วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.ย. 2020, 14:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ย. 2020, 19:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.พ. 2019, 18:59
โพสต์: 11

โฮมเพจ: https://www.facebook.com/proyrak/
แนวปฏิบัติ: ศึกษาธรรมะโดยธรรม นำมาปฏิบัติ และเผยแผ่ธรรมะนั้น ให้คนรู้จักใช้กรรม แก้กรรม พัฒนากรรม เกิดสันติสุข
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ ฟังเพลง
สิ่งที่ชื่นชอบ: ท่องเที่ยว
ชื่อเล่น: พรหมสิทธิ์
อายุ: 38

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเข้าใจ "ฌาน"

ฌาน (absorption) แปลว่า การเพ่ง องค์แห่งปฐมฌาน มี ๕ ดังนี้

วิตก คือ คิดอารมณ์ คิดเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คิดสิ่งใดก็ได้ หรือกังวล (Vitakka; Initial application; Thought conception; thought)

วิจาร คือ เคล้าคลึงอารมณ์ นำสิ่งที่เรากังวล นำอารมณ์ที่วิตกนั้นมาวิเคราะห์ พิจารณา (Vicara; Sustained application; Discursive thinking; deliberation)

ปิติ คือ ดีใจ หมายความว่า สรุปว่าสิ่งที่มาวิเคราะห์นั้นสรุปได้หรือยังไม่สรุป ถ้าเกิดปิติก็จะสรุปได้ (Piti; joy; rapture; delight; zest; interest)

สุข คือ สรุปว่าดี พึงพอใจแล้ว (Sukha; 1.happiness; ease; joy; comfort; pleasure, 2.physical or bodily happiness or ease)

เอกกัคตา คือ สรุปแน่นอน และดำรงอารมณ์อยู่ ณ จุดนั้น (Ekaggata; one-pointedness (of mind); mental one-pointedness; concentration)

ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิก็ได้ฌานได้ คิดสิ่งใดให้ครบองค์ประกอบก็ได้ฌานแล้ว ถ้าหากเป็น ฌานที่ ๒ จะไม่มีวิตกและวิจาร หมายถึง เราสรุปแล้ว แต่ยังคงดำรงอยู่ให้เป็นสุข เราสรุปว่าสุขแล้ว ก็ให้เราดำรงว่าสุขอยู่

ถ้าเราไม่สามารถจะดำรงสุขตรงนั้นก็จะต้องตกจากฌาน ๑ มาเริ่มต้น วิตก วิจาร ใหม่

ถ้าเราจับพวงมาลัยรถ เราสามารถดำรงความคิดพวงมาลัยตลอดได้ แต่จะเป็นขั้นๆ ขั้น ๑ ขั้น ๒ ขั้น ๓ ขั้น ๔ แต่สุดท้ายเราก็ต้องหลุดออกจากฌาน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่ใช่วิธีที่แก้ทุกข์ที่แท้จริง คือรู้แต่ของ แต่ไม่รู้เป็นอะไร แก้ทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงดึงออกมา ดึงออกมาอย่าให้ไปถึงที่สุดแล้วนิ่งไว้ ให้ดึงออกมาเข้าสู่ตัวที่ ๓ แล้วให้เข้าสู่ตัววิปัสสนา ให้นำมาคิดว่าเป็นอะไร เอากำลังสมาธิตรงนี้ไปคิดต่อ ไปวิจัยต่อว่าเป็นเพราะอะไร ด้วยอริยสัจ ๔ วิปัสสนาจึงเป็นเช่นนี้ ดึงออกมาวิเคราะห์วิจารณ์ว่ามันคืออะไร เกิดขึ้นมาได้อย่างไรใช้หลักของอริยสัจ ๔ เอาการกระทำของเรามาคิดวิเคราะห์ โดยใช้กำลังของฌาน

เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ถ้าสมาธิไม่ดีเราก็ต่อไม่ได้ เหมือนกับร้อยเข็ม เราต้องอาศัยตัวสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิเราร้อยเข็มไม่ได้ คือเอาพลังความต่อเนื่องของฌานมาใช้ตัววิจาร นี่แหละคือ "ญาณ" (Nana; knowledge; real knowledge; wisdom; insight) ญาณก็จะไปเข้าใจว่าตรงนี้ทุกข์เพราะอะไร เกิดเพราะอะไร ฯลฯ นี่แหละคือวิปัสสนา แล้ววิปัสสนาไปคิดอะไร ไปคิดฐานแห่งกรรม กรรมตัวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นอย่างไร แก้ไขยังไง

เราได้ฌานก็คือได้กำลัง แล้วเราจะเอากำลังนี้ไปใช้กับอะไร บางคนมีกำลังแต่ไปดำรงไว้เฉยๆ คือได้แต่ฌาน

^_^ ..._/_... ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

#อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต

.....................................................
อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร