่ยอมบอกกับเพื่อนพระภิกษุ
เวลาผ่านไป ๑ เดือนจึงเล่าให้เพื่อนพระฟังว่าตนต้องอาบัติ

ผู้ต้องอาบัติต้องกระทำตามวินัยกรรม
โดยขอการอยู่ปริวาสจากคณะสงฆ์
หลังจากนั้นก็อยู่ปริวาสประพฤติวัตร ๑ เดือน

เมื่อครบแล้ว ต้องขอมานัตอยู่ประพฤติวัตรอีก ๖ วัน ๖ คืน
แล้ว ขออัพพาน (การประกาศยุติโทษ) จากสงฆ์ จึงจะพ้นจากอาบัติหนักได้


หรืออาจจะเข้า สุทธันตปริวาส อยู่ปริวาสกรรมเพียง ๓ วัน ๓ คืน
เมื่อครบแล้ว ต้องขอมานัตอยู่ประพฤติวัตรอีก ๖ วัน ๖ คืน
แล้วขออัพพาน (การประกาศยุติโทษ) จากสงฆ์ จึงจะพ้นจากอาบัติหนักได้


การจะมีโอกาสได้บวชในบวรพระพุทธศาสนา ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย
ดังนั้น เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ควรตั้งจิตตั้งใจ ตั้งสติให้ดี
:b8: ขอให้การบวช (แม้จะบวชชั่วคราวก็ตาม) เป็นการบวชเรียน
บวชเพื่อรักษาพระศาสนา บวชเพื่อสืบต่ออายุพระศาสนา
บวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และบวชเพื่อปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา


:b40: ศึกษาเพิ่มเติมจาก คัมภีร์จุลวรรค ภาค ๑
http://watparsi.com/pdf/Jullawatbook_part1.pdf

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 13:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 22:50
โพสต์: 1


 ข้อมูลส่วนตัว


อาการที่พระต้องอาบัติ จากหนังสือนวโกวาท มีดังนี้

๑. ต้องด้วยไม่ละอาย

๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ

๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง

๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร

๕. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร

๖. ต้องด้วยลืมสติ


การที่เรานอนหลับแล้วฝันไปนั้นเป็นการนอนที่เผลอสตินะครับ สบายใจได้
ต้องหรือไม่นั้นอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ
:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ค. 2008, 14:07
โพสต์: 284

อายุ: 0
ที่อยู่: ประเทศไทย

 ข้อมูลส่วนตัว


ลองปรึกษาพระคุณเจ้าที่มีศีล มีความรู้ด้านนี้สิครับ
ลองคุยดูว่าท่านจะให้คำปรึกษายังไง
ถ้ายังกังวลมาก ก็ลองบวชอีกครั้งแล้วขอปลงอาบัติใหม่ละกันนะครับ

.....................................................
"ใครเกิดมา ไม่พบพระพุทธศาสนา ไม่เลื่อมใส ไม่ปฎิบัติ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เป็นโมฆะตลอด ตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย"

"ให้พากันหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา"

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
http://www.luangta.com/

"ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน"
หลวงปู่มั่น

"ดูจิต...ด้วยความรู้สึกตัว"
หลวงพ่อปราโมทย์ สวนสันติธรรม ชลบุรี
http://www.wimutti.net


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 18:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 22:37
โพสต์: 3


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ Banlue ดูข้อความที่ผมเขียนนี้ซิครับ
"หลังจากนั้นผมก็โยกร่างกายไปมา จนในที่สุดผมก็รู้สึกตัว และตอนนั้นก็ใกล้จะถึงจุดสุดยอดแล้ว ผมก็เลยปล่อยเลยตามเลย ไม่ได้หักห้ามใจ เพราะเหมือนเคลิ้มๆ อยู่ จนในที่สุดน้ำอสุจิก็ไหลออกมา เหตุการณ์นี้ผ่านมาเป็น 10 ปีแล้ว ตอนนี้ผมรู้สึกตัวว่าผมทำผิดไปแล้วอย่างมากๆ ผมได้ทำอาบัติ สังฆาฑิเสส ไปแล้วใช่ไหมครับ เพราะตอนนั้น รู้สึกตัวแล้ว ถึงจะยังเคลิบเคลิ้มก็เถอะ ถ้ารวบรวมกำลังใจก็น่าจะหักห้ามในสิ่งนั้นได้"

ตอนนั้นผมเคลิ้มๆ และรู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ปล่อยเลยตตามเลย คือพอรู้สึกตัวก็ยังขยับตัวต่อ จนน้ำอสุจิพุ่งออกมาน่ะครับ อย่างนี้จะยังทำสังฆาทิเสส อยู่หรือเปล่าครับ กลัวว่าจะต้องไปอบายภูมิน่ะครับ กลัวมากๆ เลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มี.ค. 2009, 17:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมได้คำแนะนำมาจากพระและผู้รู้ดังนี้ครับ.....

ก่อนอื่น ขอให้คุณ Jack99 คลายใจลงไปก่อน อย่าแบกบาปในวันก่อนให้กลับมาเป็นบาปในวันใหม่ทุกๆวันเลย ..บาปที่เล่ามานี้ไม่ได้เป็นเหตุพาไปอบาย และพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เฉพาะผู้ครองในเพศสมณะเท่านั้น ในคราวสึกออกมาแล้วก็เป็นอันพ้นจากพระวินัยนี้ไป เป็นวิสัย เป็นเรื่องของปุถุชนที่เป็นไปได้เป็นธรรมดา

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติว่า หากเป็นเพียงฝัน ไม่มีความขวนขวายจากเจ้าตัวก็ไม่ได้ชื่อว่า อาบัติ...หากประกอบด้วยความรู้ตัวและขวนขวายก็เป็นอาบัติ นี่เป็นประเด็นที่หนึ่ง

เพราะคุณ Jack99ไม่ทราบ ก็ไม่ได้บอกกล่าวแก่พระอุปัชฌาย์ก่อนที่จะสึก...อันปกติแล้วที่ท่านให้ระวัง มากก็ได้แก่ อาบัติปาราชิก เท่านั้น อาบัติอื่นๆ ถือว่าแก้ไขได้หมด...ไม่ได้เป็นเหตุพาไปอบาย

ทีนี้ ใจที่ไม่รู้ก็กลับหลงกลัดกลุ้มกังวลมาเป็นเวลาถึงสิบปี ตรงนี้ ไม่ดีเลย ตรงนี้เป็นบาปกุกกุจจะ จะกลายเป็นอาจิณกรรมฝ่ายบาปที่เศร้าหมอง และอาจจะเป็นเหตุให้จิตใจที่คุ้นเคยปรารภขึ้นมาก่อนจะตายได้ ..ดังนั้น จงกำจัดความรู้สึกนี้ออกไปเสีย

บาปนั้น แม้หากจะเป็นอาบัติก็ตามไม่ได้พาไปอบาย
ข้อที่สอง คุณ Jack99 สึกออกมาแล้วก็เป็นอันจบลงไป...หากเมื่อใดจะบวชอีกครั้ง เช่นอยากจะบวชในคราวอายุ 60 ปี เพราะไม่มีการงานแล้ว ก็จะยังต้องถือว่า จำเป็นต้องแก้อาบัติในหนหลังด้วยเพื่อ กำจัดกุกกุจจะของตนเองด้วยและเป็นข้อพระวินัยด้วย

ในวัดนั้น หากมีการทำวัตรเช้าเย็น ก็มีการแสดงอาบัติก่อนหรือหลังการทำวัตรสวดมนตร์อยู่แล้ว หรือ ในวันอุโบสถก่อนฟังสวดพระปาำำฎิโมกข์ หรือก่อนทำสังฆกรรมพิธีทางสงฆ์ก็จะมีการแสดงอาบัติก่อนอยู่แล้ว เมื่อแสดงอาบัติแล้ว อาบัติหนัก คือสังฆาทิเสส ชื่อว่าได้ถูกเปิดเผยแล้ว ไม่เป็นการปกปิดอีกต่อไป อาบัติเบา คือขั้นเบากว่าสังฆาทิเสสลงมา เช่น ปาจิตตีย์ ชื่อว่าได้ทำคืนด้วย

ดังนั้น คุณ Jack99จงกำจัดความเดือดร้อนใจในเรื่องนี้ออกไปเสียให้สิ้นจากจิตใจ... ในการบวชของคุณ Jack99นั้น ศีลที่คุณ Jack99ต้องเพียรระวังรักษากายวาจาตั้งมากมาย การสำรวมในปาฏิโมกข์ศีลทั้งสิ้นนั้น... หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่..
เหตุใดหนอ... คุณ Jack99 จึงทอดทิ้งเพชรเม็ดงามเหล่านั้นไปเสียสิ้น แล้วกลับไม่แยบคายเก็บเอาก้อนกรวดก้อนดินที่หาค่าไม่ได้กลับมาไว้ในใจถึงสิบ ปีด้วยเล่า..?
จงหันกลับเปลี่ยนจิตใจของตนให้ระลึกถึงบุญเป็นอันมากที่เกิด ขึ้นในการบวชนั้น ส่วนบาปที่จบไปแล้ว เป็นอาบัติเพียงเท่านี้ อย่าไปกังวลใจเลย
จบเสียเถอะครับ ..

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 พ.ค. 2009, 23:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 เม.ย. 2009, 02:22
โพสต์: 83

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รู้ว่าผิด ตอนนี้ก็ยังมีชิวิตมีโอกาสแก้ตัวและทำให้ดีได้นิครับ ตราบได้ที่มารหรือมัจจุราชยังไม่พรากชีวิตเรา ก็ยังมีโอกาสเสมอ และผมรู้ว่าตัวคุณเองทราบดีว่าควรทำอย่างไร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ค. 2009, 20:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มิ.ย. 2009, 16:38
โพสต์: 81

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สังฆาทิเสส / 1 ตัว
(โทษที่หมู่ภิกษุ จำต้องลงโทษ)

ต้องตกมหาตาปนรก 1 ชั่วอายุ คือ ครึ่งกัปป์


รู้มาแค่นี้ .........และมีเรื่องบอกให้ทราบที่แท้จริงแบบนี้

บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาก็ต้องศึกษาเรื่องพระวินัยของพระให้เข้าใจก่อนเป็นอันดับแรก
เพื่อจะได้ไม่ทำผิดพระวินัยให้เกิดบาปแก่ตนเอง เพราะบวชเข้ามาก็หวังบุญหวังกุศล

แต่เมื่อบวชเข้ามาแล้วไม่ได้ศึกษาพระวินัยให้ดี ก็จะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้ามสิ่งใดไว้บ้าง
เมื่อไม่รู้ก็ทำผิดทำถูก มั่วๆปะปนกันไปเรื่อยเปื่อยตามแต่กิเลสตัณหาจะชี้นำ
ไม่มีหลักเกณฑ์ขอบเขตอะไรที่จะควบคุมความประพฤติ การบวชแบบนี้แทนที่จะได้บุญได้กุศล
ก็กลับได้แต่บาปอกุศลไป เพราะความเป็นพระภิกษุถึงแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งนี้ผิดพระวินัยเพราะไม่ได้ศึกษา
แต่เมื่อทำสิงผิดนั้นลงไปด้วยความไม่รู้ นั่นก็คือผิด

ผู้ที่บวชเข้ามาแล้วต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วก็ปกปิดไว้ โดยไม่ได้บอกใครในระหว่างที่ยังเป็นนักบวชอยู่
ก็นับเฉพาะระยะเวลาที่ยังเป็นนักบวชอยู่ ถ้าสึกไปวันไหน จากวันนั้นก็ไม่ต้องไปนับ

ถ้าจะมาบวชเป็นพระภิกษุใหม่ก็ต้องแจ้งแก่พระรูปใดรูปหนึ่ง
ในวันที่ตัวเองบวชใหม่นั้นว่าตนเองต้องอาบัติสังฆาทิเสสคาอยู่ตั้งแต่บวชคราวก่อนโน้น
ถ้าแจ้งแบบนี้ก็ได้อยู่ปริวาสตามระยะเวลาที่ได้ปกปิดไว้ในคราวก่อนนั้น

แต่ถ้าบวชเข้ามาใหม่แล้วก็ยังไม่แจ้งแก่ใครๆในวันที่บวชใหม่นั้น ยังปกปิดไว้อยู่ ระยะเวลาที่จะต้อง
อยู่ปริวาสก็ต้องนับเพิ่มไปเรื่อยตามวันที่ปกปิดในตอนบวชใหม่นี้ + กับระยะเวลาที่ปกปิดไว้เดิมนั้น

ถ้าชาตินี้ไม่บวชใหม่อีกเลยก็ไม่ต้องอยู่ปริวาส
แม้ชาติต่อๆไปได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้บวชในพระพุทธศาสนา ก็ไม่ต้องอยู่ปริวาสใหม่
เพราะการอยู่ปริวาสเพื่อแก้ไขอาบัติสังฆาทิเสสนี้ไม่มีผลผูกพันข้ามภพข้ามชาติ

แต่ถ้าบวชใหม่ในชาติปัจจุบันนี้เมื่อไหร่ถ้าจะให้ถูกต้องต้องแก้ไขด้วยการเปิดเผยอาบัติและอยู่ปริวาสเท่านั้น
แม้จะบวชตอนแก่แค่ไหนก็ตาม ก็ต้องได้แก้ไขเท่านั้นโทษจึงจะผ่านไปได้


การอยู่ปริวาสกรรม เป็นสังฆกรรมของสงฆ์ประเภทหนึ่ง และเป็นสังฆกรรมที่เกี่ยวข้องเฉพาะพระเท่านั้น
ก็เป็นการอยู่ปริวาสเพื่อแก้ไขความผิดที่ได้ละเมิดและการละเมิดนี้เป็นการละเมิดที่หยาบคายอย่างที่สุด
เท่าที่การละเมิดอาบัติแล้วจะไม่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
เหตุผลก็มีเท่านี้ ไม่มีอย่างอื่น

และการอยู่ปริวาสกรรมเพื่อทำการแก้ไขอาบัติสังฆาทิเสสของพระนี้
ก็มีข้อวัตรปฏิบัติที่ยุ่งยากอยู่มาก พระที่จะอยู่ปริวาสก็ต้องแน่ใจชัดว่าตัวเองได้ทำความผิดจริงๆ

ถ้ายังมีสงสัยว่าผิดจริงหรือไม่ หรือระลึกถึงความผิดไม่ได้ แบบนี้ยังไม่สามารถที่จะอยู่ปริวาสได้

ส่วนการจัดอยู่ปริวาสเป็นประเพณีประจำปี แล้วเชิญชวนทั้งพระและโยมให้เดินทางมาทำบุญกันมากๆ
มีการติดป้ายประกาศเชิญชวนตามสถานที่ชุมนุมชนเพื่อให้คนเดินทางมามากๆนั้น
อันนี้เป็นการกระทำที่เรียกว่า อาศัยชื่อปริวาสหากิน อาศัยชื่อปริวาสหาเงิน
เป็นการจัดเพื่อความสนุกสนานซะมากกว่า การจัดปริวาสแบบนี้ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของพระวินัย

พระบางองค์ที่มาอยู่ปริวาสที่เขาจัดกันแบบนี้ บางองค์ก็มั่วมาอยู่กับเขาก็มี
พอเห็นว่ามีคนมาเยอะมีพระมาเยอะก็มากับเขา เผื่อจะได้สตางค์ติดไม้ติดมือกลับไปบ้าง

พระบางองค์ก็มาอยู่ปริวาสแบบเผื่อๆไว้ก่อน เพราะในหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นไม่ทราบว่าตัวเองได้พลั้งเผลอ
ต้องอาบัติสังฆาทิเสสนี้บ้างหรือเปล่าเช่น สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยเจตนาหรือถูกเนื้้อต้องตัวโยม
ผู้หญิงในขณะที่ตัวเองมีความต้องการทางเพศเป็นต้น และตนเองก็จำไม่ค่อยได้เพราะไม่ได้ระมัดระวัง
อะไรคิดแต่ว่าเดี๋ยวก็มีงานอยู่ปริวาสกรรม เมื่อถึงเวลาก็ไปอยู่ๆกับเขา แต่การอยู่ปริวาสนั้นจะถูกหรือผิด
ไม่สำคัญล่ะ ขอให้อยู่ๆไปก่อน พอให้ตัวเองสบายอกสบายใจว่าปีนี้ได้อยู่ปริวาสกรรมกับเขาแล้ว
เปลื้องอาบัติแล้ว จากนั้นก็ไปดำรงชีวิตตามปกติมั่วๆของตนเองนั้นอีก
พอถึงหน้างานปริวาสใหม่ก็มาอยู่ปริวาสกับเขาอีก

พระบางองค์ก็เดินสายหาอยู่ปริวาสหลายที่
มาอยู่ปริวาสวัดนี้แล้วก็ไปอยู่ปริวาสวัดโน้นอีกแล้วก็วัดโน้นอีก.....
ตามตารางวันที่คณะพระผู้จัดปริวาสเขาจัดกันไว้ในหน้าเทศกาลงานประเพณีปริวาสกรรม (จอมปลอม)

พระบางองค์ก็ ฯลฯ

เพราะฉะนั้น ใครไปเจอโฆษณางานประเพณีปริวาสกรรมแบบนี้ก็หลีกหนีให้ห่างจะดีที่สุด
เพราะจะไม่ต้องไปร่วมบาปร่วมเวรกับพวกมารศาสนาหัวโล้นทั้งหลาย

จากพระไตรปิฎกเล่ม 34 หน้า 87

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย …บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร ?

บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันลามก (มีการกระทำ) ไม่สะอาด
มีความประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานอันปกปิด ไม่เป็นสมณะ แต่ปฏิญญา (รับรองตัวเอง)
ว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น
รกเรื้อ (ด้วยกิเลสโทษ) บุคคลเช่นนี้ควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้
นั่นเพราะเหตุอะไร ?

เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า
เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม งูที่จมคูถ (ขี้) ย่อมไม่กัดก็จริงอยู่
ถึงกระนั้น มันก็ทำผู้จับให้เปื้อน ฉันใดก็ดี
ถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า
เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม ฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น บุคคลเช่นนั้น จึงควรเกลียด ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้...

*** อีกอย่างหนึ่งการห้ามคบหาสมาคมกับผู้ทุศีลนั้นก็เพราะเมื่อคบหาสมาคมกันแล้ว
ย่อมจะเป็นการหักรานประโยชน์เกื้อกูลของตนเองทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าด้วย


เพิ่มเติมอีกนิดว่า การอยู่ปริวาสของพระภิกษุนี้ก็คือ วิธีการทำโทษหรือการลงโทษ
ต่อภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระวินัยให้มีความเข็ดหลาบไม่กล้ากระทำความผิดเช่นนี้อีกนั่นเอง


ขอให้ท่านผู้ตั้งกระทู้คิดเอาเองว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้ถูกต้องและแก้ไขในทางที่ถูกค่ะ :b23:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ค. 2009, 20:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านพระวินัยของพระท่านเท่าไหร

แต่ตามที่ฟังดูแล้วผมว่าน่าคิดเหมือนกันนะครับ

คุณ Jack99 กินข้าวแล้วไม่ล้างจานนานตั้งสิบปี

พอนึกออกจะกลับไปล้าง มันอาจจะล้างยากสักหน่อยนะท่าน

แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ล้างเลย ใช่ใหม ? ครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2009, 01:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ย. 2009, 21:17
โพสต์: 83

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ในฐานะเคยบวชมาหลายพรรษา..ขอตอบแบบรู้จริง..ไม่มั่ว
คำตอบของคุณไม่สายเกินไป...ถูกต้องชัดเจนที่สุดแล้วครับ

อาการที่พระต้องอาบัติ จากหนังสือนวโกวาท มีดังนี้
๑. ต้องด้วยไม่ละอาย
๒. ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ
๓. ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง
๔. ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร
๕. ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร
๖. ต้องด้วยลืมสติ


ข้อพิจารณาอาการที่พระต้องอาบัติสังฆาทิเสส มีดังนี้
1.เจตนา คือ มีเจตนาจงใจให้น้ำอสุจิเคลื่อน
2.ประโยค คือ มีความพยายามทางร่างกาย เช่น มือ เสียดสีทางร่างกาย
3.สำเร็จในผลการกระทำ

กรณีของคุณ...ไม่ใช่ฝันเด็ดขาด เพราะตอนนั้น รู้สึกตัวแล้ว ..
คำถามคือ...ข้อ2.มีความพยายามทางร่างกาย เช่น มือ เสียดสีทางร่างกาย ได้กระทำหรือไม่

ถ้าครบองค์ประกอบ 3 ประการ คือ มีเจตนา มีความพยายาม สำเร็จผล
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส 100 % ถ้าไม่ครบไม่ใช่อาบัติสังฆาทิเสส เป็นอาบัติถุลลัสจัย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2009, 06:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2009, 08:46
โพสต์: 405

แนวปฏิบัติ: ดูจิต-อานา
ชื่อเล่น: ขวานผ่าซาก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอตอบตามหลักพระวินัยนะครับ

ผู้ที่ต้องสังฆาฑิเสส

ข้อที่ 1. สญฺเจตนิกา สุกฺกวิสฏฺฐิ, อญฺญตร สุปินนฺตา สงฺฆาทิเสโส

แปลว่า ปล่อย สุกกะ เป็นไปด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ความฝัน เป็นสังฆาฑิเสส

สุกกะ คือน้ำอสุจิ

ลักษณะอาการของคุณที่ทำไปนั้น อยู่ในกึ่งสภาพวะ คือครึ่งหลับครึ่งตื่น กำลังฝันอยู่เท่่านั้น ไม่ได้กระำทำไปเพราะ ความจงใจ เพียงอย่างเดียว อยู่ในลักษณะ บังคับ ตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้น คลายความกังวลใจได้นะครับ คุณไม่ได้เป็น สังฆาฑิเสส หรอกนะครับ

การที่จะเป็นอาบัติสังฆาฑิเสส นั้น อยู่ที่ ไถยจิต ครับ คือ เจตนาตอนที่กระทำ

อาบัติ สังฆาฑิเสส นั้น ที่จริงแล้วปรับกันยากมากครับ ไม่ใช่เป็นกันง่ายๆ เพราะเป็นหัวใจของศาสนาเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าทำแล้ว จะทำให้การทำ มรรคผล นั้น ทำได้ยากมาก ๆ

แต่ถ้า เกิดความละอาย แล้วทำคืน สิกขาบท สังฆาฑิเสส ซึ่ง เป็นฝ่ายกรรมหนัก คือ ครุกรรม ที่เรียกว่า อยู่ ปริวาสกรรม ก็สามารถออกจากอาบัติสังฆาฑิเสสนี้ได้ครับ

ผมฟันธงให้เลยครับ ไม่เป็นครับ ผมเคยเรียนพระวินัยมาครับ

.....................................................
สุ จิ ปุ ลิ...(หัวใจนักปราชญ์)

ปัจจุบันธรรม

โยนิโส มนสิการ
สติ สัมปชัญญะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2019, 13:59 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1679

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร